Buddhadasa.org

การทำทาน ตอนที่ ๒ — ตอนที่ ๒ ว่าด้วยวัตถุทาน

การทำทาน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การทำทาน (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.8 ๔ ง. คำว่า ยัญญ์ คำนี้เป็นชื่อแทนของทาน และยังหมายสูงขึ้นไป ถึงข้อปฏิบัติ ที่ยิ่งกว่าทาน ด้วย ที่จริง คำนี้เป็น คำที่มี มาใน ศาสนา พราหมณ์มาก่อน เป็นชื่อของการทำพิธีตามศาสนานั้นที่ถือกันว่าเป็น พิธีล้างบาป เมื่อกูฎทันตพราหมณ์มากล่าวสรรเสริญัญญ์นั้นในสำนัก ของพระองค์ พระองค์ จึงตรัสว่า ยัญญ์ ในศาสนาพราหมณ์สู้ยัญญ์ ในพุทธศาสนาไม่ได้ เมื่อกูฎทันตพราหมณ์ทูลถาม จึงได้ตรัสข้อ ปฏิบัติที่เรียกว่ายัญญ์ ในพระพุทธศาสนาไว้ สี่อย่าง คือ ( ๑ ) นิจฺจ- ภัตตทาน การให้อาหารเป็นทานเนื่องนิตย์ ( ๒) วิหารทาน การ ให้ที่อยู่อาศัยแก่ผู้ต้องการทั่วไป ( ๓ ) สรณคมน์ การถึงพระ รัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกไม่มีอื่นยิ่งกว่า ( 4 ) ปญฺจสีลสมาทาน การสมาทานศีลห้าอย่างเคร่งครัด ทั้ง 4 อย่างนี้เป็นยัญญ์ มีผลมาก มี อานิสงส์มากกว่า ยัญญ์ ๑๖ อย่าง ของ กูฎทันตพราหมณ์ ผู้เลื่อมใสใน ยัญญ์ พึงรู้จักยัญญ์ ในพระพุทธศาสนาดังนี้ คำเหล่านี้ข้าพเจ้ากล่าวแต่ย่อ ๆ พึงทราบโดยพิศดารในบทต่อไป ซึ่งจะกล่าวฉะเพาะทานประเภทหนึ่ง ๆ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยอามิสทาน การให้ สิ่งของ ทานนี้ชี้ง่าย ๆ เช่นที่ชาวบ้านกระทำแก่พระสงฆ์ หรือที่คนพวก อื่นช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ถ้าแบ่งโดยหลักกว้าง ๆ ก็เป็น ๒ อย่าง

น.9 ๕ คือ ( ก) ให้แก่บุคคล เรียกปาฏิปุคคลิกทาน แปลว่าการให้แก่ บุคคลโดยเจาะตัว ( ข) ให้แก่หมู่หรือคณะไม่ฉะเพาะตัว เรียก สังฆทาน เพื่อจะอธิบายเนื้อความเหล่านี้ให้เข้าใจง่ายเป็นลำดับ จะ แบ่งออกเป็นหัวข้อ ๕ อย่าง ดังต่อไปนี้ : _ ๑. ลักษณะของวัตถุที่ควรให้ ท่าน ผู้ ถนัดใน พระสูตร กล่าว จำแนกของ ที่ควรให้ ไว้ โดยชื่อ ๑๐ คือ : - ก. อนุนํ เข้า ได้แก่ อาหาร ของเคี้ยว กินที่ จัดเป็น อาหารแข็ง ทุกชะนิด. ข. ปานํ น้ำ ได้แก่เครื่องดื่มทุกชะนิด รวมทั้งน้ำธรรมดาด้วย. ค. วตฺถํ ผ้า ได้แก่ เครื่อง นุ่งห่ม และ ที่ เกี่ยวกับ การ นุ่ง ห่ม ทุกชะนิด. ง. ยานํ ยาน ได้แก่พาหนะเครื่องเดินทางทุกอย่าง ตลอด จนร่ม รองเท้า. จ. มาลา ระเบียบ คือสิ่งที่ใช้ประดับตกแต่งสถานที่ เช่นพวง ดอกไม้. ฉ. คนฺธํ เครื่องกลิ่น เป็นเครื่องบูชาอบกลิ่นให้หอม เช่นธูป เป็นต้น. ช. วิเลปนํ เครื่องลูบได้ คือเครื่องลูบทาขัดสีเพื่อความสะอาด หมดจด.

น.10 ๖ ซ. สยนํ ที่นอน เสนาสนะเกี่ยวกับการนั่งนอน เช่นเสื่อหมอน เตียงตั่ง. ฌ. ปทีเปยุยํ เครื่องประทีป ได้แก่เครื่องให้เกิดแสงสว่างตลอด จนเครื่องอุปกรณ์ของสิ่งนั้น เช่นตัวตะเกียงและส่วนใดส่วนหนึ่งของ ตะเกียง เช่นน้ำมันเป็นต้น นี่ท่านกล่าวฉะเพาะสิ่ง. ส่วนท่านที่ถนัดทางวินัยกล่าวให้ย่อ ลงไป กว่านั้น เหลือ เพียงสี่ อย่าง คือ ก. พวกอาหารทุกอย่างรวมทั้งเข้าและน้ำ ข. พวก เครื่องนุ่งห่มปกปิดร่างกาย ค. พวกที่อยู่อาศัย เช่นบ้านเรือนวิหาร ตลอดจนเครื่องใช้ ในที่อยู่นั้น ๆ ง. พวกยารักษาโรค และ ของที่ เกี่ยวกับการอนามัย ( เครื่องป้องกันโรค ) ทุกอย่างด้วย. ส่วนท่าน ที่ถนัดทาง ปรมัตถ์ กล่าวเป็นหลัก รวบยอดอีก อย่างหนึ่ง ยกเอาประสาท ๕ เป็นเกณฑ์ จึงแบ่งของที่จะให้เป็นทานได้ คือ ( ก) สิ่งที่รู้เห็นได้ด้วยตา เช่นรูปหรือหนังสือ หรือแสงสว่างเป็น ต้น ( ข) สิ่งที่อาจรู้ได้ด้วยหู เช่นคำสั่งสอนเป็นเทศน์หรือปาฐกถา ต่าง ๆ ( ค) สิ่งที่อาจรู้ ได้ด้วยจมูก หมายเอาเครื่องกลิ่นที่เป็นไป เพื่อความสำราญหรือกำจัดโรคเป็นต้น ( ง) ที่รู้ได้ด้วยลิ้น เช่น อาหารเครื่องดื่มเป็นต้น และ ( จ) ที่รู้ได้ด้วยกาย ได้แก่สิ่งที่เกี่ยว กับร่างกายอย่างอื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว เช่นเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น. ข้อนี้แม้ว่าในคัมภีร์จะกล่าวแยกกันอย่างไรก็ดี ที่แท้ ก็เป็นอย่าง เดียวกัน ขอแต่ให้เป็นสิ่งที่ได้มาโดยทางบริสุทธิ์ ไม่ใช่ได้มาด้วย ทุจริต และเมื่อให้ไปแล้วต้องเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ ถือเอาใจ

น.11 ๗ ความง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่ผู้รับต้องการในทางที่ประกอบด้วยธรรม แต่จะ สังเกตได้ว่า ในพระสูตรออกจะกล่าวถึงเครื่องสำอางมากไป น่าจะ เป็นของที่นิยมเป็นของจำเป็นใน สมัยโน้น และ อีกอย่างหนึ่งพระ สูตรก็เป็นหลักปฏิบัติสำหรับผู้เกี่ยวกับการอยู่เป็นฆราวาสมากกว่าการ มุ่งออกจากทุกข์ ในสังสารวัฏฏ์เสียทีเดียว. ๒. ลักษณะของผู้ ให้ ก่อนแต่จะให้ทาน มีหลักที่ควรถือให้มั่นที่สุดว่า ชำระตนเองให้ บริสุทธิ์ทั้งกายวาจาใจ ๑ เลือกหาผู้รับที่บริสุทธิ์ ๑ ให้ด้วยอาการที่ บริสุทธิ์ ๑ ในสามข้อนี้จะกล่าวลักษณะของผู้ให้เสียก่อนในตอนนี้. ผู้ให้ทานที่แท้จริงต้องเป็นผู้ ไม่ หวังตอบแทนผลโดยเจาะจงอย่าง นั้นอย่างนี้ แต่จะมุ่งเอาผลคือความสุขโดยกว้าง ๆ ตามแต่ทานจะให้ ผลได้อยู่ ควรให้ด้วยน้ำจิตต์ คิดอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั่วหน้า หรือจะ บูชาคุณความดีเป็นการตอบแทนท่านที่เป็นบุพพการีของตน หรือตั้ง ใจจะบำรุงสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มหาชน เช่นศาสนาเป็นต้น ให้ยั่งยืน ถาวร แม้ ที่สุดใคร่จะทำบุญอุทิศให้แก่ท่านที่ล่วงลับไปแล้ว ก็นับว่า เป็นทานได้ แต่ควรตั้งเจตนาไว้ ให้สดใสบริบูรณ์ในเวลาทั้งสาม คือ เวลาก่อนแต่จะให้ ก็มีใจแช่มชื่นไม่เดือดร้อน คิดว่าเราจะทำสิ่งที่ทำ ได้ยาก ที่บัณฑิตสรรเสริญ ๑ เวลาที่กำลังให้อยู่ ก็ทำจิตต์ ให้เลื่อม ใส่ในการกระทำนั้น ๑ เพื่อให้แล้วก็ไม่เกิดความระแวงสงสัยหรือเสีย

น.12 ๘ ดาย ย่อมเป็นผู้เพลิดเพลินอยู่เสมอว่า “ เราได้ทำบุญแล้ว " ระลึก ได้ ทีไรก็เกิดความอิ่มใจทุกคราว เพราะตนเป็นผู้ทำบุญประกอบด้วย การพิจารณาอย่างถ้วนถี่ และทำในสิ่งที่เห็นได้ด้วย ปัญญา ว่า เป็น ประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่ทำงมงาย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีความอิ่มใจใน ทานอยู่จนตลอดชีวิต สมกับคำที่พระองค์ตรัสหลักของการทำทานไว้ ใน ฉพงฺคทานสูตร องฺคุตฺตรนิกาย ว่า : " ก่อนแต่ให้ ทายกมีใจดี เมื่อกำลังให้ จิตต์ก็เลื่อมใส ให้แล้วก็อิ่มเอิบใจ นี่เป็นความบริบูรณ์แห่งยัญญ์ ( คือทาน )" ถึงแม้ ในอรรถกถาแห่งมัยหสกุณชาดกเป็นต้น ก็กล่าวว่า "ทาน เป็นของมีผลมากแก่ผู้ที่สามารถทำเจตนาทั้งสามให้บริบูรณ์เท่านั้น." แต่ตามธรรมดาที่คนโดยมากให้ สิ่งของกัน มักจะไม่เป็นไปตาม หลักที่กล่าวมาแล้ว ดังที่พระองค์ตรัสไว้ ในทานสูตร ( อฏฐ. องฺ.) ว่า มักมีลักษณะ ๘ อย่าง คือ ( ๑ ) ให้เพราะรักใคร่พอใจด้วย อำนาจความกำหนัด ( ๒ ) ให้เพราะไม่ชอบสิ่งนั้น หรือโกรธเคือง วัตถุ บุคคลอย่างใด อย่างหนึ่งแล้วให้ วัตถุที่เป็นต้นเหตุ แห่งการโกรธ เคืองนั้นเสีย ( ๓ ) ให้เพราะหลงตามที่เขาให้ ๆ กัน ( 4 ) ให้ เพราะกลัวบุคคลบางคนหรือของบางอย่าง ( ซึ่งน่าจะหมายตลอดถึง กลัวตาย ) ด้วย ( ๕ ) เพราะคิดว่าจะทำตามประเพณีที่ตระกูลเคย ทำมา (๖ ) ให้ด้วยคิดว่าเมื่อตายแล้วจะได้ ไปสวรรค์ ( ๗ ) ให้ ด้วยคิดว่า เมื่อเรากำลังให้จิตต์ของเราจะผ่องใสดี (๘) ให้เพราะ หวังเอา เครื่องประดับ อันวิจิตรตอบแทน ในบรรดาเหตุ ๘ อย่างนี้

น.13 ๙ แสดงถึง ความเศร้าหมอง แห่งน้ำใจของผู้ บำเพ็ญทาน ด้วยหวังเอาของ ตอบแทนหรือมีเหตุอย่างอื่น มาบังคับให้ทำ ผู้ให้ทานควรทำใจให้ ผ่องแผ้วจากอาการที่ว่ามานี้. อีกอย่างหนึ่ง ท่านจัดลักษณะของผู้ ให้ว่ามีต่าง ๆ กันเพราะอาการ ที่ให้ หรือเพราะอำนาจตัณหาและความตระหนี่ ผู้ให้ทานด้วยของที่ เลวกว่าที่ตน บริโภคเอง เรียกว่าเป็นทาษแห่งทานนั้น ผู้ที่ให้ ของ เสมอกับที่ตนใช้บริโภคเอง เรียกว่าเขาเป็นสหายด้วยทานนั้น ส่วน ผู้ที่ให้ทานดีกว่าที่ตนใช้สรอยเอง เรียกว่าเจ้าแห่งทานนั้น แจกตาม นัยนี้ก็เป็นสามพวกด้วยกัน แต่ในอรรถกถาแห่งสีหสูตรอังคุตตรนิกาย กล่าวว่า ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจตัณหาไม่กล้าให้ทาน เรียกว่าเป็นทาษ แห่งทาน ผู้ที่ข่มตัณหาหรือความตระหนี่เสียได้ และบำเพ็ญทานอยู่ เรียกว่าเป็นเจ้าเหนือทานเหมือนกัน. ผู้ที่ให้ทานเรียกว่าทายก ผู้ที่เป็นเจ้าของทานแต่ใช้ ให้บุคคลอื่น ให้ ให้ เรียกว่าทานบดีคือเจ้าทาน แต่ถ้าเป็นเจ้าของเองด้วย และ ให้ด้วยมือของตนเองด้วย เรียกว่าเป็นทายกเป็นทั้งทานบดีมีผลยิ่งขึ้น ไปอีกมาก ผู้ให้ทานจึงควรให้ด้วยตนเอง คำนี้กล่าวไว้ ในมาฆสูตร สุตตนิบาต แต่ในอรรถกถาของสูตรนั้นกล่าวว่า จะถือเป็นหลัก กว้าง ๆ ทั่วไปว่า คนธรรมดาให้ทานเป็นระยะมีความตระหนี่เกิดอยู่ บ่อยๆ เรียกว่าทายก ส่วนผู้ที่ไม่มีความตระหนี่เช่นท่านอนาถบิณฑิก เศรษฐี เรียกว่าทานบดีดังนี้ก็ได้. อีกอย่างหนึ่ง ตามธรรมดาผู้ ให้ทานควรให้ตามสัทธาและความ

น.14 ๑๐ เลื่อมใสของตน ไม่พึงให้ยิ่งหย่อนกว่าสัทธา เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น จะไม่ทำให้เกิดความชื่นชมยินดีในเมื่อให้เสร็จแล้ว ทำให้ อุปราปร- เจตนาไม่บริบูรณ์ และทานก็จะมีผลไม่เต็มที่ การที่ให้แล้วเกิดความ เสียดายภายหลังนั้น เป็นการทำลายทานนั้นเองเช่นเดียวกับคนที่ปลูก สร้างสิ่งใดลงแล้วกลับรื้อทิ้งเสีย จึงควรให้พอเหมาะแก่สัทธา เพื่อ ให้สมกับคำที่ตรัสไว้ ในมลวรรค ขุททกนิกายธรรมบทว่า " บุคคล ย่อมให้ทานตามสัทธาตามความเลื่อมใสเท่านั้น.' คำว่าสัทธา กล่าวตามหลักอันมีที่มาในที่ต่าง ๆ มีอยู่สองชะนิด คือ ( ๑ ) สัทธาเกิดจากเขาชวนหรือเห็นเขาทำก็ทำตามเขา และ ( ๒ ) สัทธา ที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยตนเอง อาศัยปัญญา และ สัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องชักนำ สัทธาอย่างหลังนี้สามารถทำให้ทานเป็นไปโดยราบรื่น มีผลเต็มที่ และคำที่พระองค์ตรัสว่าให้ตามสัทธา ก็หมายเอาสัทธา อย่างหลังนี้ ส่วนสัทธา อย่างแรกเป็นไป เพราะอำนาจผู้อื่น อาจ นำความไม่อิ่มใจมาให้แก่ผู้ทำที่ไม่เป็นบัณฑิต เพราะเหตุนี้ ท่านจึง กล่าวไว้ว่า "จิตต์ ที่คิดจะให้ทานประกอบด้วยความรู้ดีรู้ชอบเป็น เบื้องหน้านี้ เป็นมงคล เป็นศิริ เป็นเครื่องเย็นใจ" รวมความว่า ลักษณะของผู้ให้ทานก็คือ ประกอบไปด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ชำระตนเองให้บริสุทธิ์ด้วยศีล ทำใจให้ผ่องแผ้วหมดจด มองเห็น อานิสงส์แห่งทานที่ตนจะทำอย่างแจ่มแจ้ง จนเกิดปีติได้ ตลอดเวลา ทั้ง ๓ ดังกล่าวแล้ว.

น.15 ๑๑ ๓. ลักษณะของผู้ รับทาน ผู้รับทาน เปรียบเหมือนนาสำหรับหว่านเข้ากล้า เมื่อที่ไม่ดีก็ไม่ สามารถงอกงามมีผลเต็มที่ฉันใด แม้ทานที่ให้ ไปก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ผู้รู้ จึงเลือกหาผู้รับทาน. แต่การที่จะกล่าวให้แน่นอนลงไปว่า ใครที่เป็นผู้รับทานอันอาจ ให้ผลมากที่สุดนั้นเป็นของยาก จะกล่าวตามแนวที่กล่าวไว้ ในทักขิณา วิภังคสูตร วรรคที่ ๔ อุปริปัณณาสก์ พอเป็นเครื่อง สังเกตจับ หลักฐานเอาใจความตามที่ท่านแบ่งไว้ โดยย่อ ๒ ประเภท คือ บุคคล และคณะ ซึ่งเราเรียกกันว่า บุคคลิกทานและสังฆทาน ซึ่งถ้าจะแจก ให้ละเอียดก็เป็น ๒๑ ชั้น และสูงขึ้นไปตามลำดับ แห่งผลที่ยิ่งมากขึ้น ดังกล่าวต่อไปนี้ : _ (๑ ) ให้แก่สัตว์เดียรัจฉานเช่นไก่กาที่พบเข้าด้วยหวังว่า ประ- โยชน์สุขจงมีแก่สัตว์ทั่วไป ( ความเห็นของข้าพเจ้าว่า การให้แก่คน ขอทานก็นับเข้าในข้อนี้ ). (๒) ให้แก่ผู้ที่ประกอบการงานเลี้ยงชีพ ด้วยการเบียดเบียนสัตว์ อื่นเช่นชาว ประโมงค์ เป็นต้น ( ข้อนี้เข้าใจ ความหมาย ของท่านยาก น่าจะหมายว่าให้เพื่อให้เขาเลิกจากการหากินไม่ชอบนั้นเสีย เพราะ ท่านว่ามีผลมากขึ้นไปกว่าอย่างที่ ๑ ). (๓ ) ให้แก่คฤหัสถ์ผู้ หาเลี้ยงชีพประกอบด้วยธรรม เช่น ทำนา ทำสวน ไม่มีมารยา ไม่ขี้อวด มีศีล (แต่ไม่บริบูรณ์ด้วยสรณคมน์ ).

น.16 ๑๒ ( ๔ ) ให้แก่นักบวชนอกศาสนา ที่สั่งสอนคนให้รู้จักลักษณะ แห่งกรรมและวิบาก เช่นพวกดาบสผู้ ได้อภิญญา ๕ อย่างเป็นผู้ไม่มี ความกำหนัดในกาม. ทั้งสี่จำพวกที่กล่าวมานี้ ท่านว่ามีผลพอประมาณได้ว่าเท่านั้นเท่านี้ ต่อไปนี้เป็นพวกที่ให้ผลประมาณมิได้. ( ๕ ) ให้แก่ผู้ ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติมรรค มีอยู่ ๘ พวกคือ :- ก. อุบาสกอุบาสิกาผู้ ตั้งมั่นในสรณาคมน์ ข. " " " ศีลห้า ค. " " " ศีลสิบ ง. สามเณรผู้บวชในวันนั้น จ. ภิกษุผู้บวชในวันนั้น ฉ. ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยวัตรและปฏิบัติ ช. ภิกษุผู้ ปรารภวิปัสนา ซ. ภิกษุผู้ บรรลุโสดาปัตติมรรค ( ๖ ) ถวายแก่ผู้ บรรลุโสดาปัตติผล ( ๗ ) " " สกทาคามิมรรค ( ๘ ) " " สกทาคามิผล ( ๙ ) " " อนาคามิมรรค (๑๐) " " อนาคามิผล (๑๑) " " อรหัตตมรรค (๑๒) " " อรหัตตผล

น.17 ๑๓ (๑๓) ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า (๑๔) " พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๔ นี้ หมายเอาการถวายฉะเพาะตัวเป็นบุคคลิกทาน ต่อนี้ไปเป็นการถวายแก่หมู่ที่เรียกว่า "สังฆทาน" อีก ๗ พวก คือ : _ (๑๕) ถวายแก่ บรรพชิตรูปใด รูปหนึ่งซึ่งได้ มาจาก ภิกษุณีสงฆ์ (๑๖) " " " ภิกษุสงฆ์ (๑๗) " " " สงฆ์ทั้งสอง ฝ่ายคือทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์. (๑๘) ถวายแก่หมู่แห่งภิกษุณีสงฆ์ทีเดียว. (๑๙) ถวายแก่หมู่แห่งภิกษุสงฆ์ ทีเดียว. (๒๐) ถวายแก่หมู่ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์รวมกัน. (๒๑) ถวายแก่สงฆ์สองหมู่นั้นและยังมี พระพุทธเจ้าเป็นประธาน อีกด้วย ใน ๗ พวกข้างปลายนี้ เรียกว่าถวายแก่สงฆ์. ตามที่กล่าวมานี้ เป็นหลักที่ท่านแสดงไว้เรียงตัวตั้งแต่ต่ำขึ้นไป หาสูง ใคร่ครวญดูจะเห็นได้ว่า ท่านแสดงการให้ แก่สัตว์ชั้นต่ำ ๆ ทั่วไปไม่เลือกว่าดีหรือเลว เป็นการช่วยเหลือโลกโดยไม่เลือกหน้า ถัดขึ้นมา ท่านแสดง เอาพวกที่ กำลังปฏิบัติ เพื่อละราคะ โทษะ โมหะ และท่านที่ละราคะโทษะโมหะได้แล้ว ถัดขึ้นไปอีก แสดงเอาท่านเหล่า นั้นเหมือนกัน แต่รวมกันเป็นหมู่จัดเป็นผู้รับทานอย่างเลิศ ผู้รู้ควร พิจารณาเลือกหาผู้รับทานให้เป็นไปสมตามประสงค์. แต่ถ้าจะกล่าวอย่างย่อที่สุดแล้ว ได้ หลักจาก ฉฬงุคทานสูตร ฉกฺกนิบาต องฺคุตฺตรนิกายว่า ทานจะมีผลใหญ่ก็เพราะประกอบด้วย

น.18 ๑๔ องค์ ๖ ประการ คือผู้ให้ประกอบด้วยองค์สาม และผู้รับก็ประกอบ ด้วยองค์สาม องค์ของผู้ให้ก็คือเจตนาทั้งสามเวลาที่กล่าวแล้วข้างต้น ส่วนองค์ของผู้รับ ๓ คือ ( ๑ ) เป็นผู้ละราคะได้แล้วหรือกำลังปฏิบัติ เพื่อละอยู่ (๒ ) เป็นผู้ละโทษะได้แล้ว หรือกำลังปฏิบัติเพื่อละอยู่ ( ๓ ) ละโมหะได้แล้วหรือกำลังปฏิบัติเพื่อละอยู่ ผู้รับที่ประกอบ ด้วยองค์สามนี้สามารถทำให้ทานของทายกที่ถวายประกอบด้วยองค์ สาม มีผลเต็มที่ได้ ผู้เป็นภิกษุหรือผู้ปฏิญญาณตนว่าเป็นผู้รับทาน คือของ ที่เขาให้ด้วยสัทธา ควรประกอบองค์สามนี้ไว้ในตนอย่างยิ่ง. การบูชาหรือถวายทานแก่ผู้ มีตนอันเจริญแล้ว ( คือละราคะโทษะ โมหะได้แล้ว ) ครั้งเดียว มีผลมากกว่าการบูชาอย่างอื่นที่ทำกันร้อยปี ตั้งพันเท่า คำนี้ตรัสไว้ใน สหัสสวรรค ธรรมบท ส่วนในตัณหาวรรค ได้ตรัสไว้เป็นคำเปรียบว่า พื้นนามีหญ้า เป็นศัตรูฉันใด หมู่สัตว์ ก็มีราคะโทษะโมหะและอิจฉา ( คือความอยาก ) เป็นศัตรูฉันนั้น เพราะ ฉะนั้นทานที่ให้ในบุคคลผู้ ไม่มีราคะโทษะโมหะและอิจฉาสี่อย่างนี้ จึง เป็นทานมีผลมากที่สุด. เมื่อได้ทราบลักษณะของผู้ ควรรับทาน พอควรแล้ว ควรทราบ ลักษณะของผู้ไม่ควรรับทานไว้บ้าง ลักษณะผู้ ไม่ควรรับทานได้ตรัส ไว้ในทานสูตร อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย ว่า ผู้ที่มีความเห็นผิด มีความดำริผิด มีวาจาผิด อาชีวะผิด ความพยายามผิด การระลึกผิด และตั้งใจไว้ ในทางที่ผิด (ตรงกันข้ามกับพรรค ๘ ประการ) เหล่านี้เป็น ปฏิคาหกที่รับทานแล้ว ไม่อาจทำให้ทานมีอานิสงส์มากมีผลบริบูรณ์

น.19 ๑๕ เต็มที่ เหมือนกับนาที่ดอนเกินไปและประกอบด้วยหินและกรวด มีดิน เค็มไม่มีเหมืองบริบูรณ์เป็นต้น อันไม่สามารถให้เข้ากล้าได้ผลบริบูรณ์ ที่แท้ควร ที่ประกอบด้วยองค์แปดนี้ ก็คือผู้ที่ไม่มีศีลสมาธิปัญญาอันเป็น ข้อปฏิบัติเพื่อละราคะโทษะโมหะนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง ควรทราบลักษณะและน้ำหนักของผู้ทุศีล แต่ปกปิด ความชั่วของตนไว้รับทานของทายกโดยขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเนื้อ ความในบาลีแห่งอัคคิขันโธปมสูตร ที่ตรัสไว้ ใน สตฺตกนิบาตอังคุตตร นิกาย ( พระไตรปิฎกหน้า ๑๒๙ ) เป็นเนื้อความที่ทรงตรัสกะภิกษุ ในระหว่างทางที่พระองค์กำลังเสด็จไปในแคว้นโกศลตอนหนึ่ง มีใจ ความว่า : " ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญเนื้อความนี้อย่างไร คือ บุรุษมีกำลังแข็งแรง เอาแผ่นเหล็กอันร้อนแดงลุกโชน มีเปลวสว่าง มานาบเข้าที่กายนี้อย่างหนึ่ง กับการที่คนทุศีลใช้สรอยจีวรที่พวก กษัตริย์และพราหมณ์เขาให้ด้วยสัทธานี้อีกอย่างหนึ่ง สองอย่างนี้ไหน จะประเสริฐกว่ากัน." " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การใช้สรอยจีวรที่พวก กษัตริย์ และ พราหมณ์เขาให้ด้วยสัทธาประเสริฐกว่า." " ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักบอก เราจักอธิบายแก่พวกเธอ การ ที่บุรุษมีกำลังเอาแผ่นเหล็กที่ร้อนแดงลุกโชนมีเปลวสว่างมานาบเข้า ที่ กายนั่นแหละเป็นการประเสริฐดีสำหรับผู้ที่ทุศีล ผู้มีธรรมอันลามก มี สมาจารสกปรกนึกขึ้นมาก็กินแหนงตัวเอง มีกิจการซ่อนเงื่อน ปฏิญ-

น.20 ๑๖ ญาณตนว่าเป็นสมณะก็ไม่ใช่สมณะ ปฏิญญาณตนว่าเป็นพรหมจารีก็ ไม่ใช่พรหมจารี เป็นคนเน่าบูดอยู่ภายใน เป็นคนบ้ากาม สัญชาติของ มันคล้ายขยะมูลฝอย, ข้อนี้เหตุไรจึงเป็นอย่างนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่เข้าถึงความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตายเพราะถูกนาบด้วยแผ่น เหล็กนั้นยังเป็นการดี การที่คนทุศีลต้องเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก เพราะกายแตกทำลาย ยิ่งไม่ประเสริฐไปกว่านั้นอีก และการที่จะเข้า ถึงอบายทุคติวินิบาตนรกนั้น ก็เพราะมันเป็นคนทุศีล มีธรรมลามก เป็นคนสกปรก มีการประพฤติน่าคลื่นเหียน มีกิจการซ่อนเงื่อน (คือ คนนอกไม่มีใครรู้ ) ไม่ใช่สมณะก็ยังปฏิญญาณว่าเป็นสมณะ ไม่เป็น พรหมจารีก็ยังปฏิญญาณว่าเป็นพรหมจารี ภายในเน่าคลุ้งเป็นคนบ้า กาม มีสัญชาติคล้ายขยะมูลฝอย ซ้อนและจะให้มันบังเกิดในอบายทุคติ วินิบาตนรกตั้งแต่กายแตกทำลายไป และเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไร้ ประโยชน์ สิ้นกาลนาน ฯลฯ. " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญเนื้อความนี้เป็นอย่างไร คือการที่บุรุษแข็งแรง เอาขอเหล็กอันร้อนโชนลุกโพลงมีเปลวสว่าง กระชากปากแล้วใส่ก้อนเหล็กอันร้อนเหมือนอย่างนั้นเข้าในปาก มัน ไหม้ปากของผู้นั้น แล้วไหม้ ลิ้น, คอ, ท้อง ทำลำไส้ ใหญ่น้อยให้ออก โดยทวารเบื้องต่ำ ( นี้อย่างหนึ่ง ) กับการที่คนทุศีลบริโภคก้อนเข้าที่ กษัตริย์และพราหมณ์ ให้ตกในบาตรด้วยสัทธา (นี้อีกอย่างหนึ่ง) ทั้ง สองอย่างนี้อย่างไหนจะประเสริฐกว่ากัน ฯลฯ ( คำต่อไปก็เหมือน กับข้างต้นที่ว่าด้วยเอาเหล็กนาบผู้ทุศีลที่ใช้ จีวรของทายก เปลี่ยนแต่ เรื่องและการกระทำเสียเท่านั้น ).

น.21 ๑๗ " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้เป็นอย่างไร คือการที่บุรุษมีกำลังแข็งแรง จับคนทุศีลที่ศีรษะหรือที่คอ กดให้นั่ง หรือนอนลงบนเตียงเหล็กหรือตั่งเหล็กที่ร้อนจัดลุกเป็นไฟโพลงโชติช่วง กับการที่คนทุศีลใช้สรอยเตียงตั่ง ( ตลอดจนเครื่องใช้อย่างอื่นด้วย ) ที่กษัตริย์และพราหมณ์ถวายด้วยสัทธา ทั้งสองอย่างนี้ อย่างไหนจะ ประเสริฐกว่ากัน ฯลฯ. " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้เป็นอย่างไร คือการที่บุรุษแข็งแรงจับคนทุศีล ทำให้มีศีรษะเบื้องต่ำ มีเท้าเบื้อง บน หย่อนลงในหม้อโลหะอันร้อนเป็นไฟมีเปลว โชติช่วง ต้มให้ปนกับ ฟองที่เดือด บางคราวลอยขึ้นมาข้างบน บางคราวจมลงเบื้องต่ำ บาง คราวขวางอยู่เช่นนี้ กับการที่ภิกษุทุศีลทนอาศัยในวิหาร ที่ กษัตริย์ และพราหมณ์ถวายด้วยสัทธา ทั้งสองอย่างนี้ อย่างไหนจะประเสริฐ กว่ากัน ฯลฯ." ความย่อว่า พระองค์ตรัสว่าสำหรับคนทุศีลนั้น ยอมให้เขานาบ ด้วยแผ่นเหล็กร้อน หรือยอมกลืนก้อนเหล็ก และนอนบนเตียงเหล็ก และให้เขาต้มในหม้อเหล็กอย่างที่กล่าวมาแล้ว ยังเป็นการดีเสียกว่า ที่จะทนใช้สรอยจีวร บริโภคบิณฑบาตร ใช้สรอยเสนาสนะและอาศัย ในวิหารที่ทายกเขาถวายด้วยสัทธาแท้จริง ซึ่งพระอรรถกถาจารย์แก้ ความข้อนี้ไว้ในอรรถกถาต่าง ๆ เช่นอรรถกถาธรรมบทว่า การยอม ให้ ขาทำเช่นนั้นได้รับทุกข์พอประมาณและชั่วชาตินี้เท่านั้น ส่วนการ ปลอมตนทนใช้สรอยหรือรับของเช่นนั้น ต้องเสวยทุกข์หลายร้อยชาติ

น.22 ๑๘ เป็นการเทียบน้ำหนักของบุคคลผู้ รับทาน ที่ทุศีล และไม่ทุศีลให้เห็นเช่น ว่ามาแล้ว ผู้จะปฏิญญาณตนเป็นผู้รับทานของผู้อื่น ก็พึ่งชำระตนเอง ให้หมดจดเพื่อความเย็นใจไม่ให้เกิดความรังเกียจกินแหนงแก่ตน และผู้ อื่น จึงจะชื่อว่า ทักขิเณยยบุคคลผู้บริสุทธิ์. ๔. ลักษณะของการให้ทั่วไป ลักษณะของการให้ทานนั้น มีนัยพิศดาร เป็นสิ่งที่ทายกควรรู้จึง จะสามารถให้ทานด้วยอาการที่บริสุทธิ์ได้ แต่จะกล่าวการให้ที่ไม่อาจ ให้ผลหรือกลับเปนโทษแก่ผู้ให้เสียก่อน. ในมิลินทปัญหาปกรณ์กล่าวการให้ สิบอย่างซึ่งไม่นับว่าเป็น ทาน และบางทีอาจกลับเป็นโทษส่งผู้ให้ไปอบาย คือ ๑ ให้น้ำเมาคือสุรา และเมรัย ( และคงหมายเอาของเมาอย่างอื่นทุกชนิดด้วย ) ๒ ให้ สาตราวุธ คือของที่ใช้ประหารทุกชะนิดทั้งที่มีคมและไม่มีคม ๓ ให้ยา พิษทุกอย่างทั้งที่ทำให้ ถึงตายหรือเพียงแต่เจ็บป่วย ๔ ให้เครื่องจอง จำทรมานสัตว์ ๕ ให้เครื่องชั่งตวงที่ฉ้อโกงไม่แน่นอน ๖ ให้รูปภาพ หรือสิ่งที่กระทำวิจิตร (เครื่องประดับเพื่อสวยงาม) อย่างอื่น ๗ ให้ หญิงแก่ชายด้วยมุ่งเมถุนธรรมอย่างเดียว ( เห็นจะหมายความว่าไม่ มุ่งความเจริญอย่างอื่น ) ๘ ให้แม่ไก่แก่พ่อไก่ ๙ ให้แม่สุกรแก่พ่อ สุกร ๑๐ ให้พ่อโคแก่แม่โค ( ๓ อย่างข้างหลังนี้ คงหมายเอาการให้ ที่ผู้ให้มุ่งมุ่งแต่เพียงให้สัตว์ ทั้งสองได้ เสพย์ อสัทธรรม อัน เป็น เครื่อง

น.23 ๑ ๙ ย้อมใจให้ชุ่มด้วยราคะแก่สัตว์นั้นหรือผู้ที่พบเห็น เหมือนกับข้อ ๗ เหมือนกัน ไม่หมายถึงการเลี้ยงสัตว์เกิดพืชพันธุ์แพร่หลายเป็นเครื่อง มือของมนุษย์ ผู้สนใจลองพิจารณาดูด้วย ). ในอรรถกถามงคลสูตรตอนทานกถา กล่าวว่า การให้วัตถุเป็น อาหาร หรือเป็นเครื่องอุดหนุนอย่างอื่นแก่สัตว์ ที่ตนเลี้ยง เพราะมันมี รูปร่างลักษณะสวยงาม ( สัตว์ดูเล่น ) หรือมีเสียงเพราะ ( เช่นนก เขาเป็นต้น ) หรือมันให้ของตอบแทนเช่นน้ำนมและไข่ตลอดจนที่ให้ การป้องกัน ( เช่นสุนัขเฝ้าบ้าน ) เหล่านี้ไม่นับว่าเป็นทาน อีกนัย หนึ่งการให้แต่เล็กน้อยเพียงคำครึ่งคำก็ไม่อาจให้ผลสม ตาม ปรารถนา ของผู้ให้ได้ ( ท่านคงหมายเอาผู้สามารถให้ ให้พอแก่ความประสงค์ ได้ แต่ตนตระหนี่เกินไป ) ส่วนการให้ด้วยอำนาจความชอบพอกำ- หนัดรักใคร่ หรือเพราะความกลัว หรือประสงค์จะจ้างเขาให้สินบน เป็นต้น เหล่านี้นอกจากไม่นับเป็นทานแล้ว ยังกลับให้ โทษแก่ผู้ให้ เสียอีกในบางคราว. นอกจากนี้ท่านยังกล่าวไว้ ในที่อื่นเป็นหลักกว้าง ๆ ว่า ไม่ให้สิ่ง เป็นเครื่องอุดหนุนแก่ผู้ทำการทุจจริต เช่นคนเป็นขะโมยหรือทำร้ายผู้ อื่นและไม่ให้แก่ผู้ที่สามารถ และสมควร ทำการหาเลี้ยงชีพ ด้วยตนเอง แต่ขี้เกียจหรือเอาเปรียบเกาะผู้อื่นกิน อันเป็นการให้ ที่ทำให้คนจมอยู่ ในความขี้เกียจมากขึ้น การที่จะให้ ควรเลือกหาเหตุผลให้สมควรเสีย ก่อนแล้วจึงให้ ต่อไปนี้จะกล่าวลักษณะของการให้ ที่มีผลมากที่ทั่วไป ทั้งปุคคลิกทานและสังฆทาน ส่วนที่แปลกฉะเพาะสังฆทานจะแยกไว้

น.24 ๒๐ กล่าวในตอนหลัง ดังกล่าวมาแล้วว่า นอกจากผู้ให้และผู้รับเป็นผู้ บริสุทธิ์แล้ว กิริยาที่ให้ต้องบริสุทธิ์ด้วย แต่หลักอันนี้ท่านกล่าวไว้ ต่าง ๆ กันในที่หลายแห่ง ในที่นี้จะยกเอาคำที่พระองค์ตรัสไว้ ในบาลี ทานสูตร ( อฎฺฐ.องฺ.) ขึ้นเป็นหลัก ตามที่ทรงแจกไว้ ๘ อย่างเรีย กว่าสัปปุริสทาน คือ ๑. ให้สะอาด ๒. ให้ปราณีต ๓. ให้โดย กาล 4. ให้สมควร ๕. เลือกให้ ๖. ให้เนื่อง ๆ ๗. เมื่อให้ก็ เลื่อมใส ๘. ให้แล้วก็ชื่นบานทุกเมื่อ และหาหลักจากคำที่มาในที่ อื่น ๆ มาอธิบายประกอบดังนี้ : _ ๑ ให้สะอาด ในบาลีฉฬงุคทานสูตร ตอนหนึ่งกล่าวว่า "ทายก ล้างมือเองแล้วให้ด้วยมือของตน" คำนี้มีความหมายกว้างตามอรรถ- กถาของสูตรนี้ว่า ทายกล้างมือล้างเท้าของทักขิเณยยบุคคล (ผู้ควร รับทาน ) และของตนเองหรือถวายน้ำบ้วนปากด้วยตน เอง เป็น ต้น แล้วถวายด้วยน้ำใจประกอบด้วยสัทธาเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย และ ในคุณความดีของท่านผู้ รับนั้น มิได้หวังอย่างอื่นนอกจากคลองธรรม กระทำให้สะอาดทั่วทุกอย่าง และคำว่าล้างมือล้างปากยังมีความหมาย อย่างอื่นอีกก็ได้ว่า ทายกชำระตนเองให้สะอาดด้วยการสมาทานศีล เสียก่อนให้ทาน แม้ปฏิคาหกก็ชำระตนด้วยการทำคืนโทษที่ติดตัว อยู่ เช่นแสดงอาบัติเสียก่อนเป็นต้นก็ได้ โดยย่อก็คือ ทั้งฝ่ายทายกและ ปฏิคาหกเป็นผู้ มีกายวาจาและน้ำใจอันสะอาด และวัตถุก็เป็นของ บริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นของลักขะโมยหรือฉ้อโกงเขามาเป็นต้น. ๒ ให้ประณีต โดยความก็คือ นอกจากวัตถุเป็นของทำโดย

น.25 ๒๑ ประณีตเท่าที่ตนสามารถแล้ว ใจต้องเป็นของประณีต เพราะ ท่าน ประสงค์เอาใจเป็นใหญ่ สมกับคำที่พระองค์ตรัสกะอนาถบิณฑิก เสรฎฐีว่า สิ่งของจะดีหรือจะเลวไม่เป็นประมาณ เมื่อใจประณีต แจ่มใสด้วยอำนาจสัทธาแล้ว สิ่งของหรือทานก็ชื่อว่าประณีต. อีกอย่างหนึ่ง กิริยาท์ให้ โดยเคารพก็ชื่อว่าประณีตเหมือนกัน ให้ โดยเคารพต่อของที่ให้ไม่ทำอาการดุจขว้างทิ้งใครเก็บได้ ใครเก็บไป หรือถือเป็นของนิดหน่อยสำหรับตนผู้ร่ำรวยมีทรัพย์มาก และเคารพต่อ ผู้รับ แม้จะเป็นยาจกรูปร่างไม่สมประกอบก็ไม่แสดงกิริยาดูหมิ่นแม้ แต่เล็กน้อย การเคารพเป็นของสำคัญ มาในหลักแห่งสัปปุริสธรรม ข้อ ๗ ว่า สัตบุรุษ คือคนดีคนสงบคนฉลาด ย่อมให้ทานโดยเคารพ ที่จริงการเคารพนี้เองอาจทำให้ทานที่ลงทุนน้อยมีผลมาก หรือทานลง ทุนมากมีผลน้อยก็ได้. ๓ ให้โดยกาล คือควรแก่เวลา หมายความว่าเป็นคราวที่อาจ เป็นประโยชน์แก่ผู้รับได้เต็มที่เป็นทานมีผลมากกว่าธรรมดา หลักใน พระสูตรมี ๕ คือ เวลาที่ผู้ รับมาจากที่อื่นไม่มีที่รู้จักพักพาอาศัย ๑ เวลาเจ็บป่วยไม่สามารถเลี้ยงตัว ๑ เวลาหาอาหารได้ยากเช่นคราวเข้า ยากหมากแพงเป็นต้น ( แม้การถวายไม่ให้ตรงกับวันที่เขาถวายกัน มาก ๆ พร้อมกัน ก็นับเข้าในข้อนี้ ) ๑ และของแรกมีมาใหม่ยากที่ ที่ใครจะบริจาคได้ ๑ เป็น ๕ อย่างดังนี้ ได้ความตามหลักนี้ว่า เป็น เวลาที่ผู้รับมีความต้องการเต็มที่. ฉะเพาะพระองค์เองตรัสสรรเสริญบิณฑบาตรของนางสุชาดาธิดา

น.26 ๒๒ พรหมณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งถวายทานแก่พระองค์ก่อนผู้ อื่นในวันตรัสรู้ใหม่ ๆ และ บิณฑบาตรทาน ของนายจุนทกัมมาร บุตร ที่ พระองค์ ทรงรับ แล้ว เสด็จปรินิพพาน นับเป็นทานครั้งสุดท้ายในพระชนม์ของพระองค์ว่า เป็นทานมีผลมากกว่าทานอื่น ตามหลักนี้ได้ความว่าเป็นบิณฑบาตรครั้ง แรกที่สุดและครั้งหลังที่สุด. ในหลักแห่งการถวายทานที่อาจให้ผลแรงกล้าทันตาเห็นข้อ ที่ ๕ ว่า เวลาที่พระอรหันต์ พึ่งออกจากสมาบัติ ถวายเสียก่อนผู้ อื่น ได้หลัก ตามนี้ว่าเป็นเวลาที่ท่านผู้รับกำลังต้องการอย่างยิ่ง ( เพราะการเข้า นิโรธสมาบัติเว้นจากการบริโภคอาหารนานตั้ง ๗ วันก็มี ) สรุปความ อย่างสั้น ๆ ว่า เวลาที่จะถวายทานให้มีผลมากก็คือเวลาที่ผู้รับต้องการ ที่สุด และเป็นประโยชน์มากที่สุด และเป็นเวลาที่ทำได้ยากที่สุดด้วย ๔ ให้สมควร คือของที่ตนควรให้ และผู้รับก็ควรรับ เรียกว่า ถูกตัวถูกฝา ชี้ตัวอย่างที่ไม่ควรเช่นถวายเครื่องนุ่งห่มของฆราวาสแก่ บรรพชิตที่จะดำรงเพศอยู่สืบไป แม้ ที่สุดแต่ของบางอย่างที่ไม่ผิดตรง กันข้ามถึงอย่างนั้น แต่เป็นไปเพื่อปลูกราคะและความมักมากแก่ผู้รับ เช่นให้ของเล่นแก่สมณะเป็นต้น ก็นับเป็นของไม่ควรเหมือนกัน คำ พูดที่ขำ ๆ เช่นให้หวีแก่คนหัวล้าน ให้แหวนแก่คนนิ้วด้วน ก็เป็น เครื่องแสดงเนื้อความนี้ได้อย่างดี. ในหลักสัปบุริสธรรมอีกหมวดหนึ่งซึ่งมีเพียงห้าข้อ ข้อที่ ๕ กล่าว ว่า ให้ โดยไม่ต้องทำตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน หมายความอย่าง ต่ำว่าให้รู้จักฐานะและกำลังทรัพย์ของตนเอง ถ้าตนยังจำเป็นต้อง

น.27 ๒๓ อาศัยทรัพย์อยู่ครองเรือน ก็ไม่ทำทรัพย์ ให้หมดไปจนลำบาก เว้นไว้ แต่จะทำตนเป็นผู้ ไม่มีเรือนอันได้แก่การออกบวชที่สูงขึ้นไป ที่ว่าไม่ เบียดเบียนผู้อื่นก็คือไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ใครทั้งทางตรงและทาง อ้อม เช่นขอจากผู้อื่นมาให้แก่ผู้อื่นเป็นต้น. ๕. การเลือกให้ ข้อนี้พระองค์ตรัสไว้ ในตัณหาวรรคธรรมบท ว่า การพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงให้ทาน เป็นสิ่งที่พระสุคตสรรเสริญ เป็นธรรมดาของสัตบุรุษผู้ประกอบไปด้วยปัญญา ย่อมเลือกทั้งผู้รับ และทั้งวัตถุที่จะให้และเวลาควรให้ ๆ เหมาะเจาะ แต่ไม่หมายว่าเลือก จนในที่สุดก็ให้ ไม่ลง มีบาลีในอัฏฐกนิบาตอังคุตตรนิกายกล่าวไว้ว่า "เมื่อผู้รับทานสมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ทานที่ถวายไปจะมีผล สำเร็จ ดุจพื้นที่ดี สามารถให้เมล็ดพืชที่มนุษย์หว่านลงไปเผล็ดผลเต็ม ที่ได้ เมื่อนั้นแหละ กรรมที่เขาทำจะให้ผลแก่เขาได้ เพราะฉะนั้น เมื่อบุคคลหวังผล จงหว่านทานลงไปในเขตต์ ที่ดีเถิด จงคบกับผู้มี ปัญญาเชี่ยวชาญ ทานจึงจะมีผลมาก." ๖. ให้เนือง ๆ ได้แก่การสะสมบุญไว้คราวละเล็กละน้อยจนกว่า จะเป็นบุญก้อนใหญ่ อย่าคิดว่าเป็นของเล็กน้อยแล้วจะไม่เอาใจใส่ เสียเลย ของมากต้องเกิดมาจากของน้อย จึงตรัสไว้ ในปาปวรรค ธรรมบทว่า "บุคคลอย่าดูหมื่นว่าบุญเล็กน้อยจะไม่ให้ผล ( จงดูแต่) ตุ่มน้ำ ยังสามารถเต็มเพราะฝนที่ตกลงมาทีละหยาดได้ เมื่อนักปราชญ์ สั่งสมบุญอยู่ที่ละน้อย ๆ ก็อาจเต็มด้วยบุญเหมือนกัน." อีกอย่างหนึ่ง เมื่อได้พยายาม สั่งสมบุญไว้มาก ก็จะมีกำลัง

น.28 ๒๔ สามารถย่ำยีบาปให้หมดช่องให้ผล ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในอังคุลิมาล สูตร มัชฌิมนิกายว่า " คนที่เคยประมาท ภายหลังกลับตนเป็นผู้ ไม่ ประมาท ทำความดีทดแทนความชั่วที่ตนกระทำ ก็ย่อมมีรัศมี ( คือ เป็นคนดีมีสง่า) อยู่ในโลกดุจพระจันทร์ ที่พ้นจากกลีบเมฆเหมือนกัน" เพราะฉะนั้นบุคคลควรสั่งสมบุญไว้ ให้เป็นพหุลกกรรม คือกรรมที่ชิน เพราะทำมาก ก็อาจเป็นอาเสวนปัจจัยเอาตัวรอดได้ ดีกว่าผู้ที่ประ- มาทไม่ทำเสียเลย ผู้ใดเคยได้ รับผลของความเพียร ย่อมทราบความ หมายของการให้เนื่อง ๆ นี้ได้ ดี. ๗. เมื่อให้ ก็เลื่อมใส และ ๘. ครั้นให้แล้วก็บรรเทิง ข้อนี้ ได้กล่าวแล้วในตอนต้นที่ว่าด้วยเจตนา จะกล่าวที่แปลกออกไปโดย ย่อ เป็นธรรมดาของผู้มีปัญญาบริจาคทานแล้วย่อมมีความผ่องใสอยู่ เป็นนิจไม่มีการร้อนใจ แม้ ว่าจะทำบุญไปถูกปฏิคาหกทุศีลเข้าโดยไม่ รู้ตัว มารู้ภายหลังก็ไม่ทำความเสียหายให้เกิดแก่ทานของตน ยังคง เลื่อมใสเพราะเชื่อมั่นว่าทานยังมีผลอยู่นั่นเอง ข้อนี้จริงอย่างนั้น มีค่า ของพระนาคเสนรับรองไว้ ในมิลินทปัญหาว่า ภิกษุผู้ทุศีลหรือทำชั่ว บางอย่าง ก็อาจทำให้ทานของทายกที่ยังมีเจตนาบริบูรณ์ไม่นึกรังเกียจ มีผลได้ เปรียบเหมือนน้ำขุ่นก็ยังใช้ล้าง โคลนตมที่เปื้อนเท้าได้ น้ำ ร้อนยังใช้ดับไฟได้ อาหารแม้จะจืดชืดเพียงใดก็ยังแก้ หิวได้ และมี พุทธภาษิตรับรองว่า " ทายกตั้งอยู่ในศีล ๕_๘ ประการ มีความ เลื่อมใสตั้งมั่น บริจจาคของที่ได้มาโดยธรรมแก่ภิกษุผู้ทุศีล เพราะตน เป็นผู้ เชื่อกรรมและวิบาก ทักษิณานี้ก็บริสุทธิ์ สามารถยังผลให้

น.29 ๒๕ สำเร็จแก่ทายกได้ตามส่วน" เพราะเหตุนี้ทายกไม่ควรทำเจตนาให้ขุ่น มัวในเวลาบำเพ็ญทาน เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ก็ไม่ควรนึกสงสัยหรือท้อใจ จนเสียความปิติ ซึ่งอาจทำให้ทานไร้ผลไปก็ได้ สัปปุริสทานมีลักษณะ ๘ อย่างดังว่ามาฉะนี้. ๕. ลักษณะการให้เป็นสังฆทาน ไม่เป็นการจำเป็นต้องอธิบายให้มากว่า ทำไมการให้แก่สงฆ์ จึงมี ผลมากกว่าการให้ฉะเพาะบุคคล เพราะตอบได้ง่ายว่า หมู่มีจำนวน มากรวมทั้งหัวหน้าและลูกหมู่ ที่เป็นบรรพชิตก็รวมทั้งพระพุทธเจ้าและ สาวกทุกองค์ ให้แก่คนมากมีผลกว่าให้แก่คน ๆ เดียวดังที่ตรัสไว้ใน ทักษิณาวิภังคสูตรว่า " ทักษิณาที่ถวายสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประ- ธาน มีผลนับไม่ได้." ในสมัยเมื่อพระศาสดายังอยู่ พระอรหันต์ยังมีน้อย ผู้ถวายสังฆ- ทานสามารถนิมนต์หมู่มาถวายทั้งหมดได้ มาตอนหลัง ๆ จนถึงบัดนี้มี ภิกษุที่เป็นอรหันต์และไม่เป็นมากขึ้น ทายกไม่สามารถนิมนต์มาให้ หมดได้ แต่ยังคงมีผู้อยากถวายแก่หมู่คือสงฆ์ทั้งหมด จึงมีการถวาย เป็นกลาง ๆ แก่หมู่ แม้ ไม่ได้ นิมนต์มาทั้งหมด ก็ตั้งความเคารพ อุททิศเอาหมู่ทั้งหมด เพราะผู้ที่ มารับทานนั้น กี่คนก็ตาม เป็นผู้ที่ สงฆ์ทั้งหมดส่งมาให้รับแทนในนามของหมู่ มีพระพุทธานุญาตให้สงฆ์ ทั้งหมดสมมติใคร คน หนึ่งเป็นพนักงานจ่ายภิกษุไปในนามของหมู่หรือ

น.30 ๒๖ สงฆ์ ให้รับทานนั้นแทนสงฆ์ พนักงานผู้นี้เรียกว่าภัตตุทเทสก์ ทาน ที่ถวายแก่ภิกษุที่ภัตตุทเทสก์ส่งไป จะเป็นกี่รูปก็ตาม แม้ ที่สุดจะ สามเณรพึ่งบวช ก็เท่ากับถวายสงฆ์ทั้งหมด บรรดาที่มีอยู่ในพุทธศาส- นาเหมือนกัน เพียงเท่านี้ผู้อ่านจะจับหลักได้แล้วว่า สังฆทานนี้หมาย เอาการทำความเคารพเจาะจงหมู่เป็นสำคัญ จะได้หมายเอาผู้มารับ หรือผู้บริโภคทานนั้นก็หามิได้ เพราะฉะนั้นถ้าประสงค์จะถวายให้เป็น สังฆทานที่แท้จริง พึ่งตั้งใจเจาะจงถวายสงฆ์ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้ง หมด บรรดาที่มีอยู่ในพุทธศาสนา ซึ่งหมายความว่ารวมทั้งองค์สมเด็จ พระบรมศาสดา และสาวกทั้งที่เป็นอริยบุคคลและบุถุชนที่กำลังปฏิบัติ เพื่อละราคะโทษะโมหะทั้งสิ้น. การถวายทานทำความเคารพอุททิศสงฆ์เป็นของทำยากมาก เพราะ เกี่ยวด้วยใจ อรรถกถาแห่งทานกถาในมงคลสูตรกล่าวไว้ว่า ทายก จัดแจงไทยธรรมตั้งใจถวายสงฆ์ ไปสู่วิหารขอสงฆ์จากภัตตุทเทสก์ได้ มาองค์หนึ่งแต่เป็นสามเณร เกิดความสลดใจว่าเราได้สามเณรเสียแล้ว แม้ไม่ได้แสดงให้ใครรู้ และเปล่งวาจาถวายสงฆ์ ก็ดี ทักษิณานั้น ไม่ชื่อว่าถวายแก่สงฆ์ หากว่าได้พระเถระผู้ฉลาดมา เกิดความอิ่มใจ ว่าเราได้พระเถระและถวายทานนั้นตามระเบียบที่ถวายสงฆ์ ทักษิณา นั้นก็ยังไม่เชื่อว่าถวายแก่สงฆ์เหมือนกัน. ส่วนทายก ที่ตั้งใจถวายสงฆ์แล้ว ได้สามเณร หรือภิกษุมา ก็ตาม มากหรือน้อยก็ตาม แก่หรืออ่อนก็ตาม โง่หรือฉลาดก็ตาม ไม่ทำความ เคลือบแคลงสงสัย สามารถทำความเคารพในสงฆ์อุททิศว่า "เราถวาย

น.31 ๒๗ สงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข" แล้วเปล่งวาจาถวาย ทักษิณานั้น ชื่อว่าถวายสงฆ์ โดยแท้. ๖. อานิสงส์แห่งอามิสทาน อานิสงส์แห่งทานที่แสดงไว้ ในที่ต่าง ๆ มีมากมาย ถ้ารวมมาทั้ง หมดออกจะเฝือแก่บางท่าน ข้าพเจ้าจะขอแบ่งตามหลักอย่างกว้างคือ ชะนิดที่เห็นได้ง่ายหรือโดยตรง ๑ ชะนิดที่เห็นยากหรือโดยอ้อม ๑. อย่างที่เห็นได้ตรงๆ อาศัยตามแนวบาลีที่ตรัสไว้ในสีหสูตร อังคุตตนิกายว่า "(๑) ทายกผู้เป็นเจ้าทานย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของ มหาชน (๒) สัตตบุรุษย่อมคบคนที่เป็นเจ้าทาน (๓) กิตติศัพท์อันงาม ย่อมฟุ้งไป ( 4 ) ผู้เป็นเจ้าทานจะเข้าไปสู่สมาคมแห่งกษัตริย์หรือ พราหมณ์ คหบดีหรือสมณะ ก็ย่อมเป็นผู้องอาจไม่เก้อเขิน ( ๔ อย่าง นี้ ) เป็นผลในภพน อีกอย่างหนึ่งผู้เป็นเจ้าทานย่อมเข้าถึงสุคติสวรรค์ เบื้องหน้าแต่กายแตกทำลาย นี้เป็นผลแห่งทานในภพเบื้องหน้า" อธิบายว่าผู้ ให้ทานย่อมเป็นที่รักใคร่นับถือ ของผู้ที่ได้เห็นตลอดจนถึงผู้ ที่ได้รับทานไป เพราะผู้ที่บำเพ็ญความดีย่อมเป็นที่ชอบใจของคนทั่ว ไป ผู้ที่รู้สึกตัวเองมีคุณความดีที่โลกนิยมและธรรมสรรเสริญอยู่ใน ตนอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมองอาจสง่าผ่าเผยในที่ทุกสถาน ไม่ประหม่า หรือหวาดกลัวทุกอิริยาบถ จะตายหรือจะอยู่ก็นอนตาหลับ มีใจบรร- เทิงอยู่เป็นนิจ สมกับที่ตรัสไว้ในยมกวรรคธรรมบทว่า "ผู้ทำบุญไว้

น.32 ๒๘ แล้วย่อมบรรเทิงในโลกทั้งสอง คืออยู่ในโลกนี้ก็บรรเทิง ละไปแล้ว ก็บรรเทิงในสวรรค์" ผู้ทำบุญไว้ย่อมรู้สึกเหมือนมีของวิเศษอยู่ในมือ ไม่มีใครแย่งชิงได้ อันตรายที่เกิดแต่โจรก็ไม่มี ท่านจึงกล่าวเปรียบ ไว้ว่า เมื่อไฟไหม้เรือน ของสิ่งใดขนออกมาได้ ของนั้นก็เป็นประ- โยชน์แก่เจ้าของ ส่วนที่ขนออกไม่ได้หาเป็นอย่างนั้นไม่ ฉันเดียวกับ ทรัพย์สมบัติที่มีความแตกหักเป็นธรรมดาและมีอันตรายรอบข้าง เปรียบ ด้วยมันกำลังถูกไฟไหม้อยู่ สิ่งใดที่ขนออกมาได้ด้วยการทำประโยชน์ ให้แก่โลกหรือผู้ทำความดีเป็นทักษิเณยยบุคคล สิ่งนั้นก็ชื่อว่าขนออก มาจากไฟคืออันตรายต่าง ๆ ทำให้ติดอยู่กับเจ้าของ เป็นผลติดอยู่กับ ตนดุจเงาตามตนทั้งในภพนี้และภพหน้า ตั้งแต่วันที่ได้บริจจาคไปแล้ว เป็นของเบา และส่งเสริมให้เจ้าของได้รับสุข ดังที่ท่านกล่าวว่ากุศล ธรรม มีทานเป็นต้น กำจัดความเข็ญใจและปิดอบาย เป็นบันไดแห่ง สวรรค์ เป็นกัณฐัศว์ตัวประเสริฐสำหรับขับขี่เที่ยวไปในสงสารวัฏฏ์ ตลอดเวลาที่ยังต้องหมุนเกิดตายอยู่ด้วยกระแสแห่งกรรมตามธรรมดา สัตว์ผู้มีกิเลส จนกว่าจะถึงที่สุดจะส่งให้ถึงความพ้นทุกข์ทั้งปวง ใน มลวรรคธรรมบท พระองค์ตรัสแก่นายโคฆาตบุตร เรียกบุญกุศลว่า เป็นเสบียงทาง เพราะเสบียงจริงๆ เช่นเข้าสารเอาไปไม่ได้ ผู้ตาย ไปก็เท่ากับผู้เดิรทางไปตั้งตัวในที่อีกแห่งหนึ่ง ถ้าไม่เอาเสบียงหรือทุน ติดตัวไปก็จะรับความลำบาก ไม่มีโอกาสตั้งตัวหรือได้ รับความสุข บุญเป็นของเกาะไปเอง จึงไม่เป็นภาระหนัก และท่านเรียกว่าเป็นของ เบา ในปิยวรรคพระองค์ตรัสเปรียบบุญด้วยพวกญาติว่า ตามธรรมดา

น.33 ๒๙ คนจากไปนาน กลับมาถึงได้รับความต้อนรับยินดีของหมู่ญาติ ย่อม เพลิดเพลินในท่ามกลางญาติอย่างยิ่งฉันใด บุญก็จะไปคอยต้อนรับผู้ กระทำอยู่ในปรโลกฉันนั้น บุญบางพวกก็ต้อนรับด้วยตระกูลที่มั่งคั่ง ประกอบด้วยโภคะ บางพวก ก็ต้อนรับด้วยความมีร่างกาย สมบูรณ์ อวัยวะไม่บกพร่อง มีสติปัญญาไม่ต้องบ้าใบ้เป็นต้น ผู้นั้นจึงเพลินอยู่ ในระหว่างบุญ ซึ่งถ้าเขาเป็นผู้ฉลาดก็จะกระทำเพิ่มเติมไว้เผื่อภพต่อไป อีก ส่วนผู้ที่ไม่เห็นโดยทำนองนี้ เพราะความตระหนี่แก่กล้าเข้าครอบ- งำทำให้มืดหน้า ไม่เห็นอานิสงส์แห่งทานโดยแท้จริง แม้จะทำบ้างก็ ทำเพื่ออวดมหาชนเอาชื่อเสียงและกิตติศัพท์ ในเวลาปัจจุบัน เห็นการ ทำบุญเพื่อชาติหน้าเป็นของครึงมงาย เพราะความตระหนี่ ชักนำไป พระองค์ จึงตรัสไว้ ในโลกวรรคว่า " คนตระหนี่จะไปเทวโลกไม่ได้ เพราะพวกคนโง่ย่อมไม่สรรเสริญทาน" ส่วนผู้ที่ให้ทานหรืออบรมตน เองให้มีน้ำใจเผื่อแผ่กว้างขวาง หาเป็นเช่นนั้นไม่ ย่อมมีชีวิตอยู่ด้วย การแช่มชื่น รู้สึกว่ารวยด้วยอริยทรัพย์อันเป็นเครื่องเย็นใจกว่าทรัพย์ โดยปกติ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความมัวเมาเพลิดเพลินแก่เจ้าของ แล้ว บางคราวยังเป็นศัตรูต่อชีวิตของเจ้าของด้วย เพื่อให้มนุษย์ทุกคน อบรมตนให้มีทาน คือน้ำจิตต์ชุ่มไปด้วยความอารี พระองค์จึงตรัสไว้ ในโกธวรรคว่า " เมื่อถูกขอแม้มีอยู่น้อยก็พึงให้ตามน้อย เพราะการ ให้เป็นเหตุแห่งสวรรค์หรือความสุข" และควรกระทำตนให้มีอำนาจ เหนือความตระหนี่ด้วยอำนาจการให้นั้น นี้เป็นอานิสงส์ ที่กล่าวเจาะจง. ส่วนอานิสงส์โดยอ้อม ถือเอานัยที่ตรัสไว้ ในที่อื่นมาค้นเอาก็ได้ เป็นเอนก เช่นตรัสว่าพระธรรมวินัยก็คือพระองค์เอง พระธรรมวินัย

น.34 ๓๐ ยังอยู่ก็ชื่อว่าพระองค์ยังอยู่ ผู้ ประพฤติธรรมก็คือผู้ที่ทรงพระธรรม วินัยไว้ เพราะฉะนั้นการให้ทานแก่ผู้ประพฤติธรรมไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต หรืออุบาสกอุบาสิกา ตลอดจนคนสามัญท ประพฤติดีตามธรรม ก็ชื่อ ว่าเป็นการถวายทานแก่พระองค์ โดยปริยาย หลักอันนี้มีสั้น ๆ ว่า ถวายแก่ผู้ทรงธรรมก็เท่ากับถวายแก่พระธรรม และพระธรรมก็คือ องค์พระศาสดา ทุก ๆ คนที่ถวายทานจงทำความอิ่มใจว่า ทานของเรา ได้ถวายแล้วแก่พระรัตนไตรยเป็นข้อแรก ส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ รับทานหรือแก่ตัวเราเองนั้นเป็นผลข้อหลัง ๆ มาอีกต่อหนึ่ง ซึ่งถ้านึก ให้ดีแล้วจะเกี่ยวเนื่องกันเกือบทั่วโลก คือพระพุทธศาสนาใคร ๆ ก็ต้อง รับรองว่าเป็นประโยชน์แก่โลก การที่เราให้ทาน นอกจากจะเป็นการ ทำตามพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการรักษาพุทธศาสนาไว้ ให้คงอยู่ใน โลกด้วย เพราะถ้าเราไม่บำรุงผู้ ปฏิบัติศาสนา ก็จะไม่มีใครปฏิบัติ ศาสนาให้เป็นตัวอย่างแก่โลกและหมดไป เมื่อเราคอยบำรุงให้พุทธ ศาสนา ยังคงอยู่ด้วยน้ำใจ เผื่อแผ่แก่สัตว์ ที่จะเกิดใน ตอนหลัง จะได้ มี โอกาสพบ หรือให้พุทธศาสนายังอยู่ ก็จะแผ่ไปเรื่อย ๆ กว่าจะทั่วโลก ด้วยอำนาจความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองและมีเราเป็นผู้อุดหนุน นี่เรียกว่า เราทำความอารีทั่วโลก อีกอย่างหนึ่งเมื่อเราประพฤติตนเป็นผู้ อารีเอื้อ เฟื้อตามพุทธศาสนาแล้ว การประพฤติอันนี้จะเป็นตัวอย่างแก่ลูกหลาน ทั่วไปในสมัยข้างหน้า ซึ่งเป็นสมัยวิทยาศาสตร อันเป็นสมัยที่เขาใช้ เครื่องจักรทำงานแทนคน อันเป็นเหตุให้คนมีโอกาสทำงานน้อยลง ที่มั่งมีก็มีเกินไป ที่จนก็ยิ่งจนลงและมีจำนวนมากขึ้น เพิ่มความอด อยากให้แก่โลกมากขึ้นอีก ถ้ามนุษย์ ในโลกไม่อบรมตนเองให้มีใจ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต