Buddhadasa.org

การใช้อานาปานสติให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน ตอนที่ ๔ — ใช้ได้ทุกวัยและทุกอาชีพ

การใช้อานาปานสติให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การใช้อานาปานสติให้เป็นประโยชน์ในบ้านเรือน (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.22 ๑๖ เด็กจะสามารถบังคับระบบประสาท กระทั่งระบบจิตใจ, จะเป็นเด็กที่สุภาพ เยือกเย็น เรียบร้อยกว่า. ทีนี้พอถึง เด็กวัยรุ่น มันกำลังจะบ้าแล้วโว้ย พวก เด็กวัยรุ่นนี้มันกำลังจะบ้า จับตัวมาฝึกระบบอานา- ปานสติ ให้รู้จักบังคับความรู้สึก ขับไล่ความรู้สึกที่ไม่พึง ปรารถนาออกไป สร้างสรรค์ความรู้สึกที่ควรจะมี, ถ้าเด็กวัย รุ่นทำได้อย่างนี้ มันไม่ต้องไปดิสโก้เธค ให้พ่อแม่น้ำตาไหล เหมือนที่เป็น ๆ อยู่, มันจะไม่ทำอะไรให้พ่อแม่น้ำตาตกเหมือน เด็กชนิดที่มันไม่รู้จักบังคับจิต. เด็กวัยรุ่นที่รู้จักบังคับจิตนี้ จะช่วยพ่อแม่ได้มาก, ช่วยทางเศรษฐกิจได้มาก, ช่วย ตัวเองได้มาก ช่วยอะไรได้มากทุกอย่างแหละ ขอให้สอน ให้เขาทำอานาปานสติให้สำเร็จ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. เอ้า, พอมาถึง รุ่นหนุ่มสาว นี่มันไวไฟแล้ว มัน จะบ้าแล้ว, ถ้ารู้จักทำอานาปานสติ กันเสียบ้าง แล้วมันก็ ไม่ต้องเดือดร้อนมาก, ไม่ต้องหมดเปลืองมาก, ไม่ต้อง เสียเงินเสียทองไปบำรุงบำเรออะไรกันให้มันมากมาย, ไม่ต้อง วิตกกังวลด้วยการที่มันจะไม่สมเกียรติ สมยศสมศักดิ์สมอะไร

น.23 ๑๗ ต่าง ๆ นี้ สงบรำงับจิตใจไว้ได้ด้วยระบบอานาปานสติ จะ เป็นคนหนุ่มคนสาวที่สดชื่นแจ่มใส ไม่มีไฟแผดเผาอยู่ใน หัวใจ เป็นคนสงบเยือกเย็น. ทีนี้ก็พ่อบ้านแม่เรือน ที่รับเอาชีวิตวัวมาหนักอึ้ง ลากแอกลากไถเหมือนกับสัตว์ที่ลากแอกลากไถ, พ่อบ้าน แม่เรือนรู้จัก ทำอานาปานสติเถิด มันจะขับไล่แอกไถทาง จิตทางวิญญาณ ให้มันหมดไป ให้มันเบาไป, ชีวิตนี้ก็จะ ไม่หนัก ไม่เต็มไปด้วยความรู้สึกตึงเครียด กดทับหนักหน่วง เหมือนที่เขาเป็น ๆ กัน. คนสูงอายุ อายุยิ่งมากเข้าร่างกายมันรบกวนมากเข้า ก็ขอให้รู้จักทำอานาปานสติ เถิด, คนสูงอายุทั้งหลาย อาตมาก็ต้องเรียกตัวเองว่า สูงอายุกับเขาเหมือนกันแหละ เดี๋ยวนี้ก็ ๘๐ กว่าแล้ว ก็ได้อาศัยระบบนี้ช่วยตัวเองมาโดย ตลอด, ความชรามันจึงไม่ค่อยย่ำยี ความชราไม่ค่อยเบียดเบียน ไม่ค่อยย่ำยี ไม่ค่อยเผาลน มันก็อยู่ ได้ด้วยความเป็นปกติอยู่ มาก ผู้สูงอายุใช้ระบบอานาปานสติเป็นเครื่องมือต่อต้านกับ ความชรา.

น.24 ๑๘ ทีนี้ พอถึงความชราเก่าแก่คร่ำคร่า แล้วก็ ฝึก อานาปานสติไว้ให้ดีเถิด จะได้รู้เวลาตาย, จะตายด้วย การหายใจครั้งไหน มันมีทางที่จะรู้ เพราะมันฉลาดในการ สังเกตลมหายใจมาเรื่อย ๆ ๆ, เปลี่ยนแปลงมาอย่างไร เปลี่ยน แปลงมาอย่างไร, ศึกษาลมหายใจนั่นแหละ จะได้รู้ว่านี้มัน ใกล้จะตายหรือยัง, มันใกล้จะตายหรือยัง, อาจจะกำหนดได้ ว่าจะตายในการหายใจครั้งไหนก็ได้เหมือนกัน มันจะได้ตายดี ที่สุด หัวเราะเยาะความตาย คนแก่ชราตาย ก็จบกัน. นี้มันก็ ใช้อานาปานสติตั้งแต่อยู่ในท้อง จน คลอดออกมา จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนชราเป็นคนตาย, ได้อาศัยอานาปานสติหล่อเลี้ยงมาอย่างนี้ เป็นมนุษย์สมบูรณ์ แบบ มนุษย์ที่เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ มีความสดชื่น แจ่มใส เป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง คือมีความรู้ มีความตื่น มีความเบิกบาน พุทธบริษัท แปลว่าบุคคลผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันจะรู้ จะตื่น จะเบิกบาน ด้วยอะไร ? ขอเสนอว่า ด้วย ระบบอานาปานสติ จะทำให้รู้เรื่องที่ควรรู้, โดยเฉพาะ

น.25 ๑๙ อย่างยิ่งเช่นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, แล้วก็ ตื่นจากหลับ คือ ตื่นจากความโง่ ตื่นจากอวิชชา ไม่ใช่ตื่นตูมตกใจ ไม่ใช่ แต่ว่าตื่นจากหลับหลับด้วยกิเลส, ตื่นมาเสียได้จากความหลับ ด้วยกิเลส, แล้วก็เป็นผู้สดชื่น แล้วก็ เบิกบานด้วยอำนาจ ของธรรมะ เป็นบานที่ไม่โรย บานที่ไม่กลับหุบแล้วก็ไม่ โรย, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ถึงที่สุด ด้วยอาศัยอำนาจ ของอานาปานสติ. นี่เรียกว่าถ้าจะดูกันตามวัยระดับแห่งอายุแล้ว อานา- ปานสติช่วยได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง ไม่ใช่หลอกกันเล่นนะ, ถ้าว่า แม่รู้จักทำอานาปานสติเถิด ลูกในท้องก็จะได้รับประโยชน์ด้วย แล้วก็จะดีมาเรื่อยๆ ๆ กระทั่งคลอดออกมา เติบโตเป็นคนแก่ คนชรา จะตายไปด้วยความกล้าหาญ บังคับใจให้ปกติอยู่ได้ ใช้อานาปานสติแก้ปัญหาชีวิต. เอ้า ทีนี้อยากจะพูดอีกสักนิดต่อไปอีกว่า ระบบ การงาน การงาน ที่มีอยู่ต่าง ๆ กัน, อาชีพการงานหน้าที่ นั่นแหละ มันทำให้เกิด เป็นวรรณะ ขึ้นมา, วรรณะแท้จริง มันมีโดยอาชีพ หน้าที่การงาน. วรรณะสมมติว่าเกิดมา

น.26 ๒๐ จากท้องบิดามารดานั้นมันสมมติ มันไม่จริงดอก, กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทย์ สี่วรรณะนี้ เพียงแต่เกิดมาจากท้องนี้ มันไม่จริงดอก เลิกเสียก็ได้, แต่วรรณะโดยหน้าที่การงาน ที่ทำอยู่จะเลิกไม่ได้. ถ้าว่า ทำหน้าที่การปกครอง ต่อต้านข้าศึกศัตรู นั้น ก็ เป็นอาชีพกษัตริย์, เป็นวรรณะกษัตริย์ที่แท้จริง จะ เกิดมาจากบิดามารดาชนิดไหนก็ได้ นับเป็นวรรณะกษัตริย์. แต่ ถ้าทำหน้าที่ศึกษาสามารถสั่งสอน ก็เป็นวรรณะ พราหมณ์. ถ้า ทำการงาน ให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ทางเศรษฐกิจของบ้านเมือง ก็เป็นวรรณะแพศย์ หรือ ไวศยะ. ถ้า ด้อยสมรรถภาพ ต้องเป็นกรรมกร มันก็ เป็นวรรณะศูทย์. มันมีอยู่จริงถึง ๔ วรรณะ อันนี้เลิก ไม่ได้ ไม่มีใครอาจจะเลิกได้ เพราะหน้าที่การงานมันบังคับ ให้เป็น ขอให้วรรณะ แต่ละวรรณะรู้จักทำอานาปานสติ เถิด. วรรณะกษัตริย์ รู้จักทำอานาปานสติแล้ว จะปฏิบัติ หน้าที่ได้ดี, วรรณะพราหมณ์ ผู้สั่งสอน ปฏิบัติอานาปานสติ

น.27 ๒๑ เถิด จะสั่งสอนได้ดี, วรรณะแพศย์ หรือไวศยะก็ประกอบ ธุรกิจการงานทั้งหลาย ก็มีอานาปานสติเถิด จะทำหน้าที่ ของตนได้ดี, จะเป็น กรรมกร แบกหามก็เถอะ รู้จักทำ อานาปานสติเถิด จะเหนื่อยน้อย จะแบกข้าวสารได้มาก กว่าคนที่ไม่รู้จักทำ พอโยนกระสอบหนักลงไปแล้ว นั่งทำ อานาปานสติ ๒-๓ ครั้งก็หายเหนื่อย. การทำอานาปานสติ ช่วยหน้าที่การงานของคนได้ทุกวรรณะ, นี้เรียกว่าวรรณะ ทั้ง ๔. ทีนี้ยังมีวรรณะ วรรณะที่ไม่ค่อยจะรู้จักกันอีก ก็ คือ วรรณะฆราวาส และ วรรณะบรรพชิต บวชเป็นนัก บวชก็เรียกว่าวรรณะเหมือนกัน, อยู่บ้านเป็นฆราวาสก็เรียก ว่าวรรณะเหมือนกัน. วรรณะฆราวาส แล้วบวชก็เป็น วรรณะนักบวช ๒ วรรณะ มี ๒ วรรณะ ทั้ง ๒ วรรณะ นี่แต่ ละวรรณะจงรู้จักทำอานาปานสติเถิด แม้จะอยู่เป็น ฆราวาสก็จะเป็น ฆราวาสที่เยือกเย็น, เป็น วรรณะนักบวช แล้วยิ่งต้องรู้จักทำอานาปานสติ จะส่งเสริมให้ความเป็น นักบวชดีที่สุดให้ถึงที่สุด. นี่วรรณะ ๒ ซึ่งเป็นอยู่จริง และเป็นอยู่มาก เป็นอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่วรรณะใดก็วรรณะ

น.28 ๒๒ หนึ่ง, หรือว่าจะถือว่าเมื่อได้ทำอานาปานสติ มันก็เปลี่ยน เป็นวรรณะนักบวชก็ได้เหมือนกันแหละ อยู่ที่บ้านทำอานา- ปานสติ ใจสงบก็กลายเป็นวรรณะสมณะนักบวช ได้ผลดี ลองดูซิ, อยู่เป็นฆราวาสนั่นแหละ พอทำอานาปานสติสำเร็จ ก็เป็นวรรณะนักบวชขึ้นมาแล้ว, นี้ อานาปานสติมันจะช่วย ได้ถึงขนาดนี้. เอ้า, ถ้าจะแยกให้มันชัด ๆ ไปกว่านี้อีก แยกเป็น อะไรดี ชาวนาชาวสวน รู้จักทำอานาปานสติเถิด จะ ขุด ดินไม่เหนื่อย, จะขุดดินไม่เหนื่อย ชาวนาชาวสวนรู้จักทำ อานาปานสติ. ทีนี้ พ่อค้า ค้าขาย จะไม่เป็นพ่อค้าใจร้ายขูดรีดสูบ เลือด เพราะว่าจิตมันสงบ, พ่อค้าที่มีอานาปานสติ จิต มันสงบ มันจะไม่ขูดรีด มันจะไม่สูบเลือด. ข้าราชการ ก็เหมือนกันแหละ มันจะไม่ทำนาบน หลังราษฎรดอก ถ้ามันมีอานาปานสติ มีจิตใจสงบ จะ ได้รับความรักความเคารพจากประชาชนทั้งหลาย ไม่ขูดรีด ไม่กดขี่ ไม่ข่มเหง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบ จะเป็น ข้าราชการที่ดี.

น.29 ๒๓ เป็นกรรมกรทุกชนิด จะกวาดถนน จะล้างท่อ ถนน จะแจวเรือจ้าง จะทำอะไรก็ตาม ถ้ามีอานาปานสติ ทำอานาปานสติได้แล้ว จะเหนื่อยน้อย จะโกรธยาก ยากที่ จะโกรธ ยากที่จะโกรธผู้อื่น ยากที่จะโกรธตัวเอง. กรรมกร เหล่านี้ที่เห็นว่ามันโกรธขัดใจ เพราะมันเหนื่อย, แต่ถ้า รู้จักทำอานาปานสติบรรเทาเหน็ดเหนื่อยแล้ว มันจะไม่อึดอัด ขัดใจเหมือนตกนรกทั้งเป็นอย่างนั้น, มันจะพอใจ มันจะ ชื่นใจ มันจะเย็นใจในการปฏิบัติ เหงื่อยิ่งออกมายิ่งเย็น เหงื่อ ยิ่งออกมายิ่งเย็น, ใครทำได้บ้าง เหงื่อออกมายิ่งเย็น มันมี แต่ว่าเหงื่อออกมายิ่งร้อน ยิ่งโมโหโทโส ยิ่งด่าผีด่าสางด่า เทวดาโชคชาตาอะไรต่าง ๆ, อาตมาเคยเห็นพวกแท็กซี่ อาชีพแท็กซี่บางคนค่าเรื่อย ไม่รู้ค่าอะไร มันไม่ได้ตามพอใจ ของตน, กรรมกรที่มีอานาปานสติเป็นคู่มือ เหงื่อจะเย็น. จะบอกเสียหน่อย. กรรมกรคนไหนมีอานาปานสติอยู่ กับเนื้อกับตัวแล้วเหงื่อจะเย็น เหงื่อจะไม่เป็นของร้อน เหงื่อจะไม่เป็นสิ่งทรมานจิตใจ นี่ ขอให้เป็นกรรมกรเย็น. แม้ว่า จะเป็นขอทาน เป็นคนขอทาน จะมีความ สุขยิ่งกว่ามหาเศรษฐี ยิ่งกว่ามหาเศรษฐี ถ้าไม่มีธรรมะ,

น.30 ๒๔ ไม่มีอานาปานสติแล้ว มันก็จะตกนรกทั้งเป็น ตกนรกทั้งเป็น, แต่ถ้ามีธรรมะแล้ว มันจะสงบเย็น พอใจอิ่มใจ ไม่มีอะไร เดือดร้อนใจ, มหาเศรษฐีต้องมีภาระมาก ต้องบริหารเงิน จำนวนร้อยล้านพันล้าน มันหนักอกหนักใจ แต่ถ้ามีอานา ปานสติเป็นเครื่องระงับความหนักอกหนักใจแล้ว ก็จะเย็น เหมือนกัน, จะไม่เป็นโรคจิตโรควิญญาณ แต่จะมีความสงบ ฉะนั้น ทั้งเศรษฐีก็ตามขอทานก็ตาม ถ้ามีอานาปานสติแล้ว มันก็จะมีความสงบสุข. ถ้าเป็นนัก ศิลปิน มีการฝีมือมี ความละเอียด ประณีตในการทำงานอย่างยิ่ง แล้ว ยิ่งต้องมีอานาปานสติ อานาปานสติทำให้ใจเย็น, พอใจเย็นแล้วการฝีมือจะทำดีที่สุด จะเย็บปักถักร้อย จะแกะจะสลัก หรือจะร้องเพลง หรือ อะไรก็ตาม ศิลปินนั้นจะทำงานได้ดี เพราะว่ามันมีอานา- ปานสติ. เห็นจะพอแล้วกระมัง ที่ว่าเอาอานาปานสติมาใช้ นอกวัด เอามาใช้ในกิจการบ้านเรือน, ขอให้ลองคิดดู เท่าที่ กล่าวมาแล้วนี้ มันแก้ปัญหาได้มากมายมหาศาล.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต