Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] ตอนที่ ๑๑ — ๔๗. มัวแก้กันแต่ที่ปลายเหตุ ปัญหาก็เพิ่มพูน

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.200 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย. การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ ก็ยังรวมอยู่ใน ชุดที่ว่า ปรมัตถธรรมต้องกลับมา เพื่อเป็นรากฐานแห่ง ศีลธรรม. ศีลธรรมจักได้เจริญรุ่งเรืองคุ้มครองโลก, ถ้า ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาต้องวินาศ ถ้าศีลธรรมระบาด โลก ธาตุก็สงบเย็น. ใจความหรือความมุ่งหมายมีอยู่อย่างนี้, ว่า ศีลธรรมต้องคุ้มครองโลก, ศีลธรรมจะมั่นคงก็เพราะมี ปรมัตถธรรมกลับมา. ๑๙๒

น.201 เป็นรากฐานของศีลธรรม. ปรมัตถธรรมเป็นธรรมที่ลึกซึ้ง ในฐานะที่เป็น ต้นเหตุที่ลึกซึ้ง, ซึ่งเรา จะต้องค้นให้พบ แล้วนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ แก่สิ่งที่อยู่ข้างบน. ปรมัตถธรรมเป็น รากฐานของศีลธรรม ; ถ้าศีลธรรมมีรากฐานมันก็มั่นคง ก็มีอำนาจมีกำลัง ที่จะทำหน้าที่ของศีลธรรม กล่าวคือสิ่งที่ จะช่วยโลกแห่งยุคปัจจุบัน. การแสดงปาฐกถาโดยอาตมาใน ชุดนี้ ก็ด้วยความหวังเช่นนี้เอง. แก้ปัญหาที่ต้นเหตุจะดับทุกข์ได้. เราไม่รู้ ไม่สนใจ ไม่รู้เพราะไม่สนใจต้นเหตุอันลึก ซึ้ง เราก็มัว แก้ปัญหากันแต่ที่ปลายเหตุ มันก็ผิดหลักของ พระพุทธศาสนา, ปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น , หัวข้อที่แสดง ในวันนี้ กำหนดไว้คือ มัวแก้กันแต่ที่ปลายเหตุ ปัญหา ก็เพิ่มพูน. แก้กันแต่ที่ปลายเหตุปัญหาก็เพิ่มพูน, ซึ่งแก้ ยิ่งเพิ่มปัญหา, ก็เป็นสิ่งที่น่าเวทนาสงสาร ยิ่งกว่าที่จะน่า หัวเราะเยาะ.เหมือนรบกับผี ยิ่งฆ่าตาย ยิ่งเพิ่มมาก, ยิ่งฆ่าก็ยิ่งเพิ่ม แล้วใครจะเป็นฝ่ายแพ้.

น.202 ๑๙๔ พวกเราชาวพุทธ หรือว่าพวกไทยเราเป็นชาวพุทธ ยึดหลักพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อจะให้ชาติ ปลอดภัยและรุ่งเรือง, ไม่ค่อยจะสนใจส่วนที่เป็นหัวใจของ พระศาสนา คือความมีเหตุผล, หรือการใช้เหตุผลเป็นการ แก้ปัญหา. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล มีหลักเรียกว่าอิทัปปัจจยตา, คือ กฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท, เรียกสั้น ๆ ก็เรียกว่าอิทัปปัจจยตา, ถ้าเรียก เต็มที่ตามพระบาลีก็เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท. อิทัปปัจจยตาเป็นกฎกลางทั่วไปว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; เพราะสิ่งนี้ ดับไปสิ่งนี้จึงดับไป ใช้กับอะไรได้ทุกสิ่ง, แต่ถ้าจะใช้แก้ ปัญหาแห่งความทุกข์ เพื่อดับความทุกข์ แล้วก็จะระบุชัด ลงไปว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท , จะกล่าวถึงเหตุให้ เกิดทุกข์ตั้งแต่ต้นมาที่เดียว จนถึงปลายสุดคือความทุกข์ แล้วก็ตัดต้นเหตุนั้นเสีย ก็ดับมาตามลำดับ จนถึงกับดับทุกข์. หัวใจพระพุทธศาสนา จึงมีผู้สรุปว่า กล่าวเรื่อง เหตุ และความดับแห่งเหตุ, อย่าง คาถาพระอัสชิ ตอบ แก่คนนอกพระพุทธศาสนา ที่มาถามว่า พระพุทธศาสนา

น.203 ๑๙๕ สอนอะไร ? ท่านก็ตอบว่า พระมหาสมณะซึ่งเป็นพระศาสดา ของเรา กล่าวความมีเหตุและความดับแห่งเหตุ. เรื่องอื่น ไม่ต้องพูด เพราะว่าตัวสำคัญมันอยู่ที่จัดการกับสิ่งที่เป็นเหตุ ให้ถูกต้อง เหตุให้เกิดนี้เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์, ฉะนั้น ดับเหตุนั้นเสีย ก็เป็นความดับแห่งทุกข์. เดี๋ยวนี้โลกกำลัง เต็มไปด้วยปัญหา นี่เป็นเหตุที่ทำให้เราทนอยู่ไม่ได้ ต้อง ดิ้นรน. ถ้าเราดับเหตุนั้นเสียได้ เราก็ไม่มีปัญหา และ อยู่กันเป็นผาสุก. ต้นเหตุแห่งปัญหาคืออวิชชา. สิ่งที่เป็นต้นเหตุที่สุดนั้น เรียกว่าอวิชชา. ต้น เหตุตอนต้นที่สุด ต้นเหตุอย่างแท้จริงนั้นเรียกว่า อวิชชา เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาและความทุกข์. เรื่องของ ธรรมะชัดเจนมาก อธิบายไว้ชัดเจนมาก เป็นตัวอักษร ปรากฏชัดอยู่ แต่ต้นเหตุแห่งความทุกข์ในโลก หรือเหตุ แห่งปัญหาในโลกนี้ เราจะต้องจับเอาเอง จับให้ได้ว่ามันอยู่ ที่อวิชชาของโลก โลกที่มีอวิชชา อวิชชาของโลกเป็นต้นเหตุ

น.204 ๑๙๖ แห่งปัญหา, ถ้าเรากำจัดอวิชชาของโลกเสียได้ เราก็หมด ปัญหา จะเป็นโลกที่สว่างไสว แจ่มแจ้งแล้วก็สงบเย็น. พุทธบริษัทควรจะรู้เรื่องของ อวิชชา ว่า เป็น ต้น- เหตุแห่งปัญหาทั้งฝ่ายโลก และฝ่ายธรรม คือเป็นต้นเหตุ แห่งความทุกข์ทั้งอย่างโลกิยะ และ อย่างที่สูงเหนือโลก, ถ้าทำลายเสียได้ ความทุกข์จะหมดไป, จะประสบผลดี ทั้งที่ เป็นชั้นโลกิยะและโลกุตตระ. นี้จะต้องพูดกันให้เข้าใจ จึง จะสมกับที่เป็นพุทธบริษัท. ในเมื่อ พระพุทธเจ้า ประทับอยู่พระองค์เดียวใน โอกาสหนึ่ง ท่านได้กล่าวขึ้นมาด้วยพระองค์เองเหมือนกับท่อง เหมือนกับเด็ก ๆ ท่องอะไร หรือเราท่องอะไร ว่า " อาศัยตา และรูป ย่อมเกิดจักษุวิญญาณ, ๓ ประการนี้มาร่วมกัน ทำงาน เรียกว่า ผัสสะ เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิด เวทนา, เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา, เพราะมี ตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน, เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เกิดชาติ และเกิดความทุกข์ทั้งปวง" เมื่อท่าน กล่าวเรื่องตาเสร็จแล้ว ก็กล่าวเรื่องหู เรื่องจมูก เรื่องลิ้น เรื่องกาย เรื่องใจ เป็นลำดับไป.

น.205 ๑๙๗ มีภิกษุองค์หนึ่งมาแอบฟังอยู่ข้างหลัง พระองค์ทรง เหลียวไปเห็นเข้า จึงเรียกตัวมา ตรัส บอก ว่าดี, นี่คืออาทิ พรหมจรรย์, เงื่อนต้นของพรหมจรรย์. เธอจงศึกษา เธอจงเล่าเรียน จำเอาไปศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติ. หมายความว่า เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ คือเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานด้วยกัน คือกระทบกัน แล้วคนมันโง่ในขณะนั้น ผัสสะนั้นก็ให้เกิดเวทนา โง่ แล้ว ให้เกิดความอยาก ที่โง่ คือตัณหา จึงได้เกิดอุปาทานยึดมั่น ถือนั้นถือนี่ ว่าเป็นตัวกูบ้าง ว่าเป็นของกูบ้าง ก็เกิดภพ คือความมีแห่งตัวกู, เกิดชาติ คือความคลอดออกมาแห่งตัวกู รับเอาสิ่งนั้น ๆ มายึดถือ แล้วเป็นทุกข์. ทุกข์เกิดจากความโง่ ไม่รู้หลักสำคัญของศาสนา. ดูให้ดี ความทุกข์เกิดมาจากความโง่ เมื่อมีการ กระทบกันทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์, เกิดวิญญาณทาง อายตนะเหล่านั้นแล้ว ทำงานเป็นผัสสะ, นั่นแหละ เวลา

น.206 ๑๙๘ หรือขณะที่สำคัญที่สุด คือผัสสะ นั่นเอง, ถ้า โง่กัน ตอนนี้ แล้วก็จะเป็นการดิ่งไป สู่ความทุกข์โดยแน่นอน. ถ้าในขณะผัสสะไม่มีอวิชชา แต่มีวิชชาแทนแล้ว ก็รู้แจ้ง ก็ควบคุมกระแสแห่งการปรุงแต่งของจิตไว้ได้ ไม่ให้ ดิ่งไปในทางแห่งความทุกข์. ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มีอวิชชา หรือมีวิชชา; ถ้ามีวิชชาก็รอดตัว. นี่แหละคือหลักแห่ง พระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด. ก. ข. ก. กา ของพุทธศาสนานั้น อยู่ที่เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่เราก็มองข้ามเสีย ไม่สนใจตั้งต้น ก. ข. ก. กา กันที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ไปเรียนเรื่องอะไร ๆ หรือ แม้แต่ว่าไปเรียนเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ ไม่สน ใจเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่รู้ ก. ข. ก. กา ของ พุทธศาสนา ชาวต่างประเทศมาศึกษาพุทธศาสนาไม่สำเร็จ ก็เพราะเหตุนี้, เขาไม่ตั้งต้นที่จุดตั้งต้น ที่จะเรียกว่า ก. ข. ก. กา หรือ A.B.C. ของพุทธศาสนา, ว่าต้องตั้งต้นที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ชาวต่างประเทศจะไปเสียเวลาเรียนเรื่องประเทศ อินเดีย เรื่องวัฒนธรรมอินเดีย เรื่องปรัชญาของชาวอินเดีย

น.207 ๑๙๙ ซึ่งเรียนให้ตายก็ไม่จบ, ให้ฝรั่งเรียนปรัชญาของอินเดีย ให้ตายก็ไม่จบ. เขาหวังว่าจะเรียนอย่างนั้นก่อน แล้วจึง จะมาเรียนพุทธศาสนา แล้วก็จัดให้เป็นปรัชญาแขนงหนึ่ง ของอินเดียเสียด้วย, เรื่องก็จบกัน คือ ไ ม่พบตัวพุทธ- ศาสนา ซึ่งเป็นธรรมะเฉียบขาด เด็ดขาด อย่างวิทยา- ศาสตร์, ไม่เป็นปรัชญา ไม่ใช่ปรัชญา, มันก็ผิดไปหมด ผิดไปหมดตั้งแต่จุดตั้งต้น. นี่เรา จะต้องเรียนที่จุดตั้งต้นแห่งปัญหา คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของคน , ถ้ามีความโง่เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทำงาน มันก็สร้างความทุกข์ขึ้นมา, ถ้ามีความ ฉลาดเมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทำงาน มันก็ไม่มีความทุกข์ เท่านั้นเอง. คนไม่รู้จักโลกตามที่เป็นจริงจึงทำผิด. เดี๋ยวนี้โลกมีแต่ความโง่ ขออภัยพูดคำหยาบคาย ด้วย, แล้วคล้ายกับว่าดูหมื่นคนทั้งโลกด้วย. อาตมาก็ยืนยัน อยู่นั่นเองว่า โลกกำลังมีความโง่ มีอวิชชา ไม่รู้จักโลกตาม

น.208 ๒๐๐ ที่เป็นจริง รวมทั้งไม่รู้จักตัวเองด้วย, จึงได้โง่ ทำผิดต่อ ปัญหาในโลก ปัญหาก็เพิ่มพูน โง่อย่างไร ขอให้ดูตามลำดับ :- โลกกำลังหลงในรสอร่อยของวัตถุ. เ อาวัตถุ ที่มีรสอร่อยนั้นมาเป็นพระเจ้า, เขาก็เป็นทาสของวัตถุ หรือ จะเรียกว่าเป็นทาสของกิเลสตัณหา ซึ่งตั้งขึ้นจากวัตถุ. ข้อนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะว่าการศึกษาหมุนไปผิด มีลักษณะ เป็นการศึกษาหางด้วน, รู้จักกันแต่หนังสือ เรียนกันแต่ หนังสือ, รู้จักกันแต่อาชีพ ไม่รู้จักว่าธรรมะที่จะทำให้เป็น มนุษย์นั้นเป็นอย่างไร. รู้กันแต่หนังสือกับวิชาชีพ, การ ศึกษาด้วน ๆ อย่างนี้ ทำให้คนหลงในรสอร่อยของวัตถุ เมื่อ ไปหลงแล้ว มันก็เหมือนกับว่าหลับตา แล้วจะทำให้ถูกต้อง ได้อย่างไร. ความไร้ศีลธรรมก็เกิดขึ้น เพราะความหลงใน วัตถุ, หลงในความอร่อยของวัตถุ, แล้วก็จะเอาแต่ความ อร่อยอย่างเดียว, บูชาความอร่อยทางวัตถุ เป็นสิ่งสูงสุด, ก็มอบตัวเข้าไปเป็นทาส, นี่แล้ว ความถูกต้องจะมีได้ อย่างไร? ศีลธรรมจะมีขึ้นได้อย่างไร ?

น.209 ๒๐๑ การโกง การคดโกง ก็ลุกโพลงขึ้นมา ทั่วทุกหัว- ระแหงเหมือนดอกเห็ด, มันก็เกิดความยุ่งยาก วิกฤตการณ์ เต็มบ้านเต็มเมือง หรือเต็มโลก. แล้วเราก็ คิดว่าจะแก้ สิ่งนี้ได้ด้วยเศรษฐกิจ ซึ่งไปเพิ่มกำลังให้แก่วัตถุ ให้ ครอบงำหัวใจของคนในโลกมากขึ้น, เพราะเรื่องเศรษฐกิจ มันก็เรื่องวัตถุ ไม่ใช่เรื่องจิตใจ ถ้าว่าให้ถูก ก็คือเรื่องสร้าง วัตถุ สำหรับจะทำให้หลงใหลกันให้มากขึ้นนั่นเอง. นี่เรื่อง เศรษฐกิจ มันก็ เหมือนกับเอาน้ำโคลนมาล้างโคลน มันจะล้างได้อย่างไร ? โลกเต็มไปด้วยปัญหา ที่เศรษฐกิจสร้างขึ้นมา, ยิ่งแก้ยิ่งเพิ่มยิ่งยุ่งเหยิง เหมือนกับภูตผีปีศาจ ยิ่งฆ่าตาย มันยิ่งเพิ่ม เพราะว่ามันเป็นความโง่ของคนนั้นเอง เราจะ ต้องดูให้ดี เรา จะต้องแก้ปัญหานี้กันที่ต้นเหตุ ; เช่นว่า. ถ้าจะไม่ให้มีการเล่นม้า ก็ต้องเลิกสนามม้า, ต้องออกกฎหมายไม่ให้มีสนามม้าในโลก, ถ้าจะให้คนในโลก ไม่เล่นม้า ก็ต้องออกกฎหมายไม่ให้มีสนามม้าในโลก ถ้าจะเลิกอบายมุข ก็ต้องออกกฎหมายกำจัดสถาน อบายมุข ไม่ให้มีสถานอบายมุขขึ้นมาในโลก, eleven

น.210 ๒๐๒ ถ้าจะกำจัดการพนันกินรวบ ก็ต้องหยุดออก ล็อตเตอรี่. ถ้าจะกำจัดคอรัปชั่นของคนในโลก ก็ต้องเลิก การกินดีอยู่ดี อย่าบูชาการกินดีอยู่ดี จงบูชาการกินอยู่ แต่พอดี. กินอยู่แต่พอดีนั้น ไม่ใช่อันเดียวกับการกินดี- อยู่ดี กินดี - อยู่ดี นั้นทำให้บ้าให้เมาได้ จนเตลิดเปิดเปิง จนไม่รู้ว่าเท่าใดพอดี เขาก็กินเกินพอดี มันก็ต้องโกง คือ คอรัปชั่น. คอรัปชั่นมาจากการบูชาคำว่า กินดี - อยู่ดี. คนมีรายได้น้อยต้องการกินดี กินดีมากเกินไปมันก็ต้องโกง ; จึงต้องสอนให้รู้ว่า กินดีอยู่ดีนั้น มันเป็นอันตรายกำกวม เป็นความผิดเมื่อไรก็ได้ แต่ถ้ากินอยู่แต่พอดีแล้ว ไม่มีทาง ที่จะผิดพลาด. ถ้าจะกำจัดความมีจิตทรามในบ้านเมือง โดยเฉพาะ ของวัยรุ่น ต้องเลิกสถานเริงรมย์ทั้งหมดทั้งสิ้นเสีย, ขืน เอาไว้ก็ทำให้มีจิตทราม. เมื่อมีจิตทรามก็ทำอะไรผิด ๆ ทำลายประเทศชาติก็ได้.

น.211 ๒๐๓ ต้องทำลายต้นเหตุของปัญหาเสีย, มีวิชชาอยู่เสมอ นี่ต้นเหตุมันอยู่ที่ว่ามันโง่ ไม่รู้จักควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกต้อง ; ไปบูชารสอร่อยของวัตถุ หลงการกินดี - อยู่ดี. เราจะต้อง รู้จักจุดตั้งต้นของปัญหา แล้วก็ทำลายสิ่งนั้นเสีย. สิ่งนั้นคืออวิชชา, อวิชชาคือ ความโง่ ความหลง ที่เกิดขึ้นมาเมื่อสัมผัสอารมณ์ เวลาที่สำคัญที่สุด คือเวลาที่สัมผัสอารมณ์ ตาเห็น รูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัสผิวหนัง จิตได้สัมผัสความรู้สึกคิดนึกอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า สัมผัสหรือผัสสะ. เวลานั้น ต้องมีวิชชา ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเห็น ความเข้าใจที่ถูกต้อง, ถ้าทำผิดในขณะนี้ เรียกว่า อวิชชา, ถ้าทำถูกในขณะนี้เรียกว่า วิชชา. วิชชา ก็พาไปสู่ความปลอดภัย, อวิชชาก็พาไปสู่ความทุกข์ยาก. สร้างนรกขึ้นที่นี่ เป็นการตกนรกทั้งเป็นกันเต็มบ้านเต็ม เมือง. ต้องศึกษาให้เข้าใจอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท. มิจฉาทิฏฐินี้เป็นต้นตอแห่งความทุกข์ทั้งปวง. เราจึงต้องเอาสิ่งตรงกันข้าม คือสัมมาทิฏฐิ รู้อย่างถูกต้อง

น.212 ๒๐๔ ตามที่เป็นจริง รู้อย่างไร ? ก็รู้ธรรมะที่เรียกว่าอาทิพรหม- จรรย์ เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสให้ภิกษุนั้นเอาไป ๆ เอาไปศึกษาและปฏิบัติ. ธรรมนั้นสรุปรวมกันเข้าแล้ว ก็เรียกว่า กฎแห่งอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท อย่างที่กล่าว แล้วนั่นเอง. รู้จักอิทัปปัจจยตา ว่าเป็นกฎที่เฉียบขาดเหนือ สิ่งทั้งปวง, เป็นพระเจ้าเหนือสิ่งทั้งปวง. กฎนี้เฉียบขาด ว่าถ้าทำทางฝ่ายที่เกิดทุกข์ก็ต้องเกิดทุกข์ ถ้าทำฝ่ายที่ไม่เกิด ทุกข์ ก็ไม่เกิดทุกข์. เป็นกฎที่เฉียบขาดในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ คือค้นพบ แล้วนำมาสั่งสอน, พระองค์ทรงยืนยันข้อนี้อย่างนี้. รู้เหตุแห่งความทุกข์ กำจัดเหตุแห่งความทุกข์ เสีย, อย่าไปหลงการกินดี - อยู่ดี จนเกินพอดี, เพราะสอน กันแต่ให้หลงใหลในการกินดี - อยู่ดี. การศึกษาที่เป็น เหมือนสุนัขหางด้วน ก็สอนกันแต่ในลักษณะที่ให้หลงใหล การกินดี - อยู่ดี, ไม่สอนการกินอยู่ที่พอดีเสียเลย. เมื่อ หลงใหลการกินดี - อยู่ดี ก็ต้องคอรัปชั่น เพราะต้องการ จะกินดี - อยู่ดีเกินไป.

น.213 ๒๐๕ มีการโกงทุจริตทั่วไปเพราะไร้ธรรม. เมื่อมีคอรัปชั่นมันก็ต้องมีความทุกข์ เพราะว่า โกงกันทุกระดับ, มีความคิดผิดเห็นแก่ตัว แล้วก็ โกงกัน ทุกระดับ. แม้แต่คนขอทานก็คิดที่จะคดโกง, คนยากจน ก็คิดที่จะคดโกง คนธรรมดาก็คิดที่จะคดโกง. ขออภัยที่ ต้องพูดว่า แม้แต่ครูบาอาจารย์ก็โกง ตุลาการก็โกง แล้วก็ โกงกันถึงพระเจ้าพระสงฆ์. พระเจ้าพระสงฆ์บางกลุ่มบางพวกโกง คือมีวิธีที่จะ ทำนาบนหลังทายกทายิกา, สามารถที่จะล่อเอาเงินในหีบ ในกระเป๋า ในธนาคาร ของอุบาสกอุบาสิกา มาใช้มากินกัน ได้อย่างเต็มที่. นี่เรียกว่า แม้แต่พระเจ้าพระสงฆ์ก็จะต้อง โกง ถ้าไปหลงใหลในเรื่องการกินดี - อยู่ดี ไม่ถือธรรมะ เป็นหลัก, เป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของวัตถุ เนื้อหนัง แล้ว มันก็ต้องโกง เรื่องที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง ก็คือ นักเศรษฐกิจ นั่น- แหละ เป็นผู้โกง ; ยิ่งรวยยิ่งอยากโกง, เรื่องมันก็ไม่รู้จัก สิ้นสุด ต้องแก้ด้วยความไม่โกง คือความมีศีลธรรม. พอ พูดถึงศีลธรรม ก็ตบมือหัวเราะเยาะ.

น.214 ๒๐๖ พอพูดถึงนักศีลธรรม ก็ถูกหัวเราะเยาะ, นัก ศีลธรรมถูกหัวเราะเยาะ ว่าพวกเหล่านี้เป็นไดโนเสา เต่า ล้านปี ออกไป ๆ ไม่เอาด้วย. โลกนี้ก็เป็นโลกที่ไม่มีศีลธรรม. แม้แต่พระเจ้าหรือพระธรรม ก็ถูกหาว่า เป็นไดโนเสา เต่า ล้านปี, ไม่มีใครเคารพ ไม่มีใครยึดถือ นำมาเป็นหลักเป็น ที่พึ่ง โลกนี้ก็เป็นโรคไร้ศีลธรรม มีความเลวร้ายยิ่งกว่าโลก ในสมัยคนป่า. สมัยที่โลกมีแต่คนป่า คนกลับกลัวบาป กลัว ความชั่ว ยิ่งกว่าคนสมัยนี้, เพราะว่าคนสมัยโน้น ไม่รู้จัก หลงใหลในรสอร่อยของวัตถุ, ไม่เป็นทาสของกิเลสเหมือน คนสมัยนี้. คนสมัยนี้เขาเรียนกันให้เป็นทาสของกิเลส. การศึกษาที่เหมือนสุนัขหางด้วนนั้น สอนให้เป็นทาสของ กิเลสโดยไม่รู้สึกตัว มากขึ้นทุกที ๆ, โลกจึงมีปัญหา ที่เกี่ยวกับการเป็นทาสของกิเลส, มีปัญหาที่เกิดออกมา จากการเป็นทาสของกิเลส จนเป็นเหตุให้อยู่กันไม่เป็นผาสุก เป็นเหตุให้แย่งกันชิงเหยื่อของกิเลส, แย่งเหยื่อของกิเลสจน ได้ทะเลาะวิวาทกัน เป็นสงครามบ้าง เป็นมหาสงครามบ้าง, เป็นสงครามใต้ดินบ้าง สงครามบนดินบ้าง, ซึ่งมีอยู่ทั่ว

น.215 ๒๐๗ ทุกหัวระแหง ในโลกยุคปัจจุบัน. นั่นแหละ รางวัลที่ได้ รับจากการหลงใหลในวัตถุ หรือการกินดี - อยู่ดีทาง วัตถุ. ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ดูว่าจะนับถือพระ- พุทธศาสนาอย่างรูปเจว็ดเสียมากกว่า, คือเอาไว้บูชาก็แล้ว กัน ไม่ศึกษาให้รู้จริง แล้วปฏิบัติจริง และดับทุกข์ได้จริง ชาวพุทธกลับไปบูชานักเศรษฐกิจ เอามาเป็นพระเจ้าสำหรับ แก้ปัญหา. ชาวพุทธพวกนี้คือพวกที่โง่ หลงไปว่า เงิน จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง. ขอให้ดูให้ดี เงินจะแก้ปัญหา ได้แต่เรื่องทางวัตถุ ; ไม่แก้ปัญหาทางจิตใจ. เราต้องมี ธรรมะเป็นเครื่องแก้ปัญหาทางจิตใจ. ทรัพย์มี ๒ อย่างคือ ทรัพย์ทางวัตถุ ก็แก้ปัญหา ทางวัตถุ, อริยทรัพย์ก็แก้ปัญหาทางจิตใจ. เมื่อแก้ ปัญหากันแต่ทางด้านวัตถุ จิตใจมันก็ไม่ฉลาด ไม่สว่างไสว มันยิ่งโง่มันยิ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ, มันก็สร้างปัญหาทางร่างกาย ทางวัตถุให้มากมายจนแก้กันไม่ไหว อย่างที่ปรากฏอยู่ใน โลกนี้ ในปัจจุบันนี้.

น.216 ๒๐๘ ปัญหาทั้งปวงแก้ได้ด้วยธรรมะ. ประเทศไทยจะเป็นเมืองพุทธสมชื่อ ก็เพราะรู้ ธรรมะ มีธรรมะ ใช้ธรรมะแก้ปัญหาทั้งปวงได้. อย่า บูชานักเศรษฐกิจเป็นพระเจ้ากันอีกต่อไปเลย. สิ่งสนอง กิเลสเหล่านั้นไม่แก้ปัญหา มีแต่จะเพิ่มปัญหา นี่เรากำลังทำ หลับหูหลับตาทำ ในลักษณะที่เป็น การเพิ่มปัญหา แล้วก็ว่าจะแก้ปัญหา. เป็นความโง่ เป็น ความหลง เป็นมิจฉาทิฏฐิสักเท่าไร, เราไปสร้างสิ่งที่จะ เพิ่มปัญหา โดยคิดว่ามันจะแก้ปัญหา, มันจะเป็นความ โง่ความหลงสักเท่าใด นี่คือปัญหาที่โลกสร้างขึ้นมาเอง แล้วไม่อาจจะแก้ ด้วยเรื่องของโลก, เราต้องไป เ อาธรรมะมาควบคุมโลก จึงจะแก้ปัญหาของโลกได้, จึงจะเรียกว่า แก้ปัญหาที่ ต้นเหตุ. ถ้ามัวแก้ปัญหากันแต่ที่ปลายเหตุ ปัญหามันก็ยิ่ง มาก มัวแก้ปัญหากันแต่ที่ปลายเหตุ ปัญหาก็เพิ่มพูน กรู ออกมาจนแก้กันไม่ไหว. เดี๋ยวนี้โลก แก้ปัญหาของโลกไม่ได้, นั่งจับปู ใส่กระด้ง. องค์การที่จัดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของโลก ก็นั่ง

น.217 ๒๐๙ จับปูใส่กระด้ง ไม่สามารถจะควบคุมโลกได้ โลกนี้ไม่ดีขึ้น แต่กลับเลวลง. เพราะสถาบันที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของ โลก มันมากลายเป็นสถาบันเพิ่มปัญหาให้แก่โลก โดยแก้ อะไรไม่ได้. ขอให้สนใจในลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรมว่า ความ จริงอันลึกซึ้งมีอยู่อย่างนี้ ต้องเข้าถึงความจริงอันลึกซึ้ง ให้ได้ แล้วเอามาใช้เป็นหลักสำหรับแก้ปัญหา, ปรมัตถ- ธรรมคือความรู้ชั้นลึก จะเอามาส่งเสริมศีลธรรม ให้ แข็งแกร่งเป็นที่พึ่งในโลก. เวลาสำหรับบรรยายก็หมดแล้ว อาตมาขอสรุป ความว่า เรากำลังทำผิดในการที่แก้ปัญหากันแต่ที่ปลายเหตุ แล้วปัญหาก็เพิ่มพูน. ขอให้คิดกันเสียใหม่ ให้ถูกต้อง แก้กันให้ถูกที่ ต้นเหตุ แล้วปัญหาก็จะหมดไป. ขอให้เราหวังกัน ในข้อนี้แล้วประพฤติปฏิบัติให้ ถูกต้องเถิด. ขอให้ท่านทั้งหลาย มีความเข้าใจถูกต้อง ใน ความกล้าหาญเข้มแข็ง ในการแก้ปัญหานี้ ในลักษณะที่ตัด ที่ต้นเหตุ แล้วเป็นผู้มีความถูกต้องในการกระทำ แก้ปัญหา ทั้งปวงได้ แล้วมีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต