น.12 ๗ เพียงส่วนหนึ่ง หรือเบื้องต้น หรือเปลือกนอก ของสิ่งที่เรียก ว่า ปัญหาเท่านั้น. เมื่อพูดว่า ความทุกข์เป็นปัญหา นี้ก็ไม่สนใจ , มอง ดูเป็นว่าไม่มีความหมายอะไร, ก็เลยไม่รู้สิ่งที่เรียกว่าปัญหา ไม่รู้จักตัวปัญหา การศึกษาธรรมะจึงลำบาก เพราะไม่ยก เอาตัวความทุกข์ขึ้นมาเป็นตัวปัญหานั่นเอง. ปัญหานั้นคือ ตัวความทุกข์ ที่ขยายออกไปถึงข้อ ที่ว่า มันไม่มีเงินจะใช้ หรือว่าความยากจน หรือความอยาก จะได้อะไร ที่ยังขาดแคลนอยู่จะเป็นตัวปัญหา ก็ได้เหมือน กันแหละ, เพราะมันรวมอยู่ในคำว่าความทุกข์ คือกระวน- กระวายใจ. แต่ ความทุกข์ที่พุทธบริษัทเพ่งเล็งกันอยู่ ก็คือ ปัญหา ที่มันเกิดขึ้น เพราะอำนาจหรือความหมายหรือ อิทธิพล ของความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความที่ทุกอย่าง ไม่เป็นไปตามที่มนุษย์ต้องการได้ เพราะมันเป็นอนัตตา อย่างนี้ เป็นต้น. เมื่อทุกสิ่งเป็นอนัตตา เราจะต้องทำกับมันอย่างไร มันจึงจะไม่มีความทุกข์แก่เรา, นั่นแหละคือปัญหา มันลึก กว่ากันอย่างนี้. การปฏิบัติถูกต้องตามกฎจะตัดปัญหาได้. วันนี้เราจะพูดถึงการปฏิบัติธรรม ก็คือว่าการที่
น.13 ๘ จะตัดปัญหา การกระทำที่เป็นการตัดปัญหา ปัญหาคือความ ทุกข์ นี้ต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ ว่ามันเป็นตัวปัญหา, แล้วก็รู้ต่อไปว่า ความทุกข์ นั้นก็ดี ตัวผู้ที่สมมติว่าเป็นบุคคล หรือเป็น ผู้ทุกข์ ก็ดี, นี้มัน เป็นตัวธรรมชาติ ที่เรียกว่าสภาวธรรม แล้ว กำลังเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่เรียกว่า สัจจธรรม. ตัวความทุกข์ ที่เกิดเป็นความรู้สึกขึ้นในใจนี้ ก็ คือ สังขตธรรม ชนิดหนึ่ง ซึ่งปรุงแต่งกันขึ้นแล้วเกิดขึ้นในใจของคน. ทีนี้ตัว สิ่งที่สมมติที่เรียกว่าคนนี้ คำว่า "คน" อย่างนี้ ต้องอยู่ในอัญญประกาศเสมอ ใน inverted comma, เพราะ ว่าคนนั้น ตามหลักพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่ามีอยู่จริง , ถ้าผม พูดว่าคนอย่างนี้ ก็หมายความว่า พูดตามภาษาชาวบ้านพูด ที่เป็นตัวคน โดยเข้าใจว่าเป็นคน. ในเมื่อหลักพุทธศาสนา ไม่ได้ถือว่า มีตัวมีตนของคนโดยแท้จริง มีแต่สภาวธรรม ธรรมที่ปรุงแต่งกันขึ้นเป็นคน โดยสมมติเรียกกันเท่านั้น. นี่ตัวคนนั้นก็ดี ความทุกข์ของคนก็ดี นั้นมันเป็น เพียงสภาวธรรม แล้วก็เป็นไปตามกฎ นี่เราพูดกันแล้ว ไม่ ต้องพูดกันอีก. แต่บางทีก็ยังเอามาพูดอีก ว่า สภาวธรรม หรือธรรมชาตินั้นต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ, หรือว่า ในตัวธรรมชาตินั่นเอง ทุก ๆ อานุภาพของมัน ก็มีสิ่งที่เรียกว่า กฎของธรรมชาตินั้นสิงอยู่, นั้นมันจึงเป็นไปตามกฎได้ คือ การเปลี่ยนแปลงในทุกอณูหรือปรมาณูก็ตาม ของสิ่งใดสิ่ง
น.14 ๙ หนึ่ง มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะว่ามันมีกฎ ของธรรมชาติอยู่ในทุก ๆ อณู ทุก ๆ ปรมาณู ของธรรมชาติ นั้น. ถ้าเป็นว่า สภาวธรรมที่จะเป็นตัวคนก็ดี เป็นปัญหาของ คนก็ดี มันเป็นไปตามกฎ. เพราะฉะนั้น การดับทุกข์ก็ต้องเป็นไปตามกฎ. ไม่อย่างนั้นมันดับไม่ได้. นี่หมายความว่า ปฏิบัติธรรมนี้ต้อง เป็นไปตามกฎ มันมีกฎเช่นเดียวกันทุกชนิด ทุกระดับ ทุก ระยะกาลของเวลา หรือที่เรียกว่า วัย, พูดอย่างนี้ก็พอจะนึก ได้เสมอว่า เรากำลังพูดตามวิธีพูดในพุทธศาสนา และเพื่อ จะดับทุกข์ตามหลักของพุทธศาสนาจึงใช้คำว่า วัย เวลา อย่างนี้ เป็นต้น. การดับทุกข์จะต้องให้เป็นไปตามกฎ คือถูกต้อง ตามกฎ, จะเป็นความทุกข์ชนิดไหน หรือว่าความทุกข์ชนิด นั้น แล้วในระดับไหน หรือว่ามันในวัยไหนของบุคคล, มัน ต้องถูกต้องตามกฎในทุก ๆ วัยของบุคคล. เพราะสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์นี้มันเกิดแก่สิ่งที่มีความรู้สึก, ไม่ใช่เกิดแก่ก้อนหิน ก้อนดินซึ่งไม่มีความรู้สึกมันต้องเกิดกับสิ่งที่มีความรู้สึก หมาย- ถึงสัตว์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็สัตว์มนุษย์ ที่มีความรู้สึกสูง ละเอียดอ่อน. การดับทุกข์เป็นตัวการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่าหน้าที่ ตามธรรมชาติ ของคนเรา ก็คือการปฏิบัติธรรม ; ถ้าไม่พูด
น.15 ๑๐ เป็นเรื่องศาสนา ก็พูดเป็นเรื่องธรรมชาติ ก็ หน้าที่ทุกชนิด นั่นแหละ ต้องไปหาอาหารกิน, แล้วก็ต้อง มาถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, ก็ต้องบริหารร่างกาย จนกลายเป็นเรื่องที่รู้ได้เอง ตามธรรมชาติ คือ สัตว์ทั้งหลายมันต้องกระทำ. เช่น นกตัวหนึ่ง มันก็จะ ต้องออกไปหากิน แล้ว ก็บริหารร่างกายบริหารชีวิต ต้องอาบต้องถ่ายต้องกิน แม้ กระทั่งต้องออกกำลังบินเล่น แล้วบางทีจะต้องเลยไปถึงว่า มีการสืบพันธุ์, เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติด้วยเหมือนกัน. นี้ เรียกว่าหน้าที่ตามธรรมชาติ แม้ของสัตว์ต่ำต้อย เช่นนกตัว เล็ก ๆ แม้แต่มดแมลงมันก็มีหน้าที่ เรียกว่าอยู่ใต้กฎเกณฑ์อันนี้. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงคน คือสัตว์ที่มีความรู้สึกสูง แล้วก็พูดถึงคนที่มีการศึกษาดี อย่างคนในปัจจุบันนี้ ก็เรียกว่า มีการศึกษาดี เพราะมันดีกว่าที่แล้ว ๆ มา ฉะนั้นปัญหามัน ก็ต้องแปลกไปบ้าง สำหรับคนที่มีการศึกษาดี เราจึงมีเรื่อง ที่จะต้องเรียนรู้นี้เพิ่มขึ้น. เมื่อพูดถึง การปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์ ก็ต้องนึก ถึงข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ต้องทำเองด้วยกันทุกคน พระตถาคตทั้งหลาย คือพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น เป็นแต่ผู้ชี้ทาง มีบาลีว่า ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตฺพํ อขาตาโร ตถาคตา -การ ปฏิบัติหน้าที่นั้น พวกท่านทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตทั้งหลาย เป็นแต่ผู้ชี้ทาง. นี้ก็เป็นความสำคัญอันหนึ่งที่จะต้องทราบไว้.
น.16 ๑๑ เดี๋ยวนี้ คนจะเกิดเขลา อย่างไรกันขึ้นมาก็ไม่รู้, จะ ให้คนอื่นช่วยทำให้, ให้พระเจ้าช่วย ทำให้ ให้ผีสางเทวดา เป็นต้น ช่วยทำ ให้ ให้หายทุกข์ ให้แก้ปัญหาให้ เมื่อพูดตาม หลักพุทธศาสนา ก็ต้องเป็นเรื่องที่ทำเอง ให้ถูกต้องตามคำ แนะนำของผู้รู้ แล้ว ผู้รู้ เหล่านั้นก็ไม่ใช่ว่าบัญญัติกฎเกณฑ์ เหล่านั้นได้เอง ต้องรู้ตามที่ธรรมชาติมีอยู่ อย่างเด็ดขาดอย่างไร. ท่านเป็นผู้รู้เรื่องของธรรมชาติ รู้กฎของธรรมชาติ จึงได้รู้ หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ นี่ คือพระตถาคต ทั้งหลาย, คือ พระศาสดา ทั้งหลาย จะเป็นศาสนาไหนก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ. มีคนพูดผิด ๆ ไป จะให้มาช่วยอย่างที่เรียกว่ามาอุ้มพาไป ยกพาไป จากปัญหา จากความทุกข์ อย่างนี้มันไม่ถูกเรื่อง หรืออย่างน้อยมันก็ไม่ ใช่วิธีการของพุทธศาสนา ฉะนั้น ผู้นั้นต้องทำเอง, พระ- พุทธเจ้าเป็นแต่ผู้ชี้ทาง , แต่ถึงอย่างนั้น พระเจ้าก็ยังคงเป็น ผู้ควบคุม. ผมพูดอย่างนี้ พวกคุณจะต้องรู้ได้ทันทีว่า พระเจ้า นี้ต้องอยู่ในอัญญประกาศ ใน inverted comma, เพราะเรา ได้พูดกันมาหลายสิบหนแล้วว่า พระเจ้านั้นคือกฎ, กฎนั้น คือพระเจ้า ออกเสียงกฎให้ยาวเป็น GOD, มันก็คือพระเจ้า อย่างที่พวกคริสเตียนเขาเรียก. พระเจ้าควบคุมอยู่ตลอดเวลา คือกฎนี้จะควบคุมอยู่ตลอดเวลา , แม้ว่าเราปฏิบัติเอง ตาม
น.17 ๑๒ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่มีสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งควบคุมอยู่ ตลอดเวลา คือพระเจ้าหรือสัจจธรรม หรือที่เรียกว่า กฎ. ฉะนั้น ต้องเป็นไปตามกฎ. การที่มันต้องเป็นไปตามกฎนั่นแหละ มันควบคุม อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมนั้นมันจึงถูกต้อง คือ เป็นไปตามกฎ, แล้ว ถูกต้องในข้อที่ว่า ผู้นั้นต้องทำเอง ภายใต้ การแนะนำของบุคคลผู้รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากฎมาแล้วเป็นอย่างดี. พูดอย่างสมมติอย่างที่เขาชอบพูดกันก็ว่า มีผู้แทนของพระเจ้า, หรือผู้ที่รู้จักพระเจ้าดี หรือเข้าถึงพระเจ้าแล้ว มาบอกให้คน ทั้งหลายได้ประพฤติตาม. อย่าง พระเยซู หรือ พระโมฮัมหมัด ก็ดี เขา ถือว่า เป็นผู้ที่เป็นสื่อของพระเจ้า ก็มาบอกให้ ว่าพระเจ้าต้องการ ให้ทำอย่างนั้น ๆ. นี้ก็เป็นการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน ให้ มันง่ายสำหรับคนทั่วไป. ถ้าเราถือเอาใจความไม่ได้ เราก็ ไม่เชื่อแล้วเราก็ค้าน อย่างที่พวกฝรั่งเองก็ค้านศาสนาคริสเตียน เรื่องพระเจ้า เรื่องผู้แทนพระเจ้าอะไรนี้ เพราะเขาไม่เข้าใจ คำเหล่านี้ ว่าพระเจ้าคืออะไร, ผู้แทนพระเจ้าคืออะไร. นี้การที่มันดับทุกข์ได้ หรือดับทุกข์ไม่ได้ มันก็ ล้วนแต่เป็นไปตามกฎทั้งนั้นแหละ, ถ้าไปทำอย่างนี้ ผิดไป มันก็ดับทุกข์ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นไปตามกฎ คือกฎที่จะทำให้ ดับทุกข์ไม่ได้, ถ้าทำถูกมันก็ดับทุกข์ได้, นี้มันก็เป็นไปตาม
Buddhadasa