น.118 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในครั้งที่แล้วมา อาตมาบรรยายปาฐกถาธรรม โดย หัวข้อว่า ปี เดือน คืน วันที่ไม่กัดเจ้าของ. ส่วน ในครั้งนี้ ว่า ถ้ากิเลสไม่ยึดครอง จิตมีความถูกต้องอยู่ในตัวมัน เอง. นี่เป็นปรมัตถธรรม ที่เราจะต้องทราบ เพื่อความ สะดวกหรือความง่าย ในการที่จะปฏิบัติศีลธรรม. ถ้าเรา เพียงแต่ ระวังไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น จิตนี้ก็จะคิดไปแต่ใน ๑๑๒
น.119 ๑๑๓ ทางที่ถูกต้อง เป็นเหตุให้พูดให้ทำไปได้ ในทางที่ถูกต้อง โดยตัวมันเอง. ธรรมชาติจิตเป็นประภัสสร เศร้าหมองเพราะกิเลส. มาดูกันถึงธรรมชาติของจิตก่อน จิตล้วน ๆ เป็น ฝ่ายนามธรรม ชนิดหนึ่ง ยังไม่มีกิเลส เรียกว่า เป็นธรรม- ชาติประภัสสร แต่มันยังให้โอกาสแก่การเกิดกิเลส ; ดัง นั้นจิตจึง เศร้าหมองทุกคราวที่กิเลสเกิดขึ้น ; เหมือน แขกจรมา ทำให้บ้านนั้นยุ่งยาก. การฝึกจิต เพื่อไม่ให้จิต เกิดกิเลสได้อีกต่อไป นี้ เรียกว่าจิตตภาวนา เป็นสิ่งที่ ทุก คนจะต้องกระทำ เพื่อประโยชน์แก่ความผาสุกของตนเอง. ทีนี้มาดูกันว่า จิตเกิดกิเลสได้อย่างไร จิตตาม ธรรมชาติที่เป็นประภัสสรนั้น เมื่อมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ และ ปราศจากวิชชา ความรู้ หรือ สติสัมปชัญญะ ก็เป็นโอกาสให้อวิชชาเข้าไปผสมโรง ในขณะแห่งผัสสะ นั้นเอง. การปรุงแต่งไปตามอำนาจ ของอวิชชาก็มีขึ้นมา คือ การสัมผัสนั้น ก็เป็นการสัมผัสโดย
น.120 ๑๑๔ อวิชชา, มือวิชชาเข้าไปปรุงแต่ง มันก็เป็นผัสสะอวิชชา ก็ให้เกิดเวทนาชนิดที่ควบคุมอยู่ด้วยอวิชชา, เป็นเวทนา ชนิดที่ให้เกิดความยินดียินร้ายแก่จิต ในขณะที่ปรุงแต่งอยู่ด้วย อวิชชา. ดังนั้น กิเลสก็เกิดขึ้น เพราะความยินดียินร้าย นั้นเอง ; เกิดกิเลส ประเภท โลภะหรือราคะเพราะความ ยินดี, เกิดกิเลส ประเภท โทสะ หรือ โกธะเพราะความยิน ร้าย, เกิดกิเลส ประเภท โมหะเพราะว่าไม่รู้ว่าจะยินดียิน ร้ายอย่างไร ; เวทนาก็ยังจับจิตอยู่ ได้แต่ มีความคิดวิตก กังวลมัวเมา ไปตามธรรมชาติของมัน. ลักษณะจิตที่ไม่เกิดกิเลส. ทีนี้ก็จะดูกันต่อไป ถึง จิตที่ไม่เกิดกิเลส ไม่อาจจะ เกิดกิเลส, แล้วก็ไม่เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูหรือ ของกู ; ข้อ นี้เป็นไป เมื่อผัสสะนั้น ๆ มีสติสัมปชัญญะเข้ามาเกี่ยวข้อง เข้ามาคุ้มครอง เข้ามาจัดการ มีสติสัมปชัญญะเข้ามาเกี่ยวข้อง คุ้มครองหรือจัดการ, ปราศจากอวิชชาโดยประการทั้งปวง. เมื่อผัสสะปราศจากอวิชชา มันก็ปรุงแต่งเวทนาชนิดที่ไม่ ประกอบไปด้วยอวิชชา, หรือ ไม่เป็นเหยื่อแก่ตัณหาและ
น.121 ๑๑๕ อุปาทาน คือสติและสัมปชัญญะนั้น ทำให้เฉยได้หรือ ปรกติอยู่ได้ จากอำนาจของอารมณ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง. ผัสสะมีอิสระ เรียกว่ามีอิสระ เพราะวิชชาหรือปัญญา เข้าไปเกี่ยวข้อง, ไม่เกิดเวทนา หลอกให้ ยินดี หรือ ยินร้าย เมื่อไม่มีเวทนาให้เป็นเหตุให้ยินดีหรือยินร้าย ก็ไม่มีตัณหา เกิดขึ้นจากเวทนานั้น, ไม่มีตัณหา ก็ไม่มีอุปาทาน, ไม่มี อุปาทานก็ไม่เกิดความทุกข์ คือไม่ได้ปรุงแต่งความรู้สึกที่ เป็นตัวตน - ของตน หรือเป็นตัวกู - ของกูขึ้นมา. ความอยากเกิดจากความยินดี - ยินร้าย. ข้อนี้แหละเป็นความลับในเรื่องอนัตตา ที่เรา ทั้งหลายควรจะได้ทราบไว้ ว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวตนหรือของ ตนนั้น เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น, ไม่ได้มีตัวตนอัน แท้จริงอย่างไร ; แม้จะเดือดจัดเป็นตัวกูเป็นของกู มันก็ เพียงความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนอะไร. ความลับมันเป็น ของธรรมชาติ ; ถ้า เมื่อใดจิตเกิดความรู้สึกอยากด้วย อวิชชา มีความอยากด้วยอำนาจของอวิชชาแล้ว, ความอยาก
น.122 ๑๑๖ อันนั้นหรือที่เรียกว่า ตัณหา นั่นแหละ จะปรุงให้เกิดความ รู้สึกมีตัวผู้อยาก. นี่มันฟังดูแล้วก็แปลก ว่าความอยากมีก่อน เกิดก่อน แล้วตัวผู้อยากเกิดทีหลัง นั่นน่ะคือความเป็นมายา เป็นของ ลม ๆ แล้ง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า ตัวกูหรือตัวตน. นี้เป็น ความลับของเรื่องอนัตตา ที่ว่าไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตน, ความ รู้สึกว่าตัวตนหรือของตนมันเพิ่งเกิด, มันเพิ่ง เกิดต่อเมื่อ ความอยากเป็นไปอย่างแรงกล้า, มันเป็นความคิดปรุงแต่ง ของจิตที่ปรุงแต่งออกมาจากตัณหา. นี่ดูความไม่มีตัวตนของธรรมชาติ แต่มันก็ปรุงแต่ง ให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตน ; เมื่อ มีความรู้สึกว่ามีตัวตน นั่นแหละมันเกิดเรื่อง คือมัน จะต้องเป็นทุกข์นานาประการ เพราะความหนักแห่งตัวตน, และมัน จะเป็นเหตุให้กระทำ สิ่งที่ไม่ควรทำ อีกนานาประการ, เป็นเหตุให้เป็นทุกข์ทั้ง ตนเองและทั้งผู้อื่น. ดูให้ดีว่า ผลิตผลของความอยาก ก็คือความรู้สึกว่ามีตัวกูผู้อยาก ; ถ้าไม่มีความอยากเป็นไป ในจิตแล้ว ความรู้สึกว่าตัวกูตัวตนผู้อยากผู้ต้องการนี่มันก็
น.123 ๑๗ ไม่มี. เมื่อไม่มีความรู้สึกเป็นตัวตนตัวกูผู้อยากแล้ว มัน ก็ไม่หนักอกหนักใจอะไร. ความยินดียินร้ายทำให้เกิดความอยาก : ยินดี ก็อยากไปอย่างหนึ่ง, ยินร้ายก็อยากไปอย่างหนึ่ง. ความอยาก เป็นไปอย่างแรงกล้าแล้ว ก็ปรุงแต่งให้มีความคิดเป็นตัวผู้ อยาก, ตัวผู้อยากเกิดมาจากความอยาก, ความอยากเกิดมา จากความน่ายินดีน่ายินร้ายของจิต ที่ประกอบด้วยอวิชชา. เมื่อเกิดตัวตนขึ้นมาแล้ว มันก็เป็นทุกข์อย่างไม่มีทางที่ จะหลีกเลี่ยงได้, มัน เป็นเหมือนการหิ้วของหนัก. ท่าน ทั้งหลายลองเทียบเคียงดูเองว่า ของหนักพอหยิบขึ้นมาหิ้ว เท่านั้นมันก็หนัก, ถ้าวางเสียมันก็ไม่หนัก, ถ้าเอามาหิ้วไว้ มันก็หนัก, จึงเกิดมีหลักธรรมะตายตัวขึ้นมาว่า เป็นทุกข์ เพราะยึดมั่น, ถ้าไม่ยึดมั่นก็ไม่เป็นทุกข์. คนเราจะทำ อะไรก็ได้ทุกอย่าง, ถ้าไม่ยึดมั่นในตัวผู้กระทำหรือผลของการ กระทำ มันก็ไม่เป็นทุกข์, พอยึดมั่น เท่านั้นมันก็ จะเป็น ทุกข์.
น.124 ๑๑๘ ความทุกข์เกิดจากยึดมั่นถือมั่น. นี่ ความทุกข์เกิดมาจากความยึดมั่นว่าตัวตน ; ความยึดมั่นว่า ตัวตนเกิดมาจากตัณหา. ตัณหาก็มีอวิชชา เป็นตัวปรุงแต่งในเบื้องต้น ; แต่เรากล่าวเป็นหลักสั้น ๆ ตรง ๆ ว่า ความทุกข์เกิดมาจากตัณหา. แต่โดยรายละเอียด นั้น ความทุกข์มันเกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น, ความยึดมั่น ถือมั่นมันเกิดมาจากตัณหา, ตัณหามันมีมูลมาจากอวิชชา. ถ้ากล่าวอย่าง รวบยอด ที่สุดก็พูดว่า ความทุกข์มาจาก อวิชชา ; ถ้ากล่าว เฉพาะที่จะเห็นได้ง่าย ๆ ก็ว่า ความ ทุกข์มาจากตัณหา, และ ตั ณหาทำให้เกิดความยึดมั่นถือ มั่น ซึ่งเป็นความทุกข์อยู่ในตัวมันเอง. มีพระบาลีว่า ภาราทานํ ทุกข์ โลเก - การถือของ หนักเป็นความทุกข์ในโลก, ภารนิกเขปนํ สุข - การวางของ หนักลงเสีย เป็นความสุข. ดังนั้น ทุกคน ควรจะมีชีวิต ชนิดที่ไม่ยึดของหนัก ไม่แบกของหนัก ไม่หิ้วของหนัก ไม่หาบของหนัก ซึ่งเรียกว่าอุปธิ, มีการถือแบกของ หนักแล้วก็ย่อมจะเป็นทุกข์. แต่ว่ามีสติปัญญาสำหรับจะ ทำอะไรไปได้ ตามที่ควรจะทำ โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น.
น.125 ๑๑๙ คนธรรมดามักจะเข้าใจไปว่า ต้องมีความอยากอย่าง แรง ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่จะกระทำอย่างแรงมัน จึงจะทำไปได้, ถูกแล้ว ทำอย่างแรงอย่างนั้นมันเป็นอย่าง แรงของกิเลส แล้วมันก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์. แต่ ถ้า เราจะมีสติ สัมปชัญญะมีปัญญา ไม่ให้เกิดความ ยึดมั่น แล้วก็ทำสิ่งทุกสิ่งที่จะต้องทำไปด้วยอำนาจของ สติสัมปชัญญะและปัญญา มันเป็นการกระทำที่แรงกว่า ดีกว่า ได้ผลกว่า แล้วไม่เป็นทุกข์เลย. ขอให้มีความ เข้าใจในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ ที่จะยึดถือเป็นหลักสำหรับ ปฏิบัติ, ไม่ใช่ยึดถือเอาเป็นตัวตน, แต่ยึดถือเป็นหลัก สำหรับปฏิบัติ อย่าให้ผิดพลาดได้ จิตประภัสสรได้เพราะไม่มีกิเลสยึดครอง. ที่นี้จะดูต่อไป ถึงความที่จิตนี้มันมีธรรมชาติเป็น ความถูกต้อง มีความถูกต้องอยู่ในตัวมันเอง ถ้าไม่มีกิเลส เข้ามายึดครอง, ถ้าไม่มีกิเลสเกิดขึ้น จิตก็เป็นประภัสสร คือ ผ่องใสอยู่ตามธรรมชาติ. จิตประภัสสรนี้ไม่ยินดีไม่ยิน ร้ายอะไร, มันก็ไม่เกิดความอยาก ไม่เกิดตัณหาอุปาทาน
น.126 ๑๒๐ อะไร. จิตประภัสสรเพราะไม่มีอะไรเข้าไปปรุงแต่ง, ไม่เกิด การปรุงแต่งในจิตประภัสสรได้, ดังนั้นจิตประภัสสรจึงไม่มี การปรุงแต่งที่เป็นความเห็นแก่ตน, ไม่อาจจะเกิดความเห็น แก่ตัวตนหรือตัวกูในจิตประภัสสร จึงไม่มีการคิดปรุงแต่ง ที่จะทำร้ายหรือประทุษร้ายผู้อื่น. เมื่อจิตเป็นประภัสสรก็ สามารถทำอะไรได้ ด้วยความไม่เห็นแก่ตน, ไม่ทำอันตรายผู้ อื่น จึงไม่เกิดวิกฤตการณ์ใด ๆ แก่ทุกฝ่าย, เป็นอยู่ได้ด้วย ความสงบ. จิตประภัสสร นั้น เป็นของที่ยังไม่ตายตัวสำหรับ คนทั่วไป เป็นเหตุให้กิเลสเกิดได้, เป็นโอกาสให้กิเลสเกิด ได้. ถ้าได้รับการฝึกฝน ด้วยจิตตภาวนา จนเป็นจิต ประภัสสรตายตัว คือ เป็นจิตของพระอรหันต์แล้ว จิต นั้นก็ไม่อาจจะเกิดกิเลส, ไม่อาจจะเป็นที่ตั้งแห่งการเกิด กิเลส, ไม่มีโอกาสแก่การเกิดกิเลสได้อีกต่อไป, อย่างนี้เป็น ประภัสสรถาวร. ประภัสสรตามธรรมชาติตามธรรมดานั้น มันยังเป็นโอกาสให้เกิดกิเลส เหมือนกับยังอ่อนอยู่, ต้อง ฝึกฝนโดยวิธีที่ถูกต้อง ทุกอย่างทุกประการ ให้เป็น ประภัสสรอยู่ได้โดยเด็ดขาด. อะไร ๆ จะเข้ามาเกี่ยว
น.127 ๑๒๑ ข้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่อาจจะเกิดการปรุงแต่ง ขึ้นมาจนเปลี่ยนแปลงสภาพประภัสสร, จิตประภัสสรอยู่ด้วย ความถูกต้องเพราะไม่มีกิเลสยึดครอง ดังนี้. ทีนี้ก็จะดูปัญหาใหญ่ในโลกนี้ เมื่อเกิดกิเลสแล้ว มันก็มีการกระทำที่ไร้ศีลธรรม, ไม่มีศีลธรรมมันก็เบียด เบียนซึ่งกันและกัน. ความไร้ศีลธรรมนั้น พูดว่าแต่ก่อนก็ได้ เป็นเพียงความประพฤติผิดในระดับบุคคลต่อบุคคล มีการกระ ทำผิดในระดับบุคคลต่อบุคคล, เดี๋ยวนี้ความไร้ศีลธรรม นั้น มันสูงขึ้นมาจนเป็นระดับโลก, มีความไร้ศีลธรรม ในระดับโลก เป็นความเกเรระหว่างชาติ ก็เบียดเบียนกัน, มุ่งหมายจะเบียดเบียนกัน, พยายามจะเบียดเบียนกัน อย่าง ไม่มีที่สิ้นสุด, เพราะความเห็นแก่ตนคือกิเลสที่เกิดขึ้น, ความ เห็นแก่ตนนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำลายโลกทั้งโลกได้. เดี๋ยวนี้ โลกมันแคบนิดเดียว เพราะความเจริญในทางคมนาคมและ อื่น ๆ ถึงกันหมด, อะไรเกิดขึ้นก็เป็นไปได้ทั่วโลก เนื่อง กันทั่วโลกมีปฏิกิริยาไปทั่วโลก, มันเกิดขึ้นมาจากความเห็น แก่ตน.
น.128 ๑๒๒ พุทธศาสนาสอนให้อยู่เหนือดีเหนือชั่ว. ทุกศาสนามุ่งหมายจะทำลายความเห็นแก่ตนดูให้ดี ๆ ระวังสิ่งที่เรียกว่าความดี ชนิดที่ทำให้เห็นแก่ตน. ความ ดี ความดีนั่นแหละ ถ้าเป็นชนิดที่ทำให้เห็นแก่ตนแล้ว เป็น ความร้าย เป็นเสนียดแก่จิตใจ เป็นเสนียดแก่ชีวิต เป็น เสนียดแก่สังคม. ระวังให้ดี, ระวังให้ดี การที่พูดว่า ทุก ศาสนาสอนให้ทำความดีเหมือนกันหมดนั้น เป็นความ ไม่ยุติธรรมต่อพุทธศาสนาอย่างยิ่ง. พุทธศาสนาสอน ให้อยู่เหนืออำนาจของความดี, ไม่ยึดมั่นในความดี ซึ่งไป ยึดมั่นเข้าแล้ว มันก็เกิดเป็นความทุกข์. ทุกศาสนาสอนให้ ทำความดี นี้ก็จริง แต่พุทธศาสนายังสอนเลยขึ้นไป ถึงการ อยู่เหนืออำนาจของความดี ไม่หลงดี ไม่บ้าดี ไม่เมาดี. นี่ ถ้ามาพูดเพียงว่า สอนให้ทำความดีแก่พุทธศาสนาแล้ว เป็น ความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง. การที่จมอยู่ในความดีนั้น ไม่ใช่ความถูกต้อง จม อยู่ในความดี หมายความว่ายึดมั่นหมายมั่นในความดี, มีความทุกข์เป็นเหตุให้ฆ่าตัวตาย เพราะปัญหาเกี่ยวกับความ
น.129 ๑๒๓ ดีนี้กันมามากมายแล้ว. ดูเอาเองเถิด, คนจะยังเป็นทุกข์ เพราะว่ายังแบกความดี ยังยึดความดี ยังไม่ใช่ความว่าง ; จิตยังไม่ว่าง จิตยังยึดแบกความดี มัวเมาในความดี หมายมั่น ในความดี ฉะนั้น จึงมีความทุกข์. กล่าวโดยสรุปแล้ว ทั้งชั่วและทั้งดี นี้ยึดถือไม่ ได้ ; ถ้ายึดถือแล้วมันก็จะกัดเอา. ความชั่วนี้ก็กัดแรง ๆ เห็นกันอยู่ ; แต่ความดีนั้นมันกัดอย่างแนบเนียน กัดอย่าง เงียบ ๆ กัดอย่างไม่รู้สึกตัว, มันก็กัดเอาตามแบบของความดี ที่ยึดมั่น จึงต้องไม่มีความยึดมั่นทั้งในความชั่วและความดี. พุทธศาสนาสอนให้ไม่ยึดมั่นในสิ่งใดๆ โดย ประการทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นความชั่วหรือความดี ; ดังนั้น อย่าทำลายเกียรติยศของพุทธศาสนา ที่สอนให้หลุดพ้นจาก ความชั่วและความดี, ให้อยู่เหนือความชั่วและความดี. ความ ดีเป็นพิษเป็นภัยขึ้นมา เพราะความยึดมั่น ; มีกิเลส ยึดมั่นในความดี ก็เป็นเรื่องยุ่งไปหมด คือมีความโกลาหล วุ่นวาย ระส่ำระสายในจิต เพราะยึดมั่นในความดี.
น.130 ๑๒๔ การดำรงจิตให้ถูกต้อง, ต้องมี สติ สัมปชัญญะ ปัญญา. ทีนี้ก็จะดูไปถึง การดำรงจิตให้อยู่ในความถูกต้อง คือ ไม่เปิดโอกาสให้กิเลสครอบงำ มีสติสัมปชัญญะ เป็น เครื่องป้องกัน ; ถ้าไม่มีกิเลสมาครอบงำ จิตนี้ก็เป็นประภัสสร, เป็นจิตล้วน ๆ เป็นจิตล้วน ๆ ตั้งอยู่ในลักษณะเป็นกลาง ๆ ไม่เอียงซ้ายไม่เอียงขวา จึงสามารถดำรงอยู่ในความถูกต้อง ใน ทุก ๆ ความหมาย. โดยใจความสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็ว่า ดำรงจิตให้อยู่ในความ ถูกต้อง ไม่ตกไปในทางความยินดีหรือความยินร้าย, รู้สึกตัว เมื่อมีผัสสะมากระทบทางอายตนะใดๆ ซึ่งเป็นกิจประจำวัน ของมนุษย์ในโลก เพราะมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คอยรับ สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ตลอดเวลา ; นี้เรียกว่า มีผัสสะ. ถ้ามีผัสสะ มากระทบแล้วก็ระวังให้ดี ให้มีสติ สัมปชัญญะทันเวลา, ไม่ทำไปตามอำนาจของสิ่งที่มากระทบ แล้วทำให้ยินดีบ้าง ทำให้ยินร้ายบ้าง ซึ่งเกิดกิเลส เป็น ความอยากและมีตัวตน ตัวกูผู้อยาก, เรื่องมันก็ไปกันใหญ่ เป็นความทุกข์ยืดยาว.
น.131 ๑๒๕ ให้มีสติปัญญามีความรู้ในเรื่องของธรรมะ หรือ ในเรื่องของธรรมชาติ ; มองเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง, ความเป็นเช่นนั้นเอง, เห็นการปรุงแต่งของมัน ในลักษณะ ที่เป็นเช่นนั้นเอง ; ครั้น ถูกปรุงแต่งแล้ว ก็มีความเป็น เช่นนั้นเอง, สุดท้ายคือจะต้องเป็นทุกข์. ดังนั้นจึงมีหลักตายตัวอย่างสำคัญว่า ต้ องมีสติ มี สัมปชัญญะ มีปัญญา เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งที่เข้ามากระ- ทบ ; นี้เรียกว่าเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง จากบท พระบาลีที่ว่า อาตาปี สมุปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺญา- โทมุนฺสํ - เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ระมัดระวังอยู่เรื่อย นำ ออกเสียซึ่งอภิชฌาและโทสนัสในโลก. นี่แหละคือวิธีการ ดำรงชีวิต การครองชีวิต ถูกต้องตามหลักของพระพุทธ- ศาสนา เป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา, เรียกว่า ดำเนิน ชีวิตในทางสายกลาง ไม่ให้เกิดยินดียินร้าย ; เพราะมี สติสัมปชัญญะ มีความระมัดระวัง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม. ใช้คำว่ามีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม นั่นแหละเป็นชีวิต ; ให้ชีวิตนี้เป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อยู่ตลอดเวลา แล้วอภิชฌาและโทมนัสก็เกิดไม่ได้.
น.132 ๑๒๖ อภิชฌา คือ ความยินดี โทมนัส คือ ความยินร้าย, เรียกชื่อ อย่างอื่นก็มี แต่ใจความสำคัญมันอยู่ที่ยินดีและยินร้าย. ไม่ยินดี ยินร้ายก็ไม่เกิดความอยาก ก็ ไม่เกิด ตัณหา ก็ ไม่เกิดอุปาทาน, มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวได้ทัน ท่วงที มีปัญญารู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร โดยที่ไม่ต้องไปยึด มันถือมั่น, โดยไม่ต้องมีความยินดียินร้าย, โดยที่ไม่ต้องมี ความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวตนหรือเป็นของตน ด้วยอำนาจ ของความอยาก, นี้เรียกว่าเป็นการป้องกันไว้ได้ ไม่ให้เกิด ความยินดียินร้าย ; แต่ พระบาลีเรียกว่า นำออกเสียได้ซึ่ง อภิชฌาและโทมนัสในโลก คือทำให้ไม่มีความยินดีหรือยินร้าย ใด ๆ เกิดขึ้นได้ในจิตใจ, ราวกับว่าในโลกนี้ ไม่มีความยินดี ยินร้าย, ไม่มีสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้าย ; เหล่านี้เป็น ไป เพราะอำนาจของสติสัมปชัญญะและปัญญา. ขอให้ทุกคน ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ซึ่งสามารถ จะจัดจะทำให้ถูกต้อง ในการที่จะมีสติในเบื้องต้น, มี สัมปชัญญะในท่ามกลาง, มีปัญญาในขั้นสุดท้าย. สติ คือ ระลึกได้ทันท่วงที, สัมปชัญญะก็รู้สึกตัวอยู่, ปัญญา ก็มีความรู้ต่อไปว่า ควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ; ถ้าไม่ต้อง ทำก็ไม่ต้องทำ, ถ้าต้องทำก็ทำไป สำเร็จประโยชน์โดยที่ไม่
น.133 ๑๒๗ ต้องเป็นทุกข์. ดังนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ ในลักษณะที่ตัว เองไม่มีความทุกข์, แล้วเป็นประโยชน์แก่คนทุกฝ่าย. มี ชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง คือตัวเองก็ไม่เป็นทุกข์. มีการเคลื่อน ไหวที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย, นี่คือการมีชีวิตอยู่ด้วยความ ถูกต้อง. ใช้คุณสมบัติของจิตประภัสสร คือจิตที่ผ่องใส รักษาความผ่องใสของจิตไว้ได้ตลอดเวลา, จึงกล่าวว่า ถ้ากิเลสไม่ยึดครอง จิตก็มีความถูกต้องอยู่ในตัวมันเอง ในตัวมันเอง. ระวังอย่าให้จิตเศร้าหมอง มันจะมีความ ถูกต้องอยู่ในตัวมันเอง, มันเป็นอัตโนมัติ, แล้วมันมีลักษณะ ที่ง่ายมาก ถ้าประพฤติกระทำไปอย่างถูกต้อง คือ ระวังไม่ให้ กิเลสเกิดขึ้นครอบงำจิตได้. หวังว่าท่านสาธุชนทั้งหลาย ผู้สนใจในธรรม โดย เฉพาะในพระพุทธศาสนา จงรู้จักดำรงชีวิตดำเนินชีวิต ให้ประกอบอยู่ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม คือ มีสติ มี สัมปชัญญะ มีปัญญา รวมเข้าด้วยกัน เรียกว่า ความ รู้สึกตัวทั่วพร้อม. ให้ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั่นแหละเป็น ตัวชีวิต, ให้ชีวิตเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อม, แล้วท่านก็จะ ไม่ประสบความทุกข์ใด ๆ มีความผาสุกในหน้าที่และการงาน, ก้าวหน้าไปตามทางของพระธรรม, เป็นความสุขสวัสดีอยู่ทุก ทิพาราตรี จงทั่วทุกคนเทอญ.
Buddhadasa