น.26 ๑๘ เดี๋ยวนี้เรามันโง่ไปเอง ไม่รู้จักพักผ่อนที่ถูกต้อง ไป พักผ่อนในลักษณะที่ไม่เป็นการพักผ่อน แต่กลับเป็นการทำ- ลายกำลังงาน เหมือนที่ทำกันอยู่โดยมาก. เมื่อควรจะพักผ่อน หลับนอน ก็ไปพักผ่อนที่โรงหนังโรงละคร, เรื่องเหลวแหลก ทางกามารมณ์ ว่าเป็นการพักผ่อน. นี้เพราะว่ากิเลสตัณหา หรือความโง่ความหลงมันพาไปให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าการพัก ผ่อนนั้นผิดพลาด. เราควรจะถือเอาตามหลักของธรรมชาติ ว่าก ารพัก ผ่อนก็คือการที่ไม่ต้องใช้แรงงาน ทั้งทางกายและทั้งทางจิตใจ หรือสติปัญญา ด้วย จึงจะเป็นการพักผ่อน; เช่นว่าเหนื่อยแล้ว ก็พักผ่อน. สุนัขและแมวพักผ่อนได้ดีกว่าคน. คนมันโง่ไปพัก ผ่อนในทางที่เสียกำลังงานทางกาย ทางจิต ทางสติปัญญา ที่ เขาเรียกว่าการพักผ่อน ซึ่งหลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็เคยใช้ความ หมายของคำว่าพักผ่อนอย่างนี้. แทนที่จะเป็นการพักผ่อนให้แก่ร่างกายหรือจิตใจหรือ กำลังสติปัญญา กลับไปทำในทางที่สูญเสียพลังงานของร่างกาย หรือจิตใจไปเสียอีก; เหมือนกับที่เขาพูดว่าสูบบุหรี่แก้กลุ้ม, กินเหล้าแก้กลุ้ม. เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจบีบคั้นทำให้คนต้องสูบบุหรี่ ต้องกินเหล้ามากขึ้น เพื่อแก้กลุ้ม. นี่คนโง่มันพูด แล้วมัน หลับตาพูดว่าทำอย่างนี้จะเป็นการพักผ่อน หรือเป็นการแก้ กลุ้ม หรือดับความทุกข์ ขอให้ไปคิดดูให้ดี.
น.27 ๑๙ การพักผ่อนมันต้องคู่กันมากับการใช้แรงงาน ถ้าไม่มี การพักผ่อนมันก็ตาย คือหมายความว่ามันต้องมีพอกัน; อย่าง ว่ากลางวันก็ทำงาน กลางคืนก็พักผ่อน ให้มันสมดุลย์กัน; รุ่ง ขึ้นกลางวันก็มีแรงงาน สำหรับจะทำงานต่อไปอีก. ฉะนั้น การพักผ่อนมันจึงเป็นการลงทุนชนิดหนึ่งด้วย เพื่อให้มีแรงงาน หรือกำลังสำหรับทำงานต่อไป จึงผนวกการพักผ่อนไว้กับสิ่งที่ เรียกว่าการทำงาน ในฐานะที่จะขาดเสียไม่ได้. เหมือนกับว่า หม้อประจุแรงไฟฟ้าสำหรับใช้แรงไฟฟ้า มันก็ต้องมีเวลาที่ ประจุกำลังไฟฟ้าพอกันกับเวลา ที่เราจะใช้งานจากมัน. การพักผ่อนก็เป็นเช่นเดียวกัน ต้องทำให้มีสำหรับ จะมีแรงงานสำหรับการทำงาน; ถ้าขาดการพักผ่อนเสียแล้ว การทำงานก็มีไม่ได้. ดังนั้นจึงเรียกว่าการพักผ่อนก็เป็นการงาน ชนิดหนึ่งด้วย. การพักผ่อนนั้นเป็นการงาน ที่ท่านทั้งหลายจะ ต้องทำ อย่างหนึ่งด้วย. สิ่งที่ยกเว้นให้ไม่ได้นี้ เรียกว่าการงาน เสมอไป ฉะนั้นเราต้องพักผ่อนให้ถูกต้อง และให้เพียงพอ ไม่ อย่างนั้นแล้วก็จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ, จะเป็นโรคประสาทจะเป็น บ้า, และจะต้องตายในที่สุด; เพราะการพักผ่อนมันไม่พอ เรา จึงต้องมีการพักผ่อนในฐานะที่เป็นการงาน. การงานที่เป็นการพักผ่อนบางอย่างนี้ เราอาจทำ ให้เป็นการเล่นไปเสียก็ได้ เราจึงมีการเล่นบางอย่างบางชนิด ที่เป็นประโยชน์ด้วยแล้วก็สนุกสนานด้วย เช่นการกีฬา การบริหารร่างกาย หรือการเล่นชนิดใดก็ตาม ที่ทำให้เกิด
น.28 ๒๐ ความโปร่งความสบาย แก่ระบบของร่างกายระบบประสาท และจิตใจ; มีแต่การงานที่เครียดไม่มีการเล่น ก็จะมีอาการ เหมือนกับคนบ้า. ฉะนั้นจึงมีระบบการเล่นที่เป็นประโยชน์ การบริหารกายที่เป็นประโยชน์, ให้เกิดความปกติทางร่างกาย และทางจิตใจ เพื่อความถูกต้องสำหรับการงานนั่นเอง. ฉะนั้น การเล่นชนิดนี้ การบริหารกายชนิดนี้ ก็เป็นการงานชนิดหนึ่ง ; แต่คนโง่จำนวนหนึ่งเขาไม่สนใจ ที่จะมีการเล่นอะไร. เขาก็ อวดเคร่งว่าดีกว่าคนอื่น ไม่มีเล่นอะไรในรูปแบบของศิลป เป็นต้น, นี้ก็เป็นคนโง่ที่ไม่รู้จักใช้ชีวิตให้มีความสามารถใน การที่จะประกอบการงาน อาตมาจึงพูดอย่างไม่กลัวว่าใครจะโห่ ว่า แม้แต่การ เล่นมันก็เป็นการงาน. การเล่นเพื่อความสนุกสนานที่ถูกต้อง ก็เรียกว่าเป็นการงาน ; แต่คนทั่วไปเขาถือว่ามันเป็นการเล่น มันไม่ใช่การงาน. แต่เดี๋ยวนี้ก็ได้บอกแล้วว่าเราได้พูดกันที่นี่ ตรงนี้ จะพูดกันในรูปแบบของความคิดเห็นอย่างพุทธบริษัท, ไม่ได้พูดตามแบบชาวบ้านทั่วๆ ไป ; แต่จะพูดตามแบบของ พุทธบริษัทที่มีสติปัญญาเป็นของตนเอง มองเห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงตามที่เป็นจริง ลึกซึ้งยิ่งไปกว่าที่คนธรรมดาเขามองกัน. ฉะนั้นขอให้สนใจว่าการงานนั้น มันมีอะไร ๆ อยู่ในหลายรูป แบบอย่างนี้. ในบางกรณี เราต้องจัดหรือกระทำไปในลักษณะที่ยิ่ง ใหญ่ที่เรียกกันว่า พิธีกรรม มี ขนบธรรมเนียมประเพณี หลาย
น.29 ๒๑ อย่างเกิดขึ้น เกี่ยวกับการทำมาหากินก็ดี, เกี่ยวกับระบบ วัฒนธรรม ก็ดี, มีการกระทำเป็นหมู่ใหญ่ เป็นของคนทั้งบ้าน ทั้งเมืองมารวมกันแล้วกระทำ เพื่อให้การงานนั้นมันยิ่งใหญ่ หรือมีความหมายหรือ ปลุกเร้าจิตใจ ของคนทุกคน ให้สนใจใน สิ่งที่เรียกว่าการงาน; เช่นการทำนา ก็มีพิธีที่เกี่ยวกับการทำนา. อย่างในสมัยโบราณเราจะได้ยินว่า พิธีแรกนาขวัญ นั้น พระราชาจะลงมาเป็นผู้จับคันไถ แล้วไถนาเป็นประเดิม เริ่มแรกของฤดูกาลทำนานี้ก็เพื่อว่าให้การทำนานั้น มันเป็น การงานที่มีเกียรติขึ้นมา, แล้วจะได้ทำกันอย่างจริงจังใหญ่โต มโหฬารสนุกสนาน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่ายอย่างนี้. นี้คือ การงาน ที่จะต้องจัดหรือทำให้เป็นแบบพิธีกรรมที่ใหญ่ หลวง ประจำบ้านประจำเมือง ประจำชาติ ก็มี. เดี๋ยวนี้ อาจจะทำได้ง่ายๆ ในฐานะเป็นพิธีประจำโลก เพราะว่าอาจจะชวนกันทำอะไร ๆ ทีเดียวพร้อมกันทั้งโลกก็ยัง ทำได้ เพราะว่าโลกนี้มันแคบนิดเดียว แล้วในสมัยปัจจุบันนี้ มีอะไรติดต่อถึงกันได้ในเวลาอันสั้น สามารถทำอะไรพร้อม ๆ กันทั้งโลกได้อย่างนี้ก็มี. นี้จึงดูการงานขนาดใหญ่ ที่ว่าต้อง ทำกันได้คราวเดียวกันทั้งโลก เพื่อว่าผลอันยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้น แก่โลกได้โดยไม่ยาก ก็เป็นสิ่งที่ควรจะสนใจไว้ ว่าการงานนั้น มีตั้งแต่เล็กที่สุดจนถึงใหญ่ที่สุด กระทั่งแก่คนทุกคนในโลก ก็ยังเป็นสิ่งที่กระทำได้ เรียกว่าการงานเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่การ งานเพื่อเราคนเดียว การงานเพื่อโลกทั้งโลก.
น.30 ๒๒ โลกหมู่สัตว์ คือคนที่มีชีวิตอยู่ ก็ได้รับประโยชน์ หรือว่าโลกแผ่นดินล้วน ๆ ก็ยังจะต้องช่วยกันทำ ให้มันอยู่ใน สภาพที่ดีที่งดงาม ที่สำหรับจะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ได้; นี้ ก็ต้องเรียกว่าการงานด้วยเหมือนกัน. เราต้องทำ การงานทั้งเพื่อ แผ่นดินโลก และทำการงานทั้งเพื่อสัตวโลก มันจึงจะเป็นโลก ที่น่าอยู่ หรือน่าดู คือจะสะดวกสำหรับมนุษย์ ที่จะทำการงาน ในระดับสูงสุดคือทางจิตทางใจ. เมื่อเรารู้จักการงานในลักษณะอย่างนี้แล้วก็จะพอใจ ในสิ่งที่เรียกว่าการงาน รู้สึกว่า ความเหน็ดเหนื่อยนั้นไม่ใช่เป็น สิ่งที่น่ารังเกียจ หรือการที่จะได้มีเหงื่อไหลออกมานั้น ไม่ใช่ เป็นสิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยง เพราะว่าเป็นการทำหน้าที่ที่ควรจะ ทำสำหรับมนุษย์นั่นเอง และ ในทางด้านจิตใจแล้ว เหงื่อนั่น แหละจะเป็นเครื่องล้างกิเลส คือความเห็นแก่ตัว เหงื่อของใคร ลองออกมา มันก็จะล้างความเห็นแก่ตัวของคนนั้น อย่างน้อย ก็ล้างนิสัยที่มันขี้เกียจ, ล้างนิสัยที่ไม่เห็นแก่ผู้อื่น, เพราะว่า มันกลัวเหนื่อย นี่ก็เพราะว่าไม่รู้จักความหมายอันแท้จริง ของ สิ่งที่เรียกว่า การงาน. ทีนี้ ยังมี การงานบางอย่าง ที่เรียกว่ากระทำกันโดย อ้อม ได้แก่ การร่วมแรงกันกระทำ เพื่อให้เกิดผลเป็นขั้นตอน อย่างว่าประชาชนเขาทำการงาน เพื่อช่วยเลี้ยงคนที่ทำหน้าที่ เช่นเป็นทหาร สำหรับจะป้องกันบ้านเมือง ก็มีคนต้องทำการ
น.31 ๒๓ งาน เพื่อหล่อเลี้ยงกิจการทหาร ซึ่งเป็นหน้าที่การงานอีกอัน หนึ่ง คือสำหรับป้องกันบ้านเมือง ทีนี้มองเข้ามาในวัดว่า อารามนี้ ก็ยังมองเห็นได้ว่ามีอยู่ เช่นทายกทายิกาประชาชน ทั้งหลาย ก็ทำงานเพื่อจะเลี้ยงคนงานของพระพุทธเจ้า. อาตมาอยากจะเรียก ภิกษุสามเณร ผู้ซื่อตรงในหน้าที่ ของตน ว่า นี้ เป็นคนงานของพระพุทธเจ้า. พวกทายกทายิกา ทั้งหลาย ทำงานเพื่อหล่อเลี้ยงคนงานของพระพุทธเจ้า ให้ทำ งานในหน้าที่ของตน ด้วยปัจจัยทั้งสี่ คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม เสนาสนะ และหยูกยาบำบัดความเจ็บไข้. ทายกทายิกาหุงข้าวให้พระฉัน คงจะผิดกันจากที่หุง ข้าวให้สุนัขกิน; เพราะว่าภิกษุนั้นเป็นคนงานของพระพุทธเจ้า ที่ซื่อตรงต่อหน้าที่ของตน แล้วก็จะทำหน้าที่ตามพุทธประสงค์ อยู่อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพราะว่าเห็นแก่การงาน. หุง ข้าวให้คนงานของพระพุทธเจ้ากินอย่างนี้ คงจะผิดจากที่หุง ข้าวให้สุนัขกิน แต่อาตมาก็ไม่ได้กล่าวว่า หุงข้าวให้สุนัขกิน นั้น มันจะไม่ได้บุญกุศลอะไรเสียเลย เพียงแต่ว่ามันจะเอามา เปรียบกันไม่ได้ เพราะว่าการงานมันไม่เหมือนกัน มันต่างกัน. นี้ ขอให้สังเกตดูในแง่ที่ว่าบางอย่างนั้นเราต้อง ทำ กันในรูปแบบที่เรียกว่า สหกรณ์ คือทำไม่เหมือนกัน แต่แล้ว ก็มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ให้เกิดความสำเร็จร่วมกัน นี้ก็ เรียกว่าการงาน และยิ่งเป็นการงานที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ สมัยนี้; เพราะว่าสมัยนี้เราต้องการจะทำงานที่มันใหญ่โตและ
Buddhadasa