Buddhadasa.org

การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา ตอนที่ ๔ — การปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่เพื่อความรอด

การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.18 ๑๓ กฎ, คือมันถูกต้องตามกฎที่จะทำให้ดับทุกข์ได้. ฉะนั้นขอให้ รู้ไว้ว่า ดับทุกข์ก็ดี ไม่ดับทุกข์ก็ดี มันเป็นไปตามกฎด้วยกัน ทั้งนั้น. คุณไปคิดดูเองก็จะเข้าใจ. นี่ ตัวปัญหาเนื่องกันอยู่กับการปฏิบัติ, ปัญหามัน เนื่องมาถึงการปฏิบัติคือ เราต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎ มัน ก็ยังเป็นปัญหาที่ว่าเราไม่รู้กฎ หรือทำไม่ถูกต้องทุกชนิดทุก ระดับ คือทุกวัยเป็นต้น, แล้ว ต้องทำเอง เฉพาะคน, นี่คือ เรียกว่า การปฏิบัติเพื่อจะตัดหรือดับปัญหานั้นเสีย. การปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่เพื่อความรอด. ทีนี้จะดูที่การปฏิบัติโดยตรงต่อไป ให้มันชัดขึ้น ก็นึกถึงคำว่าธรรมชาติ, แล้วกฎของธรรมชาติ, แล้วหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ ไว้ในใจเสมอไป หน้าที่ นั่นแหละเรียกว่าการปฏิบัติ. คำว่าปฏิบัติมันหมายถึงปฏิบัติ หน้าที่ เรียกว่า ไม่ปฏิบัติไม่ได้, ฉะนั้นการปฏิบัติหรือหน้าที่ ก็ตาม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มิฉะนั้นแล้วจะต้องตาย, ใช้ คำว่าตายอย่างนี้เลย คำว่าตายในที่นี้จะใช้อัญญประกาศ ด้วย ก็ได้ หรือไม่ใช้ก็ได้ มันแล้วแต่ว่ามีความรู้สูงหรือต่ำอย่างไร จะต้องตาย ในความหมายใด ความหมายหนึ่งในสองความหมาย. ตายทางวัตถุ ทาง physic , คือ ตายเอาไปใส่โลง เผา ฝังนี้ก็เรียกว่าตาย, แล้วก็ ตายอย่าง meta-physic , คือไม่เกี่ยวกับ

น.19 ๑๔ ร่างกาย ไม่เกี่ยวกับวัตถุ มัน เกี่ยวกับจิตใจ มีค่าเท่ากับคนตาย, ยังเดินได้พูดได้กินได้ แต่ มีค่าเท่ากับคนตาย คือ ไม่มีค่าอะไร นั่นเอง อย่างนี้ก็ มีหลักว่า คนที่ประมาทนั่นแหละคือ คนตาย . จึงมีคำว่าตายขึ้นสองความหมาย ตายทางร่างกายอย่างหนึ่ง, ตายทางวิญญาณคือ spiritual นั้นอีกทางหนึ่ง. ใครหลีกเลี่ยง หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ แล้ว คนนั้น จะต้องตาย ทางร่างกาย เช่น ลองไม่หากิน ไม่รักษาโรคไม่อะไรต่าง ๆ มันก็ต้องตาย ทางร่างกาย. ทีนี้ทาง spiritual ลอง ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม หลักธรรมะ มันก็เป็นคนเลว กระทั่งเป็นคนมีความทุกข์ทรมาน จนมีจิตใจไม่สมประกอบ, นี้ก็เรียกว่าตายได้เหมือนกัน. ทีนี้ คนสมัยนี้ โดยเฉพาะนักศึกษานี้ มันเป็นหรือ มากเกินไปในความหมายที่หนึ่ง แล้วมันจึงต้องไป ตายอยู่ใน ความหมายที่สอง มันเป็นมากเกินไป มันมีเงินใช้มากเกินไป, มีการกินอยู่ดีมากเกินไปนี้ มันเป็นมากเกินไปในความหมาย ที่หนึ่ง คือไม่ตายในความที่หนึ่ง, แต่แล้วมันก็ ไปตายในความ หมายที่สอง ; ยิ่งกินดีอยู่ดี มันก็ยิ่ง เห็นแก่ตัวมาก, มัน มีกิเลส มาก ซึ่งก็คือตายลงไปในความหมายที่สอง. ขอให้มองโลกในปัจจุบันนี้ แล้วก็มอง ผู้ที่เจริญอยู่ ในโลกปัจจุบันนี้ ว่ามันเป็นมากเกินไปในความหมายที่หนึ่ง แต่แล้วก็ ไปตายในความหมายที่สอง, ไม่มีความเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง มีแต่ความก่อสร้างความทุกข์ เบียดเบียนกัน ไม่มี

น.20 ๑๕ มนุษยธรรมอยู่ในใจ. ประเทศชาติที่เคยได้รับการยกย่อง ว่ามีธรรมะสูง มีความเป็นสุภาพบุรุษสูง, เดี๋ยวนี้แหลกไป หมดแล้ว เป็นโจรเป็นอันธพาลกันไปหมดแล้ว นี่มันตายใน ความหมายที่สอง เพราะมันเป็นในความหมายที่หนึ่ง คือไม่ ตายในความหมายที่หนึ่งมันมากเกินไป, มันมี วิทยาศาสตร์ อะไรแก้ไข จนจะเปลี่ยนตับ ไต ไส้ พุง หู ตา อะไรได้อย่างนี้ มันเป็นมากในความหมายนี้ แล้วไปตายหมดในความหมายโน้น. ถ้าไม่เข้าใจข้อนี้ ก็ไม่เข้าใจธรรมะเป็นแน่นอน เพราะว่า ธรรมะมุ่งจะแก้ความตายอย่างที่สอง, มันไม่ใช่ หน้าที่โดยตรงของความตายในความหมายอย่างที่หนึ่ง. นี้มัน เป็นเรื่องของชาวบ้าน, เป็นเรื่องของโลก, เป็นเรื่องของวิชา อย่างชาวบ้าน จะหากินอย่างไร บำบัดโรคภัยไข้เจ็บอย่างไร, มันก็ว่าไปตามเรื่องของชาวบ้าน, แต่ว่า มีเงินมาก มีอำนาจ มาก มีอะไรมากแล้วยังตายอยู่ คือมีความทุกข์อยู่. นี่เป็น เรื่องของศาสนาที่จะช่วยแก้ไขให้ คือขจัดความตายในความ- หมายที่สองออกไป. ฉะนั้น เราจะต้องทำให้พอดี อย่าให้เป็น ในความหมายที่หนึ่ง คืออย่าให้ไม่ตายในความหมายที่หนึ่ง มันมากเกินไป แล้วมันก็จะได้ไม่ตายในความหมายที่สองบ้าง. ในคัมภีร์ของพวกคริสเตียนพูดไว้อย่างน่าฟัง แล้วก็ ไม่ขัดกับหลักของพวกพุทธ ที่ให้สละชีวิตแล้วก็จะได้ชีวิต, ถ้า

น.21 ๑๖ ไม่เคยศึกษาอย่างนี้มาก่อนก็ฟังไม่ถูก ว่า ให้สละชีวิตเสียแล้ว ก็จะได้ชีวิต . คนที่ไม่รู้เรื่องเขาก็ว่าบ้า สละชีวิตแล้วได้ชีวิต อย่างไร, ก็หมายถึงสละชีวิตชนิดที่ความหมายที่หนึ่งชีวิต ทางเนื้อหนัง ให้สละความหลงใหลในชีวิตอย่างเนื้อหนังนี้ เสีย, แล้วก็จะได้ชีวิตอย่างที่สอง คือชีวิตทางฝ่ายวิญญาณ นี่. material - life นี้สละเสีย อย่าไปเห็นแก่ความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อยกับมัน แล้วก็จะได้ spiritual - life คือ ชีวิตที่แท้จริง, เขาหมายความอย่างนี้ แต่เขาพูดไว้สั้นเกินไป. สละชีวิตเสียแล้วก็จะได้ชีวิต ; ถ้าพูดอย่างพุทธบริษัท ก็ว่า สละชีวิตบ้า ๆ บอ ๆ เห็นแก่เนื้อแก่หนังกามารมณ์อะไรนั้นเสีย แล้ว ก็จะได้ชีวิตที่เย็น ที่เป็นอมตะ ที่เรียกว่านิพพาน. นี่ผมพูดอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ว่าเพื่อสนับสนุนศาสนาอื่น, หรือว่าไปเข้าเป็นฝ่ายศาสนาอื่น หรือว่าจะพูดไปในทางอวดดี รู้นั่นรู้นี่. ที่พูดนี้ก็เพื่อว่าพวกคุณนั่นแหละจะโดนเข้าสักวัน หนึ่ง, จะพบกันเข้าสักวันหนึ่ง. ซึ่งการพูดจาโต้เถียงถกเถียง กัน เรื่องเกี่ยวกับธรรมะเกี่ยวกับศาสนา กับชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนี่, เดี๋ยวจะพูดผิดไปหมด จนให้เห็นว่ามันตรงกันข้าม ไปหมด แล้วก็ทะเลาะวิวาทกันเกลียดชังกัน นี้มันไม่เป็นที่ ต้องการอย่างยิ่งในโลกในสมัยปัจจุบัน, มัน ควรจะมีศาสนา ที่ว่า เหมือนกับว่าศาสนาเดียวกันหมด ทำลายตัวกู-ของกู เสีย แล้วก็อยู่ด้วยชีวิตที่สงบเย็น ก็ เป็นศาสนาเดียวกันหมดได้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต