Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 ตอนที่ ๑๑ — ๘๓. การปฏิบัติธรรมะ คือการปฏิบัติหน้าที่ของตน

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.166 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , ขอได้ทราบว่า การบรรยายปาฐกถาธรรม ทุกครั้ง ของอาตมา ทำไปด้วยความมุ่งหมายว่า ศีลธรรมกลับมา โลกา สงบเย็น ปรมัตถธรรมกลับมา โลกาสว่างไสว : แต่มีความ จริงอยู่ในข้อที่ว่า ถ้าปรมัตถธรรมไม่กลับมา ศีลธรรม ก็ไม่กลับมา ถ้าโลกาไม่สว่างไสวความสงบเย็นก็มีไม่ได้ จึงเป็นการสัมพันธ์กันที่ว่า ปรมัตถธรรมต้องกลับมา ให้โลกา สว่างไสวแล้วศีลธรรมก็จะกลับมา ให้โลกาสงบเย็น. ๑๖๐

น.167 ๑๖๑ ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดเรื่องเกิดกิเลสแต่ละเพลง เพราะทำผิดเรื่องผัสสะ ; ส่วนในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อ ว่า การปฏิบัติธรรมะ คือการปฏิบัติหน้าที่ของตน ๆ. ขอได้โปรดตั้งข้อสังเกตเป็นพิเศษ ที่อาตมายืนยันว่า การ ปฏิบัติธรรมะนั้น คือการทำหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ของตน ๆ หรือกลับกันก็คือ การทำหน้าที่ของตน ๆ นั่นแหละ คือ การปฏิบัติธรรมะ, ธรรมะกับสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ เลยกลาย เป็นสิ่งเดียวกัน. . เดี๋ยวนี้เราแยกกันไว้ เกินคนละมุมโลก ก็ว่าได้ ธรรมะกับหน้าที่ ที่จริง หน้าที่กับธรรมะ นั้น เป็นสิ่งเดียวกัน. ธรรมะคือหน้าที่. ธรรมะคืออะไร, ธรรมะคืออะไร, ถ้ากล่าวโดย ประวัติศาสตร์ ก็ต้องกล่าวว่า เมื่อมนุษย์รู้จักสังเกตเห็นว่า มันมีสิ่งที่เป็นหน้าที่ เป็นสิ่งสูงสุด เป็น สิ่งจำเป็นที่สุด คือ หน้าที่ แล้วก็ออกอุทานมาโดยทางวาจาว่า ธรรมะๆๆ ธรรมะ ก็คือหน้าที่ หน้าที่ก็คือธรรมะนั่นเอง. คำพูดว่า ธรรมะๆ นี้ มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล, ก่อนพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์

น.168 ๑๖๒ ก็ว่าได้. มนุษย์เริ่มรู้จักสังเกตเห็นสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ ๆ ที่ จำเป็นสำหรับชีวิต ก็เรียกมันว่าธรรมะ ๆ. เมื่อได้สังเกตเห็นสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ก็สอนกัน เรื่องธรรมะ, คือเมื่อได้สังเกตเห็นเรื่องหน้าที่ ก็สอนกันด้วย เรื่องหน้าที่ ตั้งแต่อย่างต่ำที่สุด ขึ้นไปจนถึงหน้าที่สูงสุด. คนเราจะต้องทำหน้าที่ ; ครูบาอาจารย์ก็เลยสอนเรื่องหน้าที่ จนเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก ก็ สอนเรื่องหน้าที่ แต่ว่า สูงขึ้นไป จนถึงระดับมรรค ผล นิพพาน. ธรรมะแปลว่าหน้าที่ หน้าที่ที่ถูกต้องของ วิญญูชน, หรือว่า หน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ ที่อาจจะดับทุกข์ได้. พวกอันธพาลทั้งหลาย จะมาอ้างว่าหน้าที่ "ฉันมีหน้าที่ปล้นจี้ขโมย ฉันก็มีธรรมะ" ก็ถูกแล้ว มันก็เป็นธรรมะของเขา คือเป็นธรรมะของ อันธพาล, ไม่ใช่ธรรมะในที่นี้ ธรรมะในที่นี้ หมายถึง หน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ สำหรับมนุษย์จะอยู่กัน เป็นผาสุก ทั้งโดยส่วนตัวและโดยส่วนรวม. ธรรมะคือหน้าที่ เมื่อใดมีการทำหน้าที่ เมื่อนั้น มันก็มีประโยชน์ คือมีความรอด สงบสุขทั้งส่วนตน

น.169 ๑๖๓ และส่วนรวม; ธรรมะของอันธพาลนั้น มีแต่จะทำให้เกิด ความทุกข์ ยุ่งยากระส่ำระสายไปทั่วทุกหัวระแหง. ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ที่ใดมีการทำหน้าที่ ที่นั่นมี ธรรมะ ขอใช้คำโอหังสักหน่อยว่า ต่อให้ในโบสถ์ ต่อให้ใน โบสถ์ ในโบสถ์แท้ ๆ ถ้ามีแต่นั่งสั่นเซียมซี ขอร้อง อ้อนวอน กันอยู่เรื่อยไปแล้ว ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะ ที่กลางทุ่งนาที่ไถนาอยู่โครม ๆ นั่นน่ะ มีธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ ในลักษณะ อย่างนี้ ขอได้กำหนดไว้เป็นข้อแรก. ที่ใดมีการทำหน้าที่ ที่นั้นมีธรรมะ ในโบสถ์แท้ ๆ ถ้าไม่มีการทำหน้าที่ มีแต่ เรียกร้องสิทธิ จะเอานั่นเอานี่ จะเอาโน่น มันเป็นเรื่อง สิทธิไม่ใช่หน้าที่ มันก็ไม่มีธรรมะ ในโบสถ์กลับไม่มี ธรรมะ, ส่วนไถนาอยู่โครม ๆ กลางทุ่งนาเสียอีก กลับจะมี ธรรมะ. ธรรมะคือสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเคารพ. ทีนี้ก็จะดูกันให้ละเอียดลงไป ว่าธรรมะ คือสิ่งที่ พระพุทธองค์ทรงเคารพ, มีพระบาลียืนยันในข้อนี้. พระ-

น.170 ๑๖๔ องค์ทรงเคารพธรรมะ และว่า พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงเคารพธรรมะ ; ตอบได้หลายอย่าง ว่า ธรรมะก็คือสิ่ง สูงสุด ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ แต่แล้วมันก็ สำเร็จอยู่ตรง เมื่อมีการทำหน้าที่ หรือปฏิบัติธรรมะนั้น. การปฏิบัติ หน้าที่ตามที่ได้ตรัสรู้นั่นแหละทรงเคารพ, ทรงเคารพในการ ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ตรัสรู้ จนกลายเป็นหน้าที่อัตโนมัติ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงเคารพหน้าที่ของพระพุทธ- เจ้า. ด้วยเหตุนี้เราจึงมองเห็นความสำคัญ ของสิ่งที่เรียก ว่าหน้าที่ ๆ ซึ่งมีความสำคัญที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติ ทุกชีวิต จะต้องปฏิบัติ, เลยเกิดบทนิยามได้ว่า ธรรมะคือการปฏิบัติ หน้าที่ ของสิ่งที่มีชีวิต. ธรรมะคือการปฏิบัติหน้าที่ ของสิ่งที่มีชีวิต ธรรมะคือการปฏิบัติหน้าที่ ของ สิ่งที่มีชีวิต. สิ่งที่มีชีวิตต้องมีหน้าที่ ครบถ้วนบริบูรณ์ และ ต้องทำหน้าที่นั้นอย่างครบถ้วน มิฉะนั้นจะต้องตาย เป็น มนุษย์ไม่ทำหน้าที่อย่างครบถ้วน ก็ต้องตาย, สัตว์เดรัจฉาน

น.171 ๑๖๕ ไม่ทำหน้าที่อย่างครบถ้วน ก็ต้องตาย, ต้นไม้ต้นไล่ไม่ทำหน้าที่ อย่างครบถ้วน ก็ต้องตาย. การวัด ะเละสนิก่อนเอิงแตก ต้อม ทุกคนต้องทำหน้าที่. ดูกันที่มนุษย์ก็จะเห็นได้ว่า ทุกคนต้องทำหน้าที่ หรือปฏิบัติธรรมะ, ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติ ธรรมะ นับตั้งแต่ว่าคนขอทานขึ้นไปถึงเทวดาบนสวรรค์, หรือว่านับตั้งแต่เทวดาบนสวรรค์ลงมา จนถึงคนขอทาน ล้วนแต่ต้องทำหน้าที่, ล้วนแต่ต้องทำหน้าที่ : ขอทาน ทำ หน้าที่ของคนขอทาน ก็เรียกว่าธรรมะของคนขอทาน, หน้าที่ ของ กรรมกร ก็คือธรรมะของกรรมกร ธรรมะอย่างยิ่งของ กรรมกร, หน้าที่ของ ชาวไร่ชาวนาพ่อค้า มันก็เป็นธรรมะ ของชาวไร่ชาวนาพ่อค้า, หน้าที่ของ ข้าราชการ ก็เป็น ธรรมะของข้าราชการ หน้าที่ของ พระราชามหากษัตริย์ จักรพรรดิ์ ก็เป็นธรรมะของพระราชามหากษัตริย์ กระทั่ง ว่าหน้าที่ของ เทวดาทั้งหลาย ก็คือธรรมะของเทวดา

น.172 ๑๖๖ ทุกคนต้องทำหน้าที่, ต้องทำหน้าที่, ทำหน้าที่ แล้ว ก็จะเรียกว่ามีธรรมะ ด้วยกันทั้งนั้น นับตั้งแต่ขอทาน ขึ้นไปถึงเทวดา. ทุกคนต้องทำหน้าที่. ดูให้ดีตรงนี้เป็นกรณีพิเศษที่ว่า เดี๋ยวนี้เราไม่รู้สึก ว่าเป็นธรรมะในการทำหน้าที่ ก็เลยไม่สนุกในการทำหน้าที่. หน้าที่เป็นสิ่งที่ต้องทำ, เป็นสิ่งที่ต้องทำ. หน้าที่เล็กน้อย ที่สุด แม้ที่สุดแต่ว่าคันขึ้นมาก็ต้องเกา, คันขึ้นมาก็ต้องเกานี่ หน้าที่เล็กน้อยที่สุด มันก็ยังต้องทำ มันก็เป็นธรรมะ เป็นหน้าที่ในระดับนั้น. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การปฏิบัติ หน้าที่นั้นก็คือ การกระทำเพื่อความรอดชีวิตนั่นเอง. ทำหน้าที่ คือการปฏิบัติเพื่อความรอด. มีบทนิยามได้อีกว่า การปฏิบัติหน้าที่ ก็คือ การ ปฏิบัติเพื่อความรอด, ความรอดนี้มี ๒ อย่าง : อย่างแรก คือ รอดชีวิต หรือ ไม่ตาย. อย่างที่ ๒ คือ รอดอยู่ด้วย เป็นความผาสุกสวัสดี มีจิตใจสงบเย็น. รอดตายเป็น เรื่องแรก ต้องเอามาเป็นข้อแรกรอดตาย, ครั้น รอดตายอยู่

น.173 ๑๖๗ แล้ว ก็ต้องมีอะไรพอที่จะดีที่สุด ก็คือรอดจากกิเลส, รอดจากความทุกข์ มีจิตใจสงบเย็นเป็นพระนิพพาน การปฏิบัติธรรมะก็คือเพื่อความรอด, มันก็คือการ ทำหน้าที่; ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่มีธรรมะ, ปฏิบัติหน้าที่ ก็มีธรรมะ, หน้าที่ช่วยให้รอด ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ ๆ นั่นแหละ คือสิ่งสูงสุดสูงสุดอย่างที่เรียกกันว่าพระเป็นเจ้า, พระเป็นเจ้าคือผู้ช่วยให้รอด. ดูให้ดี หน้าที่ นั่นแหละ เป็นสิ่งที่ช่วยให้รอด ; ลองไม่ทำหน้าที่ซิ พระเจ้าไหนจะ ช่วย, ลองไม่ทำหน้าที่ให้นั่งอ้อนวอนอย่างเดียว พระเจ้า ไหนจะช่วยได้ มันก็ช่วยไม่ได้. การปฏิบัติหน้าที่นั่น แหละ คือพระเจ้า ที่จะช่วยให้เรารอด, ใครมีหน้าที่ พระเจ้าก็ช่วยคนนั้น. สรุปความอีกทีก็ว่า หน้าที่นั่นแหละคือพระเจ้า ผู้ช่วยให้รอด, เดี๋ยวนี้เราจะรอดจากความทุกข์และปัญหา. ชาติประเทศต้องการจะรอดจากความทุกข์หรือปัญหา มันก็ต้องมีการทำหน้าที่ที่ถูกต้องกัน อย่างพร้อมหน้า.

น.174 ๑๖๘ ต้องทำหน้าที่ด้วยสติสัมปชัญญะ. เอาละ, ที่นี้ก็จะพูดไปในข้อที่ว่า เราจะมีการทำ หน้าที่ ที่เป็นการปฏิบัติธรรมกันได้อย่างไร, จะมีการปฏิบัติ ธรรมะ ที่เป็นการทำหน้าที่กันได้อย่างไร ? ข้อนี้ฟังดูก็น่าหัวว่า หน้าที่ต่างๆ ที่ท่านทำอยู่ทุกคน ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นและ ยังไม่เป็นธรรมะ, ก็เพราะเหตุ นิดเดียว เพราะเหตุว่าท่านไม่รู้จักว่าหน้าที่นั้นคือธรรมะ ท่านทำหน้าที่โดยไม่ได้คิดว่าเป็นธรรมะ. ทุกคนทำหน้าที่ ด้วยความอยากได้เงิน มาแสวงหาความสุข สนุกสนาน สำเริงสำราญ, ส่วนมากก็ทำหน้าที่เพื่อจะได้เงินมาซื้อเหล้า กินอย่างนี้, หรือว่าความจำเป็นบังคับให้ต้องทำหน้าที่ ก็ เลยรู้สึกเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ ต้องทนทรมานทำ ต้อง ผืนใจทำ; ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเป็นธรรมะไปไม่ได้. ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่ที่ทำอยู่นั่นแหละ, ขอให้ เข้าใจว่าเป็นธรรมะเถิด แล้วจิตใจก็จะเปลี่ยนเป็นว่า ทำ หน้าที่เพื่อธรรมะ, ทำการทำงานในหน้าที่ เพื่อประโยชน์ แก่ธรรมะ, เพื่อความมีธรรมะ ซึ่งเป็นการช่วยให้รอด,

น.175 ๑๖๙ มันเพิ่มเข้าไปอีกนิดเดียว. ในการงานทุกอย่าง ที่ทำอยู่นั้น เพิ่มเข้าไปอีกนิดเดียว คือ ความรู้สึกด้วยสติสัมปชัญญะ ก่อนแต่ที่จะลงมือทำ. ก่อนแต่จะลงมือทำงานอะไร เพิ่ม สติสัมปชัญญะเข้าไป อีกอย่างเดียว สิ่งเดียว ว่านี้คือธรรมะ นี้คือหน้าที่, นี้คือปฏิบัติธรรมะปฏิบัติหน้าที่ ; อย่างนี้มันมี ธรรมะสูงสุด ถึงกับเป็นธัมมานุสสติ เป็นธัมมานุสสติ, ธัมมานุสสติ ตามระลึกถึงพระธรรมเสียก่อนแล้ว จึง ลงมือกระทำหน้าที่ หรือทำการงานนั้น มันก็เลยมี ธัมมานุสสติทุกขณะ ทุกเรื่อง ทุกระดับ ที่ทำการงาน, มี สติสัมปชัญญะ มองเห็นหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อธรรมะ จนเกิดความรู้สึกว่าพอใจ ถูกต้องแล้ว, ถูกต้องแล้ว, ถูกต้อง แล้ว อย่างนี้ถูกต้องแล้ว, อย่างนี้ถูกต้องแล้วพอใจ ถูกต้อง แล้วพอใจ, ถูกต้องแล้วพอใจ. รู้สึกอย่างนี้เสียก่อน ไม่ว่า จะทำงานอะไร, ไม่ว่าจะทำหน้าที่อะไร. หน้าที่โดยตรง หน้าที่เลี้ยงชีวิตโดยตรง ก็มีความ รู้สึกอย่างนี้ ก่อนแต่ที่จะทำงาน ; เข้ามาในห้องทำงาน พนม มือให้แก่ห้องทำงาน หรืออุปกรณ์สำหรับการทำหน้าที่เสีย ครั้งหนึ่งก่อน, ระลึกถึงว่าหน้าที่คือธรรมะ, บูชาธรรมะ

น.176 ๑๗๐ แล้วจึงลงมือทำการงาน ก็จะทำการงานด้วยดี ด้วยจิตที่ เหมาะสม. แม้เป็นชาวนาเอาควายเอาวัวเอาไถไปถึงนา แล้ว พนมมือให้แก่ควาย แก่วัว แก่ไถสักครั้งหนึ่งก่อน แล้วจึงลงมือไถนา ; อย่างนี้แหละคือการ มีสติสัมปชัญญะ เป็นธัมมานุสสติ ทุกขณะที่จะลงมือทำงาน ไม่ว่าทำงาน อะไร งานอาชีพโดยตรงก็มีธัมมานุสสติอย่างนี้. ทีนี้ก็ยังเหลือ หน้าที่ กิจประจำวันเป็นการ บริหารร่างกาย เราจะต้องทำอะไรบ้าง ก็รู้กันอยู่. เราจะ ต้องนอน จะต้องตื่นนอน จะต้องล้างหน้า จะต้องอาบน้ำ จะต้องรับประทานอาหาร จะต้องทำอะไรทุกอย่าง แม้แต่ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ซึ่งเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติ, ก่อน แต่จะทำหน้าที่นี้ แม้แต่จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ก็มีจิตใจ เป็นธัมมานุสสติเสียก่อน แล้วจึงกระทำ มันก็ทำได้ดี, ทำได้ดียังไม่พอ ยังเพิ่มมีความสุข, มีความสุขสงบเย็น, พอใจถูกต้อง ให้ถูกต้องพอใจ ในการกระทำทุก อิริยาบถ : เมื่อตื่นนอนก็พอใจ เมื่อล้างหน้าก็พอใจ, เมื่อ อาบน้ำก็พอใจ, รับประทานอาหารก็พอใจ, ถ่ายอุจจาระ

น.177 ๑๗๑ ปัสสาวะก็พอใจ, กระทั่งว่าจะไปช่วยเขาล้างจาน จะช่วยเขา กวาดบ้านถูบ้าน ก็พอใจ. ผู้มีหน้าที่ล้างจานถูบ้านกวาดบ้าน ทำธัมมานุสสติเสียก่อนว่าหน้าที่คือธรรมะ แล้วก็จะล้างจาน ได้ดีที่สุด, จะถูบ้านได้ดีที่สุด จะทำอะไรได้ดีที่สุด, ทุกก้าวย่าง ทุกอิริยาบถ มีสติสัมปชัญญะอันเกี่ยวกับธรรมะ คือพอใจ และถูกต้อง. ความสุขมาจากความพอใจ. พอใจและถูกต้องนี้ไม่ใช่ของเล็กน้อย พอใจและ ถูกต้องเมื่อไร ก็มีความสุขเมื่อนั้น, ความสุขขึ้นอยู่กับ ความพอใจและถูกต้อง, ความพอใจมันขึ้นอยู่กับความถูกต้อง. ดังนั้น ต้องมีความถูกต้องก่อน ว่าได้ปฏิบัติธรรมะนี้ อย่างถูกต้อง; ครั้นถูกต้องแล้วก็พอใจ, ครั้นพอใจแล้วก็ เป็นสุข. ขอให้ช่วยกำหนดกันไว้ดี ๆ ว่า ต้องถูกต้อง ต้องมี ความถูกต้อง จึงจะเป็นธรรมะ, ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง จึงจะ เป็นธรรมะ. ครั้นถูกต้องแล้วก็พอใจ ๆ, ครั้นพอใจ ๆ แล้ว ก็ต้องเป็นสุข.นี่เป็นกฎตายตัวที่ว่า ความสุขต้องมาจาก

น.178 ๑๗๒ ความพอใจเสมอ. ถ้าพอใจมากก็สุขมาก พอใจน้อยก็สุข น้อย, ถ้าพอใจทุจริต ก็ความสุขนั้นทุจริต, ถ้าพอใจสุจริต ความสุขนั้นก็สุจริต, ความพอใจนั้นสูง ความสุขก็สูง, ความ พอใจนั้นต่ำทราม ความสุขก็ต่ำทราม, ความสุขย่อมมาจาก ความพอใจอย่างนี้เสมอ. นี่คือตัวธัมมานุสสติ ระลึกถึง ความถูกต้อง ซึ่งเป็นตัวธรรมะแท้ ความถูกต้อง. มีความ ถูกต้องเป็นหลัก. ครั้นรู้สึกตัวว่าถูกต้องก็พอใจ, เมื่อพอ ใจความสุขก็เกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ ความสุขแท้จริงไม่ต้องใช้เงิน. ฉะนั้นขอให้ทำให้เกิดความรู้สึก ว่าถูกต้องและพอใจ ทุก ๆ การงานที่ทำ, ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว ทุกเวลานาที ที่มีการกระทำ, เป็นความสุขอย่างแท้จริง ไม่ต้องใช้เงินเลย, ไม่ต้องใช้เงินเลย. ทำความถูกต้อง รู้สึกพอใจ แล้วก็เป็น สุขอันสูงสุดแท้จริง, ไม่ต้องใช้เงินเลย. ที่เอาเงินไปซื้อ หากันมาก ๆ นั้นไม่ใช่ความสุข, ไม่ใช่ความสุข เป็น เพียงความเพลิดเพลินที่หลอกลวง, ความเพลิดเพลินที่ หลอกลวงนี้ จะใช้เงินเท่าไรก็ไม่พอ, ใช้เงินเท่าไรก็ไม่พอ,

น.179 ๑๗๓ จนเงินไม่พอใช้ จนต้องโกง จนต้องได้ไปอยู่ในคุกในตะราง เพราะว่าคดโกง. ความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องใช้เงิน แม้แต่ สตางค์เดียว ; แต่ ต้องอาศัยการกระทำทางจิตใจ มีสติ สัมปชัญญ ะ รู้สึกว่า ถูกต้องแล้ว, พอใจแล้ว แล้วก็เป็น สุขขึ้นมาเอง ไม่ต้องใช้เงินเลย. เกิดเป็นบทนิยามขึ้น มาว่า ความสุขที่แท้จริง เป็นของให้เปล่า ไม่ต้องใช้ เงินเลย, ความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ต้องใช้เงินอย่างไม่ รู้จักเพียงพอ. นี่เรียกว่าเรารู้จักตัวธรรมะ ตัวธรรมะแท้ คือการ ปฏิบัติหน้าที่ จนเกิดความรู้สึกว่าถูกต้อง แล้วพอใจ แล้วก็เป็นสุข, ก็จะทำงานกันอย่างสนุกสนาน เพิ่มขึ้นอีก หลายเท่า หลายสิบเท่า หรืออาจจะหลายร้อยเท่าก็ได้. ขอให้ไปดู มดแมลง ไปดูแมลงผึ้งสร้างรัง ในที่ เลี้ยงผึ้ง หรือไปดูมด ช่วยกันทำรัง วิ่งทุกตัว วิ่งทำงาน วิ่งทำงานอย่างยิ่ง อยู่ตลอดเวลา ทำงานสนุกสนาน. ทำไมมนุษย์ไม่ทำงานอย่างสนุกสนาน อย่างนั้นบ้าง, บิด ขี้เกียจอยู่ตลอดเวลา ไม่จำเป็นก็ไม่ทำ ไม่จำเป็นก็ไม่ทำ. นี่เพราะมันไม่มีธรรมะ, เพราะไม่มีธรรมะตามธรรมชาติ

น.180 ๑๗๔ เพราะไม่มีธรรมะตามกฎของธรรมชาติ. ขอให้มีธรรมะ กันเสียเถิด แล้วเราก็ จะทำงานได้สนุกสนาน เหมือนกับ แมลงผึ้งสร้างรังหรือมดปลวกก็สร้างรัง นี่ประโยชน์ของธรรมะช่วยให้ทำงานสนุก เป็น สุขเสียเมื่อกำลังทำงาน ; ครั้นเป็นสุขเสียแล้ว จะไปหา ความสุขอะไรกันอีก มันไม่มี, มันเป็นไปไม่ได้. ถ้าจิต มันรู้สึกเป็นสุข เป็นสุข ๆ เสียแล้ว ก็ไม่ต้องไปอาบอบนวด ที่ไหน, ไม่ต้องไปสถานเริงรมย์ที่ไหนดอก. เมื่อเป็นสุข เสียแล้ว อิ่มด้วยความสุขเสียแล้ว จะไปกินของสกปรกคือ ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงนั้นทำไมเล่า. นี่ขอให้ ทุกคนรู้จัก ทำจิตใจให้อิ่มอยู่ด้วยความสุขบริสุทธิ์ แท้จริง แล้วก็ จะไม่น้อมไปหาอบายมุข หรือความเพลิดเพลินที่ หลอกลวงใด ๆ. ขอให้ท่านทั้งหลายรู้จักธรรมะอย่างนี้, ธรรมะคือ หน้าที่ ทำแล้วก็เกิดความรู้สึกว่าถูกต้อง, เกิดความรู้สึก ว่าถูกต้องแล้วก็พอใจ, เกิดความรู้สึกว่าพอใจแล้วก็เป็น สุข. ครั้น เป็นสุขแล้ว มันก็ หยุดแสวงหาเรื่องหลอก ลวงทั้งหลาย, ไม่ต้องไปห้ามว่า อย่าไปกินเหล้า อย่าไป

น.181 ๑๗๕ เที่ยวอบายมุข มันไม่ไปดอก ; ถ้ามันมีความสุขที่แท้จริง อิ่มอกอิ่มใจพอตัวเสียแล้ว. ทุกคนทำหน้าที่แล้วประเทศชาติจะรอด. เอาละ, ขอให้รู้จักใจความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ อย่างนี้ จะได้ช่วยประเทศชาติให้รอด จะช่วย ประเทศชาติให้รอด ในเมื่อทุกคนสนุกพอใจในการทำงาน. ขออภัยใช้คำว่าทุกตัวด้วย, ทุกคนและทุกตัวรู้สึกสนุกทำ หน้าที่. คนทุกคนทำหน้าที่, สัตว์เดรัจฉานทุกตัวที่มี หน้าที่ ก็ทำหน้าที่ ; เช่นสุนัขก็ไม่บกพร่องในการเฝ้ารักษา ทรัพย์สมบัติของเจ้าของ, แมวก็ไม่บกพร่องในหน้าที่ของ การที่จะพิทักษ์รักษาทรัพย์สมบัติของเจ้าของ. ทุกคนและทุกตัวทำหน้าที่ นี้จึงจะสำเร็จ ประโยชน์ในการเกิดแผ่นดินธรรมและแผ่นดินทอง. ชาติประเทศจะรอดได้ เมื่อทุกคนทำหน้าที่ คำเดียวเท่านั้น, คำเดียวเท่านั้น, คำเดียวเท่านั้น ว่าหน้าที่. เมื่อทุกคน ทำหน้าที่ ประเทศชาติก็จะรอดได้, เพราะประสบความ สำเร็จ ทั้งฝ่ายแผ่นดินธรรมและฝ่ายแผ่นดินทอง. หน้าที่นี้

น.182 ๑๗๖ ต้องทำด้วยความรู้สึกเป็นธัมมานุสสติ อย่างที่กล่าวแล้ว ข้างต้น, ว่าถูกต้อง แล้วก็พอใจ, แล้วก็เป็นสุข แล้วก็ ทำสนุก, เป็นสุขเสียในการทำงาน. เหงื่อออกมาเท่าไร ก็กลายเป็นน้ำมนต์ที่เยือกเย็น ชื่นอกชื่นใจไปทั้งนั้น. แผ่นดินธรรมนำให้เกิดแผ่นดินทอง. นี่เรา จะต้องสร้างแผ่นดินธรรมก่อน แล้ว แผ่นดินทองจึงจะมา ; จะสร้างแผ่นดินธรรมได้ ก็ต้อง มีธรรมะอยู่ทุกวินาทีทุกอิริยาบถที่เนื้อที่ตัว, นั่นน่ะมัน เป็นแผ่นดินธรรม. ทุกคนเคลื่อนไหวอยู่ด้วยการทำหน้าที่ หรือความถูกต้องของหน้าที่ ที่เรียกว่าธรรมะ, นี้เป็นแผ่นดิน ธรรม. ครั้นเกิดแผ่นดินธรรมแล้ว มันก็ออกมาเป็น แผ่นดินทอง ทั้งทางกายและทางจิต. แผ่นดินทองทางกาย คือความสมบูรณ์ทางวัตถุ, แผ่นดินทองทางจิต คือความสุขสงบเย็นทางจิตใจ. ต้องสร้างแผ่นดินธรรมกันเสียก่อน แล้วจึงจะเกิด แผ่นดินทอง ทั้งทางฝ่ายกาย และฝ่ายจิตใจ.

น.183 ๑๗๗ การสร้างแผ่นดินธรรม อันมหาศาลนี้ จะทำได้ ก็โดยการที่ประพฤติธรรมที่เป็นหน้าที่ : ธรรมะคือหน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ. เขาจะต้องประพฤติธรรมะ หรือมี หน้าที่อย่างถูกต้อง นับตั้งแต่การกิน การอาบ การถ่าย การเป็นอยู่ทุกชนิด, กระทั่งการทำหน้าที่การงาน อัน เป็นหลักโดยตรง มีแต่ความสุขสงบเย็นอยู่ตลอดเวลา ทุก กระเบียดนิ้ว เป็นความสุข เป็นความพอใจ. นี่ สร้างแผ่นดิน ธรรมได้สำเร็จ คือทุกคนทำหน้าที่ อยู่ด้วยความรู้สึกว่า ถูกต้อง และพอใจ, เหมือนกับว่าแมลงผึ้งหรือมดปลวก มันทำงาน มันก็พอใจเป็นสุขสนานอย่างนั้น. แผ่นดินธรรม เกิดแล้ว ก็คือการปฏิบัติหน้าที่ทุก ๆ ชนิด ไม่มีอะไร บกพร่อง มันก็เกิดความผาสุกขึ้นทั้งทางกายทั้งทางจิตและ ทางวัตถุ : ทางวัตถุก็สมบูรณ์, ทางร่างกายก็สมบูรณ์, ทาง จิตใจก็สมบูรณ์. นี้มันเป็น แผ่นดินทองซึ่งจะต้องมี จึงจะไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และโดยเฉพาะที่ได้ พบพระพุทธศาสนา. ทำงานด้วยสติสัมปชัญญะ เกิดเป็นธัมมานุสสติ กัมมัฏฐาน ขึ้นมา เมื่อกำลังทำงาน รู้สึกว่าถูกต้องแล้ว ถูกต้องแล้ว ๆ ๆ แล้วก็พอใจ ๆ ๆ, แล้วก็เป็นสุขโดยอัตโนมัติ

น.184 ๑๗๘ ตลอดเวลาที่ทำ. มันก็เป็นการ หมดปัญหา เต็มไปด้วยความ สุข, เต็มไปด้วยการงานที่ให้เกิดประโยชน์, เกิดสิ่งที่พึง ปรารถนาทุกอย่างขึ้นมาได้ เพราะทุกคนทำหน้าที่. นี่แหละ คือการปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นหน้าที่. ธรรมะเป็นคำเก่าแก่ ก่อนศาสนาใด ๆ; มนุษย์ ที่นั่นรู้จักพูดออกเสียงว่าธรรมะๆ เมื่อเล็งถึงหน้าที่ ที่สิ่งมีชีวิตจะต้องทำ ทั้งมนุษย์ทั้งสัตว์เดรัจฉาน และทั้ง ต้นไม้ต้นไล่ทั้งหลาย. หวังว่าท่านสาธุชนทั้งหลาย จะ รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ หรือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นั้น ๆ ในฐานะเป็นสิ่ง เดียวกัน. อย่าทำหน้าที่เพราะความจำใจ; กลัวอดตาย ก็ต้องทำหน้าที่, ถูกบังคับ ก็ต้องทำหน้าที่. ขอให้ทำ หน้าที่ด้วยความสมัครใจ ว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยให้รอด ทั้ง ทางร่างกายทั้งทางด้านจิตใจ. หน้าที่เป็นสิ่งที่ช่วยให้รอด อย่าให้โบสถ์วิหารว่างจากธรรมะเลย, จงช่วยกันทำ หน้าที่ในโบสถ์และวิหาร อย่าให้เสียเปรียบกลางทุ่งนา ในเรือกในสวน ที่คนเขาทำหน้าที่กันอย่างสนุกสนาน แล้วเรา ทั้งหลาย ก็จะประสบความสำเร็จ ในหน้าที่ของมนุษย์ มีแต่ ความสงบสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต