น.143 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็ยังคง กล่าวไปตามความมุ่งหมายใหญ่ คือ การกลับมาแห่งปรมัตถ- ธรรม เพื่อเป็นรากฐานของศีลธรรม ต่อไปตามเดิม แต่มี หัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า ถ้าจะทำ ให้รวบรัด ต้องเริ่มที่ รากฐาน ก็หมายความว่า เราจะพูดกันถึงเรื่องรากฐาน, ทำอะไร ๆ ต้องกระทำลงไปถึงรากฐาน. อย่างจะบำรุงรักษา ต้นไม้ ก็ต้องตั้งต้นที่รากฐาน ฐานราก ลงไปถึงแผ่นดิน. ถ้าจะทำลายต้นไม้ ก็ทำลายลงไปถึงราก ทำลายรากให้หมดสิ้น. ๑๓๕
น.144 ๑๓๖ รากฐานของความจริงอยู่ที่ศีลธรรม. เดี๋ยวนี้ก็ มีต้นไม้อยู่ ๒ ต้น ที่เราจะพูดถึงกัน คือ ต้นไม้แห่งสันติภาพ และ ต้นไม้พิษ จะบำรุงรักษา ต้นไม้สันติภาพ ก็ต้องลงไปถึงรากฐาน, จะทำลายต้นไม้มีพิษ ก็จะต้องทำลายลงไปถึงรากฐาน. รากฐานของความเจริญงอกงามโชติช่วงชัชวาลย์ นั้น อยู่ที่ศีลธรรม. จะเป็นการบ้าน การเมือง การศาสนา การอะไรก็ตาม, รากฐานอยู่ที่ศีลธรรมทั้งนั้น ประเทศ ชาติจะเจริญรุ่งเรืองโชติช่วงชัชวาลย์ มีรากฐานที่ศีล ธรรม ; แต่คนทั้งโลกมองไปที่เศรษฐกิจ. รากฐานของ วิกฤตการณ์ ปัญหายุ่งยากทั้งหลาย ก็คือ ความไร้ศีลธรรม ; จึงสรุปได้เป็น ๒ รากฐาน คือศีลธรรม หรือความไร้ศีล ธรรม. จะต้องใช้ให้ถูกต้องกับต้นไม้สันติภาพ และต้นไม้ อันมีพิษร้าย. ถ้าเราจะไป แก้ปัญหาที่เศรษฐกิจก่อนนั้น มันจะ เหมือนกับว่า ขึ้นต้นไม้ มาทางปลาย ; ใครขึ้นได้ก็ลอง คิดดู รากฐานมันอยู่ที่ศีลธรรม ไปแก้ปัญหาด้วยเศรษฐกิจ
น.145 ๑๓๗ ซึ่งเป็นผลของศีลธรรม, นี่มันก็เหมือนกะขึ้นต้นไม้มาจาก ทางปลาย. ต้องแก้ปัญหาที่ฐานราก ว่าทุกอย่างมีปัญหามาจาก ความมีศีลธรรม หรือความไม่มีศีลธรรม แก้ปัญหาทางศีล ธรรมได้หมดแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ก็ย่อมจะหมดไปตาม ควรมองปัญหาทุกแขนงของประเทศ หรือของมนุษย์โลก ว่ามันเกิดมาจากความไร้ศีลธรรม จะแก้ปัญหาทุกอย่าง ก็คือทำให้กลับมีศีลธรรม. การหมดปัญหา ก็คือทุก แขนงงาน เต็มไปด้วยศีลธรรม. สรุปอีกทีหนึ่งว่า เกิดปัญหาทุกแขนง เพราะไร้ ศีลธรรม, แก้ปัญหาได้ทุกแขนง เพราะการทำให้กลับมีศีล ธรรม, การหมด ปัญหาทุกแขนง ก็คือการมีศีลธรรม เต็มที่. ทีนี้ ถ้ามองกันอีกทางหนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่า ศีลธรรม ส่วนที่เป็นเหตุ นี้เรา จะต้องรู้จัก ให้ชัดลงไป, ศีลธรรม ส่วนที่เป็นผล ก็ต้องหวัง กันจริงๆ, ศีลธรรมส่วนที่ เป็นหน้าที่ ก็ต้องทำให้ได้ ขึ้นมาจริง ๆ การประพฤติ ศีลธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความถูกต้อง สงบ นี้ต้องรู้ให้ชัด
น.146 ๑๓๘ ผลเกิดขึ้นมาอย่างไร เราหวังกันจริง ๆ หวังผลศีลธรรมกัน จริง ๆ ไม่ว่าแต่ปาก. ศีลธรรมโดยหน้าที่นี้ ทุกคนจะต้อง ปฏิบัติศีลธรรม. นี้คือรากฐานที่ควรมอง มองให้ถึงราก ฐาน. อาตมาอยากจะขอให้ท่านทั้งหลาย ระลึกนึกอีกสักครั้ง หนึ่งว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๔๗๕ นั้น, คณะราษฎร์เขาวางหลักไว้ ๖ ประการ, ๕๐ ปีมาแล้ว ราก ฐาน ๖ ประการ หลัก ๖ ประการ ไม่มีศีลธรรม. หลัก ๖ ประการนั้น มีแต่เรื่องเอกราช เรื่อง ปลอดภัย เรื่อง เศรษฐกิจ เรื่อง สมภาพ เรื่อง เสรีภาพ แล้วก็เรื่อง การ ศึกษา. การศึกษานั้นยังไม่ใช่ศีลธรรม เป็นเพียงรู้ หนังสือและวิชาชีพ เป็นการศึกษาด้วน ; ส่วนศีลธรรม นั้นไม่ใช่การศึกษา แต่เป็นการอบรมให้มีการประพฤติ ปฏิบัติลงไปจริงๆ. นี่ หลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร์ เมื่อเปลี่ยนการปกครองนั้นมี ๖ หลัก แต่ ไม่มีศีลธรรม. มีการเลือกตั้งมา ๑๒ ครั้งแล้ว จนกระทั่งบัดนี้, รัฐประหารมา ๑๕ ครั้งแล้ว, ประชาธิปไตยก็ยังเป็นเสี้ยวใบ
น.147 ๑๓๙ หรือครึ่งใบ เพราะว่ามันไม่มีศีลธรรม, ข้อนี้ควรพิจารณา กันให้ดี ๆ ขอให้ รัฐบาลนี้ รัฐสภานี้ ช่วยร่วมมือกัน เพิ่มหลัก ให้อีกสักหลักหนึ่งเถิด แม้มันจะเป็น ๗ หลักก็ ไม่เป็นไร คือหลักแห่งศีลธรรม. ความไม่มีศีลธรรมเป็นเหตุให้ทำลายโลก. ยิ่งหลงเศรษฐกิจ ยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งหลงเสรีภาพ ยิ่งเห็นแก่ตัว คือมันยิ่งไร้ศีลธรรม ไม่รักผู้อื่น ไม่บังคับจิต ให้อยู่ในทำนองคลองธรรม จนกระทั่งเห็นได้ว่า มันเต็มไป ด้วยความไม่มีศีลธรรม ในปัญหาของเศรษฐกิจนั่นเอง. เศรษฐกิจที่ไม่มีศีลธรรม คนผลิตก็ไม่มีศีลธรรม, คนซื้อก็ ไม่มีศีลธรรม, คนกลางก็ไม่มีศีลธรรม, คนส่งออกก็ไม่มี ศีลธรรม, อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าเศรษฐกิจเป็นบ้า แล้วก็จะ เรียกว่าอะไร. ความไม่มีศีลธรรม คน ไม่มีศีลธรรม หรือ ภาวะ ที่ไม่มีศีลธรรมนั่น เป็นปัญหาทำลายโลกทีเดียว; ไม่มี ศีลธรรมแล้ว ยิ่งเก่งมันยิ่งโกง, ไม่มีศีลธรรมแล้ว ยิ่ง ฉลาดมันยิ่งโกง, ไม่มีศีลธรรมแล้ว ยิ่งมีอำนาจมันก็ยิ่งโกง,
น.148 ๑๔๐ ไม่มีศีลธรรมแล้ว แม้ไม่มีอำนาจมันก็โกง. นี่ขอให้คิดดูเถิด ; ไม่มีศีลธรรมแล้ว มันสร้างปัญหาทั้งนั้น. การศึกษาไม่พอ ทำให้ไม่มีศีลธรรม, ไม่มีศีลธรรมแล้ว ก็จะมีการคดโกง ไปรอบด้าน. อาตมาอยากจะเล่าเรื่องสักนิดหนึ่งว่า อาตมาไม่เคย เรียนมหาวิทยาลัยตึกราคาล้าน ๆ เรียนมหาวิทยาลัยเด็กวัด มหาวิทยาลัยของเรา ก็คือเมื่อนวดขาอาจารย์ก่อนที่จะนอน ต้องไปทำวัตรอาจารย์ นวดขาอาจารย์เป็นต้น. ได้รับรางวัล คือ ท่านก็เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง. มีเรื่องที่ควรจะมาเล่าต่อใน ที่นี้ก็คือว่า; ท่านอาจารย์ท่านเล่าให้ฟัง เมื่อกำลังนวด ขาท่านอยู่ คือเรื่อง เต่า ซื่อ ลิง คด ขอให้ฟังสักหน่อยเถิด ว่า เต่ากับลิงเขาเป็นสหายกัน วันหนึ่งเขาได้หน่อกล้วยมาหน่อหนึ่ง เต่ากับลิงก็ปรึกษากัน ว่าจะปั่นกันอย่างไร ? ตกลงตัดเป็น ๒ ท่อน ให้ลิงเลือก ลิงเลือกเอาท่อนปลาย สำหรับจะไปปลูก, เต่าคนซื่อคนโง่ มันก็ได้ท่อนโคน, ทำไมลิงมันเลือกเอาท่อนปลาย เพราะ ลิงมันเห็นว่า กล้วยออกลูกก็เห็นที่ปลายทุกที เราเอาตอน ปลาย มันจะได้ออกลูก. เต่าโง่ก้มหน้าก้มตาว่าเราก็เอาโคน
น.149 ๑๔๑ ต่างสัตว์ต่างก็เอาไปปลูก พอปลูกแล้วไม่กี่วัน ปลายหน่อ กล้วยก็ตาย แต่ของเต่าคือโคนกล้วยมันก็เติบโต จนกระทั่ง ออกลูก. ทีนี้มีปัญหาว่า ออกลูกแล้วเต่าจะกินได้อย่างไร ? กล้วยอยู่สูง, มันไปง้อลิง ลิงซึ่งเป็นตัวเฉโก มันมีความ ฉลาดอย่างเฉโก มันก็เอาเปรียบเต่าโดยประการทั้งปวง. ลิงให้ลูกเลว ๆ บางทีมันกินเนื้อหมด แล้วมันทิ้งเปลือกให้ เต่ากิน. นี่.....คนฉลาดกะคนซื่อ ปัญหามันมีอยู่อย่างนี้. นิทานเรื่องนี้เหมาะสำหรับปัจจุบันนี้ที่สุด, ว่าเรามี คนฉลาดกับคนโกง ฉลาดแต่ในทางโกง คนซื่อคนโง่คนมี ศีลธรรมนี่ หาทำยายาก แต่เรา ควรจะคิดดูว่า เราจะเอา คนซื่อ หรือจะเอาคนฉลาด. เต่าเป็นคนซื่อ ลิงเป็น คนฉลาด เราจะเอาคนซื่อหรือจะเอาคนฉลาด ก็ขอให้ เลือกดู. เราต้องการรากฐานของศีลธรรม จะเป็นเต่า หรือจะเป็นลิง นี่ ควรจะมองออกกันได้ทุกคน. เดี๋ยวนี้ศีลธรรมในประเทศไทยเราเป็นอย่างไรบ้าง ? อาตมาอยากจะใช้คนขอทานเป็นหลักสำหรับเปรียบเทียบ คนขอทานในอินเดีย ไปนั่งคุยกับเขาแล้วก็บอกว่า "ขอทาน
น.150 ๑๔๒ ดีกว่าเป็นขโมย" แล้วเขาก็เป็นขอทานบริสุทธิ์อย่างนั้น จริง ๆ ส่วนขอทานในเมืองไทยนี้ เขาไม่คิดอย่างนั้น ขอทาน ก็ขอทาน พอเผลอก็ขโมย พอเผลอก็โกง ขอทานเมืองไทย เขาไม่ได้คิดว่า "ขอทานดีกว่าขโมย" จำเป็นก็ขอทาน แต่เผลอ ก็โกง เผลอก็ขโมย. ขอทานคนหนึ่งอยู่ริมถนน เมื่อคนที่เดินผ่านไป ไม่ให้ เขาให้พรส่งท้ายว่า "พ่อของมันคนเดียว มันก็เลี้ยง ไม่ได้". ฟังดู ขอทานเมืองไทยเป็นอย่างนี้มันว่า พ่อของ มันคนเดียว คือตัวมันนั่นแหละ คนทั้งเมืองก็เลี้ยงไม่ได้ เพราะไม่ให้ทานแก่เขา นี่ขอทานเมืองไทย เปรียบเทียบกับ ขอทานอินเดีย, ซึ่งขอทานดีกว่าเป็นขโมย โดยบริสุทธิ์สะอาด นี่ศีลธรรมของคนขอทานมันก็ยังต่างกันอย่างนี้, หรือว่าคน ขอทานก็มีศีลธรรมต่างกันอย่างนี้. "ท่านลองคิดดู มันมี ศีลธรรมเป็นรากฐานหรือไม่ มันอยู่ที่ตรงนั้น. การปกครองไม่ประเสริฐ ถ้าไม่มีศีลธรรม. ทีนี้การปกครองบ้านเมือง อธิปไตยไหน ก็ตาม ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้ว ไม่มีระบบไหนใช้ได้, เสรีนิยมก็ใช้
น.151 ๑๔๓ ไม่ได้ สังคมนิยมก็ ใช้ไม่ได้ คอมมิวนิสต์ ก็ใช้ไม่ได้ ฟาซซิส นาซิสอะไรก็ใช้ไม่ได้, ถ้ามันไม่มีศีลธรรม. ถ้ามัน มีศีลธรรมแล้วใช้ได้ ถ้ารักผู้อื่นละก็ใช้ได้ แต่ว่าที่แท้แล้วอยากจะพูดว่า การปกครอง ที่ ประเสริฐที่สุดนั้น คือการปกครองที่ไม่ต้องมีการ ปกครอง. ไม่มีการปกครองจะอยู่ได้อย่างไร ? ก็เพราะว่า ทุกคนมีศีลธรรมถึงที่สุดอยู่ในตน, ทุกคนมีศีลธรรมถึง ที่สุดอยู่ในตน แล้วจะต้องปกครองอะไร ; เพราะว่าศีล ธรรมที่มีอยู่ในคนนั้นแหละมันปกครองคน. คนไม่ต้อง ปกครองคน, คนไม่ต้องปกครองใคร ; ศีลธรรมที่มีอยู่ใน คนนั้นปกครองคน. นี้ว่าการปกครองที่ประเสริฐ คือการ ปกครองที่ไม่ต้องมีคนปกครอง. แล้วถ้าคนจะปกครอง ก็คือ ผู้ที่ช่วยให้คนมีศีลธรรม ช่วยให้ประชาชนมีศีลธรรม ศีล ธรรมในประชาชนก็ปกครองประชาชน เป็นประชาชนที่มี ศีลธรรม. ขอเตือนอีกครั้งหนึ่งว่า ระวังให้ดีนะ ประชา- ธิปไตย ประชาธิปไตยของประชาชน, ประชาธิปไตยเพื่อ ประชาชน, ประชาธิปไตยโดยประชาชน, นี้ประชาชนชนิด
น.152 ๑๔๔ ไหน ? ถ้าประชาชนเหล่านั้นไม่มีศีลธรรมก็วินาศเลย, บ้านเมืองนั้นวินาศเลย. ประเทศชาติที่ปกครอง โดยระบบ ประชาชนที่ไม่มีศีลธรรม วินาศเลย. ถ้าประชาชนมีศีล ธรรมไม่เป็นไร ; ประชาธิปไตยของประชาชนที่มีศีลธรรม, ประชาธิปไตยเพื่อประชาชนที่มีศีลธรรม ประชาธิปไตย โดยประชาชนที่มีศีลธรรม ก็ประเสริฐ วิเศษ ศีล ธรรมในตัวคนต่างหาก ที่มันให้เกิดประชาธิปไตยแท้ จริงบริสุทธิ์ เป็นการปกครองอยู่ในตัวศีลธรรมนั้น. นี่ขอให้ดู ความหมายของศีลธรรม, รากฐาน ของศีลธรรม จะช่วยได้ อย่างไร ? ดูรากฐานของความพินาศให้รู้ไว้. เดี๋ยวนี้ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่ง มีรากฐานที่จะควรดู ให้ลึกซึ้ง คือปัญหาทรัพยากรของธรรมชาติในโลกนี้. มนุษย์ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติ; เมื่อปากพูดว่า ช่วยกันรักษาทรัพยากรของธรรมชาติ ; แต่แล้วก็พร้อมกัน ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติ ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ของมนุษย์นั่นเอง.
น.153 ๑๔๕ เห็นได้ง่าย ๆ ว่า เราขุดน้ำมันขึ้นมาใช้จวนจะหมด โลกอยู่แล้ว, เราขุดแร่ธาตุ โลหะ อโลหะ ขึ้นมาใช้จนจะ หมดโลกอยู่แล้ว, ทำลายสิ่งของต่าง ๆ ที่เอามาใช้มาทำขึ้นใช้ เป็นรถยนต์ เป็นเรือบิน เป็นอะไร ๆ ที่มันสูงสุดนั่นแหละ แล้วเอามาใช้อย่างไร ? รถยนต์โดยมากน่ะใช้อย่างไร ? ส่วนหนึ่งมันใช้ เพื่อความสำเริงสำราญ สนองกิเลสตัณหาของคนใช้ ; ไม่มีความจำเป็นอะไร เงินเดือนก็ไม่ค่อยจะมากมาย ก็ไป ผ่อนรถยนต์มาขี่ให้สบาย. คู่ผัวตัวเมียมีรถยนต์ใช้ เขาก็ เป็นสุข สนองกิเลส. นี่รถยนต์ถูกใช้ไปเพื่อสนองกิเลส อย่างนี้ ก็เรียกว่า เอาทรัพยากรของธรรมชาติมาทำลาย เสีย ด้วยราคะ ด้วย โลภะ แม้แต่เรือบิน ก็ใช้เพื่อความ สำเริง สำราญ ของคนชอบเที่ยวรอบโลกเสียเป็นส่วนมาก อีกทางหนึ่ง ก็ ทำลาย มันเสีย ด้วยโทสะ ด้วย โกธะ คือสร้างรถรบ เรือรบ เรือบินรบ ปืนใหญ่ อาวุธ ยุทธศาสตร์ ขุดทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาทำสงคราม ; มัน ก็หมดไป เพราะความกลัวว่าจะแพ้ ก็ยิ่งทำมาก, แล้วผลก็
น.154 ๑๔๖ คือตายกันเป็นล้าน ๆ ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติอย่างนี้ พระเจ้าก็ลงโทษให้อย่างสมน้ำหน้าทีเดียว. อีกทางหนึ่ง มนุษย์ได้ทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ, สิ่ง ที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ, ทำบ้า ๆ บอๆ ขออภัยพูดคำหยาบ แล้วไหมล่ะ. ศิลปอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่ต้องทำ เขาก็ทำ เพื่อ หมดเปลืองสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นทรัพยากรของธรรมชาติ. นี่ เรียกว่า โมหะ ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติ. โลภะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติ ; แล้ว อันนี้เอง ทำลาย ด้วยราคะ บ้าง โทสะ บ้าง โมหะ บ้าง นี่ เป็นเหตุ ให้มนุษย์กัดกัน. ขออภัยพูดคำพิเศษหน่อย ว่า มนุษย์กัดกันมากกว่าที่สัตว์กัดกัน. ท่านทั้งหลายดูไปทั่วโลก สัตว์มันกัดกันกี่มากน้อย มนุษย์กัดกัน ด้วยเครื่องมืออันใหญ่หลวง ที่ทำลายทรัพยากร ของธรรมชาติ ดังที่กล่าวแล้ว, มนุษย์มีสงครามทั้งใต้ดิน ทั้งบนดิน. มีอาวุธที่ฆ่ากัน ทีละหมื่นทีละแสน ต่อไป ทีละล้านก็ได้, มนุษย์กัดกันมากกว่าสัตว์กัดกันนะ, ดูให้ดี ๆ ว่าสัตว์มีศีลธรรมมาก หรือมนุษย์มีศีลธรรม มาก, ถ้าสัตว์กัดกันน้อยกว่ามนุษย์, มนุษย์กัดกันมาก
น.155 ๑๔๗ กว่าสัตว์, ก็จะต้องเรียกว่า ศีลธรรมของมนุษย์มันเลวกว่า ของสัตว์ หรืออย่างไร ? ข้อนี้จะปฏิเสธว่า ไม่รู้ ไม่ได้คิด ไม่ได้. กฎของ ธรรมชาตินี้ ใครจะปฏิเสธว่าไม่รู้ แล้วไม่ทำ อย่างนี้ไม่ได้. แม้แต่กฎหมายที่มนุษย์บัญญัติกันแท้ ๆ นี่ ก็ไม่ยอมให้ใคร ปฏิเสธว่าไม่รู้ ทำผิดก็ต้องจับ. กฎธรรมชาติยิ่งไปกว่า นั้นอีก ไม่รู้ไม่ได้ ทำผิดไม่ได้ เช่น ถลุงทรัพยากรของ ธรรมชาติ ของพระเป็นเจ้า เป็นต้น เสีย แล้วก็ต้องเดือด ร้อน, แล้วมีแต่จะฆ่าฟันกันให้ตายคราวละแสนละล้าน. กฎหมายยังมีเล่นตลกนะ แล้วแต่พยานนะ ; แต่ถ้ากฎ- ธรรมชาติแล้ว ไม่มีเล่นตลกดอก เพราะไม่ต้องอ้างพยาน, ไม่มีพยานอะไร, ธรรมชาติก็ทำไปอย่างเฉียบขาด ธรรมชาติบีบบังคับให้เกิดการกระทำต่างๆ ที่ เพื่อป้องกันชีวิต ; ล้วนแต่ว่ามันมีธรรมชาติที่เฉียบขาด, บังคับให้มนุษย์คิดค้นกฎเกณฑ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา เพื่อ สงวนเอามนุษย์ไว้. ไม่มีอะไรที่จะมีอำนาจเหนือกฎของ ธรรมชาติไปได้ ซึ่งชนบางพวกเขาเรียกว่า พระเป็นเจ้า นะ. กฎของธรรมชาตินี่ คนบางพวกเขาเรียกว่า "พระ-
น.156 ๑๔๘ เป็นเจ้า" นี่คือรากฐานอันแท้จริง ที่จะวินาศหรือจะเจริญ ขอให้ดูถึงรากฐานอันนี้. ความเจริญหรือเสื่อมขึ้นอยู่ที่รากฐาน. รากฐานของ ความเจริญ คือ สัมมาทิฏฐิ รากฐาน ของ ความวินาศ คือ มิจฉาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิ ทำให้ไม่เห็นแก่ตัว ให้มีศีลธรรม ให้รักผู้อื่น บังคับใจตนเองได้ เป็นสุขเมื่อได้ทำหน้าที่ของ มนุษย์ มิจฉาทิฏฐิตรงกันข้าม ทำให้เห็นแก่ตัว ทำให้เห็น แก่ตัว ทำให้เห็นแก่ตัวจนไม่มีศีลธรรม ไม่รักใคร ขี้เกียจ ทำงานจนยากจน ความยากจนมาจากความไม่มีศีลธรรม สัมมาทิฏฐิ นั้น เ ป็นยอดกัลยาณมิตร พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสนะ สัมมาทิฏฐิ เป็นยอดกัลยาณ มิตร มิจฉาทิฏฐิเป็นยอดของศัตรู นี้คือรากฐานอันแท้จริง คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาพูดว่ามีชีวิตอยู่ด้วยข้าว ปลาอาหาร, คนที่เป็นสัมมาทิฏฐิพูดว่า มีชีวิตอยู่ด้วย พระธรรม คล้าย ๆ กับว่าเขากินพระธรรมอย่างนั้นแหละ ที่เขามีชีวิตอยู่ได้. นี่มันเป็นคำพูดที่เล็งถึงศีลธรรมมากกว่า
น.157 ๑๔๙ กัน คนเห็นแก่ปากแก่ท้อง กับ คนเห็นแก่พระธรรม คน ๒ คนนี้ มันเหมือนกันไม่ได้. อันไหนจะทำลาย โลก ? ไปคิดดูเอง. ผลดีหรือชั่วอยู่ที่รากฐานคือการศึกษา. ทิฏฐิสัมมา หรือมิจฉาก็ตาม มันมีรากฐานอยู่ที่ การศึกษา นี้หมายความว่า เราดูการศึกษาให้ลึกลงไป มัน มีการศึกษาเป็นรากฐานของศีลธรรม การศึกษาดีก็มี ศีลธรรม, มีศีลธรรมสมบูรณ์ เพราะมีการศึกษา สมบูรณ์ ศีลธรรมไม่สมบูรณ์เพราะการศึกษาไม่สมบูรณ์. เพราะฉะนั้นการศึกษาที่แท้จริง ที่ควรเรียกการศึกษานั้น ต้องเป็นไปเพื่อศีลธรรม, รับใช้ศีลธรรม, ไม่ใช่รับใช้ เศรษฐกิจ, ไม่ใช่รับใช้การเมือง, ไม่ใช่รับใชกิเลสของ มนุษย์. ทั้งโลกกำลังไม่มีการศึกษาเพื่อศีลธรรม, ศึกษา รู้หนังสือ ศึกษารู้อาชีพ สำหรับจะไปหาลาภผลทางวัตถุ. ทั้งโลกไม่ได้ศึกษาเพื่อพระเจ้า เพื่อสนองความประสงค์ของ พระเจ้า; กำลังมีการศึกษาเพื่อรับใช้กิเลส, .จัดไปตาม
น.158 ๑๕๐ ความต้องการของกิเลส. จบมหาวิทยาลัยแล้วยังเป็นคน พาล ยังรักยาเสพติด ยังเป็นฮิปปี้ฮิปป้า มีอบายมุข หลงใหลในมิฬหสุข. จบการศึกษาแล้วยังหลงใหลใน มิฬหสุข. ๑ เรื่องมิฬหสุขนี้ จะไม่ขออธิบายแล้ว มีคนบอก ว่า หลายคนเขาไม่ชอบฟังคำนี้ เขาจะยกเครื่องรับวิทยุไปทุ่ม เสียด้วยซ้ำไป เขาเกลียดคำว่ามิฬหสุข. ฉะนั้นอาตมาก็ไม่ พูดอีกแล้ว ; แต่ไปรู้เอาเองได้. คนไทยเราจัดการศึกษา ตามกันประเทศที่บูชา เศรษฐกิจเป็นพระเจ้า คนไทยเรากำลังจัดการศึกษา ตาม ก้นประเทศที่บูชาเศรษฐกิจเป็นพระเจ้า, ขอให้คอยดูสถิติ อาชญากรรมจะเพิ่มกี่มากน้อย ? จัดเศรษฐกิจตามกันประเทศ ที่เขาบูชาเศรษฐกิจ อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นเท่าไร ? อาชญา กรรมจะเพิ่มขึ้นมาก อย่างประเทศที่เป็นครูนั้นเอง. นี้รากฐานมันอยู่ที่ว่า จัดเศรษฐกิจชนิดไม่มี ศีลธรรม เพราะการศึกษาไม่ส่งเสริมศีลธรรม, จัดการ ๑. มิฬหสุข สุขเกิดจากท่อปัสสาวะ (ดูพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๓ หน้า ๓๕๓).
น.159 ๑๕๑ ศึกษาเพื่อรับใช้เศรษฐกิจ หรือกิเลสของคน. ขอให้พิจารณา ดูเถิด. อาตมามีหัวข้อบรรยายว่า ถ้าจะให้รวบรัดต้อง เริ่มที่รากฐาน จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ขอให้เริ่มที่รากฐาน จะ ให้สำเร็จประโยชน์ โดยแท้จริง ต้องเริ่มที่รากฐาน. ความมีศีลธรรม ความมีศาสนา ความมีพระ- เป็นเจ้า ที่เป็นกฎของธรรมชาติ, นี้ คือรากฐาน, ขอให้ลงไปถึงรากฐาน จัดการมาตั้งแต่รากฐาน. ความมี ศีลธรรมนั้นต้องประพฤติ ต้องปฏิบัติ, ไม่ใช่เป็นเรื่อง การศึกษาในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย, ไม่ใช่เป็นเรื่อง ปรัชญาเพ้อเจ้อ แต่ ต้องเป็นการศึกษาปฏิบัติที่ทำได้จริง, มีระบบงานที่ทำให้เด็ก ๆ ทุกคนเขาปฏิบัติศีลธรรม ตั้งแต่ ชั้นอนุบาลไปทีเดียว การศึกษาเป็นสัมมาทิฏฐิ เน้นที่ศีลธรรม มีอยู่ ในสายเลือดของพวกเราชาวไทยชาวพุทธมากี่ร้อยกี่พัน ปีแล้ว, เราเคยมีการศึกษาที่เป็นเนื้อหาของศีลธรรม หรือ ศาสนา แล้วก็มีอยู่ในสายเลือด วัฒนธรรมที่ดีงามทั้งหลาย ของชาวไทย มาจากรากฐานอันนี้.
น.160 ๑๕๒ คนไทย เคารพรัก บูชา บิดามารดา ครูบาอาจารย์ อย่างยิ่ง เมื่อยังมีศีลธรรม, เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร, เดี๋ยวนี้เป็น อย่างไร ใครเคารพบูชาบิดามารดาครูบาอาจารย์กันกี่คน ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กนักเรียนวัยรุ่นทั้งหลาย แห่งยุค ปัจจุบัน กี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว เรามีศีลธรรมในเลือดเนื้อกัน อย่างนี้ เดี๋ยวนี้มันจืดจางไป. ขอให้มีศีลธรรมเป็นรากฐานสมชื่อไทย. นี่ก็จะฉลองกรุงเทพมหานครครบรอบ ๒๐๐ ปีกัน แล้ว ขอให้นึกถึงรากฐาน ถึงข้อที่ท่านมีรากฐานของ ศีลธรรมกันอย่างไร ? เมื่อ ๒๐๐ ปีมาแล้ว, ที่ท่านมีราก ฐาน คือศีลธรรมกันอย่างไร จึงอยู่กันเป็นปรกติสุข ด้วยศีลธรรมในสายเลือด ? เดี๋ยวนี้เราจะฉลอง ๒๐๐ ปี จะ ฉลองกันอย่างไร ? จะมีสภาพศีลธรรมกันอย่างไร จึงจะฉลอง ด้วยความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ เยือกเย็นใจอันแท้จริง? อย่า ฉลองด้วยจิตใจที่ร้อนเป็นไฟเลย. ฉลอง ๒๐๐ ปี ขอให้ฉลองด้วยความมีศีลธรรม เหมือนบรรพบุรุษ ; เพราะว่ามีศีลธรรมเป็นรากฐานมา แต่อ้อนแต่ออก จนกระทั่งเติบโตเจริญ กระทั่งเข้าโลงไป
น.161 ๑๕๓ ก็ยังเข้าโลงด้วยกิริยาอาการแห่งศีลธรรม คือความสงบ ไม่ รบกวนให้วุ่นวาย เหมือนการเข้าโลงสมัยนี้ สมัยนี้เข้าโลง แล้ว ยังรบกวนวุ่นวายยุ่งยากไปหมด ไปดูเถอะ ไม่ต้องพูด แล้ว บรรพบุรุษเขาไม่เคยทำอย่างนั้น สรุปความว่า ต้องมีรากฐานที่ถูกต้อง ; ต้นไม้ สันติภาพของเรา ต้องได้รับการหล่อเลี้ยงรากฐานที่ถูก ต้อง, ต้นไม้พิษร้ายของเรา ต้องถูกทำลายเสียตั้งแต่ราก ฐาน ให้หมดสิ้นไม่เหลือหลอ ขนาดว่าขุดรากออกเอามาเผา ไฟเป็นขี้เถ้าหมดแล้ว ยังเอาไปโรยในแม่น้ำเสียอีก; อย่า ให้มันกลับมาผุดมาเกิดเป็นต้นไม้พิษร้ายอีกได้. ส่วนต้นไม้ ศีลธรรม มีศีลธรรมเป็นรากฐาน มีดอกผลเป็นสันติ- ภาพนั้น ช่วยกันบำรุงรักษาด้วยความมีศีลธรรม ให้ถึง ที่สุดเถิด. เราทั้งหลายทุกคน ก็จะได้มีความเป็นอยู่ที่ เยือกเย็น สมกับที่ว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธ ศาสนา เป็นคนไทยที่เป็นอิสระ เป็นอิสระทั้งแก่กิเลส และแก่ข้าศึกภายนอก. ข้าศึกภายนอกเป็นของเล่น ๆ ข้าศึก ภายใน คือกิเลสนั่นแหละน่ากลัว. ขอให้เป็นอิสระจากข้าศึก ทั้งภายนอกและภาย ใน ดังกล่าวมา. เราทั้งหลายก็จะอยู่กันเป็นสุข มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ เยือกเย็นอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเป็นแน่นอน.
Buddhadasa