Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 ตอนที่ ๕ — ๗๗. จะพ้นทุกข์นั้น ต้องพ้นจากสุขด้วย

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 4 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.70 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ ก็เป็นการ บรรยายในชุดที่ว่า ปรมัตถธรรมกลับมา โลกาสว่างไสว ต่อไปตามเคย แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า จ ะพ้น จากทุกข์นั้น ต้องพ้นจากสุขด้วย. ท่านอาจจะสังเกตลักษณะความเป็นปรมัตถธรรมได้ ในหัวข้อนี้ คือจะพ้นทุกข์นั้นต้องพ้นจากสุขด้วย ศีลธรรม กลับมาโลกาสงบเย็น ปรมัตถธรรมกลับมาโลกาสว่างไสว มัน ต่างกันอย่างไร ขอได้พิจารณาดู. ศีลธรรมกลับมาโลกา สงบเย็น, แต่ยังมีตัวตน ยังไม่สว่างไสว ; ต่อเมื่อ ๖๔

น.71 ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีความยึดมั่น อุปาทานหรืออวิชชา โลกาจึงจะสว่างไสว ; หมายความ ว่า ได้ เพิ่มคุณค่า ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง จากการสงบเย็น มา เป็นการสว่างไสว นับว่าสมบูรณ์. ศีลธรรมหรือธรรมะ ในระดับศีลธรรมนั้น ยังมี ตัวตน ; พูดกันอยู่อย่างมีตัวตน, อย่างบุคคลมีตัวตน. ถ้าเป็น ปรมัตถธรรม พูดกันอย่าง ไม่มีตัวตน อีกระดับ หนึ่ง ; จะพูดกันง่ายๆ ก็พูดว่า ศีลธรรมยังเป็นเรื่องใน โลก, ปรมัตถธรรมเป็นเรื่องเหนือโลก. ความสงบเย็น นั้นอาจจะไม่สว่างไสวก็ได้ ควรจะแน่นอนว่า สงบเย็นอย่าง มีความสว่างไสว ด้วยเหตุนี้แหละจึงเกิดหัวข้อบรรยายขึ้นมาว่า จะพ้นจากทุกข์นั้น ต้องพ้นจากสุขด้วย, และเ ป็น ปรมัตถธรรม ที่จะได้กล่าวต่อไป. การสร้างความสุขในโลก กลายเป็นเพิ่มทุกข์. ในขั้นแรกนี้เรามาพิจารณาดู ปัญหาเฉพาะหน้า ใน โลกหรือในบ้านเมืองของเรา ตามสถิติที่ประกาศกันอยู่เวลานี้ ปรากฏว่า โรคประสาทได้เพิ่มขึ้น, ความวิกลจริตก็ได้เพิ่ม ขึ้น. นี่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา คือ

น.72 ๖๖ ว่าปัจจัยแห่งโรคประสาทมันได้เพิ่มขึ้น, ปัจจัยแห่งความ วิกลจริตมันได้เพิ่มขึ้น ตามกฎของอิทัปปัจจยตา มันก็ ต้องมีโรคประสาทหรือโรควิกลจริตเพิ่มขึ้น, อิทัปปัจจยตา เป็นหัวใจพุทธศาสนา ที่ทุกคนจะต้องทราบ. ความเจริญในทางวัตถุนั้น เจริญอย่างที่เรียกว่ากำลัง วิ่งไปทีเดียว จนคนวิ่งตามนั้นวิ่งตามไม่ทัน, เรียกว่าตาม ความเจริญก็ไม่ทัน, วิ่งตามความสุขก็ยิ่งไม่ทัน คือไม่มี ความสุขที่จะให้เป็นผลเกิดขึ้น. มันเกิดความทุกข์ตามหลัง มาเรื่อยไป, วิ่งไล่ตามความสุขมันก็เกิดความทุกข์ไล่ตามหลัง มาเรื่อยไป, วิ่งตามกันจนหอบ จนเหนื่อย อยู่ทุกคนในโลก โลกจึงมีลักษณะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก เนื่องมาจาก ความเจริญทางวัตถุนั้น. โลกกำลังสร้างปัจจัยแห่งสิ่งที่เรียกว่าความสุข โดยไม่ได้รู้ว่า มันนำมาซึ่งความทุกข์, มองเห็นแต่ปัจจัย แห่งความสุข, จะได้ความสุข ก็แข่งขันกันสร้าง ในลักษณะ ที่เรียกว่าแข่งกันกับเทวดาทีเดียว. ตามที่รู้เรื่องเทวดามา อย่างไร ก็พยายามที่จะสร้างความสุขแข่งกับเทวดา ; แต่แล้ว มันได้ผลตรงกันข้าม, คือมันได้ผลกลับมาเป็นความทุกข์

น.73 ๖๗ เพราะว่า การสร้างความสุขชนิดนั้น มันเพิ่มการยึดมั่น เรื่องตัวกู - ของกู, มันเต็มไปด้วยความรู้สึกแห่งตัวกู - ของกู : เมื่อ จะหาความสุข ก็ว่าหามา เพื่อตัวกู, ครั้น ได้ความสุขมา แล้ว มันก็ว่า เป็นความสุขของตัวกู; ตัว กูมันก็เลยกัดเอา ๆ. นี่มัน กลายเป็นการเพิ่มความทุกข์ ไปเสียอย่างนี้. ทุกคนลองหานกเขามาเลี้ยงไว้สักตัวหนึ่ง ให้มัน ร้องตะโกนอยู่เสมอว่า กู - ของกู -กู - ของกู -กู - ของกู ซึ่งจะฟังเป็นคำล้อเลียนหรือด่าก็ได้, หรือจะพังเป็นคำสอนก็ ได้, แล้วแต่จะตีความหมายกันอย่างไร .. นี่แหละท่านทั้งหลาย ที่กำลัง สร้างปัจจัยแห่งความสุข เพื่อแข่งกับเทวดา ควร จะได้สำนึกกันไว้. ความหลงสุข ยิ่งเพิ่มปัญหา. ที่นี้ก็จะดูกันถึงความจริงต่อไปอีกชั้นหนึ่ง คือความ จริงที่ว่า แม้ว่าจะได้เป็นเทวดา ปัญหาก็มิได้ลดลง ปัญหา ความยุ่งยากลำบากนานาประการก็มิได้ลดลง ; แม้ว่าจะได้เป็น เทวดายิ่งเพิ่มปัญหา เพราะเหตุว่า ตัณหามันมิได้ลดลง

น.74 ๖๘ แต่มันกลับเพิ่มขึ้น ตัณหาในการแสวงหา ในการได้มา ในการเสวย ในการยึดครอง กักตุน สะสม ตัณหาไม่ได้ลดลง, ตัณหากลับเพิ่มขึ้น ยิ่งเป็นเทวดาตัณหายิ่งเพิ่มขึ้น, ความ หลงใหลในความสุขก็เพิ่มขึ้น เพราะไม่รู้ตัว, หลงใหลใน ความสุขโดยไม่รู้ตัว. การหลงใหลในความสุขนั่นแหละคือตัวความ ทุกข์, สังเกตดูให้ดี. ได้ความสุขมาหลงใหล นั่นแหละคือ ตัวความทุกข์ ; จิตไม่ได้รอดจากเงื้อมมือของโลภะโทสะโมหะ แต่ประการใด, ยิ่งหลงใหลในความสุข ก็ยิ่งเพิ่มโลภะ โทสะ โมหะมากขึ้น : โลภะที่อยากจะได้มันก็มากขึ้น, เมื่อไม่ได้มันก็ขัดใจเป็นโทสะมากขึ้น, แล้วก็อยู่ด้วยความหลง ใหลในลักษณะนี้ตลอดเวลา. ในจิตใจของคนชนิดนี้มันเต็มอัดอยู่ด้วยความกลัว, ความกลัวว่าจะพรากจากของกู ของกูที่เป็นที่น่ารักน่าพอใจ ในจิตใจเต็มอัดอยู่ด้วยความกลัว ว่าจะพรากจากของกู, นับตั้ง แต่ไม่ได้ ก็กลัวว่าจะไม่ได้, ครั้นได้มา ก็กลัวว่าจะพรากไป จากของกู จะจากกัน, เขาระแวงว่า จะมีความวิบัติอันร้ายแรง โดยไม่คาดฝัน, เขามีแต่ความระแวงรบกวนจิตใจ ว่าจะมี

น.75 ๖๙ ความวิบัติอันร้ายแรงโดยมิได้คาดฝัน. ดังนั้นจิตจึงฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่านอย่างสุดเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลา, ประสาทไว จน กลาย เป็นคนประสาทไวในการที่จะสะดุ้ง สะดุ้งได้ง่ายเกิน ไป, เพียงแต่นึกมันก็สะดุ้ง ไม่มีความสงบสุขเลย. ผลต่อไปก็คือการเดินไปอย่างอวิชชา อยู่อย่างอวิชชา ในที่สุดก็น้อมไปมีไสยศาสตร์เป็นสรณะ อย่างน่าเวทนา, เป็นที่น่าขบขันที่ว่า ในยุคแห่งปรมาณู ก็ยังเต็มไปด้วยไสย- ศาสตร์ หรือคนหวังพึ่งไสยศาสตร์ หวังพึ่งไสยศาสตร์กัน มากขึ้น นี่ ไสยศาสตร์จึงระบาดอีกครั้งหนึ่งอีกยุคหนึ่ง อย่างน่าเวทนาสงสาร โลกนี้เสียจริง ๆ. อีกทางหนึ่งก็นำไป สู่ความเป็นทาสของยาเสพติด เสพติดทั้งทางวัตถุและทั้งทางจิต : เสพติดชนิดเฮโรอีน เป็นต้น ก็เป็นเรื่องทางวัตถุหรือ ทางร่างกาย, ความหลง ใหลมัวเมาในความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยตามแบบของ วัตถุที่เจริญนี้ ก็ เป็นยาเสพติดทางจิต , ทั้งกายและทั้งจิต ตกเป็นทาสยาเสพติดเสียทั้งสองอย่างอย่างนี้แล้ว คิดดูเถิดว่า จะมีอิสรภาพเสรีภาพสำหรับความสุขสงบเย็นกันที่ตรงไหน.

น.76 ๗๐ นี่แหละคือสิ่งที่เราจะต้องสังเกต สังเกตให้รู้จักการ เจริญทางวัตถุ, เจริญทางวัตถุจนถึงกับว่า จะสร้างความ สุขแข่งกันกับพวกเทวดา. เทวดาตามที่คนทั่วไปรู้เรื่อง คือเป็นเรื่องที่รับรู้กันทั่วไป ว่าในสวรรค์นั้นมีความสุข มี ความสุขอย่างยิ่ง; แม้ว่าจะเป็นความสุขทางกามารมณ์ มัน ก็จะเป็นเรื่องทางวัตถุ, แม้จะไม่เป็นเรื่องทางกามารมณ์ มันก็ ยังเป็นเรื่องทางวัตถุ เช่น รูปพรหม อาศัยความยินดีในรูป เป็นที่ตั้งแห่งความสุข, นี่มันก็ไม่พ้นไปจากอำนาจของวัตถุ เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ว่า จะพ้นจากความทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่ต้องพ้นจากความสุขด้วย, จะพ้นจากความทุกข์ นั้นต้องพ้นจากความสุขด้วย นี้เป็นข้อที่จะต้องพิจารณา กันให้ลึกซึ้งสุขุมละเอียด. ทุกข์เกิดเพราะกระหายสุข. ดูที่ความทุกข์ ความทุกข์เกิดมาจากความกระหาย ต่อความสุข, ความกระหายต่อความสุขมันก็เป็นทุกข์แล้ว ; ครั้นได้ความสุขมาแล้วก็หลงใหล, หลงใหลมัวเมาอยู่ในความ สุข, ยึดมั่นในความสุขโดยความเป็นของกู. นี้เรียกว่ามัน

น.77 ๗๑ เป็นความสุขชนิดที่มาทำให้เกิดความทุกข์ สำหรับคน ธรรมดาสามัญหรือชาวโลกปุถุชนทั่ว ๆไป ได้ความสุขมา สำหรับจะหลงใหลให้เกิดความทุกข์, นอนไม่หลับหรือนอน หลับยาก กระวนกระวายอยู่ด้วยเรื่องของความสุข รักษา ความสุข. มันจึงมีความหนัก คือ หนักอกหนักใจในการ แบก : แบกความสุขและแบกทั้งความทุกข์, มันมีการ แบกทั้งสุขและทั้งทุกข์. ชื่อว่า การแบก แล้วก็ เป็นทุกข์ทั้ง นั้น, มันเป็นการแบกของหนัก ทั้งในแง่ของความสุขและ แง่ของความทุกข์. ความทุกข์นี้มันเป็นของหนัก ที่มัน ขบกัดหรือสาปแช่งมันด่าทออยู่ตลอดเวลา, ความ ทุกข์มันเป็นของหนักที่สาปแช่ง, แต่ความสุขมันเป็น ของหนักที่มีดนตรีอันไพเราะขับกล่อม. ท่านลองคำนวณในเรื่องนี้ดูให้ดีว่า ความทุกข์นี้มัน เป็นของหนัก ๆ ๆ แต่มันขบกัดและสาปแช่ง, ความสุขนี้มัน ก็เป็นของหนักๆ ๆ แต่มันมีดนตรีที่ไพเราะขับกล่อมหรือ หลอกลวงอยู่ตลอดเวลา, คนจึง แบกเอาไว้ ทั้งของหนัก ที่เป็นการสาปแช่ง และของหนักที่เป็นดมตรีอันไพ- เราะอยู่ตลอดเวลา. ดังนั้น เมื่อจะพ้นเสียจากทุกข์และ

น.78 ๗๒ สุข จึงต้องวาง มันจึงจะเป็นสุขที่แท้จริง. พ้นเสียจาก ทั้งทุกข์และทั้งสุข จึงจะเป็นสุขที่แท้จริง ; นี่เป็นหัวข้อ สำคัญที่ จะต้องระวัง สังวร สังเกต ศึกษา แจ่มแจ้งประ- จักษ์แก่ใจ. บนสวรรค์นั้นยุ่งยากเหมือนละครโรงใหญ่ ลอง คำนวณดู บนสวรรค์นั้นยุ่งยากเหมือนละครโรงใหญ่; แต่ คนก็ยิ่งชอบ ชอบสวรรค์ ชอบจะไปอยู่ในสวรรค์ ชอบจะ ไปขลุกขลักอยู่ในสวรรค์, หลงใหลในความเอร็ดอร่อยทางเนื้อ หนัง ทางเนื้อหนังคำนี้หยาบคายมาก หลงใหลในความเอร็ด อร่อยทางเนื้อทางหนังหรือทางวัตถุ. คนพวกนี้จะกลัว นิพพานอย่างยิ่ง, คือกลัวความสงบสุขชนิดที่ไม่มีตัวตน, กลัวความหมดตัวตน กลัวความหมดตัวตน ; คนพวกนี้ กลัวนิพพาน คือกลัวความหมดตัวตน. เมื่อพูดถึงเรื่องหมดตัวตน ไม่ยึดถือตัวตน คน ธรรมดาก็สะดุ้ง, ยิ่งคนโง่แล้วก็ยิ่งสะดุ้งมากทีเดียว. แต่ พวกผู้รู้นั้นรู้สึกโล่งอกโล่งใจ พอได้ฟังเรื่องหมดตัวตน, พวกผู้รู้นั้นรู้สึกโล่งอกโล่งใจ สบายและเป็นสุข. เปรียบ

น.79 ๗๓ เทียบกันให้ดีๆ ว่า พอพูดถึงเรื่องหมดตัวหมดตน คนธรรมดา ก็สะดุ้ง, แต่ผู้รู้นั้นรู้สึกโล่งอกโล่งใจไปที่ คือไม่มีความทุกข์ ทั้งสุขและทุกข์ต่างสร้างปัญหา. เราจะดูกันอีกครั้งหนึ่งว่า ทั้งทุกข์และทั้งสุขนี้มัน สร้างปัญหา ; ทุกขเวทนา เวทนาที่เป็นทุกข์ มันก็สร้าง และ เพิ่มวิภวตัณหา , เรื่องอยากทำลาย อยากตาย อยากไม่ มีอยู่ เป็นวิภวตัณหา. ส่วนความ สุขเวทนา มันก็ สร้าง และเพิ่ม ทั้งกามตัณหา และทั้ง ภวตัณหา, มันอยากได้ใน ของเอร็ดอร่อย, แล้วก็มันอยากที่จะอยู่ มีชีวิตอยู่สำหรับ บริโภคของเอร็ดอร่อย ; เป็นอันว่าเวทนาทุกชนิดมันเพิ่ม ตัณหา ทั้งสร้างและทั้งเพิ่มตัณหา, แล้วเวทนาชนิดไหนจะ ให้ความสงบเย็น เพราะมันเพิ่มตัณหาด้วยกันทุก ๆ เวทนา. เมื่อ ยิ่งมีตัณหา มันก็ยิ่ง มีอุปาทาน ยึดมั่นในสิ่งที่เป็น อารมณ์ของตัณหา, มันจึง สมัครใจแบกของหนัก, เอาจิต ใจเข้าไปรองรับปัจจัยแห่งตัณหาคือของหนัก, จิตใจเข้าไปอยู่ ภายใต้ แบกไว้ซึ่งของหนักทุกชนิด.

น.80 ๗๔ คิดดูเองก็จะเห็นได้ว่า การแบกของหนักนั้น เป็น ทุกข์ ไม่ว่าเป็นของหนักชนิดไหน เป็นของหนักที่ขบกัด, หรือของหนักที่เป็นดนตรีอันไพเราะ มันก็เป็นของหนัก เมื่อเป็นของหนักมันก็เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ตรง ๆ ที่มัน ขบกัด, หรือว่า เป็นความทุกข์เพราะหลงอยู่ในความสุขแบก สุข : แบกทุกข์ก็หนัก แบกสุขก็หนัก, ทุกข์โดยตรงก็มี ทุกข์โดยอ้อมคือหลงอยู่ในความสุขนั้น มันก็ล้วนแต่เป็นทุกข์ คำนวณดูอย่างเด็กทารกคิดเลขก็ได้ว่า พ้นทุกข์เดียวกับพ้น เสียทั้งสองทุกข์นั้น อันไหนจะดีกว่ากัน ? พ้นเพียงทุกข์เดียว กับพ้นเสียทั้งสองทุกข์นั้น อันไหนจะดีกว่ากัน ? พ้นเสียทั้ง สองทุกข์ ย่อมดีกว่าที่จะพ้นแต่เพียงทุกข์เดียว ใช่ไหม เล่า ? ลองคำนวณดู. ดังนั้นจะพ้นทุกข์ได้จริง พ้นทุกข์ได้เด็ดขาด พ้น ทุกข์ได้สิ้นเชิง มันก็ จะต้องพ้นจากความสุขเสียด้วย ; ถ้ายังอยู่ใต้อิทธิพลของความสุข. ยังหลงใหลบูชาความสุข, ยังมีความสุขเป็นความรู้สึกกลุ้มรุมอยู่ในจิตใจ มันก็เป็นความ ไม่สงบ คือ ไม่ใช่ความสุข นั่นเอง ความสุข นั้นมัน กลายเป็นของหนักไป เสียแล้ว, กลายเป็นสิ่งที่หลงรัก หลง

น.81 ๗๕ ยึดถือ หลงแบกเอาไว้. แบกของหนัก แบกความทุกข์ มันน่าเวทนาสงสารสักเท่าไร คนเราที่จะแบกทั้งของหนัก แบกทั้งความทุกข์. จิตที่ว่างจากของหนัก ก็คือไม่แบกไว้ทั้งสุข และทุกข์ คือจิตที่ว่างเสียจากตัวกูและของกูโดยแท้จริง, จิต ไม่มีความรู้สึกยึดมั่นหมายมั่น ว่าตัวกู หรือว่าของกู, เป็น จิตที่รู้แจ้ง เป็นจิตที่ฉลาด จนสลัดออกไปเสียทั้งสองอย่าง มันก็เป็นจิตที่ว่าง. จิตว่างนี้ไม่ได้แบกไว้ทั้งสุขและทั้ง ทุกข์, มันจึงเป็นจิตที่ปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง ทำให้จิตว่างได้อย่างไร. ทีนี้ก็มาดูกันต่อไป ว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นเช่นนั้น ได้ ? จะทำกันอย่างไร ? หรือจะอยู่กันอย่างไร ในการที่จะ พันเสียได้ทั้งจากทุกข์และจากสุข ? คำตอบ : มีจิตที่ มิได้หมายมั่นอะไร ว่าเป็นตัวกู-ของกู, พูดแล้วมันก็พั่งดู ซ้ำ ๆ ซาก ๆ : จิตที่ไม่ได้ยึดมั่นหมายมั่นอะไร ว่าเป็นตัวกู- ของกู เรียกอีกอย่างหนึ่งก็ว่า มันเป็นจิตล้วน ๆ จิตล้วน ๆ จิต ไม่มีอุปาทาน, จิตก่อนแต่จะเกิดกิเลส จิตก่อนที่จะเกิดอุปาทาน.

น.82 ๗๖ นี่เป็นจิตล้วนๆ ปราศจากความหมายแห่งตัวกู-ของกู นี่แหละ จะเป็นจิตที่อยู่ได้ โดยพ้นเสียทั้งทุกข์และสุข. จิตล้วน ๆ มิได้หมายมั่นอะไรว่าเป็นตัวกู - ของกู นี้คือจิตที่ว่างจาก ความหมายมั่น และว่างจากความทุกข์ จิตว่างเป็นคำที่ฟังยาก คนที่ฟังไม่เข้าใจ ก็เอาความ โง่ของตัวเองมาตีความหมาย ก็เอาคำว่าจิตว่างนี้ไปล้อเลียน อยู่. ที่จริง จิตว่างนั้น คือจิตที่มันว่างจากปัญหาทุก ๆ อย่าง : ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ; โดยโวหาร ธรรมดาก็ว่า มัน ว่างจากความมีตัวกู, ว่างจากความมี ของกู. จิตชนิดนี้แหละมีเถิด มันจะไม่เป็นทุกข์เพราะ แสวงหาความสุข, มันจะไม่เป็นทุกข์เพราะหลงใหลในความ สุขที่ได้มา. ให้ทุกคนทำหน้าที่ของตน ๆอยู่ด้วยจิต ชนิดนี้ และทำอย่างสนุก มันไม่เป็นทุกข์ก็ต้องสนุก หรือมันควรจะสนุก จิตที่ไม่หมายมั่นเป็นตัวกู - ของกู, ไม่เอาอะไร ข้างในเป็นตัวกู, ไม่เอาอะไรข้างนอกเป็นตัวกู ทั้งข้างนอก และข้างในไม่มีอะไรที่เป็นตัวกูหรือเป็นของกู. จิตว่างถึง ที่สุด อย่างนี้ มันก็ เต็มไปด้วยสติปัญญาและความ

น.83 ๗๗ บริสุทธิ์, มันมีความรู้หรือสติปัญญาอย่างสูงสุดอย่างแท้จริง เมื่อมันว่างเสียจากสิ่งสกปรก คือตัวกู- ของกู. ตัวกู - ของกู มัน เป็นกิเลส, พอเข้ามาครอบงำจิต จิตที่เคยมี ธรรมชาติเป็นความรู้เป็นความบริสุทธิ์ มันก็มืด, มันก็ไม่รู้, มันก็สกปรกเศร้าหมองไป. พอเอาความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู - ของกู ซึ่งเป็นของใหม่นี่ออกไปเสียจากจิต, จิตก็มี สภาพเดิม คือมีปัญญาและมีความบริสุทธิ์ ตามหลักที่ กล่าวว่า จิตนี้ ประภัสสร ตลอดเวลาที่อุปกิเลสไม่จร เข้ามาครอบงำ, มัน มีปัญญา มีความบริสุทธิ์ จึงเป็น จิตที่มีปัญญามีความบริสุทธิ์. เอาตัวกู - ของกูออกไปเสีย จิตก็มีปัญญาและมีความบริสุทธิ์ ก็ทำงานได้สนุก, เป็นกำลัง ให้ทำงาน. ปัญหาเรื่องกำลังที่จะผลักดันให้ทำงาน นั้นตาม ธรรมดาก็คือกิเลส คือความอยาก คือตัณหาอุปาทาน, นั้นของคนธรรมดา. แต่ คนที่มีจิตว่างจากกิเลส ว่าง จากตัณหา แล้ว ก็มีปัญญาและมีความบริสุทธิ์ นั่นเอง เป็นกำลัง หรือเป็นโมตีฟ (motive) ทำให้มีกำลังที่จะทำการ งาน ยิ่งไปเสียกว่ากำลังของกิเลสไปเสียอีก.

น.84 ๗๘ ทั้งฆราวาสบรรพชิตสามารถดับทุกข์ ได้. ฆราวาสทำได้, ฆราวาสทำได้, ฆราวาสทำได้ โดยลืมความเป็นฆราวาสเสีย, มีจิตชนิดที่รู้จักความทุกข์ และจะดับความทุกข์อย่างเดียว ใ ห้สมกับที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ฉันกล่าวแต่เรื่องความทุกข์กับเรื่องความดับทุกข์ เท่านั้น, ฉันไม่ได้กล่าวเรื่องความเป็นฆราวาสหรือความเป็น พระ ในฐานะเป็นเรื่องสำคัญหรือตรงกันข้าม. ฆราวาส หรือบรรพชิตก็มีทุกข์ และจะต้องดับทุกข์ เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เรื่องสำคัญมันจึงมาอยู่ที่เรื่องความดับทุกข์ เสียให้ได้. จิตที่ว่างจากอวิชชาอุปาทาน มันก็ มีกำลังของ ธรรมชาติ, ตามธรรมชาติอย่างยิ่ง ให้ทำหน้าที่การงาน. อย่าไปมัวคิดถึงเรื่องพระเรื่องฆราวาส ; ถ้าจะคิดก็คิดแต่ เพียงว่า ความเป็นพระเป็นบรรพชิตนั้น สะดวกในการที่จะ ดับทุกข์ ยิ่งกว่าฆราวาสบ้างเท่านั้นเอง. ฆราวาสก็ต้อง ดับทุกข์, บรรพชิตก็ต้องดับทุกข์, เป็นบรรพชิตสะดวก กว่าหรือง่ายกว่าบ้าง. แต่ฆราวาสก็จะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ จะ

น.85 ๗๙ ต้องพยายามทำความดับทุกข์ โดยลืมเสียว่า ฆราวาสนี่เป็น อุปสรรคของการที่จะดับทุกข์. ความทุกข์มีที่ใคร คน นั้นจะ ต้องดับทุกข์, จึงต้องดับทุกข์กันทั้งพระและฆราวาส ขอให้ดับทุกข์เสียให้ได้ ทั้งที่เป็นทุกข์โดยตรง และทุกข์ โดยอ้อม ที่เกิดมาจากความหลงในความสุข, ดับ เสียให้ได้ทั้งสองทุกข์ คือทั้งทุกข์โดยตรงและทุกข์ที่เกิด มาจากความหลงในความสุข, หลงในความหมายหรือคุณค่า ของความสุข ที่เป็นเรื่องหนักแก่จิตใจ, ทำอย่างนี้ได้ เรื่อง ก็จบ. หวังว่าท่านผู้ฟังทั้งหลาย คงจะมีความรู้ความเข้าใจ เพียงพอ ในข้อที่ว่า จะพ้นจากทุกข์นั้น ต้องพ้นจากสุข ด้วย โดยพยายามไม่หลงใหลในเรื่องของความสุข, ความสุขก็กลายเป็นของธรรมดาไป ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ ทุกข์, แล้วก็จะอยู่อย่างเป็นสุขที่แท้จริง ได้ด้วยกันทุกทิพา ราตรีกาลเทอญ. ———————————

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต