น.19 ๑๕ ว่าทำพอขัดไม่ได้. "ครองใหญ่" หมายความว่าเอาจีวรครองที่ มีอยู่มาครอง แล้วมาสำรวม แล้วมานั่งทำสมาธิ ทำปัจจ- เวกขณ์ทำอะไรจนกว่าจะอรุณ เพราะฉะนั้นผ้าครองนี่เขาถือว่า ศักดิ์สิทธิ์มาก พอเสร็จแล้วก็เก็บโดยเปลี่ยนผลัด ผลัดเปลี่ยน เอาห่อไว้แหละ แล้วก็ใช้จีวรธรรมดา ที่จะนุ่งไปบิณฑบาต นุ่งไปทำการงาน ไปอะไร. จีวรครองนี่เขาถือเป็นพิเศษ บางองค์ตั้ง ๒๐ ปีแล้ว จีวรครองชุดแรก อันแรก นั่นยังอยู่ ยังไม่ได้เปลี่ยน เพราะเขาถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ทีเดียว; จีวรครอง. ทีนี้ พอจะครองใหญ่ คือหยิบสบงมา, เมื่อหยิบ สบง จับสบงนั้น ว่าหัวใจของพระวินัย หัวใจของพระวินัยมีว่า อา. ปา. มะ. จุ. ปะ. : อาทิกัมม์ ปาจิตตีย์ มหาวรรค จุลวรรค ปริวารวรรค นี่หัวใจพระวินัย เมื่อหยิบสงบมาจะนุ่ง ว่าหัวใจพระวินัย เวลานุ่งว่า ยถาปจฺจย์ บทจีวร. เมื่อหยิบจีวรมาจะห่ม ว่าหัวใจพระสุตตันตะ คือ ที่. มะ, สัง. อัง. ขุ. : ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตฺต- นิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย หัวใจพระสุตตันตปิฎก.
น.20 ๑๖ เมื่อหยิบจีวรมาเพื่อห่ม ว่าหัวใจพระสุตตันตปิฎก ; เมื่อ ห่มก็ว่า ยถาปจฺจย์ บทจีวร. เมื่อหยิบสังฆาฏิมาจะพาด ก็ว่าหัวใจพระ- อภิธรรม สัง. วิ. ธา. ปุ. กะ. ยะ. ปะ. : สังคิณี วิภังค์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก บัฏฐาน แล้วเมื่อ พาดสังฆาฏิก็ว่า ยถาปจฺจยํ บทจีวร. เมื่อ คาดประคตเอว ว่า อิมํ กายพนฺธน์ อธิฏฐามิ. ทีนี้ครองผ้าแล้ว ลุกขึ้นยืนแล้ว นั่งลงแล้ว ก็จุด เครื่องสักการะบูชา ในที่อยู่ของตัว ไม่ได้หมายความว่า ไปลงโบสถ์ร่วมกัน. แต่ทำในที่อยู่ของตัว. จุดเครื่อง สักการะเข้าแล้ว พิจารณาอัตตภาพ ด้วยบทว่า อยํ อตฺต- ภาโว อสุจิ อสุกํ มรณปริโยสานํ กมุมฏฐานํ ภาเวติ แปลว่า อัตตภาพนี้ ซึ่งเป็นอสุจิ อสุภัง มีความตายเป็นที่สุด จงเจริญด้วยกรรมฐาน แล้วก็เจริญกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน ตามสมควร ในที่อยู่แห่งตนนั้น. เสร็จแล้วก็ สวดบทสวด มนต์พอสมควร ปัจจเวกขณ์ อดีตปัจจเวกขณ์ทั้ง ๔ บท แล้วสวดถวายพรพระด้วยบทพาหุง คือสรรเสริญคุณพระ- พุทธเจ้าทั้ง ๘ บท แล้วจึง กรวดน้ำ นี่สวดมนต์นี่มันสวด
น.21 ๑๗ อย่างที่ว่าให้ทำเป็นวัตรเป็นพิธี ไม่ใช่สวดมนต์อย่างที่เรา สวดตามบ้านตามเรือน. ทีนี้เวลายังเหลือ ยังไม่ทันสว่าง ห้ามไม่ให้เอน ตัวลงนอนอีก ไม่มานอนฝันอยู่. นี่ก็ถ้าเวลายังเหลือไม่ให้ นอนอีก และก็ให้ ท่องสวดมนต์ที่เป็นการศึกษา คือเรื่อง การศึกษา หรือเรื่องที่เราต้องท่องจำนั้น. ตอนก่อนสวดมนต์ ตามที่เป็นวัตรปฏิบัติ ตามที่จะต้องสวด. ทีนี้มันสวดเพื่อ เรียน เพื่อท่อง เพื่อจำ. แล้วก็ให้ แสดงอาบัติ. มีเพื่อนแสดงอาบัติเสีย ก่อนอรุณขึ้น เพื่อไม่ให้อาบัติค้างคืน. นี่จะนึกได้หรือ ไม่ได้ ก็แสดงอาบัติเสียก่อนอรุณขึ้น. ทีนี้ก็ รับอรุณ. ที่ว่ารับอรุณนั้นเขาแบ่งอรุณ เป็น ๔ ตอน : ปฐฺโม อรุโณ เสโต, ทฺติโย ตามพมํ เจว, ตติโย โอทาโต, จตฺตฺโถ นฺทฺมุชิโย. เมื่อมัน สักแต่ว่าขาวขึ้นมา แต่ไม่ใช่มันขาวจ้า มันขาวครึ้ม ๆ นั่น เรียกว่าอรุณที่ ๑ พออรุณที่ ๒ เป็นสีแดง หรือสีเหลือง พออรุณที่ ๓ ก็ขาวแจ้ง อรุณที่ ๔ นั้นเห็นหน้าตาชัด เหมือนที่เราเรียกกันว่าเห็นลายมือใหญ่ นั่นมันต้องถึงอรุณ
น.22 ๑๘ ที่ ๔ โน่น จึงจะถือว่าเป็นวันใหม่. วินัยกรรมเกี่ยวกะ พรรษา เกี่ยวกะสัตตาหะ เกี่ยวกะอะไรต่าง ๆ ที่เรียกว่า อรุณ ๆ กันละก็ ขอให้รู้จักนับอย่างนี้. พออรุณที่ ๔ ขึ้นแล้ว ถือว่าเป็นวันใหม่ เป็นวันใหม่ละทีนี้ ขาดตอนกันแล้ว ก็เปลื้องผ้าครอง เปลื้องผ้าครองที่เอามาครองใหญ่เปลื้องออก พับห่อเก็บไว้เสียตามเดิม แล้วไปทำกิจกรรมที่เรียกว่า วัน ใหม่ขึ้นแล้ว. ยังมีบทที่สวดว่าออกไปเป็น การประกาศอรุณว่า อิทานิ อรุโณทยํ อาปุจฉามิ. ข้าพเจ้าขอกล่าวประกาศ ซึ่งอรุโณทัย คือความที่อรุณขึ้นมาใหม่นี่ บอกแก่ตัวเอง เหมือนกะอธิษฐานอะไรว่า มันอรุณแล้ว สิ่งต่าง ๆ ต้องทำ ถูกต้องหมด ระหว่างวัตรวันเมื่อวาน กะวันรุ่งขึ้นนี้ จนถึง ได้ประกาศอรุณแก่ตัวเอง ที่เรียกว่ารับอรุณ ทีนี้ก็มาถึง เรื่องที่จะไปบิณฑบาต เมื่อจับบาตร ขึ้นมา ถ้าบาตรแบบโบราณ ก็เมื่อเอาสายบาตรมาคล้องบ่า เปิดฝาบาตร เอามือควานอยู่ในบาตร. นี่เขาระบุให้ชัดว่า มันเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติ ว่า เปิดฝาบาตร แล้วควานมือ ลงไปในบาตร แล้วเปล่งคำพูดว่า จตตาโร สติปฏฺฐานา
น.23 ๑๙ : ภายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานํ เวทนานุปสฺสนา สติปฏฺฐานํ จิตฺตานุปสฺสนา สติปฏฺธานํ ธมฺมานุ ปสฺสนา สติปฏฺฐานํ. ต้องออกชื่อสติทั้ง ๔ ประการ เอามือควานบาตร แล้วจึงปิดฝาบาตร แล้วจึงเดินไป บิณฑบาต. เมื่อเดินไปบิณฑบาตนั้น ภาวนา หรือนึกว่า สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ ; หรือว่าเลยไปถึงว่า อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรฺตฺ. นี่เมื่อ เดินไปบิณฑบาต ทำในใจอยู่อย่างนี้. เมื่อไปยืนหน้าบ้านคอยรับ กว่าเขาจะออกมาใส่ มีบททำในใจ หรือว่าออกมาที่ริมฝีปากก็ได้ว่า นามรูปํ อนิจฺจํ นามรูปํ ทุกฺขํ นามรูปํ อนตฺตา. เมื่อไปยืนคอย รับบิณฑบาต นี้มันพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตัวเรา ที่มาบิณฑบาตนี้ก็ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หญิงชายที่จะ มาใส่บาตรให้เราก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ข้าวปลาอาหารที่ ใส่ลงไปในบาตรของเรามันก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เมื่อเขากำลังใส่บาตร นั่น บริกรรมในใจถึง ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ฯลฯ บทบิณฑปาโต จะว่าเพียง สุญฺโญ
น.24 ๒๐ ก็ได้ จะว่าไปถึงสุดท้ายนั้นก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมหรือ โอกาส. เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้วกลับมาวัด วางบาตรลง ณ ที่ที่วางบาตร ก็มีบทที่จะต้องกล่าวว่า อิทานิ อาหารคเวสิ ทุกฺขํ สํเวควตฺถูติ วุจฺจติ ซึ่งแปลว่า ความทุกข์อัน เนื่องด้วยการแสวงหาอาหารในกาลนี้นั้น อันท่านกล่าวว่า เป็นวัตถุแห่งความสังเวช. ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการไป แสวงหาอาหารในวันนี้นั้น วุจฺจติ อันท่านกล่าวว่าเป็นวัตถุ แห่งความสังเวช คือทำความรู้สึกว่าอาการแสวงหาอาหาร เป็นวัตถุแห่งความสังเวช. การ ฉันอาหาร พึงบำเพ็ญตามวัตรที่เราปฏิบัติกันอยู่ เช่นเสขียวัตรเกี่ยวกับโภชนะปฏิสิยุตต์ หรือว่าปัจจเวกขณ์ หรือว่าฉันด้วยสติ กินเพียงเหมือนกะว่ากินเนื้อบุตรกลาง ทะเลทราย หรือน้ำมันหยอดเพลาเกวียน . กินพลางนึกถึง การ ที่จะ ทำให้ทายกทายิกามีกำไรมากที่สุดไปพลาง. นี่ ขอให้ฟังไว้ งมงายหรือไม่งมงาย บ้าหรือดี ถ้าเราปฏิบัติ ตามนี้ แล้วมันจะค่อย ๆ ซึมซาบขึ้นมา ๆ ด้วยความรู้สึกว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ ว่าสูงสุด ว่าทำเล่นไม่ได้ แล้วจะค่อยซึมด้วย
น.25 ๒๑ ความหมายอันแท้จริง แล้วก็จะเกิดประโยชน์แก่ตัวเราเอง เกิดประโยชน์แก่ทายกทายิกาทั้งหลาย แล้วเกิดประโยชน์ แก่พระศาสนาด้วย. ทีนี้จะ อธิบายเป็นทำนองวิจารณ์ให้ฟัง ว่า เมื่อ หยิบสบงจะมานุ่ง ว่าหัวใจพระวินัย มันก็คล้าย ๆ เราทำความ เข้าใจว่าเรานุ่งพระวินัย พระวินัยเป็นผ้านุ่งของเรา เรานุ่ง พระวินัยนี่เราทำผิดไม่ได้ เราทำเลวไม่ได้. ทีเมื่อเอาจีวร อุตตราสงค์ มาห่ม เราห่มพระสุตตันตปิฎก เราต้องรู้จักการ ดับทุกข์ทั้งหมด ตามความมุ่งหมายของพระสุตตันตปิฎก. เมื่อเราพาดสังฆาฏิ ให้สมบูรณ์ ให้สวยงาม นั่นหมายความ ว่าเราพาดพระอภิธรรม ซึ่งเป็นคำบรรยายที่สูงสุด สวยสด ลึกซึ้งตามแบบของพระอภิธรรม. เรานุ่งพระวินัย เราห่มพระสูตร เราพาดคลุม บ่าด้วยพระอภิธรรม. ถ้ามันเกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ในใจแล้ว มันก็ยึดจิตใจไว้ได้มากทีเดียว ในครั้งแรกจะ ประทับใจ ชนิดที่ว่าเหมือนวันแรกบวชใหม่ไม่อยากข้าว. เหตุไรที่คนที่บวชวันแรกบวชใหม่ไม่รู้สึกหิวข้าว เพราะมัน เต็มไปด้วยความรู้สึกขลังศักดิ์สิทธิ์ของการบวช มีปีติปราโมทย์
น.26 ๒๒ เหลือประมาณ. ตอนนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราเอาสบงมานุ่ง ก็รู้สึกว่าเรานุ่งพระวินัย ; เอาจีวรมาห่ม ก็รู้สึกว่าเราห่ม พระสูตร ; พาดสังฆาฏิ ก็รู้สึกว่าเราพาดพระอภิธรรม แล้วจะอยู่ด้วยเครื่องคุ้มครอง ค้ำจุนอย่างดีที่สุดเลย. เมื่อคาดประคตเอวก็ว่า อิมํ กายพนฺธน์ อธิฺฐามิ หมายถึงเราจะต้องเป็นผู้เข้มแข็ง เราจะเป็นผู้แน่นแฟ้น เข้มแข็ง เหมือนที่เราคาดรัดประคต อธิษฐานกายพันธนัง ครองผ้า แล้วนั่งพิจารณาอัตตภาพ อยํ อตฺต- กาโว อสุจิ อสุภํ มรณปริโยสานํ กมฺมฺฏฐานํ ภาเวติ ขอให้อัตตภาพนี้เจริญด้วยกรรมฐานว่า อสุจิ อสุภัง และมี ความตายเป็นปริโยสาน คือเจริญอสุภกรรมฐานด้วยร่างกาย ของเราโดยตรงนั่นเอง แล้วจึงสวดมนต์ จึงปัจจเวกขณ์ จึง พรพระ รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า. ตำรานี้เขาใช้พาหุง แทนอิติบีโส แทนพุทธคุณ เพราะว่าพาหุงนั้นแสดงบทที่ เชิดชู เทิดทูน สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง ; แล้วจึงกรวดน้ำ. นี่หมายความว่า หัวรุ่งทุกหัวรุ่งมันมีการ กรวดน้ำ มีการสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า มีการปัจจเวกขณ์ อดีตปัจจเวกขณ์ (อชฺช มยา) ทั้ง ๔ บท.
น.27 ๒๓ เวลายังเหลือห้ามนอนลงอีก ฉะนั้นถ้าว่าพระ- เณรที่เขาไม่ได้ลุกขึ้นครองใหญ่นั้นยังนอนฝันหวานอยู่จนแจ้ง จนเพื่อนต้องมาเตะกันให้ลุกขึ้นนี่ มันต้องผิดกันมากแหละ นี่ลุกขึ้นปัจจเวกขณ์ หรือทำอะไรแล้ว เวลายังเหลือห้ามเอน ห้ามนอนลงมาอีก ให้ศึกษาเล่าเรียน ให้อะไร ก็สุดแท้แหละ ให้แสดงอาบัติเสร็จก่อนอรุณ เพื่อไม่ให้อาบัตินี่มันข้ามวัน ข้ามคืน. ประกาศอรุณว่า มันอรุณแล้วโว้ย คล้าย ๆ กับ บอกว่าอย่างนั้นแหละ. อรุณแล้วโว้ย บอกตัวเอง อรุณ แล้วโว้ย วันหนึ่งผ่านไปแล้วเว้ย วันหนึ่งไปแล้วเว้ย จะได้ ทำอะไรให้มันถูกต้องตามการกำหนดของวัน. เมื่อ เอาบาตรคล้องบ่า เปิดบาตร ควานบาตร ให้ออกชื่อสติปัฏฐานทั้ง ๔ ก็คือต้องการให้มีสตินั่นเอง. มีสติ มีสติ เป็นผู้มีสติไปบิณฑบาต มีสติไปบิณฑบาต จึงออกชื่อ สติปัฏฐานทั้ง ๔ เมื่อควานทั่ว ๆ บาตร ควานทั่ว ๆ บาตรนี่ เขาบัญญัติไว้ให้ทำ อย่างน้อยมันป้องกันไม่ให้มีอะไรอยู่ใน บาตร เหมือนกะพระเณรที่ประมาทบางองค์ พอไปบิณฑบาต พอเปิดบาตร ในนั้นผ้าอาบอยู่เต็ม ช้อนซ่อมก็มี ขลุกขลัก กันใหญ่ เพราะมันไม่ปฏิบัติวัตรข้อนี้ โดยวัตรแท้ ๆ แต่
Buddhadasa