น.63 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันก่อน อาตมากล่าว โดยหัวข้อว่า จะให้มีผลแน่ ๆ ต้องให้ธรรมะเผด็จการ, ส่วนใน วันนี้กล่าวโดยหัวข้อว่า จะโชติช่วงชัชวาล ต้องกล้าหาญ ในจริยธรรม ซึ่งเป็นการบรรยายที่มีใจความต่อเนื่องกัน. เราต้องการความโชติช่วงชัชวาลด้วยกันทั้งนั้น : โชติ ช่วงชัชวาลส่วนบุคคล, ในตัวบุคคล ก็โชติช่วงชัชวาล หมาย ความว่า สบายดี มีปัญญา มีความรุ่งเรือง ทั้งทางฝ่าย วัตถุและจิตใจ, ส่วน ครอบครัว ก็จะต้องมีความโชติช่วง ๕๕
น.64 ๕๖ ชัชวาล ส่วน สังคม รวมกันทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งโลก ก็ต้อง การความโชติช่วงชัชวาล, เรียกว่าเป็นสิ่งที่ทุกคน ปรารถนา ; ทั้งนี้ก็เพราะว่า เราเล็งถึงภาวะแห่งความ สงบสุข มีสันติสุข, แต่ก็มิได้หงอยเหงา เป็นความบันเทิง รื่นเริงเต็มที่ ที่เป็นอย่างดี ก็คือ บันเทิงรื่นเริงด้วยธรรมะ ไม่ใช่บันเทิงรื่นเริงด้วยกิเลส. ปัญหาทุกชนิดเนื่องมาจากขาดศีลธรรม. เดี๋ยวนี้เรา มีปัญหาที่สำคัญ ๆ เช่น ความไม่รัก ใคร่ ผูกพันสมัครสมานสามัคคี ความไม่มีสันติสุขส่วน บุคคล ไม่มีสันติภาพส่วนรวม และ ไม่มีภราดรภาพ คือ ความรู้สึกที่เป็นพี่น้องกันหรือมิตรภาพคือความรู้สึกที่เป็น มิตรกัน ในโลกจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย, นี้คือตัวปัญหา. ปัญหานี้จะหมดไป ก็เพราะศีลธรรมกลับมา ศีลธรรมกลับ มาแล้ว ก็ย่อมจะสร้างความโชติช่วงชัชวาลส่วนบุคคล ส่วนครอบครัวหรือส่วนสังคม ทั้งหมด, ศีลธรรมจะ กลับมา อย่างมั่นคงและก้าวหน้านั้น ต้องมีปรมัตถธรรม เป็นรากฐาน. ปาฐกถาชุดนี้จึงมีชื่อเรียกรวม ๆ กันว่า
น.65 ๕๗ เรื่องปรมัตถธรรมกลับมา; ปรมัตถธรรมในที่นี้ หมายถึง ธรรมะส่วนลึก ที่เมื่อเรารู้แล้วจะปฏิบัติส่วนศีลธรรม อันเป็น ส่วนนอกได้อย่างสะดวกดาย ให้ศีลธรรมนั้นมีรากฐานคือ เจริญ. เราควรจะเรียกกันให้ตายตัวเสียทีว่า ศีลธรรมคือ หลักปฏิบัติ, จริยธรรม คือปรัชญา หรือ หลักวิชาความรู้ อันลึกซึ้ง สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติ. ในภาษาศีลธรรม เขาก็มีใช้เรียกกันอย่างตายตัว จะเรียกว่าทั่วไปในหมู่นักจริย- ธรรม; แต่ในบ้านเมืองเรายังสับสน ถือเอา หลักที่เขา ใช้กันอยู่ ก็จะมีว่า ศีลธรรม คือ morality จริยธรรม คือ Phylosop hyof morality กลับกันก็คือ morality ได้แก่ศีลธรรม, Phylosophy of morality ได้แก่จริยธรรม. phylolsophy of morality นี่บางทีเขาเรียกกันสั้นๆ ว่า ethics, นี่ขอให้ใช้คำที่ เป็นที่เข้าใจตกลงกันให้มันง่าย ๆ อย่างนี้, ไม่ต้องพูดกันหลาย คำ ไม่ต้องอธิบายกันหลายคำ ก็รู้ว่าหมายถึงอะไร. ใจความสำคัญของเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่า มัน ไม่มีปัญหา อะไร ที่ไม่ได้ออกมาจากความไร้ศีลธรรม, สภาพไร้ ศีลธรรมย่อมสร้างปัญหาทุกชนิด. อาตมาใช้คำว่าทุกชนิด ;
น.66 ๕๘ ถ้าศีลธรรมกลับมาปัญหามันหมด จึงจำเป็นที่จะต้องให้ ศีลธรรมกลับมา และเป็นศีลธรรมที่สำเร็จประโยชน์ ก็คือ มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน . พวกเรามาพูดกันถึงเรื่องนี้ ให้มากที่สุด เรื่องศีลธรรมที่มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน แล้วก็จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้, ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึง ความไม่ โชติช่วงชัชวาล ในส่วนบุคคล ส่วนครอบครัว และส่วน รวม. พิจารณาเรื่องความโชติช่วงชัชวาล. ทีนี้ก็จะได้พูดกันถึงเรื่องความโชติช่วงชัชวาล ความ โชติช่วงชัชวาลนี้ ควรจะแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือ โชติช่วงชัชวาล ทางวัตถุธรรม , และโชติช่วงชัชวาล ทาง นามธรรม หรือศีลธรรม นั่นเอง. ชัชวาลทางวัตถุ มันก็ รุ่งเรืองแพรวพราวไปด้วยวัตถุ. โชติช่วงทางนามธรรม ก็รุ่งเรืองอยู่ในจิตใจ ซึ่งจะบันดาลให้ออกมา เป็นเรื่องทาง กายทางวาจา อย่างโชติช่วงชัชวาล. โชติช่วงชัชวาล ทางวัตถุธรรมนั้น ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของกิเลส; เพราะวัตถุเป็นอารมณ์ของกิเลสโดย
น.67 ๕๙ ตรง กิเลสต้องการวัตถุ. โชติช่วงนี้เราเห็นได้ด้วยตา ว่า เจริญรุ่งเรืองอย่างนั้นอย่างนี้, อย่าง ในพระบาลีก็มีทั่วไปทุก แห่ง ที่กล่าวถึงนครที่เจริญรุ่งเรืองขวักไขว่ไปด้วยวัตถุ ข้างม้า วัวควาย เสียงดนตรี เหล่านี้เป็นต้น. เจริญทางวัตถุ เจริญ ทางเศรษฐกิจ ; สรุปความแล้ว ก็ เจริญด้วยวัตถุที่เป็น เครื่องสนองกิเลสเป็นส่วนใหญ่, ส่วน ความเจริญทาง นามธรรมนั้น เป็นเรื่องของโพธิ. ขอให้กำหนดไว้ให้ ดี ๆ ว่า ทางวัตถุเป็นเรื่องของกิเลส, ทางนามธรรมเป็น เรื่องโพธิ. เรื่องของโพธิ เห็นไม่ได้ด้วยตานัก ต้องเห็น ด้วยจิตใจ เป็นเรื่องทางจิตที่เกี่ยวกับปัญญาเป็นวัฒน- ธรรม. ดูกันให้ละเอียดอีกนิดหนึ่งว่า ความโชติช่วงของ กิเลสนั้น ระวังให้ดี จะกลายเป็นความมืดสีขาว. เรื่องนี้ อาตมาพูดมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว ว่า ความมืดสีขาว ระวังให้ดี แสงสว่างของความมืดสีขาว, เช่นเมื่อเรา ทอดตาไปทางดวง อาทิตย์ แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ก็จะทำให้ตาพร่าไม่เห็น อะไร, นี้เรียกว่าความมืดสีขาว. ความรู้ หรือ การศึกษาใน โลกนี้ กำลังเป็นความมืดสีขาวอยู่อย่างมาก, มันก็ทำ
น.68 ๖๐ อะไรชนิดที่ไม่ถูกต้องกับเรื่อง. เมื่อมองไปทางดวงอาทิตย์ ตาก็พร่าแทบจะก้าวขาไม่ออก ; นี่มันก็เป็นเรื่องปิดบัง ด้วย สิ่งที่เป็นแสงสว่างที่ผิดความหมาย, มันก็เป็นความพินาศ ล้มลุกคลุกคลานทั้งทางกายและทางจิต. ความโชติช่วงของ กิเลสก็เป็นอย่างนั้น, มันมีผลทำให้เกิดอะไรขึ้นมา เราวัดกัน ได้ง่าย ๆ. โชติช่วงของกิเลสหรือความมืดสีขาวนั้น มันมีผลทำให้ต้องเพิ่มโรงพัก เพิ่มตำรวจ เพิ่มเรือน จำ หรือนักโทษ เพิ่มศาล พนักงานยุติธรรม, และในที่สุด ทำให้ต้อง เพิ่มโรงพยาบาลประสาท หรือโรงพยาบาลโรคจิต คือ เพิ่มพลเมืองที่มีจิตใจไม่สมประกอบ ; นี่โชติช่วง ชัชวาลของกิเลสเป็นอย่างนี้. ถ้าเป็น ความโชติช่วงของโพธิ โพธิปัญญาแล้ว มันมีความสว่างอันแท้จริง ไม่ใช่ความมืดสีขาวอันหลอกลวง มัน ให้เกิดสันติสุข ให้เกิดความเจริญทางจิตใจ มีวัฒน- ธรรมที่ถูกต้อง และก็รุ่งเรืองด้วยวัฒนธรรมนั้น ; มันจะ มีผล คือลดจำนวนโรงพัก ลดจำนวนตำรวจ ลดจำนวน เรือนจำ ลดจำนวนนักโทษ ลดศาล ลดโรงพยาบาลโรคจิต และโรคประสาท, มันตรงกันข้ามอย่างนี้. ขอได้โปรดช่วย พิจารณากันดูให้ดี ๆ.
น.69 ๖๑ ทีนี้เมื่อพูดถึง อาการโชติช่วง มันก็ยังมีอีกสอง ชนิดแหละว่า โชติช่วงชั่วขณะ เหมือนไฟฟาง, ไฟกองฟาง ลุกโพลง ๆ แล้วก็มอดลง; แล้วก็ โชติช่วงอันถาวร เหมือน กับไฟฟ้าหรือดวงอาทิตย์. โชติช่วงชั่วขณะก็เหมือนไฟฟาง, โชติช่วงถาวรก็เหมือนไฟฟ้าหรือดวงอาทิตย์. ที่นี้ดูผลของมัน โชติช่วงของกิเลส ก็ เป็นการ ทำลายล้างผลาญ, โชติช่วงของโพธิ ก็เป็นการสร้าง ความวัฒนาถาวร. โชติช่วงของกิเลสนั้น ก็คือล้างผลาญ สิ่งที่เป็นทรัพยากรของธรรมชาติ, เป็นสุภาษิตสากลกล่าว กันโดยทั่วไปว่า พระเจ้าสร้าง, มนุษย์ล้างผลาญ. สิ่งต่าง ๆ พระเจ้าสร้างขึ้นมา ในโลกอย่างสมบูรณ์ที่สุด จะเป็นเรื่องดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรก็ตาม ต้องนึกถึงมนุษย์ หรือโลกมนุษย์นี้ : ก่อนแต่จะมีมนุษย์ในโลกนี้มีอะไร มีแร่ธาตุมีพืชพันธุ์ธัญญา หาร มีทุกอย่างบริบูรณ์ที่พระเจ้าสร้าง. พอมนุษย์เกิดขึ้น มาในโลกก็เริ่มทำลาย เอานั่นเอานี่มาใช้ด้วยการทำลาย ; แม้แต่ ไปตัดต้นไม้มาทำกระท่อมอยู่ มันก็เป็นเรื่องทำลาย สิ่งที่พระเจ้าสร้าง. นี่ ถ้าพัฒนารุ่งเรืองไปในทางของ วัตถุ หรือกิเลส มันก็จะ ได้ผลว่า พระเจ้าสร้าง, มนุษย์
น.70 ๖๒ ทำลาย. แต่ถ้าเราจะ โชติช่วงกันไปในทางโพธิหรือจิต ใจ มันก็เป็นการสร้างความวัฒนาถาวร, มันได้ผล ตรงกันข้าม ว่า พระเจ้าสร้าง แล้ว มนุษย์ก็เสริม, อะไร ๆ ที่พระเจ้าสร้างไว้อย่างไร มนุษย์ก็เสริม ให้ใช้ประโยชน์ได้ยืด ยาวต่อไปคือไม่ทำลายต้นตอ ; ไม่ทำอย่างถอนขนห่าน, แต่ ว่าจะทำอย่างที่เลี้ยงห่านไว้ให้ดี ๆ ให้มีประโยชน์ตลอดเวลา. แต่เดี๋ยวนี้เราทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันควบคุมกัน ไม่ได้ ในโลกนี้ต่างคนต่างมีอิสระ ที่กอบโกยเอาก็กอบโกย เอา โดยไม่คำนึงว่าทรัพยากรธรรมชาติจะเสียไปอย่างไร, มิหนำซ้ำเอาสิ่งเหล่านั้นมาเพื่อทำลายตัวเอง, ส่งเสริม กิเลสของตัวเอง หรือเป็นอาวุธสำหรับทำลายผู้อื่น. ดูเถิดเราใช้เหล็กหรือโลหะใด ๆ อย่างไร ? ใช้น้ำมันอย่างไร ? ส่วนใหญ่ใช้เพื่ออะไร ? ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อส่งเสริมกิเลสและ ทำลายล้างผู้อื่นเสียมากกว่าที่จะมาทำความสงบสุข. นี่ พระ- เจ้าสร้าง, มนุษย์ทำลาย ; มัน ไม่เป็นไปอย่างที่เรียก ว่า พระเจ้าสร้าง แล้ว มนุษย์ก็เสริม. สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า อารยธรรมทางวัตถุเป็นของ กิเลส, อารยธรรมทางจิตใจเป็นของโพธิ, มันต้องควบคู่กัน
น.71 ๖๓ ไป และให้อริยธรรมทางจิตใจ ควบคุมอริยธรรมทางวัตถุ เดี๋ยวนี้ มันเอาหัวลง, เอาหัวลง กลายเป็นวัตถุควบคุม จิตใจ เรื่องมันก็ยุ่งกันใหญ่ เหมือนที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้. พิจารณาคำว่า กล้าหาญ. เอ้า, ทีนี้ก็มาดูถึงคำว่า กล้าหาญ หรือความกล้าหาญ, เหตุที่จะกล้าหาญที่เรียกกันว่า motiva มันก็ต้องมี motive ทุก การกระทำ มิฉะนั้นมันไม่ทำจริง มันไม่ทำดี. เหตุแห่ง ความกล้าหาญนั้น ถ้าเห็นแก่ชาติ ก็ทำเพื่อชาติ, เห็นแก่ ธรรมะ ก็ทำเพื่อธรรมะ, เห็นแก่โลก ก็ทำเพื่อโลก. ถ้ามี เหตุอันถูกต้อง ก็สละสิ่งต่างๆ ได้ดี : สละทรัพย์ สละ อวัยวะ สละชีวิต สละได้แม้กระทั่งชีวิต เพื่อสร้างความเจริญ ทีนี้พูดถึง ผู้กล้าหาญ กันบ้าง อาตมาอยากจะกล่าว ว่า พระศาสดาทั้งหลายแห่งทุกศาสนา เป็นผู้กล้าหาญ ทางจริยธรรมที่สุด, ท่านเสียสละทุกอย่างเพื่อช่วยโลก โดย เฉพาะอย่างยิ่งพระเยซูคริสต์ ถึงกับสละชีวิต จะต้องยกให้เป็น ยอดสุดของศาสดาผู้กล้าหาญเพื่อจริยธรรม. ระบบที่เรียก กันว่า martyrdom martyr (มาเทอะ) ผู้สละชีวิตเพื่อรักษาความ
น.72 ๖๔ ถูกต้องเอาไว้ นั้น ในศาสนาคริสต์นิยมกันมาก ; ผู้ใดได้ สละชีวิตเพื่อรักษาความเป็นธรรมไว้ จะถูกนำมาสถาปนาขึ้น เป็น martyr. แต่ในพวกพุทธบริษัทไม่เคยเห็นกระทำกัน เลย อย่างคุณยายเยือนที่พัทลุง เสียสละชีวิตเพื่อต่อต้านการ กินเหล้าของลูกชาย ที่ได้สัญญากันไว้ดีแล้ว พอถึงวันจะบวช ยังเอาเพื่อนมาเลี้ยงเหล้า, มารดาก็สนองตอบด้วยการกินยา ฆ่าแมลง ฆ่าตัวตายให้มันเห็น ; ไม่เห็นว่าใครให้เกียรติยศ นำมาสรรเสริญ เป็นผู้กล้าหาญทางจริยธรรม ด้วยชีวิตเป็น เดิมพัน. หรือว่า บุคคลใดก็ตาม เอาชีวิตเข้าเสี่ยงใน การที่จะแก้ไขปัญหาปราบอบายมุข ปราบอันธพาล ใน บ้านในเมือง ก็ควรจะจัดไว้เป็นผู้กล้าหาญทางจริยธรรม. ส่วน ความกล้าหาญนั้นหมายความว่า กล้าหาญ ในการที่ใช้ธรรมะเผด็จการ, กล้าเผด็จการด้วยธรรมะ, มีธรรมะเป็นความกล้า. ถ้าเราไม่เผด็จการด้วยธรรมะด้วย ความกล้าหาญแล้ว เราก็ไม่อาจจะเอาชนะอะไรได้ ; อย่าง ในกรุงเทพฯ นี้จะกำจัดยุงก็ไม่ได้ กำจัดขยะกลางถนนก็ ไม่ได้, กำจัดควันพิษก็ไม่ได้, จะรักษาระเบียบทางข้าม ม้าลายก็ไม่ได้, ไม่มีความกล้าหาญที่จะใช้เผด็จการทางจริย- ธรรม.
น.73 ๖๕ ทีนี้จะพูดถึง ผู้ไม่กล้าหาญ : พระเจ้าพระสงฆ์ที่ ไม่กล้าพูดความจริง มีแต่ประจบทายกทายิกา นี้ไม่กล้า หาญ, คณะสงฆ์ที่ ไม่กล้ารักษากฎ ของคณะสงฆ์ให้เคร่ง ครัด นี้ก็ไม่กล้าหาญ, พ่อบ้านที่กลัวภรรยา ก็เรียกว่าผู้ ไม่กล้าหาญ, เจ้าหน้าที่ที่ไม่กล้าสวนทางปืน คอยหลบ หลีกอยู่ นี้ก็ไม่กล้าหาญ. ที่นี้ก็จะดูว่า ทุกๆ ประเทศในโลกต้องการผู้กล้า หาญทางจริยธรรม, ทุกประเทศต้องการผู้กล้าหาญทางจริย ธรรม มาเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อธิบดีกรมตำรวจ รัฐมนตรีมหาดไทย นี้เราต้องการก่อน ตลอดถึง ผู้พิพากษาตุลาการ ครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย ต้องกล้า หาญทางจริยธรรม. อุปสรรค, อุปสรรคของความกล้าหาญ ก็คือความ ลำเอียง : ลำเอียงเพราะรัก, ลำเอียงเพราะเกลียด, ลำเอียง เพราะกลัว, ลำเอียงเพราะโง่, เหล่านี้ ทำให้ไม่กล้าหาญทาง จริยธรรม เป็นคนอ่อนแอ เป็นคนไม่ถือความสัตย์ บิดพลิ้ว ตระหนี่ไปเสียหมด. นี้เรียกว่าเป็นเรื่องของความกล้าหาญ หรือความไม่กล้าหาญ, ขอได้พิจารณากันอย่างละเอียด.
น.74 ๖๖ คำที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด ทีนี้เรื่องสุดท้าย ก็คือคำที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ แจ่มแจ้งชัดเจนและตายตัว. คำแรก ที่สุดก็คือคำว่าธรรม- ธรรม - ธรรมะหรือ ธรรม คำนี้แปลว่า หน้าที่ของชีวิต ; ถ้าไม่ทำหน้าที่แล้ว ชีวิตมันก็ต้องตาย หรืออยู่ก็อย่าง ไม่เจริญ ธรรมะแปลว่าหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต นับตั้งแต่ต้นไม้ ต้นไล่ สัตว์เดรัจฉาน หมู หมา กา ไก่ ขึ้นมาถึงมนุษย์ถึงคน ต้องมีธรรมะคือหน้าที่ของชีวิต. นี้ คำที่สอง ศีลธรรม ศีลธรรมคือสภาพความ ผาสุกปกติของชีวิต ทั้งของคนทั้งของสัตว์ และทั้งของ พืชพันธุ์ที่มีชีวิต. นี้ ปรัชญาของศีลธรรม เรียกว่าจริยธรรมหรือ จริยศาสตร์ก็ได้ แปลว่า ศาสตร์อันว่าด้วย สิ่งที่มนุษย์ ควรประพฤติกระทำ หรือหน้าที่นั้นเอง, จริยธรรมหรือ จริยศาสตร์ ขอให้เป็นหลักวิชา เป็นหลักปรัชญาของศีลธรรม คำที่สามสันติสุข คือความสุขของปัจเจกชน, สันติภาพคือความสุขของโลก.
น.75 ๖๗ ทีนี้ก็มาถึง คำที่สี่ว่าพัฒนา; ประเทศที่ ยิ่งด้วย พัฒนานั้น คือผู้ทำลายสมบัติของพระเจ้า หรือของ ธรรมชาติ ก็ตาม, ประเทศที่ยิ่งด้วยพัฒนา คือผู้ทำลายสมบัติ ของพระเจ้า, ประเทศด้อยพัฒนา คือประเทศที่ยังไม่ ทำลายอะไรมากมาย. ทุกคนมองเห็นได้ประจักษ์แก่ตนว่า ประเทศไหนยิ่งพัฒนา ยิ่งทำลายทรัพยากรของธรรมชาติมาก ที่สุด, ขุดค้นเอามาผลิตอย่างอุตสาหกรรม เพื่อสนองกิเลส ของมนุษย์, หรือเอามาทำเป็นอาวุธสงคราม ชนิดที่จะใช้ ทำลายกันทีเดียวตั้งครึ่งโลก, เหมือนที่กำลังเตรียมพร้อมอยู่ ในบัดนี้. ที่เขาพูดกัน อาตมาก็ไม่ได้ไปเห็น ว่ากดปุ่มทีเดียว อาวุธก็จะทำหน้าที่ล้างผลาญคนตั้งครึ่งโลก เดี๋ยวนี้เขาว่ากัน อย่างนี้ นี่ประเทศที่ยิ่งด้วยพัฒนา เขาทำงานกันอย่างนี้ ; ส่วนประเทศด้อยพัฒนา อย่างประเทศเรา ๆ นี้ ยังทำอะไร มากอย่างนั้นไม่ได้, มันก็ยังดีอยู่ที่ว่า เราไม่ทำลายทรัพย์ สมบัติของพระเจ้า เพื่อสนองกิเลสของตน หรือเพื่อ ทำสงคราม ก็ตาม. ขอให้ท่านทั้งหลาย ทำความเข้าใจในถ้อยคำ เหล่านี้ ที่เราจะได้พูดจากันโดยสะดวก อีกต่อไป ว่าธรรมะ ธรรมะ คือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต, ศีลธรรม ศีลธรรมนี้ คือสภาพ
น.76 ๖๘ ผาสุกปกติของสิ่งที่มีชีวิต; ปรัชญาของศีลธรรม นั้น คือศาสตร์ว่าด้วยสิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติ เรียกว่า จริย- ธรรม ก็ได้ เรียกว่า จริยศาสตร์ ก็ได้. สันติสุขเป็นความ สุขของเอกชน, สันติภาพเป็นความสุขของโลก; เรา จะบัญญัติอย่างอื่นก็ได้ แต่อาตมาบัญญัติอย่างนี้ สำหรับจะ พูดกับท่านทั้งหลาย. ประเทศยิ่งด้วยพัฒนา คือประเทศ ผู้ทำลายทรัพย์สมบัติของพระเจ้าหรือของธรรมชาติ, ประเทศด้อยพัฒนา คือประเทศที่ไม่ได้ทำลายทรัพย์สมบัติ ของพระเจ้าอะไรมากมายนัก. สรุป ความในที่สุดนี้ ก็คือว่า ไม่มีปัญหาอะไร ที่ไม่มาจากความไร้ศีลธรรม, ศีลธรรมสิ่งเดียวหรือคำเดียว แก้ปัญหาได้ทุกปัญหา. ขอให้เราโชติช่วงชัชวาล ด้วยสิ่งที่ เรียกว่าศีลธรรมกันเถิด, ขอให้เราโชติช่วงชัชวาล ด้วย อารยธรรมทางจิตใจ ยิ่งกว่าอารยธรรมทางวัตถุ. เดี๋ยวนี้ มันเอาหัวกลับ เอาหัวลงเอาเท้าขึ้นฟ้า, จะจมลงในเหวลงใน นรก ก็เพราะบูชาอารยธรรมทางวัตถุ แล้วก็ทำตาม ๆ กัน ไปทั้งโลก. หวังว่าท่านผู้ฟังทั้งหลาย จะได้เข้าใจคำว่า โชติช่วง ชัชวาล ต้องกล้าหาญทางจริยธรรม, แล้วดำเนินตนอยู่ ในความโชติช่วงชัชวาล มีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa