Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] ตอนที่ ๙ — ๔๕. การงานคือการปฏิบัติธรรม

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.162 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคง กล่าวด้วยความมุ่งหมาย ว่า ปรมัตถธรรมกลับมา, กลับ มาเพื่อเป็นรากฐานของศีลธรรม อันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับโลกสมัยปัจจุบัน ซึ่งกำลังมีปัญหาเลวร้าย หาความ สงบสุขไม่ได้, และมีท่าทางแสดงว่า กำลังเป็นไปสู่ความ วินาศ. คนกำลังทำอันตรายกันและกันอย่างยิ่ง. ที่เห็นได้ง่าย ๆ ก็ขออภัยที่จะพูดตรงไปตรงมา ว่า คนกำลังทำอันตรายแก่กันและกัน ถ้าเรียกอย่างสัตว์ ก็เรียก ๑๕๔

น.163 ๑๕๕ ว่า "กัดกัน", คนกำลังกัดกันยิ่งกว่าสัตว์กัดกัน ในโลก ปัจจุบัน คนกำลังมีกิเลสมากกว่าสัตว์ ทั้งโดยจำนวนและ ปริมาณ จึงทำอะไรที่เลวร้ายกว่าสัตว์ได้ ในลักษณะเช่นนี้, รบกันมากกว่า รุนแรงกว่า ไร้ความยุติธรรมกว่า เพราะไม่มี ศีลธรรม. มนุษย์กำลังเป็นอันตรายต่อโลก โลกจะวินาศ เพราะมนุษย์ ไม่ใช่เพราะสัตว์, มนุษย์กำลังมีความ อิจฉาริษยา มุ่งทำลายล้างกันยิ่งกว่าสัตว์ อย่างลืมตัวทีเดียว. ลืมตัวในข้อที่ว่า ไม่รู้ว่าศีลธรรมอยู่ที่ไหน, ศาสนาอยู่ที่ไหน, พระเจ้าอยู่ที่ไหน ; มุ่งแต่จะทำลายล้างกัน อิจฉาริษยากัน. สภาพโลกปัจจุบันนี้กำลังต้องการศีลธรรมอย่างยิ่ง, ศีล ธรรมจะกลับมา และศีลธรรมจะมีมาหรือตั้งอยู่ได้ เพราะ อาศัยรากฐาน ที่เรียกว่า "ปรมัตถธรรม" ในที่นี้. เดี๋ยวนี้เราก็มองเห็นกันอยู่ว่า ปรัชญาเป็นสิ่งที่ควร รู้ ปรัชญาของสิ่งใดก็ควรรู้ เพื่อทำสิ่งนั้นให้ได้ดีที่สุด. แต่ อาตมาเรียกปรัชญานั้นว่า "ปรมัตถธรรม" ให้เป็นสิ่งที่ดีที่จริง ยิ่งกว่าปรัชญา, เพราะปรัชญาเป็นเพียงความหมาย หรือ ความมุ่งหมายที่เกิดขึ้นมาจากการคำนึงคำนวณ, แต่ปรมัตถ-

น.164 ๑๕๖ ธรรมเป็นของจริง ที่มีอยู่แล้ว ที่ค้นพบแล้ว ไม่ต้องคำนึง คำนวณ, เราจะมีปรมัตถธรรม เพื่อเป็นรากฐานของ ศีลธรรม การงานคือการปฏิบัติธรรม ที่เป็นปรมัตถ์. ในวันนี้กล่าวโดยหัวข้อย่อยเฉพาะ ในฐานะเป็น ปรมัตถธรรมว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม ท่านฟังดูจะ รู้สึกว่า มันมีความหมายบางอย่างอยู่ลึก. การงานคือการ ปฏิบัติธรรมไม่ค่อยจะมีใครเชื่อ เขาเห็นว่าการงานก็ทำการ งานเพื่อเลี้ยงชีวิต ; ปฏิบัติธรรมก็เพื่อไปสู่พระนิพพาน แล้วจะเป็นสิ่งเดียวกันอย่างไรได้. นี่เพราะว่าเรายังเข้าใจผิด คำพูดที่ใช้พูดนี้ ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ จนเห็นว่าการงานเป็น การปฏิบัติธรรมอย่างไร. ปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น เพราะคนไม่ชอบ ทำงาน . คนทำงานด้วยความจำใจ ไม่ได้ทำด้วยความรู้สึก สนุก ว่ามันเป็นการปฏิบัติธรรม, ทุกคนทำงานด้วยความ จำใจ อย่างนี้ไม่ใช่เรียกว่า การทำงานที่เป็นการปฏิบัติ ธรรม การทำงานที่เป็นการปฏิบัติธรรมนั้น. คนทำด้วย

น.165 ๑๕๗ ความรู้สึกเห็นจริงในข้อนั้นแล้วยินดีทำ และทำสนุก แล้ว เป็นสุขในการทำงานนั้นเอง. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การงานนั้นมีอยู่เป็น ๒ ชนิด คือ ถ้าทำด้วยความรู้สึกในหน้าที่ของมนุษย์ การงานนั้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรม. แต่ถ้าทำงานเพื่อสนองกิเลส อบายมุข ทำงานเอาเงินไปซื้อเหล้ากินอย่างนี้ การทำงาน นั้นไม่ใช่การปฏิบัติธรรม. ยกตัวอย่างชาวนา ๒ คน ชาวนาคนหนึ่ง ทำงาน ตามหน้าที่ของมนุษย์, สำนึกในหน้าที่ของมนุษย์, แล้ว ยังจะพูดว่า ทำงาน เอาข้าวใส่บาตร สักหน่อยอย่างนี้, ทำงาน เหงื่อไหลไคลย้อยอยู่กลางนานี้ ชาวนาคนนี้ปฏิบัติธรรม คนหนึ่ง ทำงาน โดยคิดว่า จะเอาเงินไปซื้อเหล้ากิน แล้วก็ ไม่ชอบทำอย่างเหงื่อไหลไคลย้อย ทำอย่างเสียไม่ได้ การ ทำนาของชาวนาคนที่ ๒ นี้ ไม่เป็นการปฏิบัติธรรม. แม้ว่าเขากำลังไถนาอยู่ในนา ในลักษณะเดียวกัน แท้ ดูรูปร่างน่าจะเป็นของอย่างเดียวกัน ; แต่เนื้อแท้เป็น ของต่างกัน. คนหนึ่งทำนาด้วยการปฏิบัติธรรม คนหนึ่ง

น.166 ๑๕๘ ทำนาโดยคิดว่า จะเอาเงินไปซื้อเหล้ากิน ; ดังนนเราควร จะ รู้จักแยกกันให้ดีๆ ในสิ่งที่รูปร่างเหมือนกัน แต่ความ หมายต่างกัน. ทบทวนความหมายของ "ธรรม" . ขอโอกาสอีกสักครั้งเถิด เพื่อจะพูดถึงคำว่า ธรรม, ธรรมมีความหมาย ๔ ความหมาย. ธรรม คือ ตัวธรรมชาติ นั้นคือความหมายที่ ๑ ธรรม คือ กฎของธรรมชาติ นี้ความหมายที่ ๒ ธรรม คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ นี้ความหมายที่ ๓ ธรรม คือ ผลเกิดจากหน้าที่ นั้นเป็นความหมายที่ ๔ ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนทั้งหมดทั้งสิ้น มี อยู่ใน ๔ ความหมายนี้. ขอท้าทาย ขอยืนยันให้ไปสอบ สวนดู. ธรรมในความหมายที่ ๓ คือหน้าที่. มนุษย์จะ ต้องทำหน้าที่เพื่อรอดอยู่ได้, และทำหน้าที่เพื่อบรรลุ ธรรมที่สูงยิ่งขึ้นไป กว่าจะบรรลุนิพพาน. ธรรมะคือหน้าที่

น.167 ๑๕๙ นี่ขอให้กำหนดจดจำไว้ให้ดี คำสั่งสอนให้ปฏิบัติธรรมทุกอย่าง ก็คือสอนให้ทำหน้าที่ เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน หรือ อย่างน้อยที่สุด ก็อยู่ที่นี่ด้วยความผาสุก. คำว่า ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมคำนี้ ไม่ใช่พิธี รีตอง, ไม่ใช่พิธีรีตองตามศาสนสถาน เทศกาลบุญตาม วัดตามวา. คำว่า ปฏิบัติธรรม คือทำหน้าที่ ของสิ่งที่มี ชีวิต ตามกฎของธรรมชาติ อย่างถูกต้องตามกฎของธรรม- ชาติ. ไม่เฉพาะทำที่วัด, ไม่เฉพาะว่าต้องทำที่วัด แม้ ที่บ้าน ในสวน กลางนา ก็ปฏิบัติธรรมได้. ถ้าเขาทำหน้าที่ ของมนุษย์ อย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ทำหน้าที่ ของมนุษย์สุดที่จะทำได้ ; ทำที่ไหนก็มีธรรมะที่นั่น หน้าที่ นั้นก็กลายเป็นการปฏิบัติธรรมไป. เดี๋ยวนี้เรารู้ธรรมกันแต่ไม่มีธรรม, รู้ธรรมะแต่ ไม่มีธรรมะ, รู้ธรรมะ ว่าได้เป็นนกแก้วนกขุนทอง ; แต่ ไม่มีธรรมะ แล้วยังถือเอาความหมายของธรรมะนี้แคบเกิน ไปด้วย. เราให้ความหมายแก่คำว่า ธรรมะในความหมาย ที่ ๓ คือการทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ

น.168 ๑๖๐ สำหรับสิ่งที่มีชีวิตจะต้องทำ, สัตว์เดรัจฉานก็ต้องทำ ต้นไม้ ต้นไล่ก็จะต้องทำ มันดิ้นรนเพื่อชีวิตรอด. นั่นแหละคือ ธรรม หรือการปฏิบัติธรรม ของสิ่งที่มีชีวิต ขอให้ขยายการงานลงไปถึงว่า เขากำลังแจวเรือจ้าง อยู่ก็ดี, เขากำลังถีบสามล้ออยู่ก็ดี, กวาดถนนอยู่ก็ดี, ล้างท่อ สกปรกอยู่ก็ดี, เขา ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ด้วยสำนึกใน หน้าที่ของความเป็นมนุษย์ แล้วก็ เรียกว่าการปฏิบัติธรรม เสมอกันหมด. แม้ว่าจะเป็นข้าราชการ เป็นนายก- รัฐมนตรี เป็นประธานาธิบดี เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติสูงสุด ในโลก ก็เป็นการปฏิบัติธรรม ถ้าทำเพื่อมนุษย์ ทำเพื่อสำนึกในหน้าที่ของมนุษย์ อย่างถูกต้อง จะต้องมีเกียรติเสมอกันหมด ถ้าว่าทำหน้าที่ ของมนุษย์ด้วยสุดกำลังชีวิตจิตใจ. เพราะว่า ธรรมชาติ ไม่ได้สร้างคนมาให้เหมือนกัน ให้เสมอกัน ให้เท่ากัน โดยสติปัญญา กำลังเรี่ยวแรง ; เราจึงต้องทำงานต่างกัน. แต่ถ้าใครทำดีที่สุดแห่งสติปัญญาเรี่ยวแรงของตนแล้ว เรียกว่าปฏิบัติธรรมเสมอกัน มีเกียรติเท่ากัน, ไม่มีชนชั้น ของความดี ที่ทำหน้าที่ของมนุษย์, ขอให้มนุษย์ที่ทำงาน ทุกคนทุกชนิด มีเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์เท่ากัน.

น.169 ๑๖๑ ถ้าคนเรา รู้ธรรมะข้อนี้ ว่าการงานคือการปฏิบัติ ธรรมแล้ว เขาจะทำงานสนุก, จะมีความสุขในการงาน ; ไม่ต้องบังคับแรงงานเหมือนลัทธิบางลัทธิ, คนไม่อยากทำ งาน ต้องบังคับให้ทำงาน แล้วมันจะโกลาหลวุ่นวายสักเท่าใด. ถ้าคนรู้ว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม หรือสิ่งที่ดีที่สุด ของมนุษย์, ทำกันอย่างสนุก เป็นสุขในการงานแล้ว ก็ เป็นผลดีแก่สังคมนั้นประเทศนั้น หรือผลดีแก่โลก สรุปความว่า การงานไม่ใช่การหาเงิน ไม่ใช่เงิน คืองาน ไม่ใช่งานคือเงิน : แต่เป็นการประพฤติธรรม การงานเป็นการประพฤติธรรม คือทำหน้าที่ของมนุษย์ ของความเป็นมนุษย์ของตน อย่างถูกต้องอย่างเต็มที่ ตาม ที่เรี่ยวแรงกายและสติปัญญาจะอำนวยให้ทำ, โดยความหมาย ที่ ๓ ของคำว่า ธรรม คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ของ สิ่งที่มีชีวิตทั้งปวง. เป็นพุทธบริษัททั้งที่ยังไม่รู้ว่าธรรมะมี ๔ ความ หมายอย่างนี้ และความหมายที่ ๓ สำคัญที่สุด การทำงาน คือหน้าที่ของมนุษย์ เป็นชีวิตโวหาร คือทำชีวิตให้เป็น ประโยชน์, ให้เกิดกำไรในการมีชีวิต ให้ได้รับผลประโยชน์

น.170 ๑๖๒ ของชีวิตถึงที่สุด. ดังนั้นการงานจึงเป็นการปฏิบัติธรรม หาใช่เป็นการหาเงินมาสนองกิเลส ซื้อเหล้ากิน ทำอบายมุข ต่าง ๆ ไม่. การงานที่เป็นการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ใช่เป็นการ หาเงินมาสนองกิเลส ด้วยอบายมุขต่างๆ ; แต่เพื่อจะชนะ กิเลส. การงานที่แท้จริงนั้นจะชนะกิเลส จะบังคบตัว ได้ จะบำเพ็ญความดีขึ้นไปตามลำดับ และสูงสุดจน บรรลุพระนิพพาน. ง านข้าราชการก็ต้องทำให้สมหน้าที่. ทีนี้ก็จะปรารภถึงข้อที่ วันนี้ เป็นวันที่ระลึก ก.พ. เจ้าหน้าที่แจ้งความประสงค์ว่า ถ้าอย่างไร ขอให้บรรยาย ธรรมะ ในลักษณะที่เป็นการวินิจฉัย ความหมายแห่ง ข้าราชการพลเรือนไปด้วยในตัว. อาตมาเห็นด้วย ว่า ข้าราชการพลเรือน เป็นผู้มีหน้าที่ที่จะต้องมีหน้าที่ ประพฤติธรรม ให้สมกับคำว่า "ข้าราชการ" การกล่าว ธรรมะในวัน ก.พ. นี้ จะเป็นเกียรติยศแก่วัน ก.พ.

น.171 ๖๓ คำว่าข้าราชการ มีความหมายลึกมากกว่าที่ยอมรับ กัน หรือถือกันอยู่ว่าอย่างไร, ข้าราชการ คำนี้หมายความ ว่า ผู้ที่ทำให้ผู้อื่นร้องออกมาว่า พอใจ-พอใจ-พอใจ, ข้าราชการคือผู้ที่มีหน้าที่ทำให้ผู้อื่นร้องออกมาว่า พอใจ พอใจ. ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ? ขอโอกาสสักนิดเล่าเรื่อง ต้นเหตุที่ทำให้เกิด คำว่า ราชะ หรือ ราชา มีอยู่ในพระ- บาลีว่า เมื่อมนุษย์เป็นมนุษย์กันขึ้นในโลกนี้มากพอสมควร แล้ว ไม่มีการปกครอง อิสสระเหมือนกับสัตว์ทั่วไป ก็เกิด การเบียดเบียนเอาเปรียบ ข่มเหง แย่งชิง ขโมย. มนุษย์ สมัยนั้นจึงได้ปรึกษากัน ตกลงประชุมเลือกเอาคนที่น่าเกรง ขาม น่าบูชา น่าเคารพ ทั้งโดยร่างกายโดยสติปัญญา สมมติ ให้คนนี้เป็นหัวหน้า ว่าท่านจงทำ ตามที่เห็นควรจะทำ เพื่อ กำจัดสิ่งเลวร้ายเหล่านี้เสีย. มนุษย์คนนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตา กระทำ ทำการปกครอง จนสิ่งเลวร้าย เช่นการขโมย การ เบียดเบียนกันเป็นต้นหายไป มนุษย์ก็อยู่ด้วยความรู้สึกเป็น สุข เลยร้องออกมาทางปากว่า พอใจ-พอใจ-พอใจ.

น.172 ๑๖๔ คำว่า พอใจในที่นั้น ก็คือคำว่า ราชา-ราชา-ราชา, คำว่า ราชา แปลว่า พอใจ พูดอย่างธรรมดาหน่อย ๆ ก็ว่า พอใจโว้ย, พอใจโว้ย, พอใจโว้ย. นี่คือคำว่า ราชาเกิดขึ้น มาในโลก. เมื่อมนุษย์รู้สึกพอใจในการปกครอง จะเรียกว่า การปกครอง หรือจะเรียกว่าอย่างไรก็ได้, ขอแต่ให้ทำให้ ทุกคนร้องออกมาว่า พอใจ-พอใจ. ข้าราชการของพระราชา ก็มีหน้าที่อย่างเดียว กับพระราชา, คือทำให้ผู้อื่นร้องออกมาว่าพอใจ. แม้ว่า เดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนเป็นระบบประชาธิปไตย หน้าที่ก็ยังคงเดิม ตามความหมายเดิม คือหน้าที่ของผู้ปกครอง ทำให้ทุกคน ร้องออกมาได้ว่าพอใจพอใจ ถ้าไม่เช่นนั้นไม่ใช่ข้าราชการ, เพราะไม่ได้ทำให้คนอื่นร้องออกมาว่า พอใจ พอใจ ถ้าว่าที่จริงแล้ว อาตมาก็มีหน้าที่ที่จะทำเช่นเดียว กัน และเรียกตัวเองว่าข้าราชการได้เหมือนกัน, แต่เป็น ข้าราชการของพระธรรมราชา ธรรมราชาคือพระพุทธเจ้า พระเณรทั้งหมดเป็นข้าราชการของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็น ธรรมราชา.

น.173 ๑๖๕ ถ้าให้ดีกว่านั้นควรจะพูดว่า ทุกคนในโลกเป็น ข้าราชการของโลก, ข้าราชการของพระเจ้าผู้สร้างโลก หรือสิ่งที่สร้างโลก, โดยความมุ่งหมายว่า ให้มีโลกที่น่าดู. ทุกคนทำหน้าที่อันนั้น แล้วก็เรียกว่าเป็นข้าราชการของโลก, ข้าราชการของพระเป็นเจ้า ผู้สร้างโลก ผู้ครองโลก. เพราะ ว่าทุกคนเป็นพลโลก; เราจึงเป็นข้าราชการของโลกด้วยกัน ทุกคน. คำว่า "พลเรือน" คำว่า "ทหาร" นี้ เป็นความหมาย ที่ยังเลื่อนลอย. ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ไม่ควรจะแยกกันโดยเด็ดขาด เพราะว่ามีหน้าที่เหมือนกัน. ถ้าเป็นข้าราชการแล้ว ต้องมีหน้าที่ทำให้ประชาชนร้อง ออกมาว่าพอใจ พอใจ. นี่ ขอให้ดูเถิดว่าเมื่อเรื่องราว บางอย่างเกิดขึ้นแล้ว แยกเป็นพลเรือนเป็นทหารกันอยู่ได้ เมื่อไร ; ต้องมารวมกันทันที ทำหน้าที่เดียวกันด้วยซ้ำไป เพื่อให้เกิดความสงบราบคาบขึ้นในบ้านในเมือง เพราะฉะนั้นเป็นข้าราชการกันทุกคนดีกว่า แม้แต่ พลเรือนประชาชนก็เป็นข้าราชการ ร่วมมือกันทำให้ เกิดความสงบสุขขึ้นในบ้านเมือง ก็จะรักใคร่กลมเกลียว

น.174 ๑๖๖ สนิทสนมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยไม่ต้องเรียกร้องความ สามัคคี, ซึ่งเรียกกันจนคอแห้งแล้วก็ไม่ค่อยจะได้. ขอให้มี ธรรมข้อนี้ มีปรมัตถธรรมข้อนี้ มีปรัชญาข้อนี้ แล้วทุก คนจะกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน. วัน ก.พ. ควรจะได้ระลึก นึกถึงความหมายอันนี้ ว่าเราทุกคนเป็นข้าราชการของพระเจ้า, ข้าราชการของ โลก, แม้ในประเทศหนึ่ง ๆ ทุกคนเป็นข้าราชการ ที่มีหน้าที่ ที่จะทำให้เพื่อนมนุษย์ร้องออกมาว่า พอใจ พอใจ. ข้าราชการต้องทำงานอย่างปฏิบัติธรรม. ที่นี้ก็จะดูต่อไปถึงว่า ข้าราชการจะทำให้ทุกคน ออก มาว่า พอใจ พอใจ ได้อย่างไร ? ข้อนี้ก็จะต้องมีปรมัตถธรรม ของการงาน ปรมัตถธรรมหรือปรัชญาของการงาน ของการ ทำงาน การทำงานนั้นทำเพื่อทุกคนได้รับความพอใจ อยู่กัน เป็นสุข ทำโลกนี้ให้น่าดู หรือน่าอยู่ การทำงานคือการ ปฏิบัติธรรม ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงเป็นความสุขอยู่ในตัว การงานคือความสุขอยู่ในตัว.

น.175 ๑๖๗ ท่านคงจะไม่เชื่อมากยิ่งขึ้นไปอีก, การงานคือ การปฏิบัติธรรม ท่านก็ไม่ค่อยจะเชื่อกันอยู่แล้ว ยิ่งพูดว่า การงานคือความสุขอยู่ในตัวมันเอง ก็จะยิ่งไม่เชื่อ, แต่ก็ ขออ้อนวอน วิงวอน ขอร้อง ให้ท่านพิจารณากันสักหน่อย. ว่าการงานนั้นคือการปฏิบัติธรรมอย่างไร ? และเป็นความสุข อยู่ในตัวมันเองอย่างไร ? พูดถึงการงานที่บริสุทธิ์ การงานที่บริสุทธิ์ของ ธรรมะ คือหน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ทำหน้าที่บริสุทธิ์ ก็ เป็นการงานที่บริสุทธิ์, การงานนั้นก็สนองพระพุทธประสงค์ พระพุทธองค์ทรงประสงค์ให้ทุกคนทำหน้าที่ เพื่อความ สงบสุขของมนุษย์นั่นเอง จึงเป็นการประพฤติธรรม, การ งานชนิดนี้ทำเพื่อพระธรรม, ทำตามหน้าที่ของมนุษย์ที่มี มนุษยธรรม. เมื่อรู้จักจริง ๆ อย่างนี้แล้วก็พอใจ พอใจที่จะทำ, พอได้ทำ พอได้กระทำก็เกิดปีติ คือความพอใจ. ปีตินี้พอ ใจด้วยธรรม พอใจในธรรม พอใจโดยธรรม ; ไม่ใช่ปีติ ของคนที่มีสตางค์ซื้อเหล้ากิน นั้นมันปีติของกิเลส ปีติของ ภูตผีปีศาจ ไม่เรียกว่าธรรมปีติ แต่ต้องเรียกว่ากิเลสปีติ กิเลสปีติ ไม่ใช่ธรรมปีติ.

น.176 ๑๖๘ ธรรมปีติมีเมื่อประพฤติธรรม, ประพฤติจนยก มือไหว้ตัวเองได้. ใครทำหน้าที่ของตน จนยกมือไหว้ ตัวเองได้กี่คน ? ข้าราชการทั้งหลายใครทำหน้าที่ของตน จนประชาชนร้องออกมาว่าพอใจๆ แล้วยกมือไหว้ตัว เองได้กันกี่คน ? นี่คือความหมายของการงาน ทีนี้เมื่อยกมือไหว้ตัวเองได้แล้วรู้สึกอย่างไร ? มัน เป็นการสนองพระคุณของพระพุทธเจ้า, สนองพระคุณ ของพระธรรม , จึงเกิดปีติชนิดนี้. การสนองกิเลสไม่ทำให้ เกิดปีติชนิดนี้ แต่จะมีกิเลสปีติ แล้วก็สร้างนรกขึ้นมาใน หัวใจ, แม้จะสนุกสนาน ร่าเริง เต้นรำกันอยู่เหมือนกับลิง เมาเหล้า ; แต่ก็หาความสุขอันใดไม่ได้ ไม่มีธรรมปีติ นี้ถ้ามีธรรมปีติ คือมีความรู้สึกเต็มเปี่ยมอยู่ในจิตใจ ว่า มีความถูกต้องอยู่ในตนทุกกระเบียดนิ้ว มีความถูกต้อง อยู่ในตนทุกกระเบียดนิ้ว มีความถูกต้องอยู่ในตนทุกกระเบียด นิ้ว ทุกอิริยาบถ ทุกกาละ ทุกเทศะ. ปีตินี้คือธรรมปีติ คือความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้เกิดความสุขแท้ จริง สุขเต็มที่, สุขแท้จริง ไม่หลอกลวง และเป็นสุขที่ ไม่ต้องใช้เงิน, แล้วเป็นสุขที่จะทำให้เงินเหลือใช้มากขึ้น.

น.177 ๑๖๙ มีปีติอย่างนี้อยู่ในใจแล้ว การทำการงานทุกอย่างจะสนุก สนานไม่เครียด, ไม่เครียดให้ประสาทกิน ให้คนต้องละอาย แมว ประสาทกินจนคนต้องละอายแมว, เพราะทำอะไรอยู่ ด้วยความเครียด. ถ้ามีปีติชนิดนี้แล้ว ความเครียดจะหมด ไป. คนป่าสมัยดึกดำบรรพ์นั้น เขาไม่เครียดไม่เป็นโรค ประสาท, จึงอยู่รอดมา จนได้เป็นบรรพบุรุษของคนเราใน ทุกวันนี้. คนเราทุกวันนี้ กำลังเครียด กำลังเป็นโรค ประสาท. ได้ยินว่าเมืองไทยนี้ เป็นโรคประสาทกันเป็น แสน ๆ คนแล้ว, เป็นบ้ากันตั้งหมื่น ๆ คนแล้ว มันจะตาย กันหมดก็ได้ นี่มีสิ่งที่แก้ความเครียด อย่าให้เกิดโรคภัย ไข้เจ็บ โรคกระเพาะ โรคหัวใจ โรคอะไรต่าง ๆ เพราะความ เครียด. ใ ห้มีความสุขอยู่ในความไม่เครียด ในปีตินั้น เอง ทุกอิริยาบถ มีความสุขไม่ว่าจะทำงานชนิดไหน, ไม่ว่า จะทำงานชนิดไหน, อาตมากล้าท้าทายกล้ายืนยันอย่างนี้ ฝึกทำงานให้เป็นสุขทั้งอาชีพและงานอดิเรก. ทำงานอาชีพ ข้อแรก ทำงานอาชีพ, ไม่ว่า อาชีพชนิดไหน สูงสุดลงมาตั้งแต่เป็นประธานาธิบดี เป็น ข้าราชการ กระทั่งเป็นราษฎร เป็นชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน

น.178 ๑๗๐ กระทั่งเป็นคนขอทาน เป็นอาชีพด้วยกันทั้งนั้น, ถ้าเขา ทำอาชีพอย่างถูกต้อง รู้สึกปีติในการกระทำแล้ว ก็จะ เป็นสุข ได้ดวยกันทั้งนั้น, จะทำงานสนุก เพราะว่ามัน เป็นการปฏิบัติธรรม รู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่ดี มีความถูกต้องอยู่ ในเนื้อในตัวทุกกระเบียดนิ้ว, ทำงานสนุก นี่มันก็เป็นสุข อยู่ในการงาน. ถ้าจิตใจบริสุทธิ์อย่างนี้จริงๆ การทำการงาน จะรู้สึกเป็นสุข เพราะว่าได้ทำสิ่งที่ควรทำ ทำอย่างถูกต้อง ยกมือไหว้ตัวเองได้. ดังนั้นเขาจึงทำได้งานมาก เพราะว่า เป็นสุขและสนุกอยู่ในการงาน จึงทำงานได้มาก มีผล งานมาก. ทีนี้ก็กินใช้แต่พอดี เก็บไว้แต่พอดี มันก็เหลือพอ ที่จะแจกให้ผู้อื่นได้. ถ้าทำงานชนิดเป็นการปฏิบัติธรรม สนุกในการทำ เป็นสุขในการทำ ก็ทำได้มาก. นี่ขอให้เน้น ที่ตรงนี้ ว่าทำได้มาก, ทำได้มาก มันก็ กินไม่หมด เก็บไว้ก็ยังไม่หมด ก็เหลือพอที่จะแจกผู้อื่นได้. คนชนิดนี้ มีโอกาสที่จะร้องออกมาว่า สนุกโว้ย สนุกโว้ย, สนุกโว้ย ในการทำงาน, ในการทำงาน ในการ กินอยู่แต่พอดี ก็สนุกโว้ย, ในการแจกให้ผู้อื่น หรือทำ

น.179 ๑๗๑ ประโยชน์แก่โลก ก็สนุกโว้ย, สนุกโว้ย, มันมีแต่ความสุข และสนุกไปเสียทุกอย่างทุกประการ. นี่ผลของการงานที่เป็น การปฏิบัติธรรม เป็นอย่างนี้, ขอให้ข้าราชการทั้งหลาย ถือเป็นหลัก, สำหรับทำให้เกิดความหมายสมกับคำว่า ข้าราชการของตน คือทำจนทุกคนร้องออกมาว่า พอใจ-พอใจ -พอใจ. ทีนี้มาดูถึง งานอดิเรก ซึ่งไม่ใช่งานอาชีพโดย ตรง. ทุกคนก็มีงานอดิเรก; ทำงานอดิเรกอย่างไรก็ต้อง มีความสุข, แม้แต่จะเลี้ยงสัตว์เล่น ปลูกต้นไม้เล่น อะไร ก็ต้องพอใจ และมีความสุข อาตมาจะระบุในวงแคบเข้ามา ว่าการ กินอาหาร ก็ต้องกิน ด้วยความรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรม อิ่มอยู่ด้วยธรรม, ไม่ใช่อิ่มอยู่ด้วยรสอาหาร บ้า ๆ บอ ๆ แพงขนาดมื้อละหมื่น นั่นนะ เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ, กินอย่างนั้นไม่เย็น. แม้จะอาบ น้ำก็เย็น จะถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ จะล้างถูขี้ไคล ล้างจาน ถูพื้น ก็ล้วนแต่พอใจ ว่าเป็นการปฏิบัติธรรม, แม้ การ พักผ่อนก็เป็นการพักผ่อนจริง คือจิตใจเยือกเย็น และ พักผ่อนจริง.

น.180 ๑๗๒ ท่านอธิบดี ท่านหัวหน้ากอง ท่านอะไร ลองจับ ไม้กวาดมากวาดพื้นแทนภารโรงดูบ้าง, แล้วท่านจะรู้สึกใน ขณะนั้น ในจิตใจของท่านเองว่าเป็นอย่างไร, เย็นหรือร้อน ? ถ้าเย็น, รู้สึกเย็น นั่นแหละ การงานของเรา เป็นการปฏิบัติ ธรรม, เกิดธรรมปีติ พอใจ ยกมือไหว้ตัวเองได้, จะรู้จัก ความสุขชนิดนี้ ที่เกิดมาจากการทำงาน. ตื่นแต่ดึกก็เป็น สุขและพอใจ นั่งรถเบียดกันมาก็พอใจ, ลำบากอย่างไรก็ พอใจ, นี่ข้าราชการชั้นผู้น้อยทั่วไป รู้จักหาความสุข แม้ ตื่นแต่ดึก นั่งเบียดกันมาในรถมาทำการงาน ยิ่งอดทน ยิ่ง พอใจ ยิ่งรู้สึกว่าได้ทำงานที่ยาก ได้เสียสละมากแล้วก็พอใจ และเป็นสุข เป็นธรรมปีติ. การงานคือการปฏิบัติธรรม, การทำงานด้วยความ สนุก และรู้สึกเป็นสุข อยู่ในตัวการงานนั้นเอง เงินเดือน ก็จะเหลือใช้. ความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน ที่ต้องใช้ เงินเป็นความสุขหลอก เพื่อกิเลส เพื่อภูตผีปีศาจทั้งนั้น แหละ ; เพราะว่าความสุขแท้จริง หาได้ด้วยทำธรรมปีติ ขึ้นในตน, ไม่ใช่สร้างกิเลสปีติขึ้นบูชากิเลส. นี้คือปรมัตถ- ธรรมที่ต้องกลับมา ในความรู้สึกของมนุษย์ ผู้จะต้อง

น.181 ๑๗๓ สร้างศีลธรรมขึ้นมาใหม่ อย่าให้โลกนี้วินาศเสีย เพราะ ความไม่มีศีลธรรมเลย. ขอโอกาสพูดเรื่อง ศีลธรรมกลับมา และ ปรมัตถ ธรรมก็กลับมา เพื่อเป็นรากฐานของศีลธรรม, เพื่อ ความรอดของโลก อย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าอาตมาจะหมดลม หายใจ. ขอพูดแต่เรื่องนี้ ไม่มีพูดเรื่องอื่น. ในที่สุดนี้ขอแสดงความหวังว่า ท่านผู้ฟังทั้งหลาย จะ รู้จักตัวเองดีขึ้นกว่าเดิม, รู้จักชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม, รู้จักพระธรรมดีขึ้นกว่าเดิม, รู้จักศีลธรรมดีขึ้นกว่าเดิม, รู้จักปรมัตถธรรมดีขึ้นกว่าเดิม, แล้วนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของตน แล้วก็จะเจริญก้าวหน้า งอกงามในทางของพระธรรม แล้วมีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรี กาล เทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต