Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 ตอนที่ ๗ — ๗๙. ปี เดือน คืน วัน ที่ไม่กัดเจ้าของ

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.103 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในครั้งที่แล้วมา อาตมาบรรยายปาฐกถาธรรม โดย หัวข้อว่า ความสุขกับความสนุกนั้นเป็นคนละอย่างต่างกัน. ในครั้งนี้โดยหัวข้อว่า ปี เดือน คืน วัน ที่ไม่กัดเจ้าของ. ระยะนี้ยังเป็นระยะปีใหม่ จึงอยากจะให้ถือเอา ความหมายนี้ เป็นความหมายของปีใหม่, มีอะไรใหม่ คือ มีเวลาที่ไม่กัดเจ้าของ, เวลาที่กัดเจ้าของหรือไม่กัดเจ้า ของนี้ มีลักษณะ เป็นปรมัตถธรรม อยู่ไม่น้อย. ท่าน ๙๗

น.104 ๙๘ ทั้งหลายจะต้องสนใจฟังให้ดี ๆ เราจะพูดกันด้วยเรื่องปีใหม่ ชีวิตใหม่ ความสุขใหม่ เพื่อความเหมาะสมแก่กาลเวลา. "เวลา" มี เพราะมีผู้เป็นเจ้าของ. คำว่า เจ้าของ หมายถึงผู้ที่ยึดถือผูกพันอยู่กับอายุ มีวัน คืน เดือน ปีเป็นของตน ๆ ยังเมาอยู่ในอายุ, มีผลทำ ให้รู้สึกกลัวตาย. ความรู้สึกกลัวตาย ก็เป็นการกัดเจ้า ของ อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ผู้มีตัวตน มีเวลาเป็น ของตน ย่อมมีปัญหาว่าจะมีการใช้เวลานั้นอย่างไร ; ถ้า ทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ก็ เกิดเป็นเวลาที่กัดเจ้าของ ขึ้นมา, ถ้าไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีกิเลสตัณหา เวลา ก็ไม่กัดเจ้าของ, ใจความสั้น ๆ มีอยู่อย่างนี้. ทีนี้มาดูกันถึงคำว่า เวลา, เวลาเป็นสิ่งที่รู้จักยาก เข้าใจได้ยาก เอาชนะได้ยาก ; แต่ก็มีผู้ที่คิดว่ามันง่าย ๆ. แต่บางคนก็เตลิดเปิดเปิงไปจนถึงกับว่า เวลามิได้เป็นสิ่งที่มี อยู่จริงไปเสียดังนี้ ก็มี. ขอให้ทำความเข้าใจเรื่องนี้กันเป็น พิเศษ.

น.105 ๙๙ เวลา กับ เ ครื่องวัดเวลา นั้นเป็นคนละอย่าง ; เรารู้จักกันแต่ เครื่องวัดเวลา. เช่นนาฬิกาเป็นต้น, หรือ เครื่องกำหนดวัน คืน เดือน ปี, อย่างนี้มันเป็นเครื่องวัด เวลา, ไม่ใช่ตัวแท้ของเวลา. เห็นได้ง่ายตรงที่ว่า เครื่อง วัดเวลาบอกว่าหนึ่งชั่วโมงด้วยกัน ; แต่คนบางคนรู้สึก ยาวนานมาก, คนบางคนรู้สึกว่านิดเดียว, เมื่อกำลังมี ความทุกข์ ร้อนนอนไม่หลับเป็นต้น เวลามันก็ยาว หนึ่ง ชั่วโมงมันก็ยาวเหลือเกิน, หรือคนเหนื่อยเต็มทีแล้ว จะต้อง เดินอีกหนึ่งชั่วโมง มันก็ยาวเหลือเกิน, แต่ คนที่มีความ ต้องการมาก รู้สึกว่าต้องการไม่ทันแก่เวลา ก็รู้สึกว่า เวลานี้มันเร็ว เหลือเกิน มันสั้นเหลือเกิน. ดูให้ดี ในความ รู้สึกของคน, ในชั่วระยะเวลาเท่ากัน, นั้นมันต่างกันมากถึง อย่างนี้ . เวลา ขึ้นอยู่กับกิเลสตัณหา. สิ่งที่เรียกว่า เวลา นั้น มัน ขึ้นอยู่กับกิเลสตัณหา คือความอยากและความยึดมั่นถือมั่น ; ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา เวลาจะไม่มี, สิ่งที่เรียกว่าเวลาจะไม่มี ไม่มีสำหรับจะกัดด้วย. ระยะระหว่าง ตั้งแต่คน เริ่มอยาก ด้วยตัณหา กว่าจะสม

น.106 ๑๐๐ อยาก ด้วยตัณหา นั่นแหละ คือตัวเวลา, ถ้าไม่มีความอยาก เวลาก็ไม่มีความหมาย หรือเหมือนกับไม่มีเวลา. ถ้ามีความ อยาก พอเริ่มอยาก กว่าจะได้สมอยาก นั่นแหละเป็นเวลา, คือมีความหมายขึ้นมาแก่ชีวิตจิตใจ. คนนอนหลับเหมือน กับไม่มีเวลา, คนตื่นรีบทำงานอยู่อย่างขมักเขม้นมันก็มีเวลา, มีเวลาที่สั้น มีเวลาที่ไม่ทัน. ดังนั้นเรา จะต้องรู้จักสิ่งที่ เรียกว่าเวลา กับ เครื่องวัดเวลา ให้ดี ๆ อย่าเอาไปปนกัน. ถ้าไม่มีกิเลส ไม่ตัณหา คือ ไม่มีความอยาก , แล้ว สิ่งที่เรียกว่า เวลาก็ไม่มี, เครื่องวัดเวลาก็มีไปตามเรื่องของ มัน, นาฬิกาก็เดินไปตามเรื่องของมัน. แต่เวลาที่ทรมาน จิตใจของบุคคลนั้นมันไม่มี. นี่เรียกว่า เขาไม่มีเวลา หมด เวลา เขาเป็นผู้กินเวลา, ไม่มีเรื่องอันเกี่ยวกับเวลา, มีอยู่แต่ เป็นปัจจุบัน, หยุดอยู่เป็นปัจจุบัน, ไม่มีลักษณะเปลี่ยนเป็น อดีต อนาคต ให้สับสนวุ่นวาย. ถ้าเป็น ปุถุชน เวลาก็ กินคน : ถ้าเป็นพระอรหันต์คนก็กินเวลา. พระ- อรหันต์กินเวลาเพราะท่านไม่มีตัณหา, เวลาไม่มีสำหรับที่จะ กัดกินท่าน. เครื่องวัดเวลา ก็วัดไปตามเรื่องของเครื่องวัด เวลา, เวลามิได้มีสำหรับพระอรหันต์ผู้ไม่มีกิเลสตัณหา.

น.107 ๑๐๑ นี้แหละเรียกว่า เรื่องเวลานี่เป็นเรื่องปรมัตถ์อัน ลึกซึ้ง อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว จะมาแยกแยะกันให้เห็นชัดว่า เวลาชนิดไหนกัดกินเจ้าของ, เวลาชนิดไหนไม่กัดกินเจ้าของ มันก็เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งอยู่ ขอให้สนใจ. เวลา กัดเจ้าของเพราะความอยาก. เวลากัดเจ้าของ, กัดเจ้าของ คนที่ยึดมั่นในเวลา คือมีเวลาอยู่ด้วยความอยาก คือมัน ให้ความทุกข์ แก่เขา, ทำให้มีการทรมาน ด้วยเรื่องกิจการงานและเรื่องอื่น ๆ เป็น โรคประสาทอยู่ก็มี, เป็นโรคจิตไปแล้วก็มาก, กำลังประกอบ อาชญากรรม, กำลังทำสงครามกันอยู่อย่างน่าหวาดเสียว. นี้ มันกัดเอาแล้ว, เวลามันกัดเอาแล้ว, เวลามันได้ทำให้คนนั้น ทนทุกข์ทรมานแล้ว : นับตั้งแต่บุคคลคนหนึ่งก็ถูกกัด, ถ้า เป็นกันทั้งครอบครัว ครอบครัวก็ถูกกัด, เป็นกันทั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านก็ถูกกัด, เป็นกันทั้งเมือง เมืองก็ถูกกัด, เป็นกัน ทั้งประเทศ ประเทศก็ถูกกัด, กระทั่งว่าเป็นทั่วโลกหรือทั่ว จักรวาล. ผู้เป็น ปุถุชนยึดมั่นด้วยความไม่รู้ ในสิ่งที่เรียก

น.108 ๑๐๒ ว่าการงานเป็นต้นแล้ว ก็ถูกเวลากัดกิน , ควรจะพิจารณาดู ให้ดี. ที่ว่า เวลาไม่กัดเจ้าของนั้น คืออยู่ด้วยชีวิตเย็น, ไม่มีตัณหาอุปาทานเป็นเครื่องดำเนินชีวิต, ทำงานอยู่ด้วย สติปัญญา ไม่ทำงานอยู่ด้วย กิเลสตัณหา. ข้อนี้ต่างกัน ยิ่งกว่าฟ้ากับดิน : คนหนึ่งทำงานด้วยกิเลสตัณหา, คนหนึ่ง ทำงานด้วยสติปัญญา, นี้ต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน, ขอให้สนใจ ดูให้ดี. สติปัญญาไม่ใช่กิเลสตัณหา, กิเลสตัณหาก็ไม่ ใช่สติปัญญา จ ะต้องรู้จักสิ่งนี้. เขา มีสติปัญญาตั้งแต่ เบื้องต้น ตั้งแต่ก่อนแต่จะทำ กำลังทำ ทำเสร็จแล้ว ก็เต็ม อยู่ด้วยสติปัญญา, ไม่มีตัณหาเป็นเครื่องร้อนใจ ไม่มี อุปาทานเป็นเครื่องหนักหน่วง ; เขาจะมีการตระเตรียม เป็นอย่างดี, ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเวลา, กลับจะหัวเราะเยาะ เวลา เช่นทำงานเสร็จทันหรือก่อนเวลา ก็หัวเราะเยาะเวลา อย่างนี้เรียกว่าเวลาไม่กัดเขา. รวมความว่า เวลาที่กิเลสตัณหาไม่แตะต้อง ไม่ เข้ามาเกี่ยวข้อง เวลาชนิดนี้ ไม่กัดเจ้าของ . เปรียบด้วย ตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่า คนสองคน คนหนึ่งซื้อล็อตเตอรี่มา

น.109 ๑๐๓ สำหรับให้กัดกินหัวใจ กระวนกระวายอยู่ด้วยเวลา ; ส่วน คนหนึ่งซื้อล็อตเตอรี่มาแล้ว ก็สบายใจว่าซื้อมาแล้ว, เมื่อไร มันจะออกก็ไปตรวจสลาก ; ตลอดเวลาล็อตเตอรี่อย่างเดียว กันนั้น ไม่กัดหัวใจเขา, แต่มันกัดหัวใจของคนที่รู้สึกอยู่ด้วย ตัณหาอุปาทาน. นี่ปีใหม่ควรจะรู้จักซื้อล็อตเตอรี่กันเสียใหม่ ชนิดที่จะไม่กัดหัวใจเจ้าของ. ชีวิตที่เป็นทาสของเวลาจะถูกกัด. ที่นี้ก็จะมาดูกันในเรื่องอันเกี่ยวกับชีวิต เรารู้จักสิ่ง ที่เรียกว่าชีวิตกันในลักษณะอย่างไร ? มันก็เป็นชีวิต ๒ ชนิด อยู่เหมือนกัน : ชีวิตที่กัดเจ้าของ กับ ชีวิตที่ไม่กัดเจ้า ของ ; ถ้ามีชีวิตไม่เป็น มันก็กัดเอา, ถ้ามีเป็นมันก็ไม่กัด ในชั้นแรกก็มารู้สึกกันเสียให้ถูกต้องก่อนว่า เราจะ เอาอะไรกันกับชีวิต, เราจะเอาอะไรจากชีวิต, เราจะจัด การจะให้มันเป็นอย่างไร ? อาตมาเห็นว่า มีชีวิตเพียง ไม่กัดเจ้าของก็พอแล้ว. ส่วนมากนั้นอยู่อย่างที่ชีวิตกัดเอา, ชีวิตกัดเอา เพราะทำผิด, ตั้งใจไว้ผิดเกี่ยวกับสิ่งที่ เรียกว่าเวลา.

น.110 ๑๐๔ เวลาในชีวิต หรือ ชีวิตในเวลา นี้มัน เป็นสิ่งเดียว กัน, มันผูกพันกันอย่างนี้. ถ้าเวลามันกัด ก็คือชีวิตมันกัด, ชีวิตมันกัดก็เพราะเวลามันกัด, เพราะว่า ชีวิตไปเป็นทาส ของเวลาเสีย. ขอให้คิดดูให้ดีที่สุด ยิ่งจะเอาอะไรกับมันมาก ด้วยกิเลสตัณหา มันก็ยิ่งกัดมาก ; ฉะนั้นอย่าเอาอะไรให้มัน มากเกินกว่าที่จำเป็น, เอาเพียงว่า มีชีวิตเย็นและมีประโยชน์ แก่ทุกฝ่าย ก็ดูเหมือนจะพอแล้ว. เรามีชีวิตเย็นเป็นสุข ไม่มีความทุกข์, แล้วชีวิตนี้ก็กำลังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ไม่กัดใคร มันก็ควรจะพอแล้ว. ถ้าเอาเกินกว่านั้น จะเอา อย่างไร ; จะเอาให้มันหรูหราฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อแข่งกับเทวดา, นี่มันก็จะตกไปในลักษณะเป็นบ้า, เพราะจะเอาอะไรแก่ชีวิต มันมากจนเกินธรรมชาติเกินธรรมดาเกินความจริง. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญาจะไม่ถูกเวลาขบกัด. ที่ว่า ชีวิตเย็นก็คือ ไม่ถูกเวลาขบกัด ทุกอย่าง ชนะเวลา, ที่ดีกว่านั้นไปอีกก็คือ ชีวิตที่ไม่มีความอยาก อะไร, ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา. ถ้าต้องทำการงาน ก็ทำเสร็จทันก่อนเวลาเสมอ ที่ดีไปกว่านั้นอีกก็คือ ไม่มี

น.111 ๑๐๕ อะไรเป็นตัวกู ไม่มีอะไรเป็นของกู, มีแต่สติปัญญาเต็ม อยู่ในจิตใจ, ไม่มีตัณหา ไม่มีอุปาทานมาครองจิตใจ , มีแต่ สติปัญญา จัดการไป ในสิ่งที่ควรทำ ในสิ่งที่กำลังทำ ในสิ่ง ที่ได้มา ในสิ่งที่มีไว้ ในสิ่งที่ใช้สอย ในสิ่งที่พิทักษ์รักษา เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา, ไม่มีความรู้สึกระคายเคืองแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดถึงว่าจะทนทรมาน, อย่างนี้เรียกว่ามีชีวิตเย็น, เพียงแต่มีชีวิตเย็นให้ดูเท่านั้น ก็มีประโยชน์แก่ผู้ที่ ได้พบเห็น เขาไม่เห็นแก่ตน เพราะว่ามีสติปัญญา, เพียง แต่มีชีวิตอยู่ให้ผู้อื่นเห็น ก็ เป็นประโยชน์เหลือที่จะ กล่าว เสียแล้ว . ถ้าต้องเคลื่อนไหวไปตามธรรมดาของสิ่งที่ มีการเคลื่อนไหว ก็เคลื่อนไหวไปในทางที่เป็น ประโยชน์แก่ ทุกฝ่าย เพราะอำนาจของสติปัญญา, เลยเย็นกันทุกฝ่ายทุก คนที่เกี่ยวข้องกัน. ไม่มีใครสักคนเดียวที่ถูกบีบคั้นหรือขบ กัด หรือเผาลนอยู่ด้วยเวลา, เวลาแห่งกิเลสตัณหา. ทุกคนต้องทำหน้าที่ด้วยสติปัญญา. ทีนี้ก็ดูต่อไปว่า บุคคลในทุกหน้าที่การงาน ต้อง ทำการงานด้วยจิตที่ชนะแก่เวลา เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา.

น.112 ๑๐๖ งานของบุคคลตามธรรมชาติธรรมดาแต่ละคน ก็ทำไปด้วย ความรู้สึกปกติ ไม่เกิดความรู้สึกเดือดพล่านเป็นตัวกู - ของกู, คนนั้นก็เย็น ไม่มีเวลากัดกิน. ถ้าเป็น งานของสถาบัน หรือของ สังคม ทุกคนในสถาบัน ก็ทำหน้าที่ของตน ๆ ด้วย จิตที่ชนะแก่เวลา, ถ้าเป็น งานของประเทศชาติ เช่นเรื่อง เศรษฐกิจ เรื่องการเมือง เรื่องการปกครอง เรื่องการพัฒนา, แม้ที่สุดแต่เรื่องการทหาร การทูต เป็นต้น, ก็มีจิตไม่หวั่น ไหว มีจิตปรกติไม่หวั่นไหว ไม่เป็นทาสของกิเลสตัณหา, ไม่มีอะไรที่เป็นความกลัว, มีแต่ความแน่ใจ มีแต่ความพอใจ มีจิตอยู่เหนือการบีบคั้นของเวลา ในทุกแง่ในทุกมุม เพราะ มีจิตเป็นอิสระ, ไม่มีอาการประหม่า หรือสั่นสะท้านอยู่ด้วย ความรู้สึกที่เป็นตัณหาอุปาทาน. ขอให้เข้าใจไว้ว่า ถ้ามีตัณหา มันก็หวั่นไหวด้วย ตัณหา ในความอยากด้วยความโง่เขลาหรืออวิชชา, ไม่ได้ อยากด้วยสติปัญญามันก็หวั่นไหวสะทกสะท้าน ในการ ที่จะได้, แม้ได้มา ก็ยังสะทกสะท้านด้วยความยินดีหลงใหล, แล้วก็มี จิตไม่หนักหน่วงอยู่ด้วยอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นไว้ ใน ฐานะเป็นตัวกู - ของกู.

น.113 ๑๐๗ ขอให้บุคคล ผู้มีหน้าที่การงาน ในส่วนตนก็ดี ส่วนสถาบันก็ดีหรือสังคมก็ดี ของประเทศชาติก็ดี จงมีจิต ชนิดที่ชนะเวลา, อยู่เหนือความบีบคั้นของเวลา มีชีวิต สดใสเยือกเย็น ปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยสติปัญญา, อย่าให้ตัณหา หรืออุปาทานเข้ามาเกี่ยวข้องเลย. พุทธบริษัทต้องกินเวลา. ทีนี้อยากจะกล่าวว่า เป็นพุทธบริษัทต้องกิน เวลา; มิฉะนั้นมิใช่พุทธบริษัท. มีหลักธรรมอันกล่าว ถึงเรื่องนี้อยู่แล้วว่า เวลากินสรรพสัตว์กับทั้งตัวมันเอง, เวลา กินสรรพสัตว์ที่ยังโง่เขลาอยู่ด้วยกิเลสตัณหา แล้วก็กินตัวมัน เอง, กินตัวเวลาเอง คือ เลื่อนไป เลื่อนไป หรือผ่านไป ผ่านไป. นี้เป็นธรรมชาติของบุคคลที่ยังไม่รู้จักตัวเวลา ยัง เอาชนะเวลาไม่ได้ ; แต่ถ้ารู้จักเรื่องเวลา, รู้จักดำรงชีวิต เกี่ยวกับเวลาแล้ว ย่อมเอาชนะเวลานั้นได้โดยเด็ดขาด, ไม่ถูกบีบคั้นเผาลนกดทับอยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่าเวลาเลย. พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ อีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าสัตว์ทั้ง หลายได้อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิดจะพ้น

น.114 ๑๐๘ จากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่จะพ้นจากความแก่, สัตว์ที่มี ความเจ็บจะพ้นจากความเจ็บ, สัตว์ที่มีความตายก็จะพ้นจาก ความตาย, ดังนี้. ฟังดูให้ดี อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณ- มิตรแล้ว พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถูกขับไล่ไป ไม่ให้มาเกี่ยวข้องกับจิตใจ คือไม่ มีความทุกข์. อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตร คำนี้ฟัง ให้ดี ; ท่านทรงใช้คำว่า เป็นกัลยาณมิตร คือเป็นมิตร, ไม่ต้องเป็นศาสดา เป็นครูบาอาจารย์ เป็นอะไรมากไปกว่า เป็นกัลยาณมิตร. ครั้นได้ พระองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว ก็รู้จัก ปฏิบัติเพื่อความไม่มีแห่งตัวตนของตน คือจะไม่เกิดความ รู้สึกประเภทเป็นตัวกูหรือเป็นของกูอีกต่อไป. ความเกิด แก่ เจ็บตาย ก็เป็นของธรรมชาติไป, ไม่มาเป็นของบุคคลใด จึงพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ไม่มีปัญหาใด ๆ เกิด ขึ้น เพราะไม่มีความอยากและความยึดถือในสิ่งใด ๆ, อำนาจ ของเวลาก็ไม่มี แก่บุคคลผู้ไม่มีตัณหาและอุปาทาน, สิ่ง ที่เรียกว่าตัณหา อย่าได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเลย.

น.115 ๑๐๙ ขอให้มีแต่สติปัญญา เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา จะต้อง การอะไรก็ต้องการด้วยสติปัญญา, อย่าต้องการด้วยกิเลส ตัณหา มันต่างกันนัก. ความปรารถนาด้วยกิเลสตัณหา นั้นมันกัดเอา, ความต้องการด้วยสติปัญญานั้นมันไม่ กัด, มันเพียงแต่รู้ว่าทำอย่างไร ควรต้องการอะไร ทำอย่างไร. ดังนั้นจะต้องการอะไรก็ จงต้องการด้วยสติปัญญา, จะทำ อะไรก็ทำไปด้วยสติปัญญา , อย่าทำด้วยกิเลสตัณหาที่กลัด กลุ้มอยู่ในจิตใจ, จะเก็บเกี่ยวผลงานก็เก็บเกี่ยวผลด้วยสติ ปัญญา อย่าเก็บเกี่ยวด้วยกิเลสตัณหา, เก็บเกี่ยวผลงานใส่ ไว้ในยุ้งฉางแห่งความว่างจากตัวตน, แล้วก็บริโภคผล งานจากยุ้งฉาง นั่นแหละ ด้วยจิตที่ปราศจากความรู้สึก ว่าตัวตน. นี่มีอยู่เป็นสองฝ่ายตรงกันข้ามอย่างนี้ พวกหนึ่ง จะคิดอะไร จะต้องการอะไร จะทำอะไร จะเก็บเกี่ยวผลงาน อะไร บริโภคผลงานอะไร ก็ทำไปด้วยจิตที่เป็นตัวกู - ของกู, มันก็ มีความต้องการที่ไม่รู้จักเต็ม ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ อยู่เสมอไป, เวลามันก็กัดเอา จิตใจของบุคคลชนิดนี้ ที่นี้ บุคคล อีกประเภทหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกประเภทตัวกู-ของ

น.116 ๑๑๐ กู มีแต่สติปัญญา ควบคุมร่างกายชีวิตนี้ ให้เคลื่อนไหวไป ด้วยอำนาจของสติปัญญา, รู้แต่เพียงว่า อะไรควรทำก็ทำ, อย่างนี้ก็ ไม่มีกิเลสตัณหา สำหรับจะขบกัดจิตใจ ของ บุคคลนั้น. สรุปความสั้น ๆ ก็จะได้ความว่า เวลากัดบุคคล ที่มีจิตใจประกอบอยู่ด้วยตัณหาอุปาทาน, เวลาไม่กัด บุคคล ที่มีจิตใจว่างจาก ตัณหาอุปาทาน, ทั้งนี้เพราะว่า ตัณหาและอุปาทาน นั่นเอง เป็นสิ่งที่ ทำให้เกิดเวลา. เมื่อไม่มีตัณหาอุปาทาน สิ่งที่เรียกว่าเวลามันก็ ไม่มีในจิตใจ ของบุคคลนั้น, เครื่องกำหนดเวลา เช่นนาฬิกา เป็นต้น ก็มี มี ไปตามแบบ ของเครื่องกำหนดเวลา, นาฬิกาก็เดิน ไป; แต่จิตใจของบุคคลนี้ มีแต่ความเยือกเย็น, มีแต่ ความถูกต้อง หรือความพอใจในความถูกต้อง ในความเยือก เย็น ไม่มีส่วนที่เป็นความเร่าร้อน. ขอให้สังเกตให้เห็นความแตกต่างระหว่างของสองสิ่ง นี้ คือ ชีวิตที่มันกัดเจ้าของ เพราะเป็นทาสของเวลา, ชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ เพราะว่ามันมิได้เป็นทาสของเวลา. ในโอกาสที่เป็นปีใหม่นี้ ขอให้ท่านทั้งหลาย มี ความสุขอย่างใหม่กันบ้าง คือความสุขชนิดที่ไม่ถูกเวลา

น.117 ๑๑๑ กัดกิน, ไม่มีอุปาทานเป็นเครื่องยึดถือให้หนัก ไม่มีตัณหา เป็นเครื่องเผาลนให้เร่าร้อน. ปีใหม่นี้ขอให้มีชีวิตอย่างใหม่ เป็นชีวิตที่ไม่ตกเป็นทาสของเวลา, ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา แต่ ชนะเวลาอยู่ทุกเวลานาที อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต