Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 ตอนที่ ๓ — ๖๓. ถ้าจะให้มีผลแน่ ๆ ต้องให้พระเจ้าแท้เป็นผู้เผด็จการ

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.45 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, อาตมาบรรยายปาฐกถาธรรมทุกครั้ง ด้วยความมุ่ง หมายการกลับมาแห่งศีลธรรม มนุษย์เรากำลังมีปัญหา คือ ไร้สันติสุขส่วนบุคคล และไร้สันติภาพของส่วนรวม ถ้าเป็น ไปโดยนัยนี้เรื่อยๆไป ก็จะถึงซึ่งความวินาศ ; จึง มีความ มุ่งหมายว่า ศีลธรรมต้องกลับมา เพื่อโลกาจะไม่ต้อง วินาศ, ศีลธรรมต้องกลับมา โลกาจึงจะไม่วินาศ. ครั้ง ที่แล้วมาพูดถึงเรื่องพระคุณของแม่ เพราะมองเห็นว่า แม่เป็น ๓๗

น.46 ๓๘ จุดตั้งต้นของศีลธรรม ; ถ้าแม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของแม่ถูก ต้องแล้ว มนุษย์ทุกคนจะมีศีลธรรม ถ้าแม่เป็นแม่ไม่ถูกต้อง ก็หวังไม่ได้ว่า คนเราจะเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรม จึงได้พูดถึง เรื่องพระคุณของแม่ โดยความหมายในชั้นปรมัตถ์ว่า ปรมัตถ- วิจารณ์ว่าด้วยพระคุณของแม่. วันนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ถ้าจะให้มีผลแน่ ๆ ต้อง ให้พระเจ้าเผด็จการ, ข้อนี้รวมตลอดไปไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้า จะให้มีผลแน่ ๆ ต้องให้ พระเจ้าแท้ เป็นผู้เผด็จการ มีคำว่า "แท้" เติมเข้ามาด้วย; เพราะว่าพระเจ้าบางอย่างบางกรณี เป็นพระเจ้าที่ยังไม่แท้ คือลำเอียงได้เหมือนกับบุคคล. พระเจ้าแท้ต้องแท้ ไม่มีลักษณะลำเอียงอย่างบุคคล ; เราจะต้องให้พระเจ้าแท้เป็นผู้เผด็จการ. พระเจ้าแท้นี้มีปัญหา เพราะว่าต่างคนต่างมีพระเจ้า ของตน ยืนยันเป็นพระเจ้าแท้, ใคร ๆ จะมาแตะต้องพระเจ้า ของเราไม่ได้. นี่มันเกิดปัญหาที่ว่า จะเอาพระเจ้าแท้มาจาก ไหน, ปัญหาต่อไปก็คือว่า เผด็จการนั้นคือทำอย่างไร ? เดี๋ยวนี้ ใครๆในโลก แม้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ก็แช่งด่าเผด็จ การอยู่เป็นประจำ เป็นคำที่ใคร ๆ เกลียดกันทั้งโลกก็ว่าได้. เอาละ, เราจะได้พิจารณากันต่อไปตามลำดับ.

น.47 ๓๙ พระเจ้าแท้ คือกฎอิทัปปัจจยตา. สิ่งแรกก็คือพระเจ้าแท้ ที่จริงจะเป็นของศาสนา ไหนก็ได้ เพราะพระเจ้าแท้ จะมีความมุ่งหมายให้มนุษย์ปฏิบัติ เพื่อสันติภาพด้วยกันทั้งนั้น ; แม้จะห้ามวิพากษ์วิจารณ์ห้าม แตะต้อง ก็ยังคงหลักเดิมไว้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร ; สังเกต ดูแล้วจะเห็นว่า มุ่งหมายจะให้ปฏิบัติเพื่อสันติภาพของโลก ด้วยกันทั้งนั้น. สำหรับ พุทธบริษัทเรามีพระเจ้าแท้อยู่ที่ พระธรรม ที่เรียกว่า กฎของอิทัปปัจจยตา สูงสุดอยู่ เหนือสิ่งทุกสิ่ง สิงสถิตอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกัน ขึ้นเป็นสิ่งที่มีชีวิต แม้พระคุณของแม่ ก็อยู่ในฐานะที่เป็น พระเจ้าแท้ จะต้องเชื่อฟังกันให้ถึงที่สุด. คำว่า อิทัปปัจจยตา เป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ ยังไม่ ค่อยเข้าใจกันมากนัก. ขอบอกกล่าวโดยสรุปว่า ได้แก่กฎ ของธรรมชาติ, กฎอันเฉียบขาดของธรรมชาติ ที่ว่า สิ่งนี้ มี สิ่งนี้ก็จะต้องมี, สิ่งนี้เกิดสิ่งนี้จะต้องเกิด, สิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จะต้องดับ, เป็นกฎวิทยาศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์ ทั้งหลาย ควบคุมอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ของสิ่งที่ประกอบกัน

น.48 ๔๐ ขึ้นเป็นโลก. ดังนั้น ทุกสิ่งในโลกจึงเป็นไปตามกฎแห่ง เหตุและปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดปัญหาก็เกิดตาม อิทัปปัจจยตา, การดับปัญหาก็ดับไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา, เป็นกฎของธรรมชาติอันสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าทรงค้น พบ ทรงนำมาสอน แนะให้ปฏิบัติ และพระองค์ก็ทรงเคารพ กฎอันนี้ ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด, และว่าเป็นเช่นเดียวกับ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ซึ่งล้วนแต่เคารพกฎของ ธรรมชาติอันนี้, เป็นกฎที่ทุกคนจะต้องรู้ และจะต้อง ประพฤติต่อให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะเกิดความผิดพลาด คือ ไม่ได้ผลสมตามความมุ่งหมาย แล้วยังจะได้ผลตรงกันข้ามจาก ความมุ่งหมาย คือความพินาศนั้นเอง. พ่อแม่จะต้องรู้จักใช้กฎอันนี้ต่อลูก, ครูบาอาจารย์ จะต้องรู้จักใช้กฎอันนี้ต่อศิษย์, ผู้บังคับบัญชาจะต้องรู้จักใช้ กฎอันนี้ต่อผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา, ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว จะเกิด ผลอันไม่พึงปรารถนา, ที่แล้วมา ผู้ที่มีหน้าที่บังคับบัญชาได้ เคยใช้ เพราะว่าต้องใช้ ; ถ้าไม่ใช้กฎแห่งอิทัปปัจจยตา อย่างถูกต้อง ผลก็จะไม่เกิดขึ้น ; ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง ใหญ่โตอะไร เดี๋ยวนี้ปัญหาที่ว่า ถนนในกรุงเทพฯ รกไปด้วย

น.49 ๔๑ ขยะ หรือว่าเต็มไปด้วยยุง นี่เพราะเราไม่รู้จักใช้กฎอิทัป- ปัจจยตาเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ประชาธิปไตยจะเต็มใบ ไม่ได้, ประชาธิปไตยจะเต็มใบไม่ได้ จะเต็มใบคือสมบูรณ์ ไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักใช้กฎอิทัปปัจจยตา ไม่ได้ใช้ หรือว่าใช้อย่าง ไม่ถูกต้อง. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้าแท้ คือ กฎอิทัปปัจจยตา ของธรรมชาติ ที่แสดงอำนาจอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งและตลอด กาลเวลา, เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึง มี. ถ้าเหตุปัจจัยมันผิด ผลมันก็ผิด, ถ้าเหตุปัจจัยถูก ต้อง ผลมันก็ถูกต้อง. ศึกษาคำว่า "เผด็จการ" ให้ถูกต้อง. ทีนี้เราจะดูกันถึงสิ่งที่เรียกว่า เผด็จการหรือคำว่า เผด็จการ เพราะเราต้องการให้พระเจ้าเผด็จการ. คำว่า เผด็จการ เป็นคำที่น่าสงสาร คือ ไม่มีใครเข้าใจ, ไม่มีคำ ว่าเผด็จการที่ถูกต้อง มีแต่คำว่าเผด็จการที่ตื่นตูมเพราะ หวาดกลัว หวาดกลัวถึงขนาดที่เรียกว่าขึ้นสมอง. คนบ้าน นอกภาคใต้เขาพูดกันว่า อุจจาระขึ้นสมอง เมื่อมันกลัวมาก

น.50 ๔๒ เกินไป; เดี๋ยวนี้คนกลัวคำว่าเผด็จการมากเกินไป จน อุจจาระขึ้นสมอง แล้วมันก็ไม่มีสมอง มันก็ไม่มีความคิด ความนึก เพราะอุจจาระมันเข้าไปอยู่แทนเสียหมด. นี่เรา อย่าได้กลัวอะไรถึงขนาดที่เรียกว่าขึ้นสมองเลย เรากลัวเผด็จ การกันนัก ก็เพราะไปหมายเอาเผด็จการของทุรราช คือผู้มี อำนาจที่เต็มไปด้วยกิเลส เป็นการใช้กิเลสบังคับสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไป. คำว่า เผด็จการ ๆ นั้น ที่แท้เป็นคำกลาง ๆ เอา ไปใช้ฝ่ายผิดก็ได้, ไปใช้ฝ่ายถูกก็ได้ ; เหมือนเครื่อง มือที่คม ใช้ฆ่าคนก็ได้ ใช้ทำการงานก็ได้ แล้วแต่จะเอาไปใช้ ในทางไหน. ความหมายที่แท้จริงอยู่ที่ว่า มันเฉียบขาด จริง บริสุทธิ์ ไม่ลำเอียง ไม่อ่อนแอ; นี่ขอให้รู้ความ หมายของคำว่า มันจริง มันบริสุทธิ์ มันเฉียบขาด มันไม่ ลำเอียง ไม่อ่อนแอ, อำนาจอันนี้ใช้เผด็จการเพื่อจะขจัด ปัญหาทุกอย่างได้ ใช้ผิดก็ได้ผลผิด ใช้ถูกก็ได้ผลถูก เผด็จ การต้องเป็นสิ่งที่ใช้กันจริงๆ โดยไม่มีความโลเลหรือ อ่อนแอลำเอียง.

น.51 ๔๓ ในบาลีมีการกล่าวถึงคำว่า เมื่อลูกเล็ก ๆ มีกระเบื้อง หรือก้างปลาติดคอ พี่เลี้ยงหรือพ่อแม่ ต้องควักออกจนได้ ใน ลักษณะที่เป็นเผด็จการ จะโอ้เอ้โลเลอ่อนแออะไร อยู่ไม่ได้ , มันต้องใช้การกระทำที่เฉียบขาด เพื่อจะควักเอากระเบื้อง หรือก้างปลานั้นออกมาเสียจากคอ. สังเกตดูว่า เมื่อสัตว์ มันจะหย่านมลูก เช่นสุนัข เป็นต้น อาตมาเห็นด้วยตนเอง ว่า เมื่อถึงคราวที่มันจะหย่านมลูก มันก็ยังเผด็จการ ไม่ยอม ให้เข้ามาใกล้, ไม่ยอมให้ดูดนมอีกตามพอใจ มันก็หย่านมได้ สำเร็จ. นี่ดูแต่ ธรรมชาติ ก็ยังรู้จักใช้สิ่งที่เรียกว่าเผด็จ การ. เราทุกคนได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง มาจากสิ่งที่ เรียกว่าเผด็จการ แต่เรากลับไม่รู้จัก ; เราไปเข้าใจผิดถึง ขึ้นสมอง แล้วกลัวเผด็จการ ซึ่งที่แท้นั้นมันเป็นเผด็จการ ของทุรราช ของกิเลส ของพญามาร. ถ้าเผด็จการที่ถูก ต้อง เป็นเผด็จการของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ก็มีผลดี , เราก็ได้ รอดตัวกันมาจนทุกวันนี้ และทุกคน เพราะการ เผด็จการของมารดา โดยเฉพาะเมื่อยังเล็ก ๆ ที่ไม่ยอมให้ทำ อะไรโดยเด็ดขาด ในสิ่งที่ไม่ควรทำ. เราก็มีพ่อแม่ แล้วก็มี

น.52 ๔๔ ครูบาอาจารย์ เป็นผู้เผด็จการ, ครูบาอาจารย์ที่ดีเผด็จ การด้วยเมตตาและปัญญา เราก็รอดตัวกันมาจนถึงทุกวันนี้, จนมาถึงสมัยที่ไม่มีครูบาอาจารย์ที่แท้จริง มันก็เผด็จการไม่ได้ อยู่ดี. ถ้าเป็น บิดามารดาครูบาอาจารย์บริสุทธิ์ ก็ควร ที่จะใช้เผด็จการ นำมนุษย์ไปในทางที่ถูกต้อง พระราชา ผู้ทรงทศพิธราชธรรมก็ต้องเผด็จการ ; มิฉะนั้นก็จะไม่มี ประโยชน์อะไรเลย. พระพุทธองค์ ก็ทรงใช้เผด็จการและต้องใช้เผด็จการ ทรงเผด็จการโดยธรรม, ธรรมะเป็นพระองค์ พระองค์เป็น ธรรมะ อย่างที่ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา, พระองค์ เผด็จการ ก็หมายความว่า ธรรมะเผด็จการ ; แม้ต่อมา ทรงล่วงลับไปแล้ว ก็ ให้สงฆ์เป็นใหญ่, ไม่ใช่สงฆ์เผด็จ การ แต่ธรรมะเผด็จการ. สงฆ์ในที่นี้หมายถึงสงฆ์ที่ มีธรรมะแล้วก็มีธรรมะเป็นผู้เผด็จการ เช่นเดียวกับเมื่อพระ- พุทธองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ มีธรรมะเป็นผู้เผด็จการ. แล้วเราก็พากันเกลียดเผด็จการอย่างขึ้นสมองเหมือน อย่างเดี๋ยวนี้ ; เพราะเอาคำว่าเผด็จการไปให้เป็นคุณธรรม ของทุรราช ผู้ปกครองที่เลวร้าย แล้วก็กลัวเผด็จการ. นี่

น.53 ๔๕ เพราะเราโง่กันไปเอง รู้จักแต่เผด็จการของทุรราช เป็น โรคติดต่อกันหมดทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งโลกก็ว่าได้. ขอคืน ความหมายที่ถูกต้องเอามา, ขอความหมายที่ถูกต้องกลับ คืนเอามา. ในยุคที่มีการศึกษามีสติปัญญา ควรจะเข้าใจถูกต้อง ต่อสิ่งที่เรียกว่าเผด็จการ ; เช่นเข้าใจถูกต้องต่อกฎของ วิทยาศาสตร์ หรือ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เฉียบขาด ว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องเผด็จการ, เป็นสัจจะของธรรมชาติ โดย เฉพาะเมื่อจะต้องทำกับกิเลสแล้ว ต้องเผด็จการ ต้องเผด็จ การ. เมื่อจะทำกับตัวกู–ของกูที่เป็นผลของกิเลสแล้ว มัน ต้องเผด็จการ, ต้องเผด็จการเต็มที่ ถ้ามิฉะนั้นแล้วเราจะ ทำอะไรไม่ได้ ; แม้แต่จะไล่ยุงให้หมดไปจากกรุงเทพ ฯ อย่างนี้ก็ทำไม่ได้, จะทำให้เศษขยะเกลี้ยงไปจากถนนก็จะทำ ไม่ได้ ถ้าเราไม่ใช้เผด็จการอันถูกต้อง. พระเจ้าไม่ช่วยเพราะคนผืนกฎธรรมชาติ. ทีนี้ปัญหาต่อไปก็มีว่า เราจะให้พระเจ้าเผด็จการ แล้วทำไมพระเจ้าไม่มาเผด็จการ, ทำไมพระเจ้าไม่มาช่วย

น.54 ๔๖ เผด็จการ ? นี้ต้องตอบว่าเพราะความโง่ของเราเอง : ขั้นแรก ก็ว่า เราไม่ชอบเผด็จการ, ขั้นที่สองก็ว่าเราไม่มีพระเจ้า, เราไม่มีพระเจ้า การเผด็จการเป็นหน้าที่ของพระเจ้า พระเจ้า พร้อมที่จะเผด็จการเสมอ แต่เมื่อ เราไม่มีพระเจ้า แล้ว ใครจะเผด็จการ. เรามีพระเจ้ากันแต่ปาก ไว้หลอกตัว เองว่ามีพระเจ้า, แล้วไม่ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า มันก็ไม่มีอาญาสิทธิ์ ไม่มีอาญาสิทธิ์ที่จะบันดาลสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า. เราไม่รู้จักพระเจ้า อันแท้จริง คือ กฎอิทัปปัจจยตา ว่าเราจะต้องทำให้ถูกต้อง ตามกฎนั้น, เราได้แต่นั่งอ้อนวอน นั่งอ้อนวอน นั่งบวงสรวง นั่งบูชา, ไม่มีการกระทำที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของอิทัป- ปัจจยตา. นี่เรียกว่าเราไม่รู้จักพระเจ้ากันเสียเลย แล้วเรายัง กำลังทำทุกอย่างที่ฝืนประสงค์ของพระเจ้า ทั้งที่พระเจ้า เป็นผู้หวังดี, หวังการพัฒนา บัญญัติกฎเกณฑ์อะไรไว้ว่า จะ พัฒนา จะเจริญต้องทำอย่างไร, จะเสื่อมจะวินาศจะต้องทำ อย่างไร. เดี๋ยวนี้เราไม่ทำตามประสงค์ของพระเจ้า, เรา ไม่บูชาการทำหน้าที่ของมนุษย์, เราไม่รักการทำงาน ไม่บูชา

น.55 ๔๗ การทำการงาน แล้วเราก็ไม่รักเพื่อนมนุษย์ด้วย ; เพียงสอง ประการเท่านี้ ก็เป็นความฉิบหายของมนุษย์แล้ว ไม่รักการ งาน ไม่ทำหน้าที่การงาน มันก็ต้องตาย. สัตว์หรือคนก็ ตามไม่ทำหน้าที่ มันก็ต้องตาย ไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีวิต, อยู่ ด้วยความยากจน ก็เพราะไม่ทำหน้าที่ของมนุษย์อย่าง ขยันขันแข็ง, หรือ อยู่ได้ด้วยความเห็นแก่ตัว ก็ไม่รักผู้ อื่น, มันก็คอยจ้องที่จะแย่งชิงขโมยประโยชน์ของบุคคลอื่น ก็อยู่กันอย่างไม่มีสันติภาพ. นี่เรา ไม่บูชาการทำหน้าที่ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วเรา ไม่รู้จักรักเพื่อนมนุษย์เสียเลย นี้อย่างหนึ่ง ; สองอย่างนี้ เป็นการฝืนความประสงค์ของพระเจ้า คือกฎอิทัป- ปัจจยตา หรือแล้วแต่ใครจะเรียกว่าอะไร. อาตมาถือเป็น หลักเสมอไปว่า กฎอิทัปปัจจยตาเป็นพระเจ้า มีความเฉียบ ขาดว่า ถ้าทำอย่างนี้ผลอย่างนี้จะเกิดขึ้น, ถ้าทำอย่างนี้ผล อย่างนี้จะเกิดขึ้น เป็นกฎตายตัวอยู่ในสัจจะของธรรมชาติ อันนั้น.

น.56 ๔๘ วิธีการแก้ปัญหา. ทีนี้เราก็มาพูดกันถึงการที่จะแก้ปัญหา ; เราจงมี พระเจ้าเป็นผู้เผด็จการกันเถิด มีพระเจ้าที่แท้จริง ในลักษณะ ที่กล่าวมา, แล้ว ให้พระเจ้าเป็นผู้เผด็จการ ในความหมาย ที่ถูกต้องของคำ ๆ นั้น เรามีพระเจ้าแท้จริง มีพระเจ้าสูงสุด อย่างใจจริง ไม่หลอกลวงตัวเอง ไม่หลอกลวงใคร ให้พระเจ้า นั้นเป็นผู้เผด็จการ. ในชั้นแรกสุด ชั้นต่ำสุดชั้นอนุบาล ต้องให้แม่ เป็นผู้เผด็จการ ; มารดาที่มีคุณสมบัติของความเป็น มารดานั้น มีปัญญาและมีเมตตา เหมือนกับพวกครูบา- อาจารย์ทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายต้องมีปัญญามีเมตตา อยู่ในใจ. แม่คือครูคนแรก เมื่อทารกลืมตาขึ้นมาในโลก แม่เป็นครูคนแรก ; ฉะนั้น ต้องให้แม่เผด็จการ ต้องให้ จัดการให้ถูกต้องไปตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา ให้ลูกมัน เจริญขึ้นมา อย่าให้มีความเสื่อมเลย. ถัดจากแม่ก็ครูบาอาจารย์ที่เป็นครูบาอาจารย์ แท้จริง มีเมตตามีปัญญาเผด็จการ. เดี๋ยวนี้เราไม่ได้

น.57 ๔๙ อบรมครู ในลักษณะผู้มีปัญญามีเมตตา นำดวงวิญญาณของ ชาวโลกไป ; เราอบรมครูเพียงให้รู้จักสอนหนังสือ ให้สอน วิชาชีพ ให้เก่งทางเทคโนโลยี เพื่อจะส่งเสริมเศรษฐกิจและ การเมืองเป็นต้นแต่อย่างเดียว, ไม่มีคุณธรรมสำหรับมนุษย์ ที่จะรักผู้อื่น หรือว่าที่จะดำรงตนอยู่ในกฎเกณฑ์ของอิทัป- ปัจจยตาอย่างแน่นแฟ้น. เราจะต้องปลูกฝังครูบาอาจารย์ ชนิดนี้ขึ้นมาในโลก เป็นผู้เผด็จการเด็กในรุ่นที่เป็นเด็ก ต่อจากรุ่นอนุบาล. ทีนี้ ต่อจากครูบาอาจารย์ก็มาถึงผู้บังคับบัญชา ; ทุกคนต้องมีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตามหน้าที่การงาน ของตน มีผู้บังคับบัญชาที่ประกอบไปด้วยธรรมะ, มี ธรรมะของผู้บังคับบัญชา เป็นผู้เผด็จการ. ทีนี้ก็มาถึงอำนาจอันกว้างใหญ่ออกไป ผู้ที่ได้รับ มอบอำนาจจากประชาธิปไตยนั้น ต้องเป็นผู้เผด็จการ และเผด็จการให้สำเร็จ. เรามีระบบประชาธิปไตยกันก็ได้ แต่ว่า ต้องมีธรรมะเป็นตัวระบบ แล้วก็ ให้ธรรมะเป็นผู้ เผด็จการ คือมีความถูกต้องเป็นผู้เผด็จการ.

น.58 ๕๐ รวมความทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว ก็จะต้องกล่าวได้ว่า ผู้รับมอบอำนาจจากพระเจ้านั่นแหละ เป็นผู้เผด็จการ, ผู้รับมอบอำนาจจากพระเจ้านั้นต้องเป็นผู้มีธรรมะ, มี ธรรมะแท้ประจำตน คืออำนาจที่ได้รับมาจากพระเจ้า ต้อง เผด็จการ เพราะว่ามันอาจจะเผด็จการ. ถ้ามีธรรมะแล้ว มันอาจจะเผด็จการ, จะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ มันต้องทำลงไป หรือต้องมีการกระทำที่เป็นการเผด็จการ ด้วยอำนาจของ ธรรมะ ที่ได้รับมาจากพระเจ้าคือกฎของอิทัปปัจจยตา. ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนี้ ต้องเป็นไป โดยกฎของอิทัปปัจจยตาอย่างถูกต้อง. อย่าลืมว่ากฎ- อิทัปปัจจยตามี ได้ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายวินาศ ทำไปมันก็วินาศ, ฝ่ายเจริญทำไปมันก็เจริญ. คำว่า ถูกต้อง ในที่นี้ หมาย ถึงถูกต้องแก่ความเจริญของมนุษย์เรา ให้บุคคลได้รับ สันติสุข, ให้สังคมได้รับสันติภาพ. กฎอิทัปปัจจยตาจะ ช่วยได้ แล้วแต่ว่าจะต้องการอะไร ; ถ้าต้องการวินาศ ก็ ทำไปในลักษณะที่ให้มันวินาศ ให้อบายมุขเต็มบ้านเต็มเมือง ให้คอร์รัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง ให้กิเลสเป็นผู้เผด็จการ แล้ว ก็ได้ทุรราชมาเผด็จการ ; นั่นมันจะได้ผลอย่างไรก็ลองคิด ดูเอง.

น.59 ๕๑ ถ้าธรรมะไม่เผด็จการ กิเลสจะทำหน้าที่. ทีนี้ถ้าเราไม่ให้ธรรมะเผด็จการ ไม่ให้พระเจ้าเผด็จ การแล้วอะไรจะเผด็จการ ? มันก็คือ กิเลส หรือ ซาตาน หรือ พญามาร จะมาเป็นผู้เผด็จการ, มันจะมาของมันเอง ; พอว่างจากอำนาจของธรรมะ อธรรมก็เข้ามาเผด็จการ เข้ามาครองหน้าที่ ; ความถูกต้องออกไป ความไม่ถูกต้อง ก็เข้ามาแทนที่ ; เพราะว่ามนุษย์มันอยู่ด้วยจิตใจที่มีความ ต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ. ถ้าความต้องการถูก ต้อง ก็ทำไปอย่างถูกต้อง ถ้าความต้องการมันผิดพลาด มันก็ต้องทำไปอย่างผิดพลาด ทำไปตามอำนาจของกิเลส หรือของซาตาน หรือของพญามาร, แล้วแต่ใครจะเรียกว่า อย่างไร. นั่นแหละคือเผด็จการของทุรราช ที่เรากลัวกันนัก จนกลัวคำว่าเผด็จการเตลิดเปิดเปิงไป, ไม่อยากจะได้ยินได้ฟัง คำว่าเผด็จการ ; ทั้งที่ได้รับประโยชน์จากเผด็จการมาตั้งแต่ อ้อนแต่ออก ตั้งแต่เกิดจากท้องของมารดา ได้รับประโยชน์ จากเผด็จการเป็นเนื้อเป็นตัวมา, แล้วก็เลยกลายเป็นสัตว์ เนรคุณ ไม่รู้จักบุญคุณของคำว่าเผด็จการ ที่พ่อแม่ครูบา อาจารย์เคยให้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เป็นผู้มีความเข้าใจถูก

น.60 ๕๒ ต้อง. เลิกกลัวคำว่าเผด็จการจนขึ้นสมองกันเสียทีเถิด, เอาเผด็จการนั่นแหละมาใช้ ให้เป็นโอกาสของพระ- ธรรมของพระเจ้า หรือของธรรมชาติฝ่ายสูง ที่จะมาเผด็จ การมนุษย์เราหรือโลกเรา ให้เป็นไปในทางแห่งความถูกต้อง. ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ กิเลสก็จะมาเผด็จการ, ตัวกู – ของกูก็จะเกิดขึ้นมา ชนิดที่เป็นทุรราช แล้วก็มา เผด็จการ, เราก็จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากความเป็น มนุษย์ของเรา นอกจากความทนทรมานอย่างเดียว. อาตมา จึงขอยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าจะให้มีผลแน่ ๆ ต้องให้ พระเจ้าเผด็จการ ; ถ้าจะให้มีผลแน่ ๆ ต้องให้พระเจ้า เผด็จการ และต้องเป็นพระเจ้าแท้ คือกฎของธรรมะ หรืออิทัปปัจจยตา, แล้วก็ให้เผด็จการโดยแท้จริงตามกฎ เกณฑ์อันนั้น เราจึงจะอยู่กันอย่างผาสุกโดยบุคคลและโดย ส่วนรวม ; มิฉะนั้นแล้วอย่าไปนึกถึงความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองอะไรเลย แม้แต่จะไล่ยุงให้หมดไปจากกรุงเทพ ฯ ก็ทำ ไม่ได้ เพราะไม่รู้จักความหมายของคำว่าเผด็จการโดยธรรม, เผด็จการโดยธรรม – เผด็จการโดยธรรม – เผด็จการโดยธรรม, โปรดอย่าบิดผันไปเป็นอย่างอื่นเสีย. อาตมายืนยันว่า เผด็จ

น.61 ๕๓ การโดยธรรม คือธรรมะเป็นผู้เผด็จการ ; พระพุทธเจ้า ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ท่านก็ให้ธรรมะเผด็จการ, ปรินิพพาน แล้วก็ยังทรงกำหนดไว้ว่า ให้ธรรมะเป็นผู้เผด็จการ. ธรรมะจะเผด็จการได้อย่างไร ? ก็เผด็จการโดยผู้ที่มี ธรรมะ เขามีธรรมะอยู่ในตน ธรรมะนั้นเป็นผู้เผด็จการ ; ธรรมะนั้นโดยเฉพาะก็คือ สัจจะ ปัญญา และ เมตตา. ธรรมะคือสัจจะความจริง ความบริสุทธิ์, ปัญญาคือรู้ สิ่งที่จะต้องรู้, เมตตาคือความรักใคร่สิ่งที่มีชีวิตด้วยกัน ; ธรรมะ ๓ อย่างนี้พอแล้ว คือสัจจะ คือปัญญา คือเมตตา, คือ สัจจะ คือ ปัญญา คือ เมตตา เป็นธรรมะที่จะเผด็จ การ. ผู้ใดมีธรรมะนี้ ผู้นั้นควรเผด็จการ ; แต่ ที่ สำคัญที่สุด นั้นมันมีอยู่อีกความหมายหนึ่ง คือว่า จะต้อง เผด็จการด้วยตนเอง เผด็จการต่อตนเอง กิเลสที่เป็นตัวกู – ของกู จะต้องถูกเผด็จการให้หมดไป, แล้วก็ต้องเผด็จการ ด้วยธรรมะ อย่างเดียวกัน คือ ให้ตัวเองมีธรรมะ มีสัจจะ มีปัญญา มีเมตตา, แล้วก็ เผด็จการตัวเอง คือชำระให้ สะอาด ให้เกลี้ยงเกลาไปจากสิ่งเลวร้ายหรือกิเลสทั้ง ปวง.

น.62 ๕๔ เรื่องมันมาจบลงที่ว่า ตัวเองจะต้องเผด็จการต่อตัว เอง เพราะว่าใครจะมาทำให้ได้ ? พระเจ้าจะต้องเป็นตัว ธรรมะที่มาอยู่ในเรา, แล้วเราก็เผด็จการต่อตัวเรา, นี่เรียก ว่าพระเจ้ามาเผด็จการ. พระเจ้ามาในรูปของธรรมะ แล้วธรรมะก็เป็นผู้เผด็จการ ซักฟอกนิสัยสันดาน ให้เลิก ละจากความเป็นคนเลวร้าย มาเป็นคนที่บริสุทธิ์ ถูกต้องตาม ความหมายของคำว่ามนุษย์. หวังว่าท่านผู้ฟังทั้งหลาย จะได้นำไปคิดไปนึกให้ เป็นอย่างดี ว่า ถ้าจะมีผลแน่ ๆ ต้องให้พระเจ้า เผด็จการ คือธรรมะเผด็จการ, ผู้มีธรรมะเป็นผู้เผด็จการ, ตัวเอง ที่มีธรรมะเป็นผู้เผด็จการ, แล้วจงมีความผาสุกทุกทิพารา ตรีกาลทุก ๆ คนเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต