น.18 ๑๐ ก็คือ ตัวการงานนั้นเอง ดังนั้นตัวการงานจึงต้องเป็นตัวการ ก้าวหน้า เราต้องรับผิดชอบ ให้การงานคือตัวการก้าวหน้า ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่มีความหมายอะไร. ทุกคนจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความก้าวหน้าในการกระ- ทำ คือมีการกระทำที่ทำความก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ต้อง กระทำ เรียกว่าการงาน หรือการงานคือสิ่งที่ต้องกระทำ ใน ฐานะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ไม่อาจจะผ่อนผันให้ได้ว่าไม่ต้องกระทำ. ขอให้รู้สึกหรือเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าการงานอย่างนี้ เรา ก็จะพอใจที่จะเกี่ยวข้องกับการงาน หรือเห็นว่าการงานเป็นสิ่ง ที่มีเกียรติ เป็นสิ่งที่ทำความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์. จะพิจารณา กันละเอียดลออสักหน่อย ถึงสิ่งที่เรียกว่าสิ่งที่ต้องกระทำ. สิ่งที่ต้องกระทำนั้น โดยทั่วไปก็เล็งถึงสิ่งที่ทำให้รอด ชีวิตอยู่ได้เป็นข้อใหญ่ หรือเป็นข้อแรก. นี้ทุกคนเข้าใจ และ เข้าใจได้โดยธรรมชาติ คือธรรมชาติบังคับให้เข้าใจ มีสัญชาต- ญาณที่รู้ ได้เองเกี่ยวกับสิ่งนี้เป็นต้นทุนอยู่เป็นส่วนใหญ่. ถา เขาจะหิวขึ้นมา แล้วเขาก็ต้องหากินเพื่อระงับความหิว หรือ เพื่อให้รอดชีวิตอยู่ได้ นี้มันสอนให้เอง. สิ่งที่ต้องกระทำในการรอดชีวิตอยู่ แล้วที่แฝงกันอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น ยังมีอยู่อีกแขนงหนึ่งคือการสืบพันธุ์, อย่าให้สูญพันธุ์ไป อันนี้มันแปลกประหลาดอยู่ว่า ทำไมจึง ต้องเป็นอย่างนั้น ? ข้อนี้จะถือว่าเป็นหน้าที่ของพระเจ้าผู้สร้าง สิ่งทั้งปวงมาให้เป็นลัทธิที่ฝากไว้กับความเชื่อ ดังนี้ก็ได้.
น.19 ๑๑ พวกที่ไม่ถือลัทธิอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นธรรมชาติ ธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต แล้วก็ต้องการที่จะสืบพันธุ์เพื่อ ไม่ให้สูญพันธุ์ ถือเป็นเรื่องธรรมดาเสียเองอย่างนี้ก็ได้ ซึ่ง เป็นคำพูดในรูปแบบของวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับชีววิทยาโดยตรง ที่เราจะเห็นได้ง่ายๆ จะรู้สึกได้ง่ายๆ ว่า การสืบพันธุ์ไม่ให้ สูญพันธุ์นี้ เป็นความรู้สึกตามสัญชาตญาณ คือเกิดได้เอง รู้สึก ได้เอง และเป็นไปได้เอง ในสิ่งที่มีชีวิตระดับต่ำสุดคือ พวก พืชพันธุ์ไม้พฤกษชาติทั้งหลาย ก็ต้องการที่จะสืบพันธุ์ไว้ไม่ให้ สูญพันธุ์ จึงได้ต่อสู้อย่างยิ่งในการที่จะมีดอกและมีผล. ต้นไม้จะดิ้นรนเพื่อจะมีดอกและมีผล ถ้ารู้สึกว่าจะ ต้องตาย แล้วก็จะรีบออกดอกออกผลมาเป็นการใหญ่ก่อนหน้า แต่ที่จะตาย ; ดังนั้นจึงมีเคล็ดสำหรับผู้ที่อยากจะบังคับให้ ต้นไม้ออกดอกออกผล โดยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง เป็นการแสดงว่าจะทำให้มันตาย; เช่นไปสับไปฟัน หรือเอา ไฟไปลนให้มันเกือบตาย มันก็จะรีบออกดอกออกผลมาทันที ดังนี้เป็นต้น. เรียกว่าสิ่งที่มีชีวิตแล้ว ย่อมมุ่งหมายเป็นอย่างยิ่ง ที่จะสืบพืชพันธุ์ ให้ยังคงอยู่. การที่ไม่สูญพันธุ์นั่นเป็นความหมายของคำว่าชีวิต ; เพราะว่าชีวิตนี้ ชีวิตเดียวมีอยู่นี้ ถ้าเกิดตายลง มันก็เท่ากับ ไม่มีชีวิต ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าชีวิตจึงคิดเผื่อไปถึงกับว่าถ้าชีวิต นี้ตายลง ชีวิตอื่นก็ยังจะสืบแทนอยู่ต่อไป เพื่ออย่าให้สิ่งที่
น.20 ๑๒ เรียกว่าชีวิตนั้นสิ้นสุดลง. ดังนั้นจึงมีความรู้สึกที่ต้องการจะ สืบพันธุ์ไว้อย่างแรงกล้า นับตั้งแต่ต้นไม้พฤกษาชาติทั้งหลาย, สูงขึ้นมาถึงสัตว์เดรัจฉาน, แล้วก็สูงขึ้นมาถึงมนุษย์ เป็นที่รู้กัน ดีอยู่แล้ว ว่าเป็นธรรมชาติอันรุนแรงอย่างไร ; หรือจะถือว่า เป็นความประสงค์ของพระเป็นเจ้า ก็เป็นความประสงค์ที่ เฉียบขาดอย่างไร ; ควรจะรู้จักแก้ไขปัญหาอันนี้ให้ลุล่วงไป โดยที่ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา. ที่นี้ ก็มีข้อถัดไปอีกว่า เมื่อไม่สูญพันธุ์หรือรอดชีวิต อยู่ได้แล้วจะอยู่ทำไมกัน ? จะอยู่ไปทำไมกัน ? เรื่องมันก็มีว่า เพื่อได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มันควรจะได้รับ จะเป็นอะไรก็มีทางที่ จะพูดได้มาก. ความเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดอยู่ที่ตรงไหน? มันเป็น เรื่องใหญ่ พูดกันยืดยาว ไม่อาจที่จะเอามาพูดแทรกเข้าที่ตรงนี้ มันจะทำให้เวียนหัว. แต่ขอให้ยุติไว้สักอย่างหนึ่ง ว่า มนุษย์ ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดตามที่ตนจะเข้าใจว่าอย่างไรก็ได้ ; โดยทั่วไปใน หมู่พุทธบริษัทนี้ ก็ถือว่าการได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็น สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์. เมื่อมีความแน่นอนที่ว่าต้องได้รับสิ่ง ที่ดีที่สุด มันก็เกิดมีความหมายของคำว่า การงานขึ้นมา ว่ามี การงานที่ดีที่สุดขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง. การงานที่ดีที่สุด ที่จะทำให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด นั้น คือ อะไร? เราก็พูดกันอย่างภาษาพุทธบริษัทต่อไปอีกว่า สิ่ งนั้น เรียกว่า กัมมัฏฐาน หรือกัมมฐาน แปลว่าฐานที่ตั้งของการงาน.
น.21 ๑๓ กัมมฐาน ก็รู้กันอยู่ดีแล้วในหมู่พุทธบริษัทว่า เป็น วิธีการที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง จะเป็นสมถกัมมฐานหรือ วิปัสสนากัมมฐาน ก็มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกันหรือทำงาน ร่วมกันไป เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง. ดังนั้นก็พูดได้ต่อไปว่า การทำพระนิพพานให้แจ้ง เป็นการงานในระดับสูงสุดสำหรับ มนุษย์; ใครจะต้องการหรือไม่ต้องการนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่างหาก; แต่ตามความจริงของธรรมชาติแล้ว การกระทำ อย่างนี้เป็นการงานชั้นสูงสุดของมนุษย์ และเราเรียกกันเป็นที่ เข้าใจกันแล้วในปัจจุบันนี้ว่า กัมมัฏฐาน. สำหรับ คนชาวบ้านทั่วๆไป จะมีกัมมัฏฐานได้อย่างไร ? ข้อนี้ก็ไม่ยาก คือถือเอาให้ตรงตามความหมายของคำสองคำนั้น ว่า สมถกัมมัฏฐาน ก็ทำจิตใจให้มันสงบ, ทำจิตใจให้เป็นไป ปกติ, ทำจิตใจให้เข้มแข็งในการที่จะทำหน้าที่การงานทางจิตใจ. ใครมีวิธีฝึกฝนอย่างไรก็ทำได้ ถ้ามันสำเร็จประโยชน์ให้มีจิตใจ ที่ปกติเข้มแข็งเป็นอิสระ มีความสามารถในหน้าที่ของจิตใจ แล้วก็เรียกว่าเขาก็มีสมถกัมมัฏฐานได้ เป็นการงานชั้นเลิศใน ส่วนจิตก่อน. ทีนี้ ก็ทำต่อไป ในส่วนที่เป็นสติปัญญา ที่เรียกว่า วิปัสสนา คือ ดูให้เห็น ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นความก้าวหน้าทาง สติปัญญา, ให้เข้าใจและรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่างถูกต้องตาม ที่เป็นจริง ในการกระทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์เรา. เขา
น.22 ๑๔ ทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่ามีวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่ต้องพูดว่าจะต้อง เอาตามแบบที่มีอยู่ในพระคัมภีร์. เราจะถือว่า ถ้าได้ผลอย่าง นี้แล้วก็เป็นการถูกต้อง คือเป็นสมถกัมมัฏฐาน หรือเป็น วิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ให้ทุกคนและนัก ศึกษาทุกคนไปคิดดูเองก็ได้ ว่าอะไรมันจะดีไปกว่านี้. มนุษย์จะต้อง มีจิตใจที่มีสมรรถภาพสูงสุด นี้เรียกว่า เป็น สมถกัมมัฏฐาน; และมนุษย์จะต้อง มีสติปัญญาถูกต้อง ตาม ธรรมชาติอันลึกซึ้งถึงที่สุด นี้ก็เรียกว่า วิปัสสนากัมมัฏฐาน, เป็น ระดับสุดท้ายของสิ่งที่เรียกว่าการงานสำหรับมนุษย์ นั่นเอง. ทั้งหมดนี้เรียกว่า สิ่งที่ต้องกระทำคือทำให้รอดอยู่ได้ แล้วก็มีการสืบพันธุ์ไว้ เพื่อความไม่สูญพันธุ์ไปเสีย เพื่อว่าจะ ได้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะถึงได้ในระดับบุคคลนั้น หรือ ในระดับลูกหลานก็ตาม มันมีการกระทำให้ลุถึงระดับสุดท้าย ของสิ่งที่เรียกว่า การงานหรือหน้าที่ ทีนี้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูตรงนี้อีกสัก ครั้งหนึ่งว่า เรามีการงานอย่างไร? หรือธรรมชาติมอบหมาย ให้เรามีการงานอย่างไร ? หรือว่าจะเอาตามชอบใจของเรา เรา ควรจะมีหน้าที่การงานอย่างไร? จึงจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ที่ถูก ต้องและสูงสุด เราก็เลือกเอาเองได้; ถ้าเลือกไปโดยความ รู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ไม่หลอกลวงตัวเอง เลือกเอาด้วยความ บริสุทธิ์ใจ แล้วมันก็ไม่มีทางอื่นที่จะไป นอกจากทางที่กล่าวนี้
น.23 ๑๕ คือ ต้องได้ลุถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะลุถึงได้ คือ สภาพ ของจิตใจที่หมดปัญหา ที่หมดสิ่งรบกวน หมดสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ เหลือเป็นใจที่เป็นอิสระ เยือกเย็นเป็นผาสุกไม่มี อะไรกระทบกระทั่งได้. อย่างนี้เราเรียกว่าการบรรลุถึงพระ นิพพาน แปลว่าดับหมดแห่งปัญหา เครื่องรบกวนทุก ๆ ประการ เป็นจุดสุดท้ายของหน้าที่การงานของสัตว์ในระดับ สูงสุด ที่เรียกกันว่ามนุษย์นั่นเอง. นี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่า การงาน. ท่านทั้งหลายลองคิดดู ว่าเป็นของน่ารักหรือเป็นของ น่าชัง แล้วทำไมเราจึงคอยแต่จะหลบหลีกการงาน ? มันจะมี ความเข้าใจอะไรที่ไขว้กันอยู่ ; หมายความว่าเราชอบสนุกสนาน เอร็ดอร่อย. เราไม่ชอบเหน็ดเหนื่อย หรือความยากความ ลำบาก แม้ว่าจะเป็นการทำการงานนั้นก็ขอให้ไปคิดดูเองว่า มันถูกหรือผิดอย่างไร ? ถ้าไม่มีการลงทุนด้วยความเหน็ดเหนื่อย หรือความยากลำบาก แล้วมันจะเรียกว่า การงานได้อย่างไร? หรือว่าค่าของมันจะมีอยู่ที่ตรงไหน ? ถ้าพูดอย่างวิชาธรรมดา สามัญ ซึ่งพูดว่ามันต้องมีการลงทุน มันจึงจะมีค่า สำหรับ จะมีสิทธิเรียกร้องอะไรที่เป็นผลเกิดขึ้นมา ฉะนั้นหน้าที่การงาน มันก็อยู่ในรูปแบบอย่างนั้น. เราดูตามตัวหนังสือหรือพยัญชนะกันอีกครั้งหนึ่งก็ได้ เช่นคำว่า กรณียะ หรือ กิจจะ ซึ่งแปลว่า หน้าที่การงาน มันมี
น.24 ๑๖ ความหมายว่า เป็นสิ่งที่ควรกระทำ หรือถ้าชัดลงไปกว่านั้น ก็ คือว่ามัน ต้องกระทำ เพื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด. ถ้า สำหรับมนุษย์ก็สำหรับมนุษย์, ถ้าสำหรับสัตว์ก็สำหรับสัตว์ ถ้าสำหรับพฤกษชาติพืชพันธุ์ต้นไม้ก็สำหรับต้นไม้, แต่มันมี สิ่งที่ควรกระทำ คำว่า "กร" ก็แปลว่า กระทำ, คำว่า กรณะ ก็แปลว่า เป็นเครื่องกระทำ, คำว่า กรณียะ ก็แปลว่า ควรหรือ ต้องกระทำ, คำว่ากิจจะ ก็แปลว่า ต้องกระทำ. เรามีกิจคือหน้าที่ที่ต้องกระทำ, มีกรณียะสิ่งที่ควร กระทำ, เมื่ออยู่ในลักษณะที่เรียกว่าไม่อาจจะยกเว้นให้ได้ว่า ไม่ต้องกระทำ, เราก็เรียกว่า กัมมันโต หรือการงานในความ หมายที่สมบูรณ์ที่สุด ว่าเป็นสิ่งสุดสูงสุดของการกระทำ ยกเว้น ให้ไม่ได้. ทีนี้ จะดูในฐานะ เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ก็จะมองเห็น ว่ามัน เป็นสิ่งที่ทำให้รอดชีวิตอยู่ได้. มันเป็นสิ่งที่ควรกระทำ หรือต้องกระทำ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้รอดชีวิตอยู่ได้. การที่ต้องทำหรือควรทำนี้ มันมีความหมายอยู่ที่ตรงนี้ ; แต่มัน ยังมีโชคดีอยู่หน่อยหนึ่งว่า บางอย่างที่ควรทำหรือต้องทำนั้น ธรรมชาติมันทำมาให้ในลักษณะที่ สำเร็จรูปอยู่โดยมากแล้วก็ มี คือรู้สึกได้เอง, คิดนึกได้เอง, สามารถทำได้เองที่ทำไปได้ ด้วยอำนาจสัญชาตญาณ ไม่ต้องมีเจตนา; สัญชาตญาณคือ ความรู้ที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องพยายาม. ดังนั้นจึงมีกรรมหรือ การกระทำอันหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้เองหรือเกิดได้เอง โดยไม่
น.25 ๑๗ ต้องเจตนาก็มีได้; อย่างที่รู้จักหาอาหารกิน, รู้จักต่อสู้ อันตราย, คู่กันไปกับสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนั้น นั้นก็ช่วยไว้ได้มาก คือประหยัดไว้ได้มาก; ยังเหลืออยู่แต่สิ่งที่มันเกินกว่าธรรมดา อย่างนั้น ที่เราจะต้องศึกษา. เราจะต้องทำให้มันถึงที่สุดใน ส่วนนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาในส่วนนี้ แล้วก็ทำหน้า ที่การงานในส่วนนี้ขึ้นมาให้สมบูรณ์ เอาเป็นว่ามันมีสิ่งที่ต้อง กระทำเพื่อชีวิตรอด ไม่ทำไม่ได้ นี้เราเรียกว่าการงาน. ทีนี้ จะดูต่อไป ซึ่งบางทีอาจจะเห็นไปว่าเป็นเรื่อง แกล้งดูอย่างพิโยกพิเกน ให้มันมากเรื่องมากราว; แต่ว่าอาตมา เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ควรดู คือความหมายที่พิเศษออกไป จากที่ ได้กล่าวมาแล้วว่า มัน เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ แม้ว่าจะไม่เป็นที่ พอใจของมนุษย์ผู้เกียจคร้าน ไม่อยากจะทำอะไรให้เหนื่อย, ไม่อยากจะทำอะไรให้มาก ให้มันเหนื่อยมาก, แต่ก็อยากจะ เอาผลเป็นความสุขสะดวกสบายมาก. สำหรับ ความหมายพิเศษ ปลีกออกไป สำหรับคำว่า การงานนั้นก็อยากจะชี้ไปถึงการพักผ่อน. อาตมาจะพูดว่า การพักผ่อนก็เป็นการงาน แต่บาง คนอาจจะคิดว่าบ้าแล้ว, บ้าแล้ว, ที่จะให้การพักผ่อนก็เป็น การงาน; แต่ที่จริงมันก็ยังเป็นอย่างนั้น คือว่าคนเราต้องมีการ พักผ่อน ถ้าไม่มีการพักผ่อนมันก็ตาย หรือไม่มีแรง เรี่ยวแรง ที่จะทำการงาน
Buddhadasa