น.35 ๓๑ เผื่อแผ่แล้ว น่าจะเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความอดอยากน่าทุเรศ หรือ การเบียดเบียนแย่งชิง ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุแห่งความพินาศ และน้ำใจ อารีชะนิดนี้จะมีขึ้นในตนเองได้ ก็เนื่องมาจากเราฝึกหัดให้ชำนาญด้วย บทเรียนคือการให้ทาน การให้ทานจึงเป็นการเตรียมตัวเพื่อความสงบ แก่โลกในเบื้องหน้า อีกอย่างหนึ่งถ้ามนุษย์ทุกชาติมีนิสสัยอารีอยู่ใน ตนแล้ว จะไม่มีการแย่งชิงข่มเหง เพราะต่างคนมีแต่จะเผื่อแผ่ สงครามและมหาสงครามในโลกก็จะหายเงียบไป เป็นยุคที่แสนสบาย ได้ในเวลาข้างหน้าก็ได้ แต่ถ้าปราศจากธรรมข้อนี้แล้ว จะได้ผลคือ มนุษย์ทุกคนมีใจบึกบึน ไม่อารีเอื้อเฟื้อกันและกัน ใช้วิทยาศาสตร์ อันเป็นเครื่องมือมหาพินาศทำลายโลกให้ล่มจมเสียวันหนึ่งก็ได้ ขอให้ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาข้อนี้ ย้อมใจคนทั้งโลกโดยทั่วถึงในสมัย ที่โลกยิ่งเจริญด้วยวิทยาศาสตร์นี้ด้วยเถิด. อามิสทานกถา ตอนที่สอง จบ ตอนที่ ๓ ธรรมทาน การให้โอวาท ๑. ลักษณะของธรรมทาน การให้ธรรมเป็นทานมี ที่มาใน สักกเทวราชวัตถุ ตัณหาวรรค ธรรมบทว่า " สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" ความว่าการให้ธรรม
น.36 ๓๒ เป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง เป็นคำที่พระองค์ตรัสแก้ปัญหาของ พวกเทวดา. คำว่าธรรมในที่นี้ในอรรถกถาทุกนิบาตอังคุตตรนิกายแก้ว่า หมาย เอาข้อปฏิบัติอันเป็นเครื่องให้ถึงอมตะ คือพระนิพพาน แต่ในอรรถ กถาอิติวุตตกะแก้ว่า แม้ธรรมที่ยังไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นแต่ แสดงว่า นี่เป็นกุศลนี่เป็นอกุศล นี่ผู้รู้สรรเสริญ นี่ผู้รู้ติเตียน เป็นต้น ก็ชื่อว่าธรรมในที่นี้เหมือนกัน ( แต่ไม่กล่าวว่าสุดยอด) ส่วนธรรมที่ ผู้ใดแสดงว่า นี่เป็นธรรมควรรู้ยิ่ง ( ได้แก่ทุกขอริยสัจจ์) นี่เป็น ธรรมควรละ ( ได้แก่สมุทยสัจจ์ ) นี่เป็นธรรมควรทำให้แจ้งฉาน ( ได้แก่นิโรธ ) นี่เป็นธรรมควรทำให้เกิดมี ( ได้แก่พรรค ) เป็น ธรรมทานประเสริฐถึงยอด เพราะจะล่วงความวินาศและวัฏฏทุกข์ทั้ง สิ้นได้ ก็เพราะอาศัยธรรมทานอันเป็นวิวฏฺฏคามินี. ส่วนอรรถกถาธรรมบท เปรียบอามิสทานกับธรรมทานไว้อย่างนี้ ว่า หากใครจะถวายจีวรมีเนื้อเหมือนตองอ่อนแก่พระพุทธเจ้าและ ปัจเจกพุทธเจ้าและพระขีณาสพ ที่นิมนต์มาให้เต็มห้องจักรวาฬ ( ตั้ง แต่มนุษย์ โลกจนถึงพรหมโลก ) และถวาย บิณฑบาตร อันประณีต พร้อมทั้งมหาวิหารนับจำนวนแสน ๆ และถวายเภสัชอย่างประณีตมี จำนวนเท่านั้น แก่สมาคมพระพุทธเจ้าที่กล่าวมาแล้ว ผลของทานนี้ ไม่เท่ากับผลของการอนุโมทนาด้วยคาถาสี่บาท ( เป็นคำพูดประมาณ ไม่เกิน ๒๐ คำหรือไม่เกิน ๔๐ พยางค์ ) ที่ท่านเหล่านี้รับทานแล้วกล่าว ออกมา อันนับว่าเป็นธรรมทาน ซึ่งถ้าแบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน แล้วเอา
น.37 ๓๓ ส่วนหนึ่งมาแบ่งเป็นสิบหกส่วนอีกโดยทำนองนี้จนครบ ๑๖ ครั้ง เอามา แต่ส่วนเดียวผลก็ยังมากกว่าผลของการถวายจีวร, บิณฑบาตร, วิหาร และเภสัชตามที่กล่าวแล้ว. การที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ ย่อมชวนให้เกิดความสงสัยไม่น่าเห็น ด้วย ท่านจึงอธิบายไว้ว่า การที่เป็นเช่นนั้นเพราะมนุษย์จะให้ทานเห็น ปานนั้นก็เพราะอาศัยธรรมทานที่ตนได้เคยฟังมาแต่ก่อน แม้ที่สุดแต่ เข้าสุกก้อนเดียว เข้าต้มช้อนเดียว ถ้าไม่เคยฟังธรรมมาก่อนแล้ว ก็ ไม่มีใครให้ทาน อีกประการหนึ่ง ยกเว้นพระพุทธเจ้าและปัจเจกพุทธ- เจ้าเสียแล้ว ถึงใครจะมีปัญญาเฉียบแหลมอย่างไร ก็ไม่อาจบรรลุ มรรคผลด้วยตนเองได้เลย เว้นแต่จะได้ฟังธรรมมาเท่านั้น เช่นพระ สาริบุตร์ ผู้มีปัญญาจนสามารถประมาณเมล็ดฝนได้ ก็ยังต้องอาศัย พระอัสสชิเป็นผู้บอกหนทางให้ จึงได้บรรลุมรรคผล เพราะเหตุนี้การ ให้ธรรมทานจึงมีผลมากกว่าอามิสทาน. ความเห็นของข้าพเจ้าว่า ธรรมทานที่จะชะนะทานทั้งปวง ต้อง เป็นทำที่เป็นไปเพื่อมรรคผล ส่วนธรรมที่แสดงปฏิปทาต่ำ ๆเช่นเกี่ยวกับ การครองเรือนเป็นต้นไม่น่าจะนับเข้าในข้อนี้ เพราะถ้าสังเกตดูตาม อรรถกถาปรากฏว่าคาถาสี่บาทนั้น พระอรหันต์เป็นผู้กล่าว ท่านเป็น อรหันต์ย่อมกล่าวธรรมเป็นข้อปฏิบัติถึงมรรคผลเป็นแน่ ไฉนท่านจะ กล่าวเกี่ยวกับการครองเรือน แต่ถึงจะอย่างไรก็ดี บรรดาทายกที่ถวาย สิ่งของก็ชื่อว่ามีหุ้นส่วนในธรรมทานเหมือนกัน เพราะภิกษุผู้แสดง ธรรมย่อมตั้งอยู่ได้ด้วยการถวายทานของทายกที่ไม่สามารถแสดงธรรม
น.38 ๓๔ ด้วยตนเอง แต่สามารถบำรุงธรรมทานด้วยการช่วยหาตำรับตำราแบบ แผน ให้สร้างพระธรรมขึ้นแจกจ่าย สร้างโรงเรียนและสถานที่แสดง ธรรมตลอดจนชักชวนกันมาฟัง บางคราวทายกเป็นผู้จัดให้มีการแสดง ธรรมขึ้นด้วยกำลังของตนเองก็มี ต้องนับว่าทายกเป็นผู้ มีส่วนแห่ง ธรรมทานด้วยเหมือนกัน ถ้าขาดทายกแล้ว ธรรมทานในสมัยนี้มีขึ้น โดยยาก ผู้ ที่ถวายอามิสหรือวิหารทานไม่ควรเกิดความสลดใจว่า ทาน ที่ตนถวายเป็นถ่ายเป็นกอง สู้ คำพูดสองสามคำก็ไม่ได้ ควรทำความ ปิติว่า ทานที่เราเคยถวายมาแล้วเท่าใด ทานนั้นเข้าไปมีส่วนปนอยู่ ในธรรมทานที่ผู้รับทานของเราไปแสดงขึ้นทุก ๆ คราว และแม้ ว่าตน ไม่สามารถแสดงธรรมเอง ก็ยังสามารถเรียกหาผู้ อื่นมาแสดงด้วย กำลังของตน หรือพิมพ์ ขึ้นแจกจ่ายโดยทั่วหน้า และถ้ากล่าวตาม หลักในอรรถกถาอิติวุตตกแล้ว แม้จะไม่ได้ ขึ้นไปนั่งเทศน์บนธรรมาศน์ แต่การที่ท่านช่วยว่ากล่าวชี้แจงเพื่อนฝูงใหญ่น้อยให้ รู้จักดีชั่ว บุญบาป ก็จัดว่าเป็นธรรมทานได้ ไม่มากก็น้อย ถ้าทำความเข้าใจให้กว้างอย่าง ว่ามาแล้ว จะเห็นชัดเจนทีเดียวว่า ธรรมทานและอามิสทานต่างอาศัย กันและกัน ผู้มีความรู้ธรรมวินัยอาจให้ธรรมทานได้ ไม่เลือกว่าจะ เป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต ย่อมให้ ได้มากน้อยตามส่วน ผู้ที่ถวาย อามิสทานอยู่เนืองนิจ ควรแผ่วงแห่งปีติออกให้กว้างกว่าเก่าว่า แม้ เราก็มีส่วนในธรรมทานเหมือนกัน อาจมีบางคนนึกแคบไปว่าตนเอง ถวายแต่อามิสทานเท่านั้น.
น.39 ๓๕ ๒. ลักษณะของผู้ให้ธรรมทานและผู้รับ ผู้ให้ธรรมทานมีหลักอยู่ว่า ต้องให้ด้วยเมตตา คิดจะให้สัตว์ที่ กำลังรับทุกข์ได้พ้นทุกข์ ไม่ใช่แสดงธรรมให้ฟังเป็นการแลกเปลี่ยน กับของที่ถวายเป็นไทยธรรม หรือเป็นการกล่าวแสดงความขอบใจ หรืออวดภูมิรู้ ให้เขาเลื่อมใสก็หามิได้ หลักข้อนี้กล่าวไว้ในอรรถกถา แห่งสังคีติสูตรว่า “ธรรมเทศนาของผู้แสดงมุ่งลาภ แสดงธรรม เพราะอยากให้คนทั่วไปรู้ว่าตนเป็นธรรมกถึก เช่นนี้ชื่อว่าเทศนาไม่ บริสุทธิ์ ไม่มีผลมาก ส่วนธรรมเทศนาของผู้ไม่เจาะจงเช่นนั้น แสดง ธรรมที่ตนได้เรียนและปฏิบัติจนคล่องแคล่วชำนาญแก่ผู้ฟัง ธรรม- เทศนาของเขาบริสุทธิ์ ชื่อว่าเป็นเทศนามยบุญกิริยาวัตถุโดยแท้” ใน ๒ อย่างนี้ ฎีกาแก้ว่าที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะเทศนาของเธอถูกตัณหาลูบ คลำทำให้ลามก ที่บริสุทธิ์ก็เพราะไม่ถูกตัณหาลูบคลำ แต่เป็นไปด้วย อำนาจเมตตา. ในอังคุตรนิกายนิบาตที่ ๕ ปัณณาสก์ที่ ๔ วรรคต้น พระผู้มีพระ ภาคตรัสหลักของผู้แสดงธรรมที่บริสุทธิ์ไว้ ๕ อย่างว่า “ดูก่อนอานนท์ มันไม่เป็นการง่ายที่จะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น เพราะผู้จะแสดงธรรมพึง ตั้งองค์ ๕ อย่างไว้ในตนแล้วจึงแสดง องค์ห้าอย่างคืออะไรบ้าง ห้า อย่างคือ พึงแสดงโดยลำดับ แสดงเป็นปริยาย (คืออ้างเหตุผล) แสดงอาศัยเมตตา แสดงไม่มุ่งอามิส แสดงไม่กระทบตนและผู้อื่น ดูก่อนอานนท์ มันไม่เป็นการง่ายที่จะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น พึงแสดง ธรรมประกอบด้วยองค์ห้าอย่างดังนี้แล.”
น.40 ๓๖ อธิบายความแห่งบาลี้นี้ตามแนวแห่งอรรถกถา ว่า แสดงเป็น ลำดับตั้งแต่ง่ายไปหายาก เช่นศีลสูงขึ้นไปกว่าทานเป็นต้น หรือตาม ลำดับแห่งธรรมที่ตนยกขึ้นเป็นหัวข้อก่อนแต่จะอธิบาย ที่ว่าแสดงโดย ปริยายคือต้องหาเหตุผลและคำเปรียบมาอ้างให้ผู้ ฟังเห็นจริงไม่งมงาย จนปฏิบัติผิด ๆ ที่ว่าแสดงอาศัยเมตตาคือตั้งใจว่า เราจะเปลื้องสัตว์ที่ กำลังคับแคบให้พ้นจากความคับแคบคือทุกข์และกิเลส แล้วตั้งใจค้นหา ข้อธรรมมาสั่งสอนให้สมภูมิสมชั้นกับความเป็นไปของผู้ ฟัง ถ้ามากคน ด้วยกัน พึ่งเอาผู้มีอุปนิสัยแก่กล้าเป็นประมาณ ที่ว่าแสดงไม่มุ่งลาภ คือไม่ตกอยู่ใต้อำนาจตัณหาจนถึงกับแสดงธรรมประจบผู้ พึ่ง ที่ว่าไม่ กระทบตนและผู้ อื่นหมายความว่า ไม่ติเดียนหรือสรรเสริญใครคนใด คนหนึ่งในบรรดาผู้ ฟังหรือญาติของผู้ฟัง รวมทั้งตนเองด้วย แต่ไม่ หมายถึงเรื่องต่าง ๆ ที่ยกมาเป็นอุทาหรณ์ หมายความว่าไม่ยกตนข่ม ผู้อื่นและยกผู้อื่นข่มผู้อื่นหรือข่มตนนั่นเอง เทศนาจึงจะบริสุทธิ์ ส่วนลักษณะของผู้ ฟังไม่มีมากมายอะไรนัก ยกเอาความเคารพ เป็นใหญ่ เคารพทั้งผู้ที่แสดงและพระธรรมที่เขาแสดง การไม่ทำ ความเอื้อเฟื้อเช่นส่งเสียงดังหรือส่งจิตต์ ไบอื่นเป็นต้น เรียกว่าไม่ เคารพต่อพระธรรมและผู้แสดง. ๓. อานิสงส์ของธรรมทาน อานิสงส์ของการให้ธรรมเป็นทานนั้น ขอแบ่งโดยหลักย่อ ๆ เป็น ๓ คือ ผลที่ได้แก่ผู้ฟัง ๑ ผลที่ได้แก่ผู้แสดงเอง ๑ ผลที่ได้แก่ ศาสนา ๑ จะกล่าวผลที่ได้แก่ผู้พึ่งก่อน.
น.41 ๓๗ กล่าวตามหลักในธรรมสวนานิสงส์ มี ๕ อย่าง คือ ( ๑ ) ผู้ฟัง ได้ ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง เป็นเหตุให้เกิดปัญญากำหนดจับความชั่วที่มี อยู่ในตน และหาความดีที่ยังไม่มีในตนมาเพิ่มเข้า จนในที่สุดออกจาก ทุกข์ ได้ (๒) สิ่งที่เคยฟังแล้ว ครั้นได้ ฟังอีกก็เข้าใจแม่นยำหนัก ขึ้น การอบรมบ่อยๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนเราหนาไปด้วยความชั่ว ยากที่จะเปลี่ยนได้รวดเร็ว จึงต้องอาศัยการอบรมบ่อย ๆ ข้อนเรียก ในอภิธรรมว่า อาเสวนปัจจัย ( ๓ ) บันเทาความสงสัยที่มีอยู่ให้ หมดไปได้ด้วยการฟังแม้ครั้งแรกหรือหลายครั้งรวมกัน (๔ ) ทำ ความเห็นให้ตรงตามคลองธรรมได้ เพราะการฟังย่อมได้เหตุผลที่สม- ควรมาเป็นเครื่องตัดสินใจของตนทุกคราว (๕) เมื่อเป็นอย่างนั้น จิตต์ก็ผ่องใสเพราะรู้สึกว่าตนได้ สิ่งเป็นเครื่องพ้นทุกข์ข้ามความสงสัย เสียได้ . ส่วนอานิสงส์ ที่ได้แก่ผู้แสดงนั้น กล่าวตามหลักที่ตรัสไว้ ใน วิมุตติสุตตบาลี อังคุตตรนิกายว่า "เมื่อภิกษุแสดงธรรมที่ตนได้เรียน แล้วฟังแล้วแก่ผู้อื่นโดยละเอียด เธอแสดงโดยละเอียดด้วยประการ ใด ๆ เธอก็เป็นผู้ รู้ตลอดฉะเพาะในอรรถและธรรมโดยประการนั้น ๆ ปราโมทย์ย่อมเกิดแก่เธอผู้รู้ตลอดอรรถและธรรม บีติย่อมเกิดแก่ผู้ได้ ปราโมทย์ กายของผู้มีปิติย่อมสงบ เมื่อกายสงบย่อมเสวยสุข เมื่อ เสวยสุขจิตต์ย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เป็นผู้ มีเพียรส่งตนไป ( สู่อารมณ์ แห่งวิปัสสนา ) จิตต์ ที่ยังไม่พ้นก็พ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นก็สิ้น ย่อม บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า และเป็นธรรมที่
น.42 ๓๘ เธอยังไม่เคยได้ เธอนั้นบรรลุด้วยวิมุตตายตนะใด วิมุตตายตนะนั้น จัดเป็นวิมุตตายตนะที่ ๒" ดังนี้ ข้อนี้หมายเอาภิกษุผู้แสดงธรรมประ- กอบด้วยองค์ห้าอย่างแท้จริง เพราะเธอเป็นผู้รู้ด้วยตนเองแล้วจึง สอนผู้อื่น และการพ้นของเธอเช่นนี้มีการแสดงธรรมเป็นต้นเหตุ จัด เป็นการพ้นอย่างที่สอง. ส่วนอานิสงส์ ที่จะพึงได้แก่ศาสนานั้น กล่าวตามบาลีบัญจมสูตรที่ ตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธรรมห้าอย่างเป็นไปเพื่อความไม่ฟั่นเฝือ เพื่อความไม่เสื่อมศูนย์แห่งพระสัทธรรม ( คือศาสนา ) ห้าอย่างคือ อะไรบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คือ ภิกษุในศาสนานี้ เรียนสูตร, เคยุย, เวยยากรณ์, คาถา, อุทาน, อิติวุตตก, ชาดก, อัพภูต- ธรรม, เวทัลละ ( ซึ่งเรียกว่า นวังคสัตถุสาสน์ แปลว่าศาสนา ของพระศาสดามีองค์เก้า ) ด้วยตนเอง ๑ และภิกษุแสดง ธรรม เหล่านั้นที่ตนเรียนแล้วฟังแล้วแก่ผู้อื่น๑ และภิกษุบอกธรรม ( หมายเอาการสอนศิษย์ ในสำนัก ) ที่ตนเรียนแล้วฟังแล้ว ๑ และ ภิกษุสาธยายธรรมที่เรียนแล้วฟังแล้ว ๑ ภิกษุตรึกตรองพิจารณาธรรม ที่เรียนแล้วฟังแล้ว ๑ ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แลเป็นไป เพื่อความไม่ฟั่นเฝือไม่เสื่อมศูนย์แห่งพระสัทธรรม" ดังนี้ หมายความ ว่าธรรมวินัยจะมีอายุยืนไม่เลอะเลือนไม่ผิดพลาดก็เพราะผู้ที่รู้แล้วแสดง ให้แก่ผู้อื่นช่วยกันทรงจำไว้สั่งสอนต่อไปตามลำดับ มิฉะนั้นผู้รู้คนแรก จะพาเอาพระธรรมศูนย์หายไปพร้อมกับชีวิตของตน ที่ยั่งยืนมาได้ ถึง ป่านนี้ ก็เพราะการสอนสืบ ๆ กันมาเป็นข้อใหญ่ ผู้เกิดมาภายหลังมี
Buddhadasa