น.182 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรม ตลอดเวลา ๒ ปีมานี้, อาตมากระทำไปด้วยความหวังว่า ศีลธรรมจะกลับมา, โดย ที่มีความเห็นและความเชื่ออย่างยิ่งว่า ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ ศีลธรรมระบาดโลกธาตุสงบเย็น; ใช้คำ รุนแรงไปหน่อยว่า ระบาดเหมือนโรคระบาด. ถ้าศีลธรรม ระบาด โลกธาตุสงบเย็น ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ ลักษณะนี้แสดงให้เห็นอยู่อย่างชัดแจ้งแล้ว ซึ่ง ใคร ๆ ก็พอจะมองเห็น, สำหรับ ปรมัตถธรรมนั้น คือ หนทางมาแห่งศีลธรรม , เป็นรากฐานของศีลธรรม, เพื่อ ๑๗๔
น.183 ๑๗๕ ความตั้งอยู่อย่างมั่นคงของศีลธรรม และช่วยให้เกิดความแผ่ กว้างขวางออกไปของศีลธรรม, อาตมาจึงกล่าวถึงปรมัตถ- ธรรม ในฐานะเป็นรากฐานของศีลธรรม. ครั้งที่แล้วมา กล่าวโดยหัวข้อว่า การทำงานคือ การปฏิบัติธรรม คนทุกคนพอใจในการทำงาน สนุกสนาน ในการทำงาน มีความสุขในการทำงาน เพราะว่าเป็นการ ปฏิบัติธรรม. ในครั้งนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า “ถ้าจะให้ เย็นฉ่ำ ต้องมีการลดแห่งกิเลส" ต้องมีการลดแห่งกิเลส เรียนพุทธศาสนาต้องรู้จักลักษณะของกิเลส. ขอให้สนใจคำว่า การลดแห่งกิเลส สิ่งที่จะต้อง รู้จักกันให้ดีที่สุด ก็คือสิ่งที่เรียกว่ากิเลส, ขอให้มองให้เห็น ชัดว่า กิเลสนั้นคืออะไร ? กิเลสนั้นคือความรู้สึกผิด ๆ ความเห็นผิด ๆ ความคิดผิด ๆ การตัดสินใจผิด ๆ เมื่อ อารมณ์มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ, ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำวันของคนเรา, นี้เรียกว่ากิเลส.
น.184 ๑๗๖ ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า ความรู้สึกผิด ๆ ความ คิดผิด ๆ ความเห็นผิด ๆ ตัดสินใจผิด เมื่อมีอารมณ์ภายนอก มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นประจำ ในชีวิตประจำวันของคนเรา นี้เรียกว่ากิเลส, ระวังอย่าให้เกิดความคิดผิด เห็นผิด เป็นต้น เมื่อมีอารมณ์มากระทบ จะได้ไม่มีกิเลส. กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ การเกิดขึ้นแห่งกิเลส ก็เป็นการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ เป็น ก. ข. ก. กา ของพุทธศาสนา พวกฝรั่งเขาเห็นว่า A. B. C. ของพุทธศาสนา คือไปเรียนปรัชญาทั้งหลายใน ประเทศอินเดียกันเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาเรียนพุทธศาสนา ส่วนใน พระบาลีได้ตรัสไว้ชัดว่า การรู้เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น เป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาพุทธศาสนา เรียกว่า อาทิพรหมจรรย์ . พุทธบริษัทมีการศึกษาพุทธศาสนา ขนาดตั้ง ต้นเป็น ก. ข. ก. กา ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ว่าเมื่อมี อารมณ์มากระทบ ตาเป็นต้น เกิดเป็นสัมผัสแล้ว ไม่มีสติ ปัญญา มันก็เป็น ผัสสะโง่, เกิดเวทนาโง่, เกิดความอยาก
น.185 ๑๗๗ ที่โง่ คือตัณหา, แล้วก็เกิดความรู้สึกว่าตัวตน ไปตามตัณหา นั้น ว่าตัวกู, ตัวกูเป็นผู้อยาก อยากจะได้ มาเป็นของกู, สิ่งทั้งปวงก็เป็นของหนัก และเป็นความทุกข์. นี่ จุดตั้ง ต้นของความทุกข์. ต้องรู้สิ่งนี้เหมือนกับว่าเรียน ก. ข. ก. กา, ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละ ก. ข. ก. กา ในการศึกษาพระพุทธศาสนา. การทำผิดเมื่อมีอารมณ์มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้น เป็นเรื่องผิด เรียกว่าคิดผิด พูดผิด ทำผิด กิเลส คือการเห็นผิด, การเข้าใจผิด การตัดสินใจผิด. ตาม ปกตินั้นดูให้ดี เราไม่มีความรู้สึกแยกกันอย่างนี้ เอาความ รู้สึกที่เกิดอยู่นั้นเป็นตัวเราเสียเอง ตัวเราเป็นกิเลส, กิเลส เป็นตัวเราเสียเอง, น่าขันก็น่าขัน น่าเศร้าก็น่าเศร้า; เอา กิเลสเป็นตัวตนเสียเอง, จึงไม่มีใครคิดจะทำลายล้าง กิเลส ทั้งที่มันเป็นของร้อน. กิเลส เป็นของร้อน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่า ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ราคะ หรือ โลภะ มัน ร้อนทั้งที่เปียก ๆ แฉะๆ โทสะ หรือโกธะ มัน ร้อน อย่างเผาไหม้, โมหะ มันก็ ร้อนอย่างมืดครึ้ม เอาทีเดียว.
น.186 ๑๗๘ นี่แหละไฟ เปียกก็มี แห้ง ก็มี มืดก็มี เกิดขึ้นในใจแล้วเป็น ของร้อน แล้วเรียกว่ากิเลสเป็นไฟ. ความดับไปแห่งกิเลสคือนิพพาน, คนไม่รู้จัก. นี้ดูในทางที่ตรงกันข้าม ว่าถ้าไม่มีร้อน มันก็เย็น ; เห็นกันได้ไม่ยากเลย ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ จิตใจก็ไม่ร้อน แล้วจิตใจก็เย็น ไม่มีกิเลสก็เย็น ความดับไปแห่งกิเลสนั่น แหละคือนิพพาน. คำว่า นิพพาน ในสมัยพุทธกาล เป็นคำพูดของชาว บ้าน แปลว่า "เย็น". เย็นคือดับไปแห่งความร้อน ของ สิ่งที่มีความร้อน นิพพานเป็นความดับของไฟ เช่นบาลี ว่า ปชฺโชตสฺเสว นิพพานํ - ดับไปเหมือนไฟดับ ; ส่วนความ ทุกข์ดับร่างกายดับ นี้ใช้คำว่า นิโรธ , นิโรธะมากกว่า, นิพพานะ จึงแปลว่า เย็น. เมื่อไม่มีไฟคือกิเลส. ปัญหามันก็เกิดขึ้นอยู่ที่ว่า ไม่รู้จักกิเลสว่าเป็นของ ร้อนนี้น่าแปลก, ไม่รู้จักไฟว่าเป็นไฟ, ไม่รู้จักความทุกข์ว่า เป็นความทุกข์. ชาวต่างประเทศ มีการศึกษาอย่างชาวต่าง ประเทศ. เขาถือว่าเขาไม่มีความทุกข์ ที่ชาวพุทธเรียกว่า
น.187 ๑๗๙ ความทุกข์ ความทุกข์นั้น เขาว่าไม่ใช่ความทุกข์ ; เป็น ของธรรมดาอย่างนั้นเอง ไม่ต้องไปดับมัน. ชาวต่างประเทศ บางคนว่าที่ไม่มีความทุกข์นั้น มันผิดปรกตินะ ; คนไม่รู้- จักยินดียินร้าย ไม่รู้จักอร่อย ไม่อร่อย เป็นคนปรกติอย่าง นั้น เรียกว่าคนไม่ปรกติ คือเป็นคนที่ผิดปรกติ, ต้องมี กิเลส ต้องขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามกิเลส จึงจะเป็นคนปรกติ. เมื่อ ถือหลักอย่างนี้ ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง, เราก็ไม่สามารถ อธิบายถึงความดับทุกข์อย่างไรได้. เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักกิเลส และ ไม่รู้ว่ากิเลสเป็นของ ร้อน แล้วก็ไม่รู้สึกว่าเรามีกิเลส โดยเอากิเลสเป็นตัวเรา, เราทุกคนเอาตัวกู - ของกูมาจากกิเลส, เอากิเลสมาเป็นตัว เราอย่างนี้. ปัจจุบันนี้กิเลสครองโลก . ในสภาพปัจจุบันนี้ดูให้ดี, ดูให้ดี, กิเลสกำลังครอง ใจคน กิเลสกำลังครองบ้าน กิเลสกำลังครองเมือง กิเลส กำลังครองโลก จริงไหม ? ขอให้ดูให้ดี กิเลสครองใจคน คนจึงรับใช้กิเลส; เหยื่อของกิเลสจึงเป็นสิ่งอร่อยที่สุด
น.188 ๑๘๐ ของคน. คนก็หลงใหลในเหยื่อของกิเลส การบูชากิเลส จึงเกิดขึ้น คนเลยไม่มีศีลธรรม, เมื่อมีกิเลสก็ไม่มีศีล ธรรม. ไม่มีศีลธรรมแล้ว ปัญหาก็เกิดขึ้นมาทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางการปกครอง ทางอะไรทุกอย่าง, เพราะ ไม่มีศีลธรรม ก็ทำทุกอย่าง อย่างไม่มีศีลธรรม, ทำ อย่างเห็นแก่ประโยชน์ของตน มันก็ไม่มีศีลธรรม. เรามัว ไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจการเมือง โดยไม่ดูที่ต้นตอว่า มันมา จากความไม่มีศีลธรรม ซึ่งมาจากกิเลสอีกต่อหนึ่ง เราเอา กิเลสเป็นตัวตน เป็นตัวกู เป็นฝ่ายถูกเสียแล้ว มันก็มีศีล ธรรมไม่ได้. นี่คือความไม่มองให้เห็นว่า ต้นตอของปัญหาทุก อย่างอยู่ที่ความไม่มีศีลธรรม อันมาจากกิเลส, กิเลสจึง มีโอกาสครองใจคน ครองบ้าน ครองเมือง และครอง โลก สภาพปัจจุบันในโลกกำลังเป็นอย่างนี้ ขอให้สนใจ ดูให้ดีเป็นพิเศษ. คนมีกิเลส เอากิเลสเป็นตัวตน ของตน ก็ บูชาเหยื่อของกิเลสเป็นพระเจ้า; ต่อสู้เพื่อกิเลส, ต่อสู้
น.189 ๑๘๑ เพื่อให้ได้เหยื่อของกิเลส, ต่อสู้แทนกิเลส เพราะว่ากิเลส เป็นตัวตนของเขาไปแล้ว, แล้วเขาก็ยังจมอยู่ในกองกิเลสโดย ไม่รู้สึกตัว. เหมือนหนอนที่เกิดในพริก มันก็อยู่ได้โดยไม่ แสบร้อน. หนอนที่เกิดในคูลมันก็อยู่ได้โดยไม่รู้สึกสกปรก, หนอนที่เกิดในซากศพที่เน่าเหม็น มันก็อยู่ได้โดยไม่รู้สึก เน่าเหม็น. ความเคยชินหลงใหลในเหยื่อของกิเลส เป็นนิสัย เป็นสิ่งเสพติดยิ่งกว่าเสพติด, คนจึงจมอยู่ในอบายมุข ซึ่ง เป็นเหยื่อของกิเลส เป็นทางให้ได้เหยื่อของกิเลส ยาก ที่ใครจะพรากออกมา พรากตนเอง หรือพรากผู้อื่นใดออก มาเสียจากอบายมุข ซึ่งเป็นเหยื่อของกิเลส. คนร่ำรวยก็ถือโอกาสผลิตเหยื่อของกิเลส ขาย เป็นอุตสาหกรรมร่ำรวยไปเลย, อุตสาหกรรมผลิตเหยื่อของ กิเลสขึ้นในโลกนี้ มากมายเต็มไปทั้งโลก : ของอร่อยทางตา อร่อยทางหู อร่อยทางจมูก อร่อยทางลิ้น อร่อยทางกาย อร่อยทางใจ ผลิตขึ้นเป็นอุตสาหกรรม จนผู้ผลิตร่ำรวย เป็นภัยแก่โลกไปเสียก็มี
น.190 ๑๘๒ อบายมุขเต็มเมืองเพราะแพ้กิเลส. นอกจากนี้ยังมีการกระทำโดยไม่รู้สึกตัว ไม่เจตนา แต่ก็เป็นอบายมุขอย่างยิ่ง. ขอยกตัวอย่าง ขออภัยนะ, ยกตัว อย่าง เดี๋ยวนี้มีการพนันมวยกันที่หน้าจอโทรทัศน์ ที่บ้าน นอก ที่ไหนมีจอโทรทัศน์ วันมีมวยก็พนันมวยกัน เสีย เงินเสียทอง กันเป็นอันมาก ; โดยเฉพาะก็เป็นพวกวัย รุ่น, นี่อบายมุขโดยไม่เจตนา. อาตมาเห็นว่าโทรทัศน์นี่ น่าจะเลิกโปรแกรมมวย เลิกโปรแกรมมวย พวกวัยรุ่นทั้งหลายจะได้ไม่มาเล่นการพนัน- มวยตามโปรแกรมมวย ที่จอโทรทัศน์. ขอผู้มีอำนาจได้ พิจารณาดูว่า อบายมุขที่ไม่ได้เจตนา กำลังมีมากขึ้น ๆ ใน หมู่วัยรุ่นอย่างนี้. คนมีกิเลสอยู่แล้วยังไปรับเอามาสนอง กิเลส. อบายมุข โดยทั่วไปเช่น ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้าน ทำการงาน . นี้เป็นอบายมุขอย่างไร ? อาตมาก็เคยบรรยาย มาหลายครั้งหลายหนแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ นั้น
น.191 ๑๘๓ เป็น อบายมุขโดยเจตนา ทั้งที่อยากจะควบคุมก็ควบคุม ไม่ได้. เดี๋ยวนี้มี อบายมุขโดยไม่เจตนา ไม่มีการควบคุม, ไม่มีใครต้องการจะควบคุม มันก็ ยิ่งส่งเสริมให้มากขึ้น. คนมีกิเลสก็ได้เหยื่อของกิเลส กิเลสมันก็มากขึ้น มีผล คือ มีการพ่ายแพ้แก่กิเลส, มีการพ่ายแพ้แก่กิเลสในหมู่คน. ผล ก็เกิดขึ้น คืออบายมุขก็เต็มบ้านเต็มเมืองยิ่งขึ้นทุกที. อบายมุขที่เลวร้ายที่สุด คือ การไม่ชอบทำการ งาน ไม่เห็นว่าการทำการงานเป็นการปฏิบัติธรรม. เขาไม่ชอบทำการงาน ไม่รู้ว่าคำว่าธรรม, ธรรม, ธรรมะนี้ คือหน้าที่ของมนุษย์ หรือสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดจะต้องทำ, ทำ หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตนั่นแหละคือธรรม, คือธรรมะ เป็น การปฏิบัติธรรม เ ขาไปเห็นอบายมุขเป็นความสนุกสนาน เป็นทาง มาแห่งทรัพย์สมบัติ มันก็เลยไปกันใหญ่ ไปบูชาอบายมุข เพราะการแพ้กิเลส. อบายมุขก็เต็มบ้านเต็มเมือง อย่าง ที่เห็น ๆ กันอยู่ โดยเจตนาก็มี โดยไม่เจตนาก็มี โดย
น.192 ๑๘๔ รู้สึกตัวก็มีไม่รู้สึกตัวก็มี, เห็นเป็นความดี ความสุขสนุก สนาน เอร็ดอร่อยไปเสียก็มาก. ที่อาชญากรรมเต็มบ้านเต็มเมือง ผลของการพ่ายแพ้ กิเลส คืออบายมุขเต็มเมือง แล้วอาชญากรรมทั้งหลายก็ตาม มาเต็มบ้านเต็มเมือง. ประจักษ์พยานมีอยู่ที่ข่าวสารต่าง ๆ แม้แต่หน้าหนังสือพิมพ์ก็แสดงให้เห็นว่า อาชญากรรมกำลัง ระบาด. แพ้กิเลสแล้วเกิดโทษทุกข์ต่าง ๆ. ผลของการแพ้กิเลสนี้ ทำให้คอรัปชั่นเต็มบ้าน เต็มเมือง. คอรัปชั่นคือการแสวงหาประโยชน์รายได้อย่าง ไม่ถูกวิธี คือการโกงนั่นเอง. เมื่อไม่มีศีลธรรมไปพ่าย แพ้แก่กิเลสแล้ว ก็ทำคอรัปชั่น ก็มีการคดโกง ในหมู่ มนุษย์จนไม่เป็นมนุษย์ จนเหลือแต่เป็นคน. คนผลิตก็ พร้อมที่จะโกง คนซื้อก็พร้อมที่จะโกง, คนกลางก็พร้อมที่ จะโกง คนขายก็พร้อมที่จะโกง คนส่งออกก็พร้อมที่จะโกง นี่เพราะไม่มีศีลธรรม, ก็โกง โกง โกง กันทุกชนิดของคน จนกระทั่งว่าผู้รักษาความยุติธรรมก็จะโกง, ที่น่าเศร้าที่สุดก็
น.193 ๑๘๕ คือนักบวชทั้งหลายก็จะกลายเป็นคนโกง ถ้าไม่มีศีลธรรม เพราะพ่ายแพ้แก่กิเลส. ไม่ต้องดูอะไรอื่น ประเทศชาติของเราขาดดุลการ ค้า อย่างท่วมหัวท่วมหูเลย นี่มีมูลมาจากอะไร ? มีมูล มาจากคนสนองกิเลสของตนมากเกินไป คนบูชาเหยื่อ ของกิเลสมากเกินไป, กินอาหารแพง แต่งตัวแพง, ซื้อหา ความสำราญแพง ไม่มีใครมีความสุขเพราะการทำหน้าที่การ งาน. อาหารบริโภคในบ้านในเมืองไม่ถูกใจ อาหารจาก เมืองนอกก็เข้ามา เช่นเนื้อกระป๋องเล็ก ๆ ไม่ถึงหนึ่งปอนด์ ราคาตั้งร้อยบาท, ตั้งเกือบร้อยบาท นี้จะกินกันไปทำไม ? นอกจากจะให้ประเทศชาติขาดดุลการค้า. มีอาหารอะไรอีกมาก ที่จะซื้อหาได้ถูก ๆ บำรุงร่างกายได้ดี ในประเทศไทย ก็ไม่นิยม กัน. นี่เพราะพ่ายแพ้แก่กิเลส. การแต่งเนื้อแต่งตัว เครื่องใช้ไม้สอย บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ มันก็ ล้วนแต่จะทำไปในทางสนองกิเลสยิ่งขึ้น ๆ ไม่มีขีดที่ว่าเพียง พอหรือพอดี, แล้วจะไม่ขาดดุลการค้าอย่างท่วมหัวท่วมหูได้ อย่างไรกันเล่า.
น.194 ๑๘๖ อีกทางหนึ่งก็มองดูในด้านใน คือ ด้านจิตใจ. ผล แห่งการพ่ายแพ้กิเลสนั้น ทำให้คนเป็นอยู่อย่างทนทุกข์ ทรมาน. มันอดไม่ได้ มันต้องไปแสวงหามา มันอดไม่ได้ เมื่อไม่ได้มันก็ทรมานใจ เป็นอยู่อย่างทรมานใจ เป็นอยู่ อย่างวิตกกังวล ไม่เท่าไรก็ได้เป็นโรคปวดศีรษะ, โรคนอน ไม่หลับ โรคประสาท เป็นโรคจิต เป็นบ้าไปเลย กระทั่ง ฆ่าตัวตาย เพราะคิดไม่ถูกคิดไม่ตก. นี่เรื่องนี้ ได้ยินการประกาศทางการแพทย์ว่า เป็น โรคประสาทกันเป็นแสน ๆ. อาตมาคิดว่ามากกว่านั้น ที่รู้ แล้วเอามาประกาศมันยังน้อยไป สำหรับคนไทย ๔๘ ล้าน นี้ คงจะไม่ใช่เป็นโรคประสาทกันเพียงแสน ๆ มันจะขึ้น จำนวนล้านแล้วก็ได้ ๒ ล้าน ๓ ล้านแล้วก็ได้ แต่ไม่ได้มา พบหมอ หมอไม่ได้จดไว้ ไม่ได้แสดงออกมาเป็นสถิติ. เป็น บ้านี่ที่มาอยู่ในโรงพยาบาลอาจจะเป็นหมื่น ๆ แต่ที่ไม่ได้มาก็ ยังมีอีก. ฉะนั้น เราควรจะเอามาพิจารณา ให้เกิดความไม่ ประมาท ว่า การพ่ายแพ้แก่กิเลสนี้ ทำความเสื่อมเสียมหา ศาล น่ากลัวยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ อาตมาพูดว่า กิเลสน่า กลัวยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ บางคนไม่เชื่อ. ขอให้พิจารณาดู
น.195 ๑๘๗ ให้ดี คอมมิวนิสต์เกิดขึ้นมาในโลกเพราะกิเลส เพราะ กิเลสจึงเกิดคอมมิวนิสต์ขึ้นมาในโลก, เพราะกิเลสจึงเกิด นายทุน, เมื่อเกิดนายทุนก็มีผู้ต่อต้านด้วยกิเลส คือชน- กรรมาชีพ แล้วก็รบกันไปรบกันมา อาฆาตมาดร้ายแก่กัน ต่อสู้กันไปต่อสู้กันมา ก็ด้วยอำนาจของกิเลส. การเกิด คอมมิวนิสต์ก็ดี การล้างผลาญกันเกี่ยวแก่เรื่องนี้ก็ดี มันก็มีมูลมาจากกิเลส ฉะนั้นกิเลสจึงน่ากลัวยิ่งกว่าคอม- มิวนิสต์ ผลของการแพ้แก่กิเลส ทำให้โลกร้อนระอุ ไปหมดอย่างนี้. เอ้า, ที่นี้มาดูเรื่อง ถ้าไม่มีการลดกิเลสกันบ้างจะ เป็นอย่างไร? ถ้าไม่มีการลดกิเลส มีแต่กิเลส กิเลสก็ ครองโลก กิเลสครองคน กิเลสครองบ้านเมือง ครองโลก เป็นระบบกิเลสาธิปไตย กิเลสาธิปไตยนี้น่ากลัวยิ่งกว่าระบบ คอมมิวนิสต์ ฟาซซิสต์ นาซิสต์อะไรต่าง ๆ. ถ้าประชาชน ไม่ยอมลดกิเลสลงแล้ว รัฐบาลไหนจะทำความร่มเย็นในบ้าน เมืองได้ ? ถ้าประชาชนไม่ยอมลดกิเลสลงเสียแล้ว รัฐบาล ไหนจะปกครองบ้านเมืองให้สงบเย็นได้ ? หรือจะต้องใช้กัน กี่รัฐบาล จึงจะปกครองบ้านเมืองให้สงบเย็นได้ ?
น.196 ๑๘๘ คนมีกิเลสนั้น ยิ่งรวยยิ่งโกง คนจนเสียอีกไม่มี โอกาสจะโกง คนร่ำรวยมีกิเลสแล้วยิ่งโกง, แล้วก็ยิ่งโกงมาก, ยิ่งมีอำนาจยิ่งโกง, ยิ่งมีเกียรติก็ยิ่งใช้เกียรติเป็นเครื่องมือโกง โกงเพื่อได้เหยื่อสนองกิเลส. อย่าเข้าใจว่าร่ำรวยแล้วจะไม่ โกง, ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้วก็จะโกง, แม้แต่นักบวชก็โกง ถ้า ไม่มีศีลธรรม, คือบังคับกิเลสไม่ได้, ยิ่งรวยยิ่งโกง, ยิ่งมี อำนาจยิ่งโกง ยิ่งมีเกียรติยิ่งโกง. ดูให้ดี ดูให้ดีข้อนี้ว่า อะไรกำลังครองมนุษย์ ? อะไร กำลังครองใจมนุษย์ ? ครองบ้าน ครองเมือง ครองโลก ไม่ใช่กิเลสหรืออย่างไร ? ประชาชนของกิเลส จะเป็น ประชาธิปไตยได้อย่างไร ? ประชาชนของกิเลสเขาก็ต้องเห็น แก่ตัวกู - ของกู เขาไม่เห็นแก่ผู้อื่น เขาไม่เห็นแก่ความถูก ต้อง ก็เป็นอันว่าประชาชนที่มีกิเลสนั่นแหละ ทำให้กิเลส ครองเมือง กิเลสครองโลก ไม่มีทางที่จะเป็นประชา- ธิปไตยได้ . ธรรมะเท่านั้นจะปราบกิเลสได้. ทีนี้จะใช้อำนาจอะไรมาปราบกิเลส จะใช้อำนาจ อะไรมาปราบกิเลส ถ้าไม่ใช่อำนาจของพระธรรม ที่กิเลส
น.197 ๑๘๙ ยอมกลัว. อำนาจธรรมดา อำนาจอาวุธนี้จะปราบกิเลสได้ อย่างไร, จะปราบคอรัปชั่นได้อย่างไร ? รบกับกิเลสนี้มัน เหมือนกับรบกองทัพผี กองทัพพวกผี ใครจะเอาชนะได้ ด้วยอาวุธอะไร ? แม้แต่ปราบตั๊กแตนศัตรูพืชก็ยังปราบกัน ไม่ค่อยได้ แล้วจะไปปราบกองทัพผีของกิเลสได้อย่างไร ? ขอให้เราได้ใช้อำนาจของพระธรรม เ อากองทัพ พระธรรม เอาองค์พระธรรมมาเป็นเครื่องปราบปราม กิเลสกันเถิด ข้อนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ เรามีศีลธรรม กลับมา โดยมีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน. ปรมัตถธรรม คือสติปัญญาในอันดับสูงสุด รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรควร จะทำอย่างไร เท่าไร เมื่อใด รู้อย่างถูกต้อง. นี้เรียกว่า ปรมัตถธรรม. ครั้นมีแล้วก็ง่ายที่จะให้มีศีลธรรม, ศีลธรรม มาแล้ว ผีหรือ กองทัพผีของกิเลสนั้นก็จะหายไป. ขอให้ปรมัตถธรรมกลับมา, มาสร้างอาวุธ สำหรับปราบกิเลส หรือปราบผี ที่กำลังครองโลก. ผีคือ กิเลสที่กำลังครองโลก จะต้องถูกปราบให้หมดไปด้วย พระธรรม. ให้เรามีความรู้สึกอย่างถูกต้อง ให้มีความคิด ถูกต้อง มีความเห็นถูกต้อง มีการตัดสินใจถูกต้อง, ทุกครั้ง
น.198 ๑๙๐ ที่อารมณ์มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ในชีวิตประจำวันของเรา. นั้นก็คือศีลธรรม มีราก ฐานเป็นปรมัตถธรรม มาแล้วก็คุ้มครองคน ให้พ้นจาก อำนาจของกองทัพผี คือกิเลส. ขอให้ปรับปรุงปริยัติธรรม คือการเล่าเรียน ธรรมะให้ถูกต้อง ปรับปรุงปฏิบัติธรรม คือการปฏิบัติ ธรรมะที่ถูกต้อง แล้ว หวังผลเป็นปฏิเวธธรรมที่ถูกต้อง, อย่าได้หวังผลผิด ๆ งมงายเลย. ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรมถูกต้องแล้ว เราก็มีกองทัพธรรม ที่สามารถจะ ปราบกองทัพผี คือกิเลสให้หมดไป ให้ลดลง. ประชาชนต้องมีการลดลงแห่งกิเลส จึงจะสร้าง ความสงบเย็นขึ้นมาในประเทศในชาติของเรา มีธรรมะมา ช่วยมนุษย์เรา ให้สามารถลดกิเลส จะลดโดยวิธีใดอย่างไร ; ถ้ามีโอกาสก็คงจะได้พูดกันในคราวหลัง. เดี๋ยวนี้เรามีไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ เผาจนร้อนไปทั้งโลก ; จะเอาธรรมะ กลับมาดับไฟนี้เสีย ; คนก็จะเย็น บ้านเมืองก็จะเย็น โลกนี้ก็จะเย็น.
น.199 ๑๙๑ การชี้ชวนซึ่งกันและกัน เพื่อการลดลงแห่ง กิเลส เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง มีความถูกต้องอย่างยิ่งและ ด่วน รีบด่วนยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ในโลกปัจจุบัน อาตมาขอจบการบรรยายครั้งนี้ลง, ด้วยการหมด เวลาว่า ท่านทั้งหลายจงมีความกล้าหาญ มีความแน่ใจใน การลดลงแห่งกิเลสของตน ๆ แล้วมีความเป็นอยู่เป็นผาสุก ถูกต้องตามคลองธรรมของความเป็นมนุษย์ สบายทั้งกาย ทั้งใจอยู่ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.
Buddhadasa