Buddhadasa.org

การทำวัตรตามแบบโบราณ ตอนที่ ๒ — หัวใจการทำวัตร : ปัตติทาน-ปัตตานุโมทนา (ให้-รับส่วนบุญ)

การทำวัตรตามแบบโบราณ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การทำวัตรตามแบบโบราณ (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.10 ๖ ได้ตรัสไว้ว่าให้ระงับเวร เวรจะระงับไปเพราะว่าไม่ถือไว้ ฉะนั้นขอให้ยินดีปรีดา ที่ว่าได้ขอโทษ ได้อดโทษ แม้ทำผิด สักนิดหนึ่ง หรือว่าสงสัยว่าจะกระทำผิดแล้ว ก็ขอโทษดีกว่า แล้วเมื่อขอโทษแล้วก็อดโทษ นั่นเป็นการดีที่สุด แล้วมันก็ จะกลับดีเหมือนเดิม เมื่อยังไม่มีอะไรกระทบกัน. ภิกษุหนุ่มสามเณรที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ขอให้ ได้ยินได้ฟังเสียว่า การอดโทษ และขอโทษ นั้น เป็น อริย- วินัย เป็น ขนบธรรมเนียมของพระอริยเจ้า ท่านทำเป็น ปฏิปทาสืบสายกันมา จึงขอให้ทุกองค์แหละ พร้อมเสมอที่จะ ขอโทษ คือระมัดระวังที่จะไม่ล่วงเกินผู้ใดด้วยกาย วาจา ใจ และเมื่อมีการล่วงเกินแล้วก็รีบขอโทษ ๆ เป็นฝ่ายยอมแพ้ ยอมผิด และขอโทษ แล้วผู้ที่ได้รับการขอโทษ ก็ต้องรีบ ให้อภัยโทษ ๆ ด้วยความรัก ด้วยความเมตตา ด้วยความกรุณา ถือว่าเราจะต้องเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น ต่อไปอีกเป็นเวลานาน. นี่สำเร็จได้ด้วยการขอโทษ และอดโทษ. ทีนี้ข้อที่ ๓ แลกเปลี่ยนส่วนบุญ ว่า มยา กตํ ปุญญํ สามินา อนุโมทิตพฺพํ ฯลฯ เป็นต้น ขอให้ท่าน

น.11 ๗ อนุโมทนาบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำ บุญที่ท่านกระทำขอจงให้ แก่ข้าพเจ้า. นี่หมายความว่าเรายินดีปรีดา ปราโมทย์ มุทิตา ต่อกันและกัน ในการที่มีส่วนบุญดีอะไร ขอให้ให้กัน ให้ แลกเปลี่ยนกัน. แต่โบราณนั้น คำนี้จะได้ยินมาก สมัยนี้เกือบจะ ไม่ได้ยินเสียแล้ว. เมื่อผมเด็ก ๆ ๖๐ กว่าปี ๗๐ ปีมาแล้ว โน่น จะได้ยินเดี๋ยวตรงนั้นที เดี๋ยวตรงนี้ที "เอาบุญมาให้นะ แม่นะ" ; "เอาบุญมาให้นะ พี่นะ" ; "เอาบุญมาให้นะ น้องนะ" ลูกนะ หลานนะ เอาบุญมาให้" เวลานี้ไม่ค่อย ได้ยินเสียแล้ว มันจะเพราะเหตุไรก็นึกเอาเองเถอะ มันคง จะเป็นเพราะจิตใจมันผิดไปมากแล้ว มันไม่อยากจะเอาบุญ ของใคร มันไม่อยากจะให้บุญแก่ใคร. นี่ความเมตตา ปรานี มุทิตา มันก็หายากขึ้นทุกที เราจึงเห็นการเบียดเบียนมาก ขึ้นทุกที เพราะว่าจิตใจมันไม่น้อมไปในทางที่จะรักผู้อื่น. ขอให้แบ่งปั่นความดี จะเป็นวัตถุก็ได้ จะเป็น คุณธรรม เป็นนามธรรม ก็ได้ ที่เรียกว่า บุญ ด้วยก็ได้ ฉะนั้นเรามีอะไรจงแบ่งปันซึ่งกันและกัน มีความดี มีอะไร ก็แบ่งปันซึ่งกันและกัน มีบุญกุศลแบ่งปันซึ่งกันและกัน.

น.12 ๘ ผมขอพูดด้วยภาษาไทยอีกครั้งหนึ่งว่า "บุญอะไรที่ ผมมีได้กระทำความดีอะไรมา ขอแบ่งปันให้เพื่อนสพรหมจารี ทั้งหลายทุกคน ; และบุญอื่นใดที่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ได้กระทำ ผมขออนุโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่ง" และยังหวังว่า เรายังมีหน้าที่ที่จะต้องทำร่วมกันต่อไปอีกนาน เพื่อประโยชน์ เพื่อความคงอยู่ แห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา. นี่คือข้อแรก เรื่องที่หนึ่ง ที่ตั้งใจจะพูด และ มุ่งหมายภิกษุ หนุ่มสามเณร ซึ่งยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง เพิ่งบวชปีนี้. ขอให้ได้สนใจในข้อที่ว่า เรามีหัวข้อทำวัตร ๓ ประการ คือว่า :- แสดงความเคารพ เมื่อควรแสดงความเคารพ; ขอโทษและอดโทษ เมื่อควรแสดงโทษและอดโทษ ; แล้ว แลกเปลี่ยนส่วนบุญ เมื่อควรแลกเปลี่ยนส่วนบุญ. นอกจาก จะเป็นธรรมะสำหรับให้แต่ละคนอยู่ด้วยความสงบสุขแล้ว ยัง เป็นธรรมะให้โลกทั้งโลกนั่นแหละ มีความสงบสุขด้วย ขอให้โลกทั้งโลกจงถือหลักธรรม ๓ ข้อนี้ แล้วโลกก็จะมี ความสงบ สงบเป็นสันติสุขสันติภาพ คือว่าจะไม่มีความโกรธ ความเกลียดชัง อิจฉาริษยา คิดเบียดเบียน หรือก่อเวรติด

น.13 ๙ อยู่ในใจ แล้วก็จะเรียบร้อยหมด จึงขอให้ถือเป็นหลักปฏิบัติ ไปจนตลอดชีวิต. จะยังอยู่ในเพศภิกษุก็ปฏิบัติใน ๓ ข้อ นี้ จะสึกลาสิกขาออกไปก็ให้ปฏิบัติใน ๓ ข้อนี้ ; แม้ในครอบครัว ก็ขอให้ปฏิบัติใน ๓ ข้อนี้ คือเคารพซึ่งกันและกันในครอบครัว แล้วก็ขอโทษและอดโทษกันอยู่เสมอ แล้วก็แลกเปลี่ยน ส่วนบุญ คือความดี ด้วยกันและกันเสมอ. ทีนี้ เรื่องที่สอง เรื่องถัดมา อยากจะปรารภถึง เรื่องที่ว่า เราทุกคนต้องช่วยกันทำสุดความสามารถ เพื่อความตั้งอยู่รุ่งเรือง มั่นคง แห่งพระพุทธศาสนา. คือเราต้องเห็นได้โดยใครไม่ต้องบอกแหละว่า ศีลธรรมของ ประชาชน ของโลก มันตกต่ำ แล้วก็ตกต่ำเข้ามาจนถึงเรื่อง ความเป็นอยู่ของพวกเรา คือพวกพระนี่ เช่นว่าพระน้อยลง ไม่ค่อยจะมีอยู่ในวัด ก็ดี การศึกษาไม่พอ ไม่สามารถจะช่วย สั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชน ก็ดี. ข้อนี้มันปรากฏเป็น ปัญหาขึ้นมาว่า เมื่อทางรัฐบาล หรือทางการ เขาขอร้องให้ พระช่วยสอนศีลธรรมในโรงเรียนช่วยอีกแรงหนึ่ง มันหายาก หาพระยาก ฉะนั้นเราจะต้องปรับปรุงให้มันมี ให้มันหาได้. และขอให้เราอยู่กันอย่างที่ว่าเป็นที่เคารพสักการะของมหาชน.

น.14 ๑๐ เมื่อก่อนมหาชนเขายังไม่มีอะไรเท่าไร เขาเคารพพระ ; เวลานี้มหาชนก้าวหน้าไปไกลเกินพระ พระกลายเป็นล้าหลัง มันก็เลยไม่เคารพพระ ไม่ค่อยจะเคารพพระ คือพวกเรา ฉะนั้นพวกเราต้องพยายามทำตนให้ก้าวหน้า ให้มันเหนือกว่า ประชาชนไว้ แล้วประชาชนก็ยังคงเคารพ มันจึงจะตั้งอยู่ได้. เรื่องที่สาม ก็อยากจะพูดถึงเรื่องที่ว่า พระภิกษุ สามเณรของเรา จะมีความมั่นคงได้อย่างไรบ้าง ปีนี้ผมขอโอกาสพูด ถ้ามันจะทำความรำคาญบ้าง ก็ขออภัย. ขอให้ช่วยตั้งใจฟัง ซึ่งผมรู้สึกว่ามันน่าสนใจ เหลือเกิน. ข้อนั้นก็คือ การที่พระของเราจะอยู่กันได้หลาย พรรษา หรือว่าอยู่ไม่ได้ ไม่ทันออกพรรษาก็รบเร้าแต่จะสึก ซึ่งมันปรากฏมากขึ้น. บวชแล้วไม่ทันจะออกพรรษาก็อยาก จะสึก ไม่ให้สึกก็สึก และเกิดมานิยมบวชไม่เข้าพรรษากัน มากขึ้น บวช ๑๕ วัน บวช ๗ วัน มากขึ้น พอถึงคราว พรรษาก็ไม่บวช มันก็บวชน้อยลง และบวชแล้วก็อยู่ไม่ค่อย จะได้. จะวินิจฉัยกันถึงข้อที่อยู่ไม่ค่อยจะได้ ขออาราธนา เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นเจ้าอาวาส

น.15 ๑๑ เป็นเจ้าคณะตำบล หรือเป็นเจ้าคณะไหนก็ตามใจเถอะ ซึ่งมี อิทธิพลพอที่จะปรับปรุงเรื่องนี้ได้ ผมขอถวายความเห็น ผมไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้ทำอะไร แต่ขอถวายความเห็น เมื่อเห็นด้วยแล้วก็คงจะเอาไปทำตามเอง. ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ทำให้พระเรามั่นคง ในพระศาสนา มันมีอยู่ คือขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ โบราณนั่นเอง แต่โบราณ อย่างโบราณ ซึ่งเรามักจะถือว่า งมงาย. ความงมงายนี้มันอยู่คู่กันกะความขลังหรือความ ศักดิ์สิทธิ์. ความขลังความศักดิ์สิทธิ์นี่มันช่วยให้ทำจริง ช่วยให้ปฏิบัติจริง ช่วยให้เอาจริง ฉะนั้นเราควรจะมีความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ไว้ตามสมควร และก็ไม่ต้องงมงาย. ที่งมงาย มันเป็นเพราะว่าเราไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง มันจึงเป็นเรื่องงมงาย ฉะนั้นขอให้พิจารณากันใหม่ ว่าผู้ที่บวชแล้วปฏิบัติตนในกิจ ประจำวัน ขอให้ทำกันใหม่ แบบที่ครูบาอาจารย์ของครูบา- อาจารย์ของครูบาอาจารย์เขาเคยทำกันมา ซึ่งเรามักจะเห็น เป็นเรื่องงมงาย ขอแสดงเป็นเรื่อง ๆเป็นข้อ ๆ ไปก่อน แล้วค่อย วิจารณ์กันทีหลัง. การบวชน่ะ เราจะต้องมีกิจวัตรที่ทำ

น.16 ๑๒ เช่นว่ามาอยู่วัด เรียน ยถาปจฺจยํ. เดี๋ยวนี้ดูจะไม่เอากันแล้ว ผมเข้าใจว่าคงเลิกกันหมดแล้ว ว่ามาอยู่วัดต้องเรียน ยถาปจฺจยํ. เมื่อแรกมาอยู่วัด สิ่งที่เรียนเรื่องแรกก็คือ ยถาปจฺจย์ ยถาปจฺจย์ นั่นเป็นหัวใจทั้งหมด หัวใจแท้ ๆ จริง ๆ ของพระพุทธศาสนา ; คือข้อที่ว่า ธาตุมตฺตเมเวตํ มันเป็นเพียงสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, นิสฺสตฺโต นิฺชฺชีโว สุญฺโญ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ว่างเปล่า จากความหมายแห่งตัวตน : คือบุคคลนี้ก็ดี จีวรที่บุคคลนี้ นุ่งห่มก็ดี บิณฑบาตที่ฉันก็ดี เสนาสนะที่อาศัยก็ดี ยาที่กิน ก็ดี ผู้บริโภคเหล่านั้น มันไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ว่างเปล่า จากความหมายแห่งตัวตน เป็นสักว่าธาตุ. นี่หัวใจของ พุทธศาสนา. ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปนั่งดูเถอะ ลองไปจับมาทั้งหมด มาประมวลดูเถอะ หัวใจของพุทธศาสนาสอนเรื่องอะไร คือ สอนเรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา เรื่องความไม่มีตัวตน. ความ มีตัวตนตายเกิด ตายเกิด เขาสอนกันอยู่แล้วก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาสอนให้เห็นว่า โอ ! ความจริงมัน ไม่ใช่มีตัว ตนมีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตาเป็นสาย ๆ ไปน่ะ.

น.17 ๑๓ เราไปสมมติรวมเอาว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าเกิดว่าตาย ก็ได้เหมือนกัน ถ้าพูดอย่างธรรมดา อย่างภาษาคน อย่าง ศีลธรรม พูดว่ามีตัวตน ว่าเกิดว่าตายได้เหมือนกัน แต่ถ้า พูดอย่างปรมัตถธรรมมันไม่มีตัวตน. พระพุทธเจ้าตรัส ๒ ภาษา พร้อม ๆ กันเลยในหนังสือเล่มเดียวกัน ตรงที่แห่ง หนึ่งว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ - ตนเป็นที่พึ่งแก่ ตน อันนี้มันมีตน. แต่ตรงที่อีกแห่งหนึ่งว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ - ตนของตนมิได้มี. นี่ช่วยไปสังเกตดู ให้มากที่สุด พระพุทธเจ้าก็ตรัส ๒ ภาษาเสมอ ภาษาสมมติก็ ว่ามีตน ภาษาไม่สมมติก็ไม่มีตน, ไม่มีตนนั้นน่ะเป็นคำพูดที่จริง เป็นตัวพุทธศาสนา จริง ฉะนั้นจึง ให้เรียนหัวใจพุทธศาสนาตั้งแต่วันแรก บวช ผู้แรกเข้ามาบวชควรจะได้เรียนหัวใจของพุทธศาสนา เรื่องอนัตตา สุญญตา นิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ. สมัยผม บวชหารู้ไม่ว่าอะไร แต่ว่าเรียนแล้วจำได้ แล้วปฏิบัติตามที่ เขาสอนให้ปฏิบัติ ถึงเวลานี้เราพอจะพูดกันได้ ให้เรียน ยถาปจฺจยํ แล้วบอกว่าหมายความอย่างนั้น ๆ มันเป็นหัวใจ ของพุทธศาสนาอย่างนั้น ๆ จะพูดกันอย่างไรก็ตามใจเถอะ

น.18 ๑๔ มันจะผิดหลักหัวใจของพุทธศาสนาไปไม่ได้ หรือว่าถ้าพูด ผิดไปเป็นภาษาคน ก็เรียกว่าเป็นภาษาสมมติ บอกให้รู้ว่า สมมติโว้ย! ที่มีตัวมีตนมีอะไรนี่สมมติ ที่จริงต้องไม่มีตัวตน แล้วยึดหัวใจพุทธศาสนาไว้ให้ถูกต้อง ให้ตรงจุด แล้วมันก็ พันเพื่อนไม่ได้แหละ แล้วจิตมันก็จะค่อย ๆ น้อมไปในทาง มองเห็นความไม่มีตัวตน. การที่ว่าวันแรกเข้ามาอยู่วัด เรียน ยถาปจฺจยํ นี้ ช่วยทำให้มันเกิดขึ้นอีกที. บรรพบุรุษอุปัชฌาย์อาจารย์ ได้ทำกันมาอย่างนี้ และเราก็ได้รอดตัวมาด้วยเหตุนี้. มันก็ ต้องด้วยเหตุนี้ ผมก็เชื่อว่าผมรอดตัวอยู่ได้ ไม่ได้สึกไม่ได้หา ลาเพศไป ก็เพราะด้วยเหตุเหล่านี้แหละ รู้สึกว่ามันปลูกฝัง ความรู้สึกขลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ในข้อนี้. เรื่องที่สี่ ก็จะพูดไปตามลำดับ ที่ว่าเขา ได้เคย อบรมสั่งสอนกันไว้อย่างไร :- หัวรุ่ง ราวตี ๔ ต้องลุกขึ้น เวลานี้เราก็ตีระฆัง ตี ๔ ให้ลุกขึ้น. แล้วก็ หัวรุ่ง เรียกว่ามีการครองใหญ่ ก็หมาย ความว่าเอาจีวรครองมาครองและทำอย่างพิธีศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต