น.14 ๘ กลายเป็นอาชีพ ไม่ใช่เป็นเรื่องเอาบุญเอากุศล หรือเพื่อ ปูชนียบุคคล แล้วก็ลองคิดดูซิโลกมันจะเป็นอย่างไร ? คนมีแต่ อาชีพไม่มีธรรมะ ไม่มีศาสนา ไม่มีพระเจ้า ไม่มีสิ่งที่ยึดถือ เป็นหลัก สำหรับว่ามนุษย์จะได้มีธรรมะคอยควบคุมกิเลส ก่อนนี้มนุษย์เรามีธรรมะสำหรับควบคุมกิเลส แล้ว กิเลสมันก็ไม่ระบาดไม่ลุกลาม ไม่ครองโลก. เดี๋ยวนี้ ไม่มี อะไรเป็นเครื่องควบคุมกิเลส กิเลสมันก็ครองโลก ; หมายความว่าคนทุกคนมีกิเลส ส่งเสริมกิเลส ทำอะไรเป็น ไปตามอำนาจของกิเลส เรียกว่ากิเลสมันครองโลก. ก่อนนี้ พระเจ้าหรือศาสนาครองโลก: เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนเป็นกิเลส ครองโลก. ใครอยากจะหาประโยชน์อะไรใส่ตน ก็ทำได้ เต็มที่ ; เมื่อไม่พอก็ไม่มีอะไรมาบังคับจิตใจ ว่าให้อดกลั้น อดทนแสวงหาโดยสุจริต มันก็ทุจริต. ฉะนั้น การทุจริต มันจึงเกิดขึ้น ในที่ทุกแห่ง ในระดับชนชั้น. คำว่าครูโกงนี้มันเป็นเรื่องที่หนาหูขึ้น ; เมื่อก่อน นี้คำว่าครูโกงนี้มันหาฟังยากแหละ, หาฟังยากที่สุดเลย.
น.15 ๙ เดี๋ยวนี้เรื่อง ครูโกงก็หาง่าย ฟังง่ายมีทั่วไป. ก่อนนี้ครู อยู่ในวิสัยที่โกงไม่ได้, เป็นปูชนียบุคคล. เดี๋ยวนี้ลดลงมา เป็นคนธรรมดาประกอบอาชีพ มันก็ต้องโกง แล้วก็คอรัปชั่น. ข่าวเมื่อไม่กี่วันนี้ก็โกงรายใหญ่ ในเรื่องของกระทรวง- ศึกษาธิการนั่นเอง. .......... .......... .......... ฉะนั้น ขอให้เรานึกถึงข้อนี้แหละว่า โลกกำลัง ปราศจากศีลธรรม, มีศีลธรรมลดน้อย ๆ ลง ; คนไม่มีศีล- ธรรมคนก็โกง เมื่อไม่มีศีลธรรมมันก็ต้องโกง แหละ, ที่ ไม่โกงก็เพราะมีศีลธรรม, ที่คนแต่ก่อนเขาไม่โกง เพราะว่า เขามีศีลธรรม ; จึงขอให้มองดูในแง่นี้ พอไม่มีศีลธรรม คนมันก็โกง. ประชาชนไม่มีศีลธรรมมันก็โกง คือเป็นคน โกงอยู่ทั้งบ้านทั้งเมือง, คนโกงทั้งบ้านทั้งเมือง. ทีนี้ ประชาชนราษฎรที่เป็นคนโกง มา เลือกผู้แทน ก็เลยเลือก โดยวิธีโกง. มีเรื่องจ้างเรื่องออน เรื่องอะไรต่าง ๆ ใช้วิธี โกงเลือกผู้แทน ก็ได้ผู้แทน โกงมา. ผู้แทนโกง มา
น.16 ๑๐ ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐสภา มันก็เป็น รัฐสภาโกง; เพราะ ว่ามันประกอบขึ้นด้วยคนโกง. รัฐสภาโกงตั้งรัฐบาล ก็เป็นรัฐบาลโกง; เพราะว่าตั้งโดยคนโกง แล้วก็ไม่มีใครที่มีศีลธรรม ก็เป็น รัฐบาลโกง. เมื่อผู้นำประเทศโกงแล้วประชาชนพลเมือง ก็โกง ก็เลยโกงกันหมด คนขอทานก็โกง, คนจนก็โกง คนค้าคนขาย ชาวไร่ชาวนาก็โกง, เจ้าหน้าที่รัฐบาลก็โกง. ครูบาอาจารย์ก็โกง, ตุลาการก็โกง พระเจ้าพระสงฆ์ก็โกง มันก็เป็นอย่างนั้น, มันก็ไม่มีอะไรเหลือ พระเจ้าพระสงฆ์โกง, เทวดาก็โกง เทวดาบนฟ้า ฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาลอะไรมันก็โกง เทวดาโกง โกงจนถึง สุด. พระเป็นเจ้าก็โกง. พระเป็นเจ้าสูงสุดก็โกง คือ พระ- เป็นเจ้าก็เห็นแต่ประโยชน์ของพระเจ้า จะกินสินบน. พระเป็นเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เดี๋ยวนี้ต้องเชื้อเชิญ ต้อง อ้อนวอนนะ ; มาช่วยที ! มาช่วยที ! พระเจ้าเก๊ สิ่งศักดิ์- สิทธิ์เก๊ ต้องอ้อนวอนจึงจะมาช่วย ; พระเจ้าโกงกันขนาดนี้. ทีนี้ก็ทุกอย่างมันก็โกงหมด จนกระทั่งจะพูดว่าทุก ๆ ปรมาณู. คุณคงฟังถูกเพราะว่าคุณเป็นครู : ทุก ๆ อะตอม
น.17 ๑๑ (atom) ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาลมันก็โกง. ทุกสิ่ง ก็ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ; เป็นนอกระบบ มันก็ระเบิด พร้อม ๆ กันทั้งจักรวาล ทุก ๆ ปรมาณู แล้วคุณลองคิดดู มันจะมีอะไรเหลือเล่า ? นั้นแหละผลของการโกงมันควรจะ มองกันในแง่นั้น ; ฉะนั้นอย่าโกงซิ. . ทุกคนไม่โกง แล้วก็ ไม่มีอะไรโกง; เมื่อไม่มีอะไรโกง มันก็เป็นไปตามระเบียบ เดี๋ยวนี้ฝนฟ้ามันก็ต้องโกง ; คำพูดอย่างนี้มีในบาลี ถ้า ประชาชนโกง, หัวหน้าประชาชนโกง แล้วเทวดาก็โกง ฟ้าฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล. เดี๋ยวนี้ ฝนฟ้าก็ไม่ตก ต้องตามฤดูกาล ต้องไปจ้างทำฝนเทียม มันก็เป็นเรื่อง ปั่นป่วนรวนเรกันหมด .......... .......... .......... ขอให้มองเห็นว่า สิ่งสำคัญสูงสุด สิ่งหนึ่ง ก็คือ ความไม่โกง หรือธรรมะ; ถ้ามีศีลธรรม มีธรรมะ แล้วจะไม่มีสิ่งเลวร้าย อย่างนี้ ; คือปราศจากศีลธรรมแล้ว มันก็มีสิ่งเลวร้ายอย่างที่ว่า : โกง - โกง - โกงเป็นลำดับ จนถึงพระเจ้าก็โกง, ทุกปรมาณูในสากลก็โกง, คือไม่เป็น ไปตามหน้าที่ที่ถูกต้อง
น.18 ๑๒ ทีนี้ถามว่าใครล่ะทำ ? ใครเป็นคนทำ ? ก็มนุษย์ นั่นเองแหละทำ. ความไม่มีศีลธรรมเกิดขึ้นมาในโลก มนุษย์นั้นแหละเป็นผู้ทำ มนุษย์ทำไมถึงทำอย่างที่เรียกว่า ฆ่าตัวเอง เชือดคอตัวเองเล่า ? ก็ เพราะเขาไม่มีความรู้ที่ ถูกต้อง. ทำไมจึงไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ? ก็เพราะเป็นทาส ของกิเลส, เป็นทาสเป็นขี้ข้าของกิเลส ทำไมจึงเป็นทาส ของกิเลส ? เพราะว่า บูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง. ก่อนนี้ ไม่มีที่จะบูชาความเอร็ดอร่อยทางกามารมณ์ ทางเนื้อ- หนัง มันไม่มี เพราะไม่เป็นทาสของกิเลส; เมื่อไม่เป็นทาส ของกิเลสมีความรู้ถูกต้อง ไม่เป็นทาสของกิเลสมากเกินไป. เดี๋ยวนี้เป็นทาสของกิเลสอย่างหลับหูหลับตา มันจะรู้อะไรถูกได้ ก็ทำผิดหมด : คนทำผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; เกิดกิเลส แล้วก็เป็นไปตามอำนาจของกิเลส, ผลมันก็ต่างกันแหละ ; คือเราอยู่กันด้วยกิเลส. ขึ้นชื่อว่า กิเลสแล้วมีแต่เห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละ ; ไม่มีความจริงความ ถูกต้อง, ความบริสุทธิ์, ความยุติธรรม มีไม่ได้ เพราะกิเลส มันเป็นอย่างนั้นเอง.
น.19 ๑๓ ฉะนั้นเราจะต้องระวัง อย่าให้กิเลสมาครองโลก, อย่าให้กิเลสมาเป็นนายเรา ; อยู่กันแต่ในระบบของความ ถูกต้อง ซึ่งเรียกว่าพระธรรมก็ได้ พระศาสนาก็ได้ ; เรียกสั้น ๆ ก็เรียกว่าความถูกต้อง, ธรรมะคือ ความถูกต้อง. .......... .......... .......... เดี๋ยวนี้ความถูกต้องนั้นเปลี่ยนไป จะเรียกว่าเป็น อนิจจัง ตามกฎของ อนิจจัง ที่เผอิญนะ, ใช้คำว่าเผอิญ ก็ได้ ; แม้ว่าอนิจจังก็ใช้คำว่าเผอิญก็ได้. มนุษย์ค้นคว้า ก้าวหน้าไปพบทางที่จะทำให้เอร็ดอร่อย สนุกสนานยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นวิชา ความก้าวหน้าทางวัตถุ ; ก่อนนี้มันไม่มี อยู่กันไม่ดีกว่าสัตว์สักเท่าไรดอก. เราก็จะต้องรู้ว่าความก้าว- หน้าทางวัตถุ ที่ให้เอร็ดอร่อยเพิ่มขึ้นนั้นแหละ เป็นตัว ปัญหา ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบาก ตั้งแต่มนุษย์ไม่รู้จักหุงต้มกินเนื้อดิบ ๆ ปัญหาก็มี น้อย มันจะกินได้เท่าไรเล่า ? มันก็กินเท่าที่จำเป็นจะกิน. ทีนี้เผอิญรู้จักไปทำให้สุก เช่นสมมุติว่า ไปจี่เผาสุกเข้าก็กิน มากกว่าแต่ก่อน, แล้วเผอิญได้ไปจิ้มเกลือจิ้มน้ำจิ้มอะไรเข้า
น.20 ๑๔ มันก็กินมากกว่าแต่ก่อน. นี่ชั้นเลวชั้นต่ำมันก็ยังเป็นอย่างนี้ คือ ความเอร็ดอร่อย นั่นแหละ พาให้เกิดความเกิน. เดี๋ยวนี้เรารู้จักทำให้เอร็ดอร่อยเหลือประมาณแหละ ; วิชาก้าวหน้าทางโภชนาการทางอาหารนี้แหละ กลายเป็น เรื่องให้ คนติดหลงในความเอร็ดอร่อย, ทำให้ประเทศ ขาดดุลการค้าส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องส่วนนี้มากกว่า, ที่ทุกคน ชอบอร่อย. .......... .......... .......... ทีนี้เรายังอยากจะห้ามล้อ ใช้คำว่า "ห้ามล้อ" ความโง่ ในทางความเอร็ดอร่อย นั้นแหละไว้ก่อน อย่า ให้มันวิ่งไปเร็วนัก, ห้ามล้อเอาไว้. เพราะฉะนั้นจึงให้คุณนั่ง กลางดินเห็นไหม ? คุณต้องนั่งกลางดินไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง, คือห้ามล้อไว้ก่อน. เอาอย่างนี้กันก่อนเถิด ที่บรรพบุรุษของ เราเคยทำกันมา เมื่อพระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาองค์ไหนก็ตาม จะสอนธรรมะ, สอนกลางดินทั้งนั้นแหละ ไม่มีเก้าอี้ดอก โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว ท่านประสูติกลางดิน แล้ว
Buddhadasa