Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 ตอนที่ ๙ — ๘๑. ธรรมะสำหรับข้าราชการพลเรือน

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.134 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ ได้รับคำขอร้อง ให้กล่าวปรารภ วันข้าราชการพลเรือน ; ดังนั้นในวันนี้ หัวข้อบรรยายจึงมีว่า ธรรมะสำหรับข้าราชการพลเรือน. อาตมาก็จะได้กล่าวไปตามความคิดเห็น ที่เห็นว่าจะ เป็นประโยชน์มากเท่าไร ถ้าแปลกไปบ้าง ก็ขออย่าได้มีความ ประหลาดใจ. ๑๒๘

น.135 ๑๒๙ ทุกคนเป็นข้าราชการพลเรือน. ข้อแรกที่จะปรารภก็คือว่า ใครคือข้าราชการ ? ข้อ นี้ก็เคยบรรยายมาบ้างแล้ว แต่ขอสรุปความอีกครั้งหนึ่งว่า ข้าราชการคือผู้ที่ทำงานของพระราชา. ใครคือพระราชา ? ปรากฏ ตามในบาลี พระสูตรหนึ่งว่า ผู้ที่ทำให้ประชาชน ร้องออกมาว่า พอใจ ๆ นั่นคือ พระราชา ดังนั้นข้าราชการทั้ง หลาย ก็คือผู้ที่จะต้องทำให้มนุษย์ร้องออกมาว่าพอใจ ๆ เช่น เดียวกัน. ใครคือข้าราชการพลเรือน ? ข้อนี้ขอสรุปความว่า ในยามศึกทุกคนเป็นทหารไม่โดยตรงก็โดยอ้อม, โดยอ้อมก็คือ ช่วยทหาร. . ในยามสงบ ทุกคนเป็นข้าราชการพลเรือน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ; โดยอ้อมคือแม้แต่ทหารก็ทำงาน อย่างพลเรือน, จึงกล่าวว่า ในยามสงบทุกคนเป็นข้าราชการ พลเรือน. ดังนั้นข้าราชการพลเรือนก็คือทุกคน, คนทุกคน ของประเทศชาติในยามสงบ มีหน้าที่ที่จะต้องทำอย่างใดอย่าง หนึ่ง โดยไม่มีการยกเว้น ; ถ้าใครละเลยก็เรียกว่าละ หน้าที่.

น.136 ๑๓๐ ธรรมะที่ต้องประพฤติคือหน้าที่. ทีนี้หน้าที่ หน้าที่ ที่จะต้องทำ นั่นแหละ คือ ธรรมะ, ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ, หน้าที่คือ ธรรมะที่ต้องประพฤติ. ดังนั้นการกล่าวถึงหน้าที่ข้าราช- การพลเรือน ก็คือการกล่าวถึงธรรมะสำหรับข้าราชการพล เรือนนั่นเอง. ทีนี้ก็ดูต่อไปว่า ธรรมะ ๆ คืออะไร ? ก็กล่าวแล้วว่า หน้าที่, หน้าที่นั่นแหละคือธรรมะ. อาตมาเข้าใจว่า คำว่า ธรรมหรือธรรมะนี้เป็นคำเก่าก่อนพุทธกาล, ก่อนพระ- พุทธเจ้าเกิดขึ้น มนุษย์ก็ได้ มีคำว่าธรรมะ ใช้พูดกันแล้ว ก็หมายถึงหน้าที่. มนุษย์คนแรกสังเกตเห็นว่ามีสิ่งที่เรียก ว่าหน้าที่ ก็เรียกชื่อสิ่งนั้นว่าธรรมะ. แม้คำว่าธรรมะในบัด นี้ จะเป็นสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา ก็ยังคือหน้าที่นั่นเอง ; เพราะ คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ก็คือเรื่องหน้าที่ : หน้าที่ทุกระดับ หน้าที่ทั้งทางโลก หน้าที่ทั้งทางธรรม, ปทานุกรมอินเดียธรรมดา ๆ แปลคำธรรมะว่าหน้าที่ หรือ duty ปทานุกรมไทยก็น่าจะมีคำแปลคำนี้รวมอยู่ด้วย.

น.137 ๑๓๑ ธรรมะคือหน้าที่นั้น มัน อยู่ที่หน้าที่ ; ธรรมะ ไม่ได้อยู่ที่วัด ไม่ได้อยู่ในป่า แต่อยู่ที่หน้าที่ ในโบสถ์แท้ ๆ อาจจะไม่มีธรรมะก็ได้ ถ้าไม่มีการทำหน้าที่ มีแต่พิธีรีตอง หรือสั่นเซียมซี, ในกลางทุ่งนาที่ชาวนากำลังไถนาอยู่โหวก ๆ นั่นแหละกลับจะมีธรรมะ คือธรรมะของชาวนา ในการทำ หน้าที่, แม้แต่ธรรมะของสัตว์ที่ทำหน้าที่ในการไถนา. ทีนี้ก็จะดูกันต่อไปว่า หน้าที่ ๆ นี้คืออะไรกันแน่ ? ในความหมายที่หนึ่ง หน้าที่ก็คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต ทุกชนิด ไม่ว่าชีวิตระดับไหน ล้วนแต่มีหน้าที่ ไม่ทำหน้าที่ ก็คือตาย. ความหมายที่สอง หน้าที่คือสิ่งที่จะทรงหรือ รักษาผู้ทำหน้าที่ไว้ให้รอด, หน้าที่เป็นคำที่มีความหมาย อย่างเดียวกับคำว่าธรรมะ, คำว่า ธรรมะ นี้แปลว่า ทรงไว้, ธ-ร ธาตุลงปัจจัยสำเร็จรูปเป็นธรรมะ มีบทวิเคราะห์ว่า ทรง ไว้ซึ่งผู้มีธรรมะ. ผู้ใดมีธรรม ธรรมะก็ทรงบุคคลผู้นั้น ไว้ ; โดยใจความก็คือ การช่วยให้รอดในทุกความหมาย. ถ้าเรารับผิดชอบในหน้าที่, หน้าที่ก็รับผิดชอบต่อเรา. ลอง พิจารณาใคร่ครวญดูว่า ถ้าเรารับผิดชอบในหน้าที่ของเรา ; หน้าที่ก็จะรับผิดชอบต่อเรา ในความรอดของเรา.

น.138 ๑๓๒ ทุกศาสนาสอนหน้าที่เพื่อความรอด. ทีนี้ก็จะดูกันต่อไปว่า รอด ๆ นี้ รอดจากอะไร ? ใน ขั้นต้นก็คือรอดชีวิต, ในขั้นปลาย ก็คือ รอดจากความ ทุกข์ทุกชนิด. การรอดชีวิตอยู่ด้วยความระทมทุกข์นั้นไม่ มีความหมายอะไร ไม่มีค่าอะไร ; แต่ต้องรอดชีวิตกันก่อน, รอดชีวิตอยู่ได้ แล้วก็รอดจากความทุกข์ทุกชนิดที่จะครอบงำ ชีวิต. จุดหมายของศาสนา ทุก ๆ ศาสนา ก็ คือความ รอด, และหมายถึงรอดทั้งสองชนิด รอดทั้งสองรอด : รอด ตาย เป็นความหมายอย่างโลก ๆ ของชาวบ้าน, รอดจาก ความทุกข์ เป็นความหมายชั้นเหนือโลกของชาววัด ; ทำ หน้าที่อย่างโลก ๆ ก็มีความรอดอย่างโลก ๆ, ทำหน้าที่อย่าง ชาววัด ก็รอดอย่างชาววัดมีอยู่เป็นสองรอดด้วยกันดังนี้. มนุษย์จะต้องรอดได้ทั้งสองรอด จึงจะสมกับคำว่า เป็นมนุษย์. ส่วนสัตว์เดรัจฉานหรือพืชพันธุ์ไม้ที่มีชีวิตนั้น รอดอย่างเดียวก็พอ, คือรอดตายก็พอ. แต่ มนุษย์ต้องรอด ทั้งสองรอด คือรอดจากความตายและรอดจากความทุกข์. นี่ก็น่าจะพิจารณาดูกันสักนิดหนึ่งว่า ใครโชคดีกว่าใคร ? ได้ เกิดเป็นมนุษย์นี้โชคดีเท่าไร ? เกิดเป็นมนุษย์ก็มีภาระเพิ่ม

น.139 ๑๓๓ ขึ้นในฐานะเป็นมนุษย์, เช่นต้องทำความรอดทั้งสองรอด. สัตว์เดรัจฉานมีหน้าที่ทำความรอดเพียงอย่างเดียว มันก็เลยมี เรื่องน้อย สบายมากกว่า ; นี่ใครมีบุญใครมีบาป มองดูกัน ให้ดี ๆ. ทีนี้ก็น่าสนใจเกี่ยวกับพืชพันธุ์ พฤกษา ชาติทั้งหลาย เห็นว่าน่าสรรเสริญ คือ พืชพฤกษาชาติทั้งหลายนี้ ขยัน กว่ามนุษย์, ขยันกว่ามนุษย์ คือ ทำงานหรือทำหน้าที่ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ; ตามที่เราทราบกันมาพอจะกล่าวได้ อย่างนั้น คือว่าต้นไม้นี้มีการคายออกซิเจนตลอดวัน, มีการ คายคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดคืน ก็แปลว่ามันต้องทำหน้าที่ ทั้งวันทั้งคืน ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง น่าสรรเสริญ. มนุษย์นี้ ดูจะไม่เป็นเช่นนั้น สัตว์ก็ยังซื่อตรงในหน้าที่ ทั้งเมื่อทำงาน และเมื่อพักผ่อน ; เมื่อทำงานเรียกว่าทำหน้าที่, เมื่อพัก ผ่อนก็เรียกว่าทำหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อพักผ่อน เพื่อได้มีเรี่ยว แรงมาทำงานอีกนั่นเอง. ดังนั้นการพักผ่อนก็ต้องสงเคราะห์ ไว้ในการทำหน้าที่ สัตว์มีความซื่อตรงในหน้าที่ ทั้งใน ขณะที่ทำงานและในขณะที่พักผ่อน. คนทำหน้าที่คดโกง เวลาทำงานก็ทำเอาเปรียบ ทำ อย่างเสียไม่ได้ ทำอย่างจำเป็นบังคับ ; ครั้นถึงเวลาพักผ่อน

น.140 ๑๓๔ ก็ไม่พักผ่อน ไปเที่ยวสำมเลเทเมา, ไปหาเหยื่อมาให้กิเลส หนักยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งไม่เป็นการพักผ่อน. คนเรายังทรยศ ขบถต่อหน้าที่ ถึงขนาดนี้ ; เมื่อถึงเวลาทำหน้าที่โดยตรง ก็โลเลหลีกเลี่ยงบิดพลิ้ว ทำแต่น้อยเท่าที่จะบิดพลิ้วได้, ครั้น ถึงเวลาพักผ่อน ก็เอาไปสร้างเหยื่อให้กิเลส ซึ่งไม่เป็นการ พักผ่อนเลย. ดู ๆ แล้วก็จะต้องรู้สึกว่า มีอะไรอยู่มาก ถ้า เปรียบเทียบกับสัตว์ หรือเปรียบเทียบกับพืช พืชทำงาน ๒๔ ชั่วโมง. สัตว์ทำงานซื่อตรงทั้งเวลาหน้าที่และเวลาพัก ผ่อน ถึงเวลานอนก็นอนพักอย่างจริงจัง ; ไม่เหมือนคน เอาเวลานอนพักไปทำอย่างอื่นเสีย ซึ่งไม่เป็นการพักผ่อน จำเป็นจริงๆ จึงจะนอนได้ ชั่วเวลาที่จำเป็น ทุกชีวิตต้องทำหน้าที่เพื่อความรอด. ทีนี้ก็จะดูต่อไป ในข้อที่ว่า ชีวิตทุกชนิดทุกระดับ มีปัญหาตรงเป็นอย่างเดียวกัน คือการทำหน้าที่เพื่อความรอด ของตน : ต้นไม้ก็ต้องทำหน้าที่เพื่อความรอดของตน สัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องทำหน้าที่เพื่อความรอดของตน, มนุษย์ก็ต้องทำหน้าที่เพื่อความรอดของตน. การทำ

น.141 ๑๓๕ หน้าที่ ของตนอย่างนี้ ถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็ คือการ ประพฤติธรรมะ นั่นเอง, ประพฤติตามฐานะของตน : ต้น ไม้ประพฤติธรรมะของต้นไม้, สัตว์ประพฤติธรรมะของสัตว์, คนประพฤติธรรมะของคน. ดังนั้น ธรรมะจึงต้องเป็นคู่ กันกับชีวิตเสมอไป, ธรรมะนั่นแหละคือคู่ชีวิต ; ลองไม่ มีธรรมะเป็นคู่ชีวิตคือไม่ทำหน้าที่ มันก็ต้องตาย. คู่ชีวิต อย่างอื่นไม่มีความหมายสำคัญเหมือนกับธรรมะซึ่งเป็นคู่ชีวิต, เป็นคู่ชีวิตของคนแต่ละคน. เมื่อ หลายคนรวมกันเป็นชาติ ธรรมะก็เป็นคู่ ชีวิตของชาติ, ชาติจึงเป็นสิ่งที่จะต้องมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต, ชาตินี้ต้องรอดและอยู่เหนือปัญหา คือว่าไม่สูญชาติ ไม่เป็น ข้าเขา ; แล้วก็อยู่เหนือปัญหาทุก ๆ ชนิดของชาติ ที่จะรอด และอยู่เหนือปัญหาทุกชนิดได้นี้ มันอยู่ที่ว่า ทุกคนต้องทำ หน้าที่ ; ถ้าทุกคนทำหน้าที่ ชาติก็จะรอด และจะอยู่ เหนือปัญหาทั้งปวง : ปัญหาเศรษฐกิจก็ดี ปัญหาสังคมก็ดี ปัญหาการเมืองก็ดี ปัญหาอะไรสารพัดอย่าง มันรอดได้ เมื่อทุกคนทำหน้าที่. ทุกคนทำหน้าที่อย่างจริงจัง คือรับ ผิดชอบในหน้าที่ และบูชาในหน้าที่ ในฐานะที่หน้าที่นั้นคือ

น.142 ๑๓๖ ธรรมะหรือธรรมพระธรรม, หน้าที่คือพระธรรม จะต้อง พยายามรับผิดชอบ คือไม่บกพร่องในหน้าที่ แม้แต่ ประการใดเลย, แล้วก็ทำอย่างบูชาคือในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด เหนือสิ่งใด. ธรรมะนี้เป็นสิ่งสูงสุดเหนือสิ่งใด แม้แต่พระ พุทธองค์ก็ทรงบูชาหรือเคารพธรรมะ, ทำอย่างรับผิดชอบ และบูชาธรรมะแล้ว ก็จะเกิดความรอดทุก ๆ ประการ, หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่อย่างนี้ หน้าที่คือพระเจ้า. ทีนี้ก็ดูต่อไปถึงข้อที่ว่า หน้าที่นั่นแหละคือพระ- เจ้า, พระเป็นเจ้า, พระเจ้าคือสิ่งที่ทุกคนจะต้องบูชา ต้อง เชื่อฟังอย่างสูงสุด ; แล้วพระเจ้าก็จะช่วยอย่างแท้จริง ไม่ มีอะไรจะช่วยคนได้เท่ากับหน้าที่. นี่ไม่ใช่จะลบหลู่พระเจ้า แต่ให้รู้ว่าพระเจ้านั่นแหละคือหน้าที่, หน้าที่นั่นแหละคือ พระเจ้า ; ต้องบูชา คือเอาใจใส่อย่างยิ่ง ต้องเชื่อฟัง จะ ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด อย่างสูงสุด, แล้วพระเจ้าก็จะช่วย จริง ๆ เหมือนกัน.

น.143 ๑๓๗ ใครลองนับถือพระเจ้าโดยไม่ทำหน้าที่ดูที, ใครลอง นับถือพระเจ้าโดยไม่ทำหน้าที่ดูที, ผลอะไรจะเกิดขึ้น ; มัน ก็มีความหมายเท่ากับไม่มีพระเจ้า. คนที่ไม่ทำหน้าที่ของตน ก็คือคนที่ไม่มีพระเจ้า, พระเจ้าต้องการให้เราทำหน้าที่. พระเจ้าจะเป็นอย่างไรยังไม่วินิจฉัยในที่นี้ ; แต่จะกล่าวว่า พระ เจ้า ที่เป็นบุคคลก็ดี มิใช่บุคคลก็ดี ล้วนแต่ต้องการให้เรา ทำหน้าที่, ให้บูชาท่านด้วยการทำหน้าที่. พระเจ้าไม่ ช่วยคนที่ไม่ทำหน้าที่, มัวแต่อ้อนวอน มัวแต่อ้อนวอน ไม่ทำหน้าที่ พระเจ้าไม่ช่วยคนชนิดนี้. ถ้าว่าทำหน้าที่ของ ตนโดยไม่บกพร่องแล้ว พระเจ้าก็จะช่วยโดยไม่ต้องอ้อนวอน. คนที่ชอบอ้อนวอนขอร้องบนบานกันนักนั้น ช่วย พิจารณาในข้อนี้ให้ดีๆ ; พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ทำหน้าที่, แล้วมัวแต่นั่งอ้อนวอนบนบาน หรือติดสินบนพระเจ้า อย่าง กับพระเจ้าเป็นคนกินสินบน ขี้รับสินบน ; ไม่ทำหน้าที่ อะไรเอาแต่อ้อนวอน ก็ยังได้รับประโยชน์ตามที่ตัวต้องการ พระเจ้าเช่นนี้จะมีได้อย่างไร ? ก็ไปลองคิดดูเถิด, อาตมายัง ยืนยันว่า ถ้าทำหน้าที่แล้ว พระเจ้าหน้าที่ หรือ พระเจ้า ที่แท้จริง นั่นแหละ จะช่วยโดยไม่ต้องอ้อนวอน.

น.144 ๑๓๘ ทุกหน้าที่มีเกียรติเสมอกัน. ทีนี้ขอให้พิจารณากันต่อไปอีกว่า หน้าที่ หน้าที่ หน้าที่นี้ ให้ถือว่า เป็นสิ่งที่มีเกียรติเสมอกัน นับ ตั้งแต่หน้าที่ของพวกเทวดา ลงไปจนถึงคนขอทาน สัตว์ เดรัจฉาน : เทวดามีหน้าที่อย่างเทวดา, ราชามหากษัตริย์มี หน้าที่อย่างราชามหากษัตริย์, ข้าราชการมีหน้าที่อย่างข้าราช- การ, ประชาชนพลเมืองชาวไร่ชาวนา มีหน้าที่อย่างประ- ชาชนพลเมือง, กรรมกรทั้งหลายก็มีหน้าที่อย่างกรรมกร, กระทั่งลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน ก็มีหน้าที่อย่างสัตว์เดรัจฉาน, เป็นต้นไม้ก็มีหน้าที่อย่างต้นไม้ การกระทำหน้าที่ของคนจำพวกใด ชนิดใด เรียก ว่าธรรมะของคนชนิดนั้น : เทวดาทำหน้าที่ของเทวดา ก็เป็นธรรมะของเทวดา, พระราชามหากษัตริย์ทำหน้าที่ ก็ เป็นธรรมะของพระราชามหากษัตริย์, ข้าราชการทำหน้าที่ ก็เป็นธรรมะของข้าราชการ, ชาวไร่ชาวนาไถนาอยู่ ก็มีธรรมะ ของชาวนาชาวสวนชาวไร่, กระทั่งคนค้าขายก็มีธรรมะของ คนค้าขาย, กรรมกรทั้งหลายที่จะล้างถนน กวาดถนน ล้างท่อ สกปรกอยู่ แจวเรือจ้างอยู่ ก็มีธรรมะของกรรมกร, แม้แต่

น.145 ๑๓๙ ขอทานนั่งขอทานอยู่ ก็มีธรรมะของคนขอทาน. ธรรมะจะ ช่วยทั้งนั้น ถ้าขอทานประพฤติธรรมะของคนขอทานอย่างถูก ต้อง ไม่เท่าไรก็จะพ้นจากความเป็นคนขอทาน จะรอดตัวไป ได้ ; ธรรมะช่วยได้อย่างนี้. สัตว์เดรัจฉาน และ ต้นไม้ ไม่ต้องพูด ใคร ๆ ก็เห็นอยู่ว่า ถ้าไม่ทำหน้าที่ ตามที่ธรรม ชาติกำหนดไว้ มัน ก็ต้องตาย ทั้งนั้น. นี่เรียกว่ามีธรรมะเสมอกัน, ธรรมะคำเดียวกัน ต้องให้เกียรติยศยกย่องว่า เป็นคนหรือเป็นสิ่งที่มีธรรมะ เสมอกัน จะช่วยให้รอดจากปัญหา ของตนได้ทุก ๆ ปัญหา ; ทั้งหมดนี้ต้องทำให้ถูกต้องตามชั้นเชิงของตน. เช่นว่า เป็น ทารกก็ธรรมะของทารก, เด็กโตก็ธรรมะอย่างเด็กโต, เด็ก วัยรุ่นก็ธรรมะของเด็กวัยรุ่น, หนุ่มสาวก็ธรรมะของหนุ่มสาว, พ่อบ้านแม่เรือนก็ธรรมะของพ่อบ้านแม่เรือน, คนแก่คนเฒ่า คนชราก็ธรรมะของคนแก่คนเฒ่า, แม้คนจะเข้าโลงก็เป็น ธรรมะของคนที่จะเข้าโลง, จะเว้นเสียไม่ได้ ทุกคนจะต้อง ประพฤติกระทำให้ถูก ให้ต้อง ให้ตรง และให้มากพอ คือ สมบูรณ์.

น.146 ๑๔๐ ทำหน้าที่ นั่นคือปฏิบัติธรรม. ทีนี้ก็จะดูต่อไป ในแง่ที่ควรเข้าใจอย่างยิ่งว่า เมื่อ ทำหน้าที่นั้นคือการประพฤติธรรมะ ; ดังนั้น เมื่อทำ หน้าที่ ก็ขอ ให้มีสติ รู้สึกระลึกในหน้าที่ แล้วก็ พอใจ ใน การทำหน้าที่ แล้วก็ เป็นสุข จากการทำหน้าที่นั้นเอง, นี้ เป็นสุขที่แท้จริง. สุขเกิดจากความพอใจในการได้ทำหน้าที่ นี้เป็นสุขแท้จริง ; สุขแท้จริงคือไม่ต้องใช้เงิน ความ เพลิดเพลินอันหลอกลวงที่บูชากันนักนั้น, ไม่ใช่ความ สุข เป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ; ใครไปบูชาเข้า ไปทำเข้า คนนั้นจะต้องคอร์รัปชั่น, จะต้องทำคอร์รัปชั่น เพราะมันไปบูชาความเพลิดเพลินอันหลอกลวง. ขอให้มีสติ พอใจในการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ของตน ๆ อยู่ ทุกชนิดของหน้าที่ ทุกวินาทีที่ทำหน้าที่ ทุกกระเบียดนิ้วที่ทำหน้าที่ ทุกอิริยาบถที่ทำหน้าที่, ให้มี ความถูกต้องตลอดเวลา ทั้งเวลาตื่นอยู่และเวลาหลับ. เวลา หลับทำหน้าที่อะไร ? เวลาหลับก็ทำหน้าที่พักผ่อน สะสม กำลังงานสำหรับจะทำหน้าที่ในวันรุ่งขึ้น, จะทำหน้าที่ให้ถูก ต้องทั้งเวลาหลับและเวลาตื่น, จะต้องตื่นมาอย่างถูกต้อง

น.147 ๑๔๑ ล้างหน้าล้างตาด้วยความรู้สึกที่พอใจและว่าถูกต้อง คือล้างด้วย สติสัมปชัญญะ. คนล้างหน้าลวก ๆ เพราะจิตใจมันเลื่อนลอย ไปอยู่ที่อื่น ; อย่างนี้ไม่มีทางที่จะพอใจในการล้างหน้า การ กินอาหาร การแต่งตัวไปทำงาน การขึ้นรถไปทำงานอะไร ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกวินาที. ต้องมีสติสัมปชัญญะทำ อย่างถูกต้องและพอใจ : ทำหน้าที่ก็พอใจ พักผ่อนก็พอใจ, พอค่ำลงจะนอน ก่อนจะนอนก็คิดบัญชีดูที โอ้, มีแต่ความ ถูกต้อง ก็ยกมือไหว้ตัวเอง, ยกมือไหว้ตัวเอง. ยกมือไหว้ตัวเองนั่นแหละคือสวรรค์, สวรรค์ แท้จริง สวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ สวรรค์แท้จริง. สวรรค์ ต่อตายแล้วหรือสวรรค์อื่น ๆ นั่น มันขึ้นอยู่กับสวรรค์นี้ ; สวรรค์ที่นี่ สวรรค์แท้จริงที่นี่. สวรรค์แท้จริงไม่ต้อง จ่ายเงิน, สวรรค์เทียมต้องใช้เงินมาก ; ข้อนี้ไม่อยาก จะพูดแล้ว สวรรค์เทียมใช้เงินมาก ใช้เงินมากเพื่อซื้อสวรรค์ นั้นเป็นสวรรค์เทียมทั้งนั้น. สวรรค์ที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน เราสร้างสวรรค์ได้ด้วยการทำหน้าที่, บรรลุนิพพานได้ด้วย การทำหน้าที่, ได้สวรรค์ด้วยการทำหน้าที่, ได้นิพพานด้วย การทำหน้าที่.

น.148 ๑๔๒ ปัญหาจะหมดไปทุกปัญหา เพราะบูชาหน้าที่ ของทุกคน ซึ่งล้วนแต่เป็นข้าราชการพลเรือน ยามสงบทุก คนเป็นพลเรือน, ในยามศึกทุกคนเป็นทหาร, ในยามสงบทุก คนเป็นพลเรือนก็มีหน้าที่อย่างพลเรือน, ยามศึกทุกคนเป็น ทหารไม่โดยตรงก็โดยอ้อม แม้แต่ผู้ช่วยทหาร หนุนหลัง ทหาร ก็ยังชื่อว่าทหารอยู่นั่นแหละ. ขอให้ยึดถือเป็นหลัก สักหน่อยว่า ยามสงบทุกคนเป็นพลเรือน, พลเรือนทุกคน ทำหน้าที่ของตนโดยไม่บกพร่องก็หมดปัญหา. ประเทศชาติ ของตนก็จะหมดปัญหา. ข้าราชการนี้เป็นกันทุกคน, คนทุกคนเป็น ข้าราชการของประเทศชาตของรัฐ เพราะมีหน้าที่ที่จะ ต้องทำเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติหรือแก่รัฐ, ถือว่าเป็น ข้าราชการกันทุกคน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม แล้วก็ไม่ ต้องลบหลู่ดูหมิ่นดูถูกแบ่งชั้นวรรณะอะไรกัน. ทุกคนเป็น ข้าราชการของประเทศชาติด้วยกันทุกคน, ทุกคนเป็น ข้าราชการพลเรือนของประเทศชาติด้วยกันทุกคน. อย่าได้ เหยียดหยามแบ่งชั้นวรรณะ ดูหมิ่นดูถูก พูดจาไม่น่า ฟัง อย่างที่เป็นอยู่ทั่วไป.

น.149 ๑๔๓ ทุกคนเป็นข้าราชการพลเรือนในยามสงบ, ในยาม ศึกทุกคนก็เป็นทหารและทำหน้าที่อย่างทหาร ไม่ให้มีการ กระทำที่บกพร่อง แม้แต่ประการใด ๆ พร้อมอยู่เสมอที่จะ ทำหน้าที่. เมื่อรวมกันเป็นชาติ ชาติก็รอดได้ไม่สูญ ชาติ และเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป, มีหน้าที่ที่จะต้องทำ เพื่อ ส่วนตน อันเป็นส่วนบุคคล, แล้วก็มี หน้าที่ที่จะต้องทำ เพื่อชาติ เพื่อความรอดแห่งชาติ ด้วยการเป็นข้าราชการ พลเรือน ด้วยกันทุกคน. หวังว่าท่านทั้งหลายจักไม่บกพร่องในหน้าที่ของตน โดยเฉพาะในการเป็นข้าราชการพลเรือน, แล้วประสบความ สุขสวัสดี ทั้งในหน้าที่การงานและการเป็นอยู่ โดยประการ ทั้งปวง, มีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต