น.124 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็ยังคง กล่าวมุ่งหมาย การกลับมาแห่งปรมัตถธรรม เพื่อมาเป็น รากฐานของศีลธรรม ต่อไปตามเดิม. ตามหัวข้อที่เคยมีมา ตามลำดับว่า "ปรมัตถธรรมกลับมา โลกาสว่างไสว, ปรมัตถธรรมหมดไป จิตใจมืดมนท์, มัวเป็นกันแต่คน มนุษย์ก็ไม่มี, ศีลธรรมดี คนก็กลายเป็นมนุษย์กันหมด, ศีลธรรมถอยถด ต้องเพิ่มปรมัตถธรรม, คนทำบาปกรรม เพราะขาดสัมมาทิฏฐิ." ๑๑๖
น.125 ๑๑๗ วันนี้ก็มีหัวข้อว่า คนมีสติ ย่อมดำริโดยแนว แห่งปรมัตถ์ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป. ต้องมีสติเมื่อกระทบผัสสะ. ข้อแรกที่จะต้องพูดกัน ก็คือเรื่อง มีสติ, คนจะ มีสติอย่างไร? และมีเมื่อไร? คนจะต้องมีสติ อย่างน้อย ที่สุดก็เมื่อมีผัสสะมากระทบ อันนี้เป็นหลักธรรมสูงสุด ในพระพุทธศาสนา. เมื่อมีอะไรมากระทบเป็นผัสสะ ไม่มีสติแล้ว ก็เป็นผัสสะมืดบอด ผัสสะอวิชชา, สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปในทางผิดพลาด, และคนจะต้องมีสติ เมื่อสิ่ง แวดล้อมทั้งโลก แวดล้อมเข้ามากระทบ. เหตุการณ์ในโลก มากระทบ คนต้องมีสติ หรือว่าคนต้อง มีสติเมื่อมีปัญหา เกิดขึ้น; จะเป็นปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหาเรื้อรังก็ตาม, คนเราต้องมีสติ มีสติดำริโดยแนวอันลึกซึ้งของปรมัตถ์. [เข้าใจคำปรมัตถ์ให้ถูกเสียก่อน.] คำว่า "ปรมัตถ์" เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจ มีผู้มาขอ ร้องให้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่าปรมัตถ์ ซ้ำใหม่อีกที เพราะในคราว ที่แล้วมา มีความขลุกขลักในการบรรยาย
น.126 ๑๑๘ สำหรับคำว่า ปรมัตถ์, ปรมัตถ์ นี้ บางคนถือเป็น คำคร่ำครึไปเสียแล้วก็มี. ! สำหรับปัจจุบันนี้ขอให้ถือว่า คำว่า ปรมัตถ์ นั้น คือความคิดอันลึก หรือ ความหมายอันลึก หรือ ประโยชน์อันสูงสุด. เรารู้กันเป็นหลักทั่วไปในหมู่ คนไทยชาวพุทธว่า สัจจะหรือความจริงนั้นมีอยู่ ๒ ชั้น คือ สมมติสัจจะ เป็นความจริงที่ผูกพันกันอยู่กับสมมติใน โลก และปรมัตถสัจจะ คือความจริงอันอิสสระ ไม่ผูกพัน กันอยู่กับสมมติใดๆ เป็นความจริงลึก เป็นความจริงแท้ และเป็นอิสสระ หรือเพราะเป็นอิสสระนั่นเอง จึงไปได้ลึก หรือจริงแท้ เพื่อความเข้าใจในคำนี้ อาตมาจึงขอยกตัวอย่าง อย่างครั้งที่แล้วมา ว่า เราจะมีความดีที่เราทำไว้ เป็นโลง ศพของเรา มีประโยชน์ที่เราทำไว้ในโลก เป็นป่าช้า ของเรา. คนมักจะหวังว่า จะมีโลงศพสวยงาม ไปเช่าเอา ที่วัด เป็นโลงศพสลักปิดทอง ; อย่างนี้อาตมาคิดว่า มัน ยังไม่ถึงขั้นปรมัตถ์. เราจะต้องมีโลงศพ คือความดีที่เรา ทำไว้ และมีประโยชน์ที่เราทำไว้ในโลก เป็นป่าช้าสำหรับ ฝั่งศพของเรา.
น.127 ๑๑๙ เดี๋ยวนี้เรายังจะต้องนึกถึงคำว่าปีใหม่, ปีใหม่. ปีใหม่อย่างสมมติ ก็สรวลเสเฮฮากันไปตามเรื่อง และดูจะกิน เหล้ากันมากกว่า เพื่อต้อนรับปีใหม่ ; เราจึงกำลังทำอะไร ผิด ๆ จนมันไม่ใหม่. สู้หัวเผือกหัวมันใต้ดินก็ไม่ได้ ปีใหม่ มันใหญ่กว่าปีเก่า มันดีกว่าปีเก่า มันมากกว่าปีเก่า. เรา จะต้องมีปีใหม่โดยปรมัตถ์, คือมีศีลธรรมมากขึ้นกว่าปีเก่า มากเท่าไร ? ควรจะมากเท่ากับจำนวนพระเครื่อง, ที่เราสร้าง กันขึ้นมาทุกวัน ๆ ทุกเดือน ทุกปี, สร้างมากเท่าใด เรา ควรจะมีศีลธรรมมากเท่านั้น ปีจึงจะเป็นปีใหม่. หรือในระยะปีใหม่นี้ ก็ยังเป็นวันเด็ก เราจะต้อง มีเด็กที่น่ารักกว่าปีเก่า, จะมีเด็กที่ปลอดภัยแก่ชาติของเรา ยิ่งกว่าปีเก่า. เพราะว่าเด็ก ๆ นั้นคือผู้สร้างโลก, อุดมคติ ของเด็กคือผู้สร้างโลก, เพราะว่าโลกในอนาคตมันจะเป็น อย่างไร มันขึ้นอยู่กับพลเมืองแห่งสมัยนั้น, พลเมืองแห่ง สมัยนั้น ก็คือเด็ก ๆ ในวันนี้. เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ ในวันนี้ คือผู้สร้างโลกในวันข้างหน้า. . อุดมคติของเด็ก ก็คือผู้สร้าง โลกนั่นเอง ; ไม่ต้องเชื่อตามใคร เรามองเห็นได้เอง.
น.128 ๑๒๐ ถ้าเด็กของเราดี โลกในอนาคตก็ดี เราจึงนึกถึง ข้อนี้ ให้มันเป็นปรมัตถ์, ว่าเด็กนั่นแหละคือพระเจ้า ผู้สร้างโลก และเห็นได้ชัดจริง โดยไม่ต้องเชื่อตามคำกล่าว ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้. เราจะฉลอง ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ขอ ให้เป็นไปโดยปรมัตถ์, คือว่าให้เราสมัยนี้มีศีลธรรมดี พอที่ จะอวดบรรพบุรุษเมื่อ ๒๐๐ ปีมาแล้วได้ ; ต้องมีความเป็น อยู่ภายในบ้านเมืองดี แต่ละคนมีศีลธรรมดี ไม่เต็มไปด้วย อาชญากรรมเหมือนยุง อย่างนี้เป็นต้น. นี่ฉลอง ๒๐๐ ปี โดยปรมัตถ์ ควรจะเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่มีปรมัตถ์ศีลธรรมจะไม่ดีขึ้น. เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็ต้องดูสภาพที่ไม่มีปรมัตถ์. ถ้าไม่มีปรมัตถ์ ศีลธรรมจะดีขึ้นไม่ได้ ; ถ้าไม่มีปรมัตถ์ คือความรู้ที่ลึกที่ซึ้งที่จริงแล้ว คนก็มัวแก้ปัญหากันแต่ที่ ปลายเหตุ ไม่มีปัญญาที่จะมองเห็นต้นเหตุอันแท้จริง คิดดูให้ดี ว่าเราตะโกนกันลั่นไปว่า ประชาธิปไตย ประชาธิปไตย, ของประชาชน เพื่อประชาชน โดย
น.129 ๑๒๑ ประชาชน, ถ้าประชาชนไร้ศีลธรรมแล้ว จะเป็นประชา- ธิปไตยชนิดไหน, จะเป็นประชาธิปไตยที่ทำลายประชาชน นั่นเอง, ช่วยพิจารณาดูให้ดี ว่า ของประชาชน เพื่อ ประชาชน โดยประชาชนนั้น ได้แก่ประชาชนที่มีศีลธรรม เท่านั้น. การที่เรา มีปัญหาทางอาชญากรรมมาก นี่เพราะ อะไร ? เพราะเศรษฐกิจไม่ดี หรือว่าเพราะศีลธรรมไม่ดี ? อาตมาเห็นว่า เพราะศีลธรรมไม่ดี จึงมีปัญหาเกี่ยวกับ อาชญากรรม. เศรษฐกิจจะดีวิเศษไปอย่างไร ; ถ้าคน ไม่มีศีลธรรม โลกก็ยังเต็มไปด้วยอาชญากรรม แม้ว่าฝนจะ ตกลงมาเป็นทองคำ ดังที่กล่าวแล้ว. เราไม่มีปรมัตถธรรม มัวแต่ให้อะไรกิน โดย ไม่แก้ไขต้นเหตุ ที่ทำให้ไม่มีอะไรกิน : ทำไมเขาจึงไม่มี อะไรกิน ? อะไรเป็นต้นเหตุ ? ทำไมเราไม่ช่วยกันแก้ไข สิ่งนั้น ? มัวแต่ให้อะไรกิน มันก็ต้องทำให้นอนรอคอยรับ การช่วยเหลือ.
น.130 ๑๒๒ เรื่องอบายมุขก็ดี เรื่องเฮโรอีนก็ดี ให้เขาเลิก ; เลิกแล้วเอาอะไรมาแทน, ถ้าไม่มีอะไรมาแทน เขาก็อยู่ ไม่ได้. เขาก็ต้องกลับไปหาอบายมุขหรือเฮโรอีนกันอีก. เรา ต้องมีความสุขชนิดที่มาแทนได้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ก็คือความสงบสุขในทางจิตใจ อันเกิดจากสมาธิ เป็นต้น. ถ้าคนของเรารู้จักทำจิตให้เป็นสมาธิมีความ สุขอย่างยิ่ง ความสุขที่ยิ่งกว่าอบายมุข ยิ่งกว่าเฮโรอีน, เอา สิ่งนี้มาให้เขา เขาเลิกอบายมุข เลิกเฮโรอีน แล้วก็มาอยู่กับ สิ่งที่แทนนี้. เขาก็ไม่ย้อนกลับไปหาอบายมุขหรือเฮโรอีน กันใหม่. เราไม่รู้จักสิ่งที่จะมาแทน อบายมุขหรือเฮโรอีน ที่ให้เขาเลิก ก็ต้องคิดในข้อนี้กันให้ดี ๆ. ไม่รู้ปรมัตถ์แล้วก็ไม่รู้จักเศรษฐี ๒ ประเภท เศรษฐีมีอยู่ ๒ ประเภท คือ เศรษฐีให้ กับ เศรษฐี เอา. เศรษฐีให้นั้นเขาผลิตอะไรมาก ๆ กินแต่พอดี เหลือก็ ให้ ๆๆ ๆ นี้เรียกว่าเศรษฐีให้. อีกชนิดหนึ่งเป็นเศรษฐี เอา จะทำอะไรก็เพื่อเอา เพื่อรวบรัดเอา เพื่อรวบรวมเอา เพื่อขูดรีดเอา นี้เป็นเศรษฐีเอา.
น.131 ๑๒๓ ท่านไปเรียกชื่ออย่างไรก็ได้ แต่ให้รู้ว่ามันมีอยู่ ๒ ชนิด คือเศรษฐีให้กับเศรษฐีเอา เรามักจะเรียกเศรษฐี เอาว่า "นายทุน" นี้เราไม่ต้องคิดร้ายต่อเขา เราแก้ไขเศรษฐี เอา ให้กลายเป็นเศรษฐีให้. ถูกกลิง อาตมาชักชวนยุวชนที่เข้าป่าว่า ออกมา ออกมา, มาช่วยกันเผยแผ่ศีลธรรม ; เศรษฐีเอาก็จะกลายเป็นเศรษฐี ให้ โดยไม่ต้องฆ่าไม่ต้องพันอะไรกัน. เด็ก ๆ ของเรา ยุวชน ของเราอ่านคัมภีร์มารคซิสซึ่มมากเกินไป มากเกินไป จน เกลียดพุทธศาสนา, ซึ่งเขาอ่านน้อยกว่าคัมภีร์มาร์คซิสซึ่ม, เขาเกลียดพุทธศาสนา เขาเข้าป่า. ใครทำให้เขาเข้าใจว่า พุทธศาสนาล้าสมัย ๒,๐๐๐ ปีแล้ว ไม่ช่วยโลกได้ เป็นเครื่อง ถ่วงความเจริญ. คนเหล่านี้ศึกษากันอย่างนี้ รู้เรื่องทั่วโลก แต่ว่าในตัวเองมีผีกี่ตัวก็ไม่รู้. ในตัวเองมีผีอยู่ ๒ - ๓ ตัว คือโลภะ โทสะ โมหะ กลับไม่รู้, แล้วยังช่วยกันเผยแผ่สิ่งที่ ส่งเสริมผี. สมัยนี้ยุวชนพบสิ่งต่าง ๆ เสริมกิเลสมากขึ้น. สื่อมวลชนหลาย ๆ ชนิด เผยแผ่สิ่งที่ทำให้ยุวชน ของเรามีจิตตกต่ำ และมากเกินไป. นี่มันส่งเสริมผีให้
น.132 ๑๒๔ มากขึ้น. มีอะไร ๆ ที่ประกาศว่า เด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ไม่ให้ดู. อายุต่ำกว่า ๑๗ ปีไม่ให้ดู. นี่หมายความว่า ผู้ใหญ่มีอะไรที่เลวร้าย, ที่ต้องซ่อนเร้น ดูกันแต่หมู่ผู้ใหญ่. ผู้ใหญ่อย่างนี้จะทำเด็กให้ดีได้อย่างไร ? เพราะเป็นคนไม่ตรง ยังมีอะไรซ่อนเร้น. เราจะต้องเลิกกันเสียให้หมด ; เลิกกฎ เลิกระเบียบ บอกเลิกอะไรที่ทำให้ต้องแยกกันอย่างนี้เสีย กฎระเบียบที่คุ้มดีคุ้มร้ายอย่างนี้เลิกเสียให้หมด อย่ามีอะไรที่ ดูได้แต่ผู้ใหญ่ เด็ก ๆ ดูไม่ได้ ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนเปิดเผย เมื่อพูดถึงเด็กแล้ว อาตมาคิดว่า จะมีประโยชน์ มากทีเดียว ถ้าเราจะ เปรียบเทียบ เด็ก ๒ ชนิด หรือเด็ก ๒ รุ่น คือ เด็กรุ่นใหม่กับเด็กรุ่นเก่า:- เด็กรุ่นใหม่ นี้ นักเรียนก็ ควงคู่กันระหว่างเพศ เด็กนักเรียนสมัยนี้ กินเหล้าตั้งแต่ชั้นมัธยม เด็กชอบ ไว้ผม เชิงเหมือนกับเงาะ. เด็กเขาชอบ นุ่งกางเกงคาวบอย. ในห้องสะเบียงรถไฟ เด็ก ๆ เข้าไปแทรกแซงเต็ม จนผู้ใหญ่เกือบจะไม่มีที่นั่ง. เขามาบ้าน ได้เงินจากพ่อแม่ กลับไปวิทยาลัย ชวนกันเข้าไปในห้องสะเบียงทั้งเด็กหญิง เด็กชาย เป็นคนเมามายกัน จนผู้ใหญ่แทบจะไม่มีที่นั่ง
น.133 ๑๒๕ ในสถานเริงรมณ์ ทั้งหลาย มีเด็กนักเรียนมาก ทั้งที่มีสารวัตร. นี่เด็กรุ่นใหม่ เครื่องวัดว่าเป็นอย่างไร. เด็กรุ่นเก่า ขออภัยที่จะต้องพูดไป ตามที่อาตมา เคยเป็นเด็กรุ่นเก่า รู้เห็นอยู่ เด็กรุ่นเก่า เป็นเด็กวัด, - เด็กอยู่วัด ไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย ไม่ได้นั่ง เรียนในตึกที่สวยงาม เรียนที่โรงฉันที่ผุ ๆ พัง จวนจะพังอยู่ แล้ว พระเลิกฉันแล้วก็ใช้เป็นที่เรียนของเด็ก - เด็กรุ่นเก่า จะต้องถากหญ้า เป็นประจำ ทุกวัน มีไม้สำหรับไถหญ้า. - เด็กรุ่นเก่า จะต้องตักน้ำเวร ที่นอกชานมีตุ่มเป็น แถว เด็กจะต้องมีเวรตักน้ำ เด็กโตก็คนเดียว เด็กเล็กก็ หลายคนหน่อย, มีป้ายกระดานสำหรับส่งกัน เมื่อชุดนี้ ตักเต็มแล้ว ก็เรียกชุดที่จะรับต่อไปมาดู แล้วก็ยื่นป้ายให้. - เด็กต้อง เดินปิ่นโต ทุกวัน. - เด็กต้อง รับใช้พระเณร ต้องรับใช้แม้กระทั่งเณร ถ้าเณรใช้ทำอะไรไม่ได้ ก็ไปพ้องอาจารย์ เด็กก็จะต้องถูกตี. - เด็ก ๆ จะต้อง ไปหาดอกไม้ตอนเย็น มาเสียบ แล้วถวายพระ พอค่ำลง พระจะได้ใช้ดอกไม้นี้ทำวัตรสวด- มนต์.
น.134 ๑๒๖ - เด็กจะ ต้องนวดอาจารย์, นวดอาจารย์นี้เป็นการ ศึกษาพลอยได้. เพราะถ้านวดไปพลาง อาจารย์ก็จะเล่า เรื่องที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังไปพลาง มันก็เป็นการศึกษาพร้อม กันไป. - เด็กทุกคนจะ ต้องทำสวนครัว ในส่วนของตน จะ ต้องมีอะไรมาถวายพระในโรงฉันเป็นส่วนของตน - เด็ก ๆ จะต้องปฏิบัติงานที่โรงฉัน ต้องล้างจาน ต้องเก็บกวาด นี่มันจะสร้างจิตใจเด็กนี้อย่างไร ขอให้ไปลองคิดดู. การศึกษาที่ขาดศีลธรรมเป็นความผิดพลาด. ทีนี้อยากจะพูดถึงการศึกษา ของเด็ก ของยุวชน. การศึกษานั้นมีการเรียนหนังสือ มีการเรียนอาชีพ แล้วเรียน การเป็นคน ; มีอยู่ ๓ ชนิด, เรียนหนังสือ เรียนอาชีพ เรียนการเป็นคน คือเรียนศีลธรรม, สามอย่างนี้อย่างไหน จำเป็นกว่า สำคัญกว่า รีบด่วนกว่า, ? อั นไหนถ้าขาดไป แล้ว ทำให้มนุษย์แหว่ง หรือด้วน ไม่น่าดู ?
น.135 ๑๒๗ อาตมาเห็นว่า เรา ควรเรียนศีลธรรม คือเรียน ความเป็นคน ควบคู่กันไปกับเรียนหนังสือ หรืออาชีพ เด็กอนุบาลควรเรียนเรื่องแม่มีคุณอย่างไร ก่ อนเรียน หนังสือ, อนุบาลบางโรงเรียน เรียนถึงภาษาต่างประเทศ แต่ก็ไม่รู้ว่าแม่นี้คืออะไร โตขึ้นก็เป็นผู้ทำให้แม่น้ำตาไหล, ท่าน จะเลือกเอาอย่างไหน ถ้าพลเมืองของเรามี ศีลธรรมไม่รู้หนังสือ, กับรู้หนังสือแต่ไม่มีศีลธรรม ? ท่าน จะเลือกเอาอย่างไหน ? ช่วยกันคิดดู. การศึกษา เรารับมาจากประเทศนอก โดยไม่ดู ผลแห่งการศึกษาของประเทศนั้นๆ ว่าเขามีศีลธรรม อย่างไร, เขาเป็นโรคประสาทกันกี่เปอร์เซ็นต์, มีอาชญากรรม ทุกกี่นาที, มีการข่มขืนสตรีทุกกี่นาทีในประเทศนั้น ๆ ที่เรา รับเอาการศึกษาของเขามา, ดังนี้เป็นต้น. เราไม่มองดูความเหมาะสมของตัวเราเอง รับเอา การศึกษามาผิดพลาด, จึงทำให้เกิดปัญหาใหญ่หลวง ขึ้นมา ทำลายเลือดเนื้อแห่งความเป็นพุทธไปเสียจนหมดสิ้น ..
น.136 ๑๒๘ ปัญหาทุกอย่างเกิดจากขาดศีลธรรม. ปัญหาทุกอย่างทุกประการในโลกทั้งโลก เกิดมาจาก ความขาดศีลธรรมไม่ว่าชาติไหนภาษาไหน ถือศาสนาไหน ถ้าขาดศีลธรรมแล้วจะสร้างปัญหา. ที่เราประสบอยู่ในบัดนี้ ก็คือปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการผลิต การบริโภค, พูดกันไม่รู้เรื่อง, ปัญหาการเมือง ปัญหาการปกครอง ปัญหาสังคม ปัญหาเคหะกิจ ปัญหา อนามัย แม้แต่ปัญหาอุบัติเหตุทำให้คนพิการ, ปัญหา ต่าง ๆ นี้ก็เกิดมาจากความไม่มีศีลธรรม. เราเรียกร้อง ให้สามัคคีกันไม่สำเร็จ เพราะคนมันขาดศีลธรรม, ความ รักชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ ไม่สมบูรณ์ เพราะคน ขาดศีลธรรม, การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทำไม่ได้ เพราะคนขาดศีลธรรม, การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมทำไม่ได้ เพราะคนขาดศีลธรรม . ถ้ามีศีล ธรรมเพียงอย่างเดียว ปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร. อาตมาดูหนังสือที่เขาพิมพ์ขึ้นมาชุดใหม่ ๆ นี้ยังมี ภาพถ่ายเป็นหลักฐานว่า วัฒนธรรมเก่าแก่ หรือว่า ศีลธรรม
น.137 ๑๒๙ เก่าแก่ มีเหลืออยู่ในหมู่ชาวป่า ที่ยังไม่พบแสงแห่ง อารยธรรมสมัยใหม่. หญิงสาวยังเปลือยกาย มีพวงใบไม้ แขวนข้างหน้านิดหนึ่ง, เขาไปป่า ไปบนภูเขา ไปเก็บหญ้า- เก็บผัก เก็บมาบ้าน, ทั้งไปทั้งมาไม่มีใครรังแก ไม่ถูกข่มขืน. คนในเมืองหลวงนี้เป็นอย่างไร ในเรื่องของการ ข่มขืนสตรี มันน่าละอายไหม, หญิงสาวเฝ้าไร่คนเดียว เดี๋ยวนี้จะหาดูไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งเมื่อก่อนเป็นของธรรมดา นี่คือ ปัญหา ที่เกิดมาจากความตกต่ำของศีลธรรม เป็น ความเลวร้ายของมนุษย์ นั่นเอง. ขอให้นึกถึงว่า ปัญหาทุกชนิด มันเกิดมาจาก ความไม่มีศีลธรรม. ถ้ามีศีลธรรมแล้ว จะไม่มีปัญหาอะไร เกิดขึ้น ; แม้แต่ปัญหาวางหาบขายของบนทางเท้า จนเดิน กันไม่ได้. นี่เป็นปัญหาที่เรียกว่า ต่ำ เหลือประมาณ ขี้ผง เหลือประมาณ มันก็ยังมีปัญหา เพราะว่าไม่มีศีลธรรม. ถ้ามีศีลธรรมแล้ว มันไม่อาจจะประกอบ อาชญากรรม, อย่างที่เขาถือหลักว่า ขอทานดีกว่าเป็น ขโมย, ซึ่งจะมีอยู่มากในประเทศอินเดีย, ที่ถือหลักว่า ขอทานดีกว่าเป็นขโมย. เพราะศีลธรรมยังมีอยู่ในสายเลือด
น.138 ๑๓๐ มันจึงเกิดความคิดว่า ขอทานดีกว่าเป็นขโมย ในประเทศ เราชาวพุทธเป็นอย่างนี้หรือเปล่า. ขอช่วยกันพิจารณาใคร่ ครวญดู ด้วยจิตใจที่เป็นธรรม มีปรมัตถธรรมแล้วทำให้ศีลธรรมแน่นแฟ้นขึ้น. อาตมาจึงเห็นว่า สิ่งเดียวที่เราต้องสนใจกระทำ กันให้ถึงที่สุด ก็คือการกลับมาแห่งศีลธรรม. ศีลธรรม จะแน่นแฟ้นมั่นคงก็เพราะมีรากฐาน, นั่นคือปรมัตถธรรม เดี๋ยวนี้เขาเรียกกันไพเราะว่า ปรัชญาแห่งศีลธรรม, วิชา ที่เรียกกันว่า ethics หรือ จริยศาสตร์ หรือเรียกกันอย่าง เพราะ ๆ อย่างอื่น นั้นคือ ปรมัตถของศีลธรรม ศีลธรรม หรือ morality นั้น เป็นตัวระบบการ ปฏิบัติ, การปฏิบัตินั้น จะเกิดขึ้น อย่างไร, จะตั้งอยู่ ด้วยดี อย่างไร, บนรากฐาน อะไร, ก็คือบนรากฐานของ ปรมัตถธรรม ซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกว่า ปรัชญาของศีลธรรม. เรามีระบบศีลธรรมสำหรับปฏิบัติ, มีระบบ ปรัชญาของศีลธรรม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติ, ศีลธรรมนั้นจึงเป็นไปด้วยดี. ในที่นี้อาตมาเรียกว่าปรมัตถ-
น.139 ๑๓๑ ธรรม, มีอรรถอันลึก เป็นความคิดอันลึก หวังผลอันลึก นี้จะต้องมีมาสำหรับเป็นรากฐานของศีลธรรม. ผู้บรรยายมีเจตนาบริสุทธิ์ขอให้ศีลธรรมกลับมา. ได้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา หลายครั้งมาแล้ว, มีคนกล่าวหาว่า พูดรุนแรงบ้าง พูดไม่น่าพึ่งบ้าง พูด นอกคอกไปบ้าง. อาตมาก็จนใจ มันทำอย่างอื่นไม่เป็น ทำเป็นแต่อย่างนี้ มันก็พูดตรงไปตรงมา แต่ว่าไม่นอก ดอกของศีลธรรม, จะต้อนคนเข้าคอกของศีลธรรม ฟังดู มันก็รุนแรง. มัน เป็นพื้นเพแห่งจิตใจ ที่ว่าพูดอะไรให้ ไพเราะไม่ได้. พูดเพราะไม่มี พูดดีไม่เป็น เพราะมันเป็น นิสัยสันดานอย่างนี้. อาตมาจะเป่าสังข์เลี่ยมเงินเลี่ยมทอง ให้ไพเราะนั้นไม่ได้ เพราะว่าเป่าเป็นแต่อูดเขาควาย. อูดเขาควาย บางทีผู้พังบางคนจะไม่ทราบว่าอะไร, มันคือแตรที่ทำด้วยเขาสัตว์ คนโบราณเขาใช้เป่า. บ้าน เราก็ชาวประมงเป่าเรียกคนมาซื้อปลา, คนเลี้ยงสัตว์ทาง ตะวันตกเขาก็เป่าแตรเขาสัตว์ สำหรับประโยชน์แก่การเลี้ยง สัตว์, นี้เราเรียกว่าอูดเขาควาย.
น.140 ๑๓๒ อาตมา เป่าเป็นแต่อุดเขาควาย เป่าสังข์อันไพเราะ โหยหวนอย่างในพิธีต่าง ๆ นั้นทำไม่ได้. ดังนั้นก็ต้อง ขอ อภัย ถ้าพูดรุนแรง หรือว่าตรงไป ตรงมามากเกินไปอาตมา สำนึกตัวว่า เป็นเพียงทาสผู้รับใช้พระพุทธองค์ คนในระดับ ทาสนี่มันก็ต้องพูดอย่างเบ่าอุดเขาควาย ; เป่าสังข์อันโหย หวนนั้น ทำไม่เป็น. แต่ถึงอย่างไร เจตนาบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ ต่อสู้ทุกอย่างทุกประการ เพื่อความมีอยู่ ของพระธรรม ของ พระศาสนา, ที่พระองค์ตรัสว่า เป็นหน้าที่ของพวกเรา พุทธ บริษัททั้งหลาย จะต้องรักษาให้มีอยู่สำหรับเป็นเครื่องก่อ ให้เกิดประโยชน์สุข เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย ทั้งเทวดา และมนุษย์ . เราจะต้องช่วยกัน สุดความสามารถ ให้ธรรมะยัง อยู่ , โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ ในรูปของศีลธรรม, ที่จะคุ้ม ครองมนุษย์เรา. ถ้าจะให้มีกำลังมาก มีรากฐานอันมั่นคง ต้องมีปรมัตถธรรม ดังที่ยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้นนั่นแหละ เป็นรากฐาน. ในที่สุดนี้ ขอร้องให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย จงได้ สนใจในพระธรรม, ทั้งในส่วนที่เป็นศีลธรรมและ
น.141 ๑๓๓ ปรมัตถธรรม. เมื่อจะดำริอะไร ก็ขอให้ ดำริไปโดยแนว แห่งปรมัตถธรรม ซึ่งเป็นความถูกต้องอย่างยิ่ง, แล้ว ศีลธรรมก็จะสมบูรณ์ จะสามารถแก้ปัญหาทุกชนิดได้, และ แก้ได้ถึงรากฐานอันลึกสุด, ไม่มัวแก้อยู่แต่ที่ปลายเหตุ, อันเป็นการแก้ในระดับของปรมัตถธรรม. อย่าให้เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา ของ สมเด็จพระบรมศาสดาเลย. ขอท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรม จ งได้ปรับปรุง ขยับขยาย สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม” ให้สูงขึ้น ตั้งแต่ศีล ธรรมขึ้นมา จนถึงปรมัตถธรรม ดังนี้. และ ขออย่าได้โกรธอาตมาว่าพูดตรงๆ เหมือน กับการเป่าอุดเขาควาย เพราะว่าทำอย่างอื่นไม่เป็น ก็จำเป็น ที่จะต้องเป่าอุดเขาควายเรื่อย ๆ ไป จนกว่ากองการวิทยุ กระจายเสียงเขาจะห้ามไม่ให้พูด ให้เลิกพูดกันเสียที มันก็คง จะจบกันลงในวันนั้น. ในบัดนี้ยังขออภัยที่จะพูดอะไรตรงๆ. ผู้ มีสติ ย่อมมีดำริโดยแนวแห่งปรมัตถธรรม , มีสติสัมปชัญญะ เช่นเดียวกับที่เราเดินไม่ตกล่อง, เราเดินไม่สะดุดก้อนอิฐ
น.142 ๑๓๔ ก้อนหิน, เรามีสติที่จะกินข้าวทางปาก ; ไม่ขาดสติจน ใส่ที่จมูกเป็นต้น เพราะว่ามันขาดสติ, เราจะต้องมีสติ ดำริโดยแนวแห่งปรมัตถ์ที่ถูก ที่จริง ที่ยิ่ง ลึกซึ้งถึงที่สุด ปัญหาก็จะหมดไป. ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายเป็นผู้มีสติ ดำริโดย แนวแห่งปรมัตถธรรม แล้วมีความเป็นอยู่เป็นผาสุกทุก ทิพาราตรีกาล เทอญ.
Buddhadasa