Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 ตอนที่ ๑๐ — ๘๒. เกิดกิเลสแต่ละเพลง เพราะทำผิดเมื่อผัสสะ

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.150 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, อาตมาบรรยายธรรมะตลอดมา ด้วยความหวังว่า ปรมัตถธรรมกลับมา โลกาสว่างไสว และมีผลเป็น ศีลธรรมกลับมา โลกาสงบเย็น. ในครั้งที่แล้วมาได้ บรรยายโดยหัวข้อว่า ถ้ากิเลสไม่ยึดครอง จิตมีความถูกต้อง อยู่ในตัวมันเอง, ส่วนในครั้งนี้ว่า เกิดกิเลสแต่ละเพลง เพราะทำผิดเมื่อผัสสะ, เมื่อมีความรู้เกี่ยวกับการเกิด ของกิเลส ก็สามารถจะควบคุมกิเลสได้. ๑๔๔

น.151 ๑๔๕ กิเลสคืออะไร, กิเลสคืออะไร ? เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจ กันให้ถึงที่สุด. กิเลสนั้นคือศัตรูของมนุษย์ เป็นข้าศึกต่อ มนุษยธรรม, มนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง ก็เพราะ มีกิเลส. กิเลสเป็นศัตรูหรือมารร้ายอยู่ในภายใน เป็นเหตุ ให้มีการกระทำผิดออกมาถึงภายนอก ทำให้มนุษย์มีลักษณะ เหมือนกับนอนอยู่ในกองไฟ ชนิดที่มองเห็นยากที่สุด, มัน เป็นไฟที่เย็น เป็นไฟที่ไม่แสดงอาการเหมือนกับไฟธรรมดา เรียกว่าเป็นไฟลับ ไฟเย็น มองเห็นยาก มิหนำซ้ำเป็นสิ่งที่ หลอกลวงอย่างยิ่ง จนคนธรรมดาเห็นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เห็นกิเลสเป็นสิ่งที่มีประโยชน์, เห็นกิเลสเป็นสิ่งที่น่ารัก น่าพอใจไปเสีย ; ดังนั้นจะต้องศึกษากันให้ละเอียดลออ ให้ รู้จักเท่าทันกิเลส. กิเลสมีลักษณะหลายรูปแบบ. ทีนี้ก็มาดูกันถึงคำว่า กิเลส ๆ คำนี้ โดยพยัญชนะ แปลว่าของสกปรก ; เมื่อมนุษย์คนแรกได้ค้นพบสิ่งสกปรก ในภายในใจ ก็ยืมเอาคำว่าสกปรกภายนอก ของภายนอกมาเป็น ชื่อของกิเลส. เมื่อได้ยินคำว่ากิเลส จงนึกถึงความ

น.152 ๑๔๖ สกปรก มีความสกปรกแล้วก็ แปดเปื้อน, แปดเปื้อนอะไร ? แปดเปื้อนจิตที่เกิดกิเลสนั่นเอง, แปดเปื้อนจิตปิดโพธิ, แปดเปื้อนจิตแล้วก็ปิดโพธิ คือ ความรู้อันถูกต้องถูกปิด เสียโดยกิเลส, ไม่ปรากฏ ไม่เกิด. ความสกปรก นั้นเป็น ภายใน ภายในจิต เกิดแก่จิต เกิดแล้วก็มืดและร้อน คือ มีทั้งความโง่และความทนทุกข์ อย่างเป็นมายา ที่หลอก ลวงให้เห็นว่าเป็นสุข คนจึงพอใจที่จะมีกิเลสโดยไม่รู้สึกตัว. ถ้าจะ อุปมากิเลสในอาการที่ต่าง ๆ กัน มันก็ เหมือนกับถูกไฟไหม ก็ได้ ถูกน้ำท่วม ก็ได้ จมเลน อยู่ ก็ได้ ; มันเป็นของแปลก เหมือนกับไฟไหม้ ร้อนระงม อยู่ อย่างนี้ก็มี เพราะมัน ทำให้ร้อนไปหมดทั้งทางกายและ ทางใจ, ที่ว่า เหมือนกับน้ำท่วม นั้น ก็เพราะว่ามันท่วม ทับให้ จมอยู่ภายใต้น้ำ ซึ่งหมายถึงความตายชนิดหนึ่ง, ที่ว่า เหมือนกับ ตกเลนนั้นมันขึ้นยาก คนที่เคยตกเลนมาแล้วก็ จะรู้สึกรู้จักได้ดี ว่ามันมีแต่จะจมลงไป จมลงไป มันขึ้นยาก ถ้าจมมิดมันก็ตายเลย.

น.153 ๑๔๗ นี่คำว่ากิเลสเป็นของสกปรก แปดเปื้อนจิต ปิดโพธิ ให้เกิดปฏิกิริยาเป็นเหมือนกับไฟไหม้ เหมือนกับน้ำท่วม เหมือนกับตกเลน ดังนี้เป็นต้น. ทีนี้ก็มาดูกันถึงประเภทหรือ ชนิดของกิเลส กิเลส มีอยู่มากมายหลายรูปแบบ ถ้าจะแจกกันโดยรายละเอียดแล้วก็ มาก ไม่หวาดไหว ; ดังนั้น เราจะพิจารณากันแต่โดยเค้า โดยประเภท หรือโดยเป็นหมวด ๆ ซึ่งพอที่จ ะจำแนกได้ เป็น ๓ หมวด : กิเลสพวกหนึ่งทำให้เกิดความรัก, ความ อยากได้ ดึงเข้ามาหาตัว แล้วก็กอดรัดไว้ ; นี่ได้แก่กิเลส พวกราคะหรือโลภะ, กิเลสพวกหนึ่งทำให้โกรธแค้นขัด เคือง ผลักออกไป ทำลายเสีย ฆ่าเสีย นี้ก็ได้แก่กิเลส ประเภท โทสะหรือโกธะ, กิเลสอีกประเภทหนึ่งทำให้หลง ทำให้มัว เมา ทำให้เพลิดเพลิน นี้ได้แก่ กิเลสประเภทโมหะ. กิเลสจะมีมากมายอย่างไร ก็จะสงเคราะห์ลงได้โดย หลักสามประการนี้ ดังนั้นเป็นการง่ายสำหรับท่านทั้งหลาย จะรู้ว่ากิเลสที่กำลังเกิดอยู่นั้น เป็นกิเลสประเภทไหน ; ก็ดู ที่กิริยาอาการของมัน ถ้ามันมีลักษณะ ดึงเข้ามา ก็เป็น กิเลสประเภทราคะหรือโลภะ, ถ้ามันเป็นความรู้สึก ที่ผลัก

น.154 ๑๔๘ ออกไป จะทำลายเสีย เป็นต้น ก็เป็นกิเลสประเภทโทสะ หรือโกธะ, ถ้าทำให้ หลงอยู่รอบๆ ไม่แน่ว่าจะดึงเข้ามา หรือผลักออกไป ก็เป็นกิเลสประเภทโมหะ. ท่านทั้งหลาย ก็อาจจะรู้จักกิเลสได้ด้วยตนเอง, กิเลสของตนเองรู้จักได้ด้วย ตนเอง โดยสังเกตลักษณะอาการดังที่กล่าวมานี้. กิเลสมีบทบาทมาก. ทีนี้สิ่งที่น่าพิจารณาต่อไปอีก ก็คือสิ่งที่เรียกว่า อัสสาทะ และ อาทีนวะ คือเสน่ห์ของกิเลสและโทษของ กิเลส, อัสสาทะคือเสน่ห์, อาทีนวะคือโทษอันเลวร้าย. กิเลสนี้มีความหลอกลวงโดย มีเสน่ห์เหลือประมาณ ; เสน่ห์ ยั่วใจให้คนหลงรัก ที่จะมีกิเลส มีความรู้สึกเป็นสุข ตาม แบบของอันธพาล ด้วยอำนาจเสน่ห์ของกิเลส, ถึงคนดี ๆ ก็ เถอะ มีความหลงเสน่ห์ของกิเลส ชั้นที่ละเอียดประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป. กิเลสมีโทษซ่อนไว้อย่างเลวร้าย มันปิดความ เลวร้ายไว้ด้วยเสน่ห์ที่ยั่วยวน ในลักษณะที่เป็นมายา ; เมื่อ มีกิเลสครอบงำแล้ว มันก็ทำสิ่งเลวร้ายได้ทุกอย่าง ; เช่นจะ

น.155 ๑๔๙ ฆ่าพ่อแม่ของตนก็ได้, ฆ่าเพื่อนที่เป็นที่รักก็ได้, กระทั่งว่า ฆ่าพระอรหันต์ก็ได้, เพราะมัน มีอำนาจ ที่ทำให้จิตใจมืด มนท์ เห็นกลับเป็นตรงกันข้าม อย่างที่เรียกว่า เห็นกงจักร เป็นดอกบัว. ทีนี้ก็มาดู บทบาท หรือบทเพลงของกิเลสกันต่อไป บทเพลงของกิเลสโดยรายละเอียด ก็มีมากมายเหลือที่จะกล่าว ; แต่ถ้าจะสรุปก็จะเป็นดังที่กล่าวแล้วว่า กิเลสโลภะนั้นดึง เข้ามา, กิเลสโทสะนั้นผลักออกไป, กิเลสโมหะนั้นทำ ให้วนอยู่รอบๆ, นี่คือบทบาทหรือบทเพลงของกิเลส รวม กันแล้วก็ มีอาการความเลวร้ายทนทุกข์ทรมานหลายอย่าง หลายประการเช่นกัน : มีอาการท่วมทับ เหมือนกับน้ำท่วม หรือของทับ นี้ก็มี มีอาการทำให้เปื้อนให้สกปรกเลอะเทอะ ไปหมด อย่างนี้ก็มี, มีอาการเผาลนเหมือนกับเอาไฟเผาลน อย่างนี้ก็มี, มีอาการเสียบแทงเหมือนถูกแทงด้วยของมีคม ของแหลม อย่างนี้ก็มี ร้อยรัดเหมือนกับเย็บด้วยเครื่องเย็บ อย่างนี้ก็มี. ยิ่งกว่านั้นมีอาการที่จะจูงจมูกคนให้ไปทางไหนก็ได้. กิเลสมีอำนาจที่จะจูงคนให้ทำอะไรได้ตามความต้องการ

น.156 ๑๕๐ ของกิเลส, กิเลสมีลักษณะผูกพัน มีลักษณะผูกมัด คือ ผูกพันให้ติดอยู่ ผูกมัดให้ติดอยู่. มีลักษณะหุ้มห่อไม่ให้เป็น อิสระ ครอบงำคือมีอำนาจอยู่เหนือ มีลักษณะเป็นการตบตี อย่างไม่ปรานีปราศรัย, มีลักษณะขบกัดเหมือนสัตว์ร้าย ขบกัด, มีลักษณะหลอกลวง หลอกลวงเต็มที่, จึงมีอาการ เหมือนกับว่า ไสหัวคน ให้ไปทำสิ่งที่กิเลสต้องการได้ อย่างยิ่ง เหมือนกับว่านั่งอยู่บนศีรษะ นั่งอยู่บนคอ แล้ว ก็ไสหัวคนเหล่านั้น ให้กระทำไปตามอำนาจของกิเลส. นี่ แหละสังเกตดูบทบาทหรือบทเพลงของกิเลส ว่ามันแสดงกัน อย่างนี้. กิเลสเกิดแก่จิตที่ไม่ได้รับการอบรม. ทีนี้ก็มาดูต่อไปถึงการเกิดของกิเลส, โดยสรุปความ อย่างสั้น ๆ ก็จะกล่าวได้ว่า กิเลสเกิดแก่จิตประภัสสรที่ยัง ไม่ได้รับการอบรม; เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ไม่มีสติ ปัญญาก็มีอวิชชา ก็เกิดการสัมผัส เกิดเวทนา โดย อวิชชา ก็เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เป็นกิเลสเต็มรูป แบบ ซึ่งจะนำมาซึ่งความทุกข์.

น.157 ๑๕๑ คำว่ากิเลสเกิดแก่จิตประภัสสร ที่ยังไม่ได้รับการ อบรมนั้น เป็นสิ่งที่ควรจะเข้าใจกันอย่างยิ่ง. จิตของมนุษย์ นี้ตามธรรมชาติ ตามปกติแล้วประภัสสร คือ ไม่มีกิเลส สว่างรุ่งเรืองอยู่ตามธรรมชาติ, ที่เรียกว่า ประภัสสร คือ มีรัศมีซึ่งแล่นออกรอบตัว ; แต่มันยังเป็นจิตที่ไม่ได้รับการ อบรมใด ๆ, เป็นจิตที่ยังให้โอกาสต่อการเกิดกิเลส. กิเลสก็เกิดขึ้นแก่จิตประภัสสร ก็กลายเป็นจิตที่เศร้าหมองไป. มีพระพุทธภาษิตว่า ปภสฺสร มิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจิตนี้ประภัสสร, อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ - แต่มันก็เศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสทั้งหลายที่ เป็นอาคันตุกะเข้ามา. นี้เปรียบ จิต เหมือนกับว่าเ ป็นเจ้า ของบ้าน แล้วก็ มีแขกคืออาคันตุกะจรเข้ามา ทำให้เศร้า หมอง. ควรจะทราบความจริงข้อนี้ว่า จิตนั้นมิได้เศร้า หมองอยู่เป็นธรรมดา ; มีการเศร้าหมองเป็นคราว ๆ โดยพื้นฐานหรือ ปกติภาวะของจิตนั้นเป็นประภัสสร. คำว่า ประภัสสรนี้ไม่ได้แปลว่าบริสุทธิ์, แปลว่า เรืองแสงหรือเรื่องรัศมี ; แต่มันยังอยู่ในอำนาจที่กิเลสจะ ครอบงำได้, จะต้องเอาจิตนี้มาฝึกตามวิธีฝึกที่ถูกต้อง จึง

น.158 ๑๕๒ จะเป็นจิตที่ประภัสสรอย่างเข้มแข็งอย่างถาวร, ทนต่อ การครอบงำของกิเลส หรือต่อสู้การครอบงำของกิเลสได้ แม้ ว่าจะมีอารมณ์มากระทบ และในขณะนั้นก็มีอำนาจของจิตที่ อบรมดีแล้วนั้นต่อต้านได้. สรุปความว่ากิเลสเกิดแก่จิตที่ ประภัสสรอยู่ตามธรรมชาติ ให้กลายเป็นจิตที่เศร้าหมองไป ในพริบตาเดียวก็ได้. ขบวนการของกิเลส. ทีนี้ก็ดูขบวนการของกิเลส, ทำไมจะต้องใช้คำว่า ขบวนการ ? เพราะว่า มันมีเรื่องที่เนื่องกัน เป็นรูปแบบ ของขบวนการ คือว่ามีกิเลสในรูปแบบธรรมดา ของราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น, นี้กิเลสในรูปแบบตามธรรมดาของ กิเลส. เพราะฉะนั้น กิเลสนี้คือราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น เกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง มันก็ทิ้งความเคยชินที่จะ เกิดกิเลสไว้ในสันดาน เรียกว่าอนุสัย ; บางคนแปลคำ อนุสัย ว่า กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน แต่โดยที่แท้นั้น มัน เ ป็นความเคยชินของกิเลสที่สะสมไว้ สำหรับจะเกิดกิเลส ต่อไป, ไม่ได้เป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน เป็นของ

น.159 ๑๕๓ เที่ยงเป็นของตายตัว, แต่มัน เป็นของเกิดดับ อยู่นั่นเอง. ความเคยชินของกิเลส เมื่อได้รับสิ่งแวดล้อมเหมาะสม มันก็เกิดขึ้นมาโดยง่าย, เพราะมันสะสมไว้มาก. ขอให้เข้าใจว่า พอเกิดกิเลสครั้งหนึ่งเสร็จแล้ว ก็จะสะสมความเคยชินแห่งการเกิดกิเลสไว้หน่วยหนึ่ง ๆ ทุกคราวไป. เราเกิดกิเลสกันกี่ครั้ง กี่คราว กี่หน่วย มัน ก็สะสมความเคยชินที่จะเกิดกิเลสไว้ในสันดานเท่านั้นหน่วย, มันก็กักตุนไว้เป็นความเคยชิน นี้เรียกว่าอนุสัย, จะเรียกว่า กิเลสประเภทอนุสัยก็ได้ คือเป็นกิเลสประเภทที่เคยชิน สำหรับจะเกิดต่อไปข้างหน้า. ทีนี้ก็มีกิเลสที่มีชื่อว่า อาสวะ คือกิเลสที่จะไหล กลับออกมา, เมื่อสะสมไว้ในฐานะเป็นอนุสัยมากเข้า ๆ มันก็ มีอาการดันที่จะไหลออกนั้นมากเข้า ๆ เหมือนกัน ; เปรียบ เหมือนโอ่งมีรูรั่ว พอใส่น้ำลงไป ยิ่งใส่ให้มากเท่าไร มันก็ ยิ่งมีอาการจะดันออกทางรูรั่วอย่างแรงมากขึ้นเท่านั้น. กิเลส ที่จะไหลกลับออกมานี้เรียกว่า อาสวะ มีมากเท่าอนุสัย, อนุสัยมากเท่าไรอาสวะก็มากเท่านั้น. นี้ ขบวนการ ของมัน เกี่ยวเนื่องกันอย่างนี้ ว่ามีกิเลสตามธรรมดาเกิดขึ้นแล้ว

น.160 ๑๕๔ ก็สะสมกิเลสประเภทอนุสัยไว้หน่วยหนึ่ง ๆ เสมอไป มากเข้าก็ เป็นกิเลสประเภทอาสวะ ที่จะไหลออกมา. ทีนี้มัน ยังมีกิเลสประเภทเบาบาง ซึ่งไม่ควรจะ เรียกว่ากิเลส แต่ท่าน เรียกกันว่านิวรณ์ ; นี่ก็จะ ไหล ออกมาจากอนุสัย โดยไม่ต้องมีอารมณ์กระทบ โดยไม่ต้อง มีเจตนา ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรรุนแรงนัก. แต่ว่า อนุสัยส่ง ไออุ่นออกมา หรือเหมือนกับเป็นเครื่องสังเกตอย่างใด อย่างหนึ่ง ออกมา เป็นนิวรณ์ คือความรู้สึกที่จะครุ่นไป ในทางกาม, ความรู้สึกที่จะเบียดเบียนล้างผลาญ, จิตที่ ห่อเหี่ยวแฟบลงไป, และ จิตที่ฟุ้งซ่าน และในที่สุดก็คือ ความไม่แน่ใจ ความลังเล ซึ่งซ่อนอยู่อย่างเร้นลับ, ไม่ รบกวนตรง ๆ แต่มันก็มีโทษอันร้ายกาจ คือความไม่แน่ใจ เช่นความไม่แน่ใจในความปลอดภัยของชีวิตร่างกาย, ไม่แน่ ใจเรื่องเศรษฐกิจ ไม่แน่ใจเรื่องสังคมคบมิตรสหาย, ไม่แน่ ใจในอะไรไปเสียหมดทุกอย่าง, ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นจะได้ ผลโดยแท้จริง, เขียนจดหมายถึงใครสักฉบับหนึ่ง ก็ม่ไแน่ใจ ว่าจะได้รับผลตามที่แสดงอยู่ในจดหมายฉบับนั้น.

น.161 ๑๕๕ ดูให้ดี ขอให้ดูให้ดี ขอวิงวอนให้ท่านทั้งหลาย รู้จัก สิ่งนี้ให้มากที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่านิวรณ์ ทำให้จิตสูญเสีย ความปกตินี้มีอยู่มาก; แต่เป็นสิ่งที่มีลักษณะอ่อน ๆ ไม่ รุนแรงเหมือนกิเลสโดยตรง. ดังนั้นท่านจึงเรียกกันเสียอีก ชื่อหนึ่งว่า นิวรณ์ เกิดขึ้นแล้วปิดกั้นจิต ไม่ให้ได้รับ ความผ่องใสแจ่มใสสงบเย็น. รู้จักขบวนการของกิเลสโดยชื่อว่า กิเลส อนุสัย อาสวะ และ นิวรณ์ ให้แจ่มชัดกันอย่างนี้, ก็จะรู้เรื่อง กิเลสพอสมควร ที่จะจัดการกับกิเลสนั้นได้. ความดับ ๒ อย่างของกิเลส. ทีนี้ก็ดูต่อไปถึง ความดับของกิเลส; ดับชั่ว- คราว คือดับแล้วเกิดอีก เรียกว่า อัฏฐังคมะ, ดับเด็ดขาด ไปเลย ก็เรียกว่า นิโรธะ ; มีความต่างระหว่างอัฏฐังคมะ และนิโรธะ. อัฏฐังคมะมันดับไปได้ตามวาระ ; เหมือน พระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตก แม้ว่ามันจะหมดปัจจัยในเหตุ- การณ์นั้น ๆ มันก็ดับไปชั่วขณะนั้นเท่านั้น. แล้วมันกลับ

น.162 ๑๕๖ เกิดอีก เป็นการชั่วคราว แม้ว่าเราจะละกิเลสนั้นประหาร กิเลสนั้น ในลักษณะนี้มันก็เป็นการดับชั่วคราวไม่เด็ดขาด. ทีนี้ก็มาถึง ดับอย่างเด็ดขาดเป็นนิโรธ นี้โดยส่วน ใหญ่ก็เพราะเหตุว่า จิตประภัสสรตามธรรมชาตินั้น ได้ รับการอบรมเป็นอย่างดีถึงที่สุด ไม่ยอมรับอารมณ์, ไ ม่ ยอมรับแขกที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา ทรงตัวอยู่ได้เป็นประภัสสร ถาวร คือจิตประภัสสรของพระอรหันต์, ต่างจากจิตประภัสสร ของปุถุชน ที่ยังเปิดรับแขกอยู่บ่อย ๆ จิตประภัสสร ของพระอรหันต์ ไม่รับแขกอีกต่อไป สมบูรณ์อยู่ด้วยสติ สัมปชัญญะและปัญญา, ถึงที่สุดแห่งกิเลสที่เรียกว่า ปริญญา ปริญญามีอยู่ ๓ ประการ. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปริญญามี ๓ คือ ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่ง โทสะ, ความสิ้นไปแห่งโมหะ, นี้คือปริญญา ๓ ดังนี้. ปริญญา แปลว่า รอบรู้ ; คำว่ารอบรู้ในที่นี้ คือ รอบรู้ความที่กิเลสของตัวหมดสิ้นไป, รู้ความที่กิเลสสิ้นไป นี่เรียกว่าปริญญา ; ไม่เหมือนปริญญาแผ่นกระดาษ ที่เขา รับเขาแจกกันอยู่ในสมัยนี้ แต่เผอิญมันมีชื่อเหมือนกัน. พระพุทธเจ้าได้ใช้คำว่าปริญญา ๆ นี้ มาตั้งสองพันกว่าปี

น.163 ๑๕๗ แล้ว, ท่านมีความรู้ตัวเองว่าสิ้นราคะ ความรู้ตัวเองว่า สิ้นโทสะ ความรู้ตัวเองว่า สิ้นโมหะ นี้คือปริญญา. อันไหน จะจริงสักเท่าไร, อันไหนจะจริงหรือไม่จริงหรือหลอกอย่างไร ? ก็ลองเปรียบเทียบดู ปริญญาของคนสมัยนี้กับปริญญาของ พระพุทธเจ้าดูเถิด ก็พอจะทราบได้. ทางออกจากอำนาจกิเลส. ทีนี้ก็จะดูต่อไป ถึง หนทางออกจากอำนาจของ กิเลส ซึ่งเรียกว่า นิสสรณะ นี้ก็คือการไม่เผลอสติ, ไม่ โง่ในเมื่อมีผัสสะ. ผัสสะเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกาย ทางใจเองก็ได้ มีสติสัมปชัญญะต้อนรับ ; ผัสสะนั้นก็กลายเป็นผัสสะฉลาด ไม่ใช่ผัสสะโง่, ออกเป็น เวทนา ออกมาเป็นเวทนาที่ฉลาด ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา ไม่ใช่เวทนาโง่, จะยุติเสียได้แม้ในขณะแห่งผัสสะ ไม่ให้เกิด เวทนาก็ยังได้ จึงไม่มีการกระทำผิดใด ๆ อันเกี่ยวกับผัสสะนั้น. ถ้าจะเล็งถึง การเป็นอยู่โดยทั่วไป ที่เป็นทาง ออกจากกิเลสนั้น ก็คือมีชีวิตอยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์ แปดประการ. การมีอริยมรรคมีองค์แปดประการก็คือ มี

น.164 ๑๕๘ สัมมาสมาธิเป็นตัวยืน, และมีองค์อีก เจ็ดองค์เป็นบริขาร ของสมาธินั้น, เรียกว่าสัมมาสมาธิมีบริขารเจ็ด อย่างนี้แล้ว ไม่มีทางที่จะเกิดกิเลส เป็นการออกจากอำนาจของกิเลสโดย สิ้นเชิง. ใจความสำคัญ ในข้อนี้ อยู่ที่ มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา มีวิชชา อย่างครบถ้วน ในการที่จะเผชิญหน้า กับกิเลส, เป็นชีวิตแห่งการรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีชีวิตเป็น สัมปชัญญะ มีสัมปชัญญะเป็นชีวิต. ขอได้โปรดกำหนดไว้ให้แม่นยำว่า เราจะเป็นคนที่ มีชีวิตอยู่ด้วยสัมปชัญญะ, หรือมีสัมปชัญญะเป็นชีวิต คือมี ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม, มีสติสัมปชัญญะตื่นอยู่ ในทุกวินาที ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในทุก ๆ อิริยาบถ ก็เป็นอันว่าหมด ปัญหาเรื่องกิเลส. สรุปใจความว่า กิเลส ประเภทใดอย่างใด จะเกิดขึ้น ได้ แต่ละอย่าง ก็ เพราะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เมื่อมี อารมณ์มากระทบ ที่เรียกว่าผัสสะ. จงรู้จักผัสสะไว้ ใน ฐานะเป็นที่ตั้ง เป็นบ่อเกิดแห่งกิเลสทั้งปวง, คอยควบ คุมให้ผัสสะมีวิชชา มีปัญญาอยู่เสมอ เพราะมีสติถึงพร้อม รวดเร็ว, มีสติระลึกถึงปัญญาความถูกต้อง มาทันเวลา

น.165 ๑๕๙ ในขณะแห่งผัสสะ ก็จะไม่เกิดกิเลส ; กิเลสเกิดเพราะ ทำผิดเมื่อมีผัสสะนั้นเอง.- หวังว่าท่านสาธุชนทั้งหลาย จะได้ สนใจเรื่อง ผัสสะ ๆ นี้ให้มากเป็นพิเศษ กว่าที่แล้วมา เมื่อมีรูปกระทบ ตา เสียงกระทบหู กลิ่นกระทบจมูก รสกระทบลิ้น สัมผัส ภายนอกมากระทบผิวกาย หรืออารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นภายใน กระทบใจ, จงมีสติสัมปชัญญะ แล้วก็จะไม่มีการทำผิด อันจะให้เกิดกิเลสอีกต่อไป, แล้วก็จะมีความเป็นพุทธ- บริษัทที่ถึงที่สุดได้จริงๆ แล้วก็จะมีผลเป็นความสงบสุข เหมือนอย่างว่ามีนิพพานน้อย ๆ อยู่ตลอดเวลา ยิ่งกว่าสวรรค์ ; เพราะสวรรค์ก็ยังหวั่นไหวด้วยผัสสะ หลงใหลในผัสสะ, ให้ เป็นนิโรธะ เป็นนิพพาน เป็นความดับเย็น เยือกเย็น แห่งจิตใจได้ อยู่ในทุกเวลาในทุกสถานที่เถิด. ขอจงประสบความสุขชนิดที่ไม่เกี่ยวกับกิเลสอย่างนี้ อยู่โดยทั่วกัน จงทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ———————————

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต