น.26 ๒๑ มัชฌิมาปฏิปทา -การปฏิบัติที่ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง. หลักปฏิบัติทางมัชฌิมาปฏิปทา. เอ้าทีนี้ เราก็ได้หลักว่า : มันต้องเดินอยู่ตรงกลาง อย่าไปออกริมทาง นั่นแหละเรียกว่าความถูกต้อง, เกิดเป็น มัชฌิมาปฏิปทา ขึ้นมา. ขอให้จำคำคำนี้ไว้ให้ดีด้วย, เพราะว่า คำคำนี้มันเล็งถึงคำว่าธรรมศาสตรา, ธรรมศาสตร์หรือธรรม- ศาสตรา อาวุธคือธรรมะ. การปฏิบัติที่ถูกต้องไปตามทาง มัชฌิมาปฏิปทาอันนี้ จะเป็นธรรมศาสตรา ที่จะตัดปัญหา ทุกชนิดได้, ต้องฟังให้ดี เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อยู่ตรงกลาง. บางทีก็เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ คือหนทางที่ประเสริฐ ที่สุดประกอบอยู่ด้วยองค์ประกอบ ๘ ประการ , ฉะนั้นจึงหมาย- ถึงการทำถูกต้อง ในลักษณะ ๘ อย่าง ๘ ประการ รวมกัน เข้าแล้วก็เป็นตัวการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือเป็นหนทางที่เป็น มัชฌิมาปฏิปทา. คำบาลีเขาใช้คำว่าถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมก็ใช้ คำว่าถูกต้องไปตามคำบาลี คือคำว่า สัมมา แปลว่า ถูกต้อง, สัมมัตตะ แปลว่า ความถูกต้อง สัมมัตตะความถูกต้อง ๘ ประการนี้ เอามารวมเข้าเป็นอันเดียวกัน ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า หนทางประเสริฐนี้ขึ้น. อย่าพูดผิด ๆ ไปตามเขา ว่ามรรค ๘ มรรค, นี้มันผิด มรรคมันหนึ่งหรือเดียว แต่มันประกอบอยู่
น.27 ๒๒ ด้วยองค์ ๘ เราเป็นนักศึกษาทั้งทีอย่าพูดอะไรผิด ๆ อย่างคน ที่ไม่มีการศึกษา ไปพูดว่ามรรค ๘ นี่ ได้ยินแม้ในกรุงเทพฯ หนวกหู, พูดว่ามรรค ๘ มันก็ผิด, มัน ต้องมรรคมีองค์ ๘ เสมอ. คือความถูกต้อง ๘ ประการรวมกันเป็นสายหนึ่ง. เราก็มา พูดถึงความถูกต้องต่อไป มีอยู่ ๘ อย่าง. ข้อที่ ๑. ความถูกต้องในทางความคิดเห็น ถ้าจะ เขียนเป็นไทย ๆ เขียนว่าความคิดเห็นดีกว่า มันรวมเอาความ เชื่อหรือความรู้หรืออะไรไว้หมดในข้อนี้, เรียกว่า ความ ถูกต้อง ในทางความคิดเห็น. ถ้าเรียกเป็นบาลี เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ แปลว่า ทิฏฐิที่ถูกต้อง. นี้คุณก็ทายเอาเองได้ว่า ถ้าถูกต้อง มัน ต้องถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ เพราะเรามีหลักธรรมชาติกฎของธรรม- ชาติเป็นหลักใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แล้ว พอพูดถึงความ ถูกต้อง มันก็ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, ถ้าไม่อย่างนั้น มันถูกต้องไปไม่ได้ แล้วจะเรียกอย่างภาษาวัดก็เรียกว่า ถูกต้อง ตามธรรมตามหลักธรรม ทีนี้เราว่าถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ก็คืออันเดียวกัน คือความถูกต้องนี้ก็ต้องมีมาก นี้เราจะจำกัด เอาแต่ความถูกต้องชนิดที่ปฏิบัติได้, สัจจะมีมาก สัจจะที่ปฏิบัติ ไม่ได้ก็ทิ้งไป, ที่ประยุกต์ได้ที่ปฏิบัติได้นี้ จะเป็นความถูกต้อง ที่มีประโยชน์. จะต้องมี ความรู้ถูกต้อง มีความเชื่อถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง มีความคิดเห็นถูกต้อง. หรือจะพูดว่ามี
น.28 ๒๓ ทฤษฎีถูกต้อง ข้อแรก แต่บาลีเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ข้อที่ ๒. มีความต้องการถูกต้อง. จะเรียกว่าความ ปรารถนา ความใฝ่ฝัน ความตริตรึก แล้วแต่จะเรียก ก็คือ ความต้องการนั่นแหละมันถูกต้อง. ถ้า เรียกเป็นบาลีก็เรียกว่า สัมมาสังกัปโป. สังกัปโป นี้คือ การที่จิตมันตริไปเร่ไป เร่ไป เพื่อจะเอาอะไรของมันเรียกว่า สังกัปปะ, สังกัปปะนี้ต้องถูกต้อง นี้ผมเรียกเป็นไทยสั้น ๆ ตรง ๆ ว่า ความต้องการมันถูกต้อง ก็ต้องถูกต้องตามกฎ, หรือว่า ถูกต้องตามเหตุผล ที่แวดล้อม อยู่. ถ้ามิฉะนั้นจะเกิดเรื่อง เราไปต้องการผิดทาง ผิดวิถีทาง มันต้องกระทบกระทั่ง เช่นกระทบกับบุคคลด้วยกัน มันก็ เกิดเรื่อง, หรือว่าถ้าไปกระทบกันกับกฎของธรรมชาติ นั้น มันเท่ากับไปกระทบเอาพระเจ้า, แล้วพระเจ้าจะตบหน้าเอา คือความทุกข์มันจะเกิดขึ้นในจิตใจ เพราะมันทำไปไม่ถูกต้อง. ในหลักพุทธศาสนาทั่วไป ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขา ว่าความต้องการที่ถูกต้องนั้นคือ ต้องไม่เป็นการเบียดเบียน, ความต้องการของเราที่เป็นความต้องการที่ถูกต้องนั้น คือ ต้องไม่เป็นการเบียดเบียน, เบียดเบียนตนเอง ให้ลำบากนี้ ก็เรียกว่าผิดแล้ว , เบียดเบียนคนอื่น ให้ลำบาก นี้ก็เรียกว่า ผิดแล้ว. เช่นว่า ไปหลงใหลในกามารมณ์ นี้ก็เรียกว่า เบียด- เบียนตนเอง ให้ลำบาก, ถ้าเราไป เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยความ
น.29 ๒๔ พยาบาทโดยเจตนา หรือว่าเบียดเบียนโดยไม่เจตนา ก็ เรียกว่า วิหิงสา ก็เรียกว่าผิดแล้ว ทำคนอื่นให้ลำบาก โดยเจตนาก็ ตาม ไม่เจตนาก็ตาม. ฉะนั้นถ้านิยามคำคำนี้ให้ดีก็พูดว่า ความต้องการ ที่ถูกต้อง คือต้อง ไม่เป็นการเบียดเบียน ทั้งตนเองและทั้งผู้อื่น, ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา, เรียกว่าองค์ที่สอง เรียกว่า สัมมา- สังกัปโป. เขามักจะแปลกันว่า ความดำริชอบ, ผมเห็นว่า มันแคบไป ก็เลยใช้เสียใหม่ว่า ความต้องการ, ความต้องการ คือความดำริไปในทางกระแสของความคิดนึกปรุงแต่ง. ทีนี้ ความต้องการนี้ต้องไปตามความคิดเห็นคือทิฏฐิ, ทิฏฐิที่ถูกต้อง มีแล้ว ความต้องการมันก็เดินไปถูกต้องเอง. ทีนี้ มาถึง ข้อที่ ๓. การพูดจาที่ถูกต้อง ถ้าเรียก อย่างภาษา บาลีก็ว่า สัมมาวาจา นี้เรียกว่า จำคำจำกัดความ ไว้ว่า จริง นี้อย่างหนึ่ง แล้วก็ น่าฟัง นี่อย่างหนึ่ง แล้วก็ มีประโยชน์ แล้วก็ ถูกต้องแก่กาลเทศะ . ที่ว่า จริง หมายความว่า เรื่องนั้น จริง, วาจานั้นก็ต้องจริง, ไพเราะ หรือไม่ไพเราะน่าฟังหรือ ไม่น่าฟัง นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง. ต้องให้มันไปฝ่ายที่น่าฟังเข้าไว้ จึงจะเรียกว่าถูกต้องกว่า คือ ต้องมีประโยชน์ , ทั้ง จริง ทั้ง น่าฟัง แต่ถ้าไม่มีประโยชน์ก็ไร้ความหมาย หรือแม้จริงแม้ มีประโยชน์และน่าฟัง แล้วยังต้องดูให้มันควรแก่กาลเทศะ คือเวลาที่จะพูดออกไป หรือสถานที่หรือชุมนุมชนที่จะพูด
น.30 ๒๕ ออกไปนี้. นี้ คุณก็ไปคิดดูเองซิ ที่มันทะเลาะกัน เพราะมัน ไม่ถือหลักอย่างนี้, บางทีมันยืนยันเอาแต่ว่า จริง ๆ ๆ, แล้วก็พูด ตะพึด ไม่ดูกาลเทศะ, หรือมันมีประโยชน์แก่ผู้ฟังแล้วมันก็ พูดตะพึด ไม่ดูกาลเทศะ คนฟังไม่ถูกมันก็ตบหน้าเอา ก็ป่วย- การพูด มันเลยทะเลาะวิวาทกัน เพราะ ไม่มีวาจาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ถูกต้องแก่กาลเทศะ. ข้อที่ ๔. ความถูกต้องต่อไปก็คือ ความถูกต้องใน การทำการงาน นี้เรียกว่า สัมมากัมมันโต , ถ้าเรียกกันเป็น ภาษาที่เป็นไทยหน่อยก็เรียกว่า สัมมากัมมันตะ มีการงาน อันถูกต้อง, การงานในที่นี้หมายถึง การกระทำ คือ conduct ทั่วไป นี้เรียกว่า การงานในที่นี้. อย่างนี้ ถือเอาเป็นหลักคือ หลักศีลห้าได้เลย, ในโลกนี้เรื่องศีลห้า ถือว่าสำคัญอย่างไร ก็เอามาเป็นคำอธิบายของคำว่าสัมมากัมมันโต, นี่ความถูกต้อง ในการทำการงาน. ศีลห้า นี้คุณอาจจะเรียนกันมาอย่างอื่น มีความหมาย แคบกว้างอย่างอื่น ผม อยากจะให้คำจำกัดความเสียใหม่ ที่มัน จะเป็นสากลที่สุด มันจะต่อสู้ได้ในที่ทุกหนทุกแห่ง. ศีลห้าข้อที่หนึ่ง ปาณา คือ ไม่ประทุษร้ายร่างกาย ชีวิตผู้อื่นโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม กฎนิยามเป็นอย่างนี้ก็พอแล้ว,
น.31 ๒๖ ไม่ทำการประทุษร้ายร่างกาย หรือชีวิตผู้อื่น หรือสัตว์อื่น โดยวิธีใดก็ตาม, ไม่ต้องพูดกันถึงฆ่าอะไร มันหลายวิธีนักที่ ทำให้ตาย แต่ว่าไม่ตายมันก็ต้องขาดศีลข้อนี้อยู่ดี ไม่ขาดมัน ก็กิ่วคอด จึงใช้คำรวมว่า ไม่ประทุษ ร้ายร่างกายหรือชีวิต สัตว์อื่น โดยวิธีใดก็ตาม. ทีนี้ อทินนาข้อสอง ก็คือไม่ประทุษร้าย ผมชอบ คำคำนี้ มันกว้างดี ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่น ด้วยวิธีใดก็ตาม. ข้อสาม กาเมสุ - นี้คือ ไม่ประทุษร้ายของรักของ บุคคลอื่น โดยวิธีใดก็ตาม. ประทุษ ร้ายชีวิตนั้นมันทำให้ตาย, ประทุษร้ายทรัพย์สมบัตินั้นมันเอาไปในทางสิทธิครอบครอง, ส่วนประทุษร้ายของรักนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น มันมุ่งที่จะหา ความเพลิดเพลินส่วนตัว หรือมุ่งจะทำให้ผู้อื่นเขาเจ็บช้ำน้ำใจ. ข้อที่สี่ มุสา นี้ ไม่ใช้วาจาเป็นเครื่องทำลายความ เป็นธรรมความยุติธรรมของคนดี. ข้อที่ห้า สุรา นั้น มันเป็นตัวอย่าง คำว่าสุรามัชชะ นั้นเขายกมาเป็นตัวอย่างสองคำ, ตัวนามจริง ๆ มันอยู่ที่คำว่า ปมาทัฏฐานะ, สิ่งที่เป็นที่ตั้งของความประมาท ฉะนั้นบัญญัติ ความข้อนี้ว่า ไม่ประทุษร้ายสติปัญญาสัมปฤดีของตนเอง, สติปัญญาสัมปฤดี ที่จริง สัมปฤดีก็คือสติ, แต่เดี๋ยวนี้ในภาษา- ไทย มันแยกกันเสียแล้ว. ความมีสัมปฤดีอย่างที่เราไม่ลืมตัว รู้สึกผิดชอบชั่วชอบอยู่ดีนี้ เรียกว่า สัมปฤดี, สติปัญญา หมายถึง
น.32 ๒๗ ความรู้ที่รู้สึกตัวที่ลึกไปกว่านั้น, ปัญญาความรอบรู้ที่รู้อยู่ด้วย การศึกษา เล่าเรียน พอเสพสิ่งอะไรเข้าไป ด้วยการดื่มทาง ปาก, หรือด้วยการสูดทางจมูก หรือด้วยการรมที่เนื้อที่ตัว ลูบไล้ทาที่ตัวหรือฉีดเข้าไปวิธีใดก็ตาม, สิ่งนั้นมันเข้าไปประทุษ ร้ายต่อสติปัญญา หรือสมปฤดี แล้วก็เรียกว่าผิดศีลข้อนี้. ฉะนั้น ถือเป็น ศีลห้าที่สากล จะไปใช้ที่ไหนก็ได้ เป็นไกวัลย์คือสากล : อย่าประทุษร้ายชีวิตร่างกายเขา โดย วิธีใดก็ตาม, อย่าประทุษร้ายทรัพย์สมบัติเขา โดยวิธีใดก็ตาม, อย่าประทุษร้ายของรักของเขา โดยวิธีใดก็ตาม เด็ก ๆ ก็ถือได้ เพราะเด็ก ๆ ก็มีของรักอย่างใดอย่างหนึ่ง, อย่าประทุษร้าย ความเป็นธรรมของเขา ด้วยวาจาของเรา, อย่าไปประทุษร้าย สติปัญญาสัมปฤดีของตัวเอง ก็เลยกินความหมด, ไม่มีข้อ แก้ตัว ที่จะมัวเถียงกันว่า ขาดศีลไม่ขาดศีลข้อนั้นข้อนี้, มัน เป็นเรื่องหาทางแก้ตัวของคนที่ไม่จริง ก็เลยบัญญัติไว้ไม่มี ทางแก้ตัวก็คืออย่างนี้ เมื่อถือได้อย่างนี้ ก็เรียกว่า การกระทำ ของบุคคลนั้นถูกต้อง คือไม่ผิดศีลทั้งห้าข้อนี้ ก็เรียกว่าถูกต้อง. ทีนี้ ความถูกต้องข้อที่ ๕ ด้วยการดำรงชีวิตอยู่ อย่างถูกต้อง นี้ก็เรียกว่า สัมมาอาชีโว, สัมมาอาชีพ ความมี อาชีพ คือการดำรงชีพถูกต้อง. อาชีพนี้ก็ถือเอาตามตัวในภาษา บาลีแล้วก็แปลว่า ดำรงชีพ อย่างถูกต้อง ไม่มุ่งความแคบ ๆ
น.33 ๒๘ ว่าหาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องอย่างถูกต้อง, นั้นมันแคบไปหน่อย, คือการเป็นอยู่ทรงชีวิตอยู่ ดำรงชีวิตอยู่ นี่เรียกว่า อาชีพ แล้ว ก็ต้องถูกต้อง เรียกว่า สัมมาอาชีพ ให้ มันมีความถูกต้องใน การหามา ในการได้มา ในการมีไว้ ในการบริโภค ที่มันถูกต้อง ก็แล้วกัน ; หาก็หามาอย่างถูกต้อง, ได้มาก็ได้มาถูกต้อง, มีไว้ เก็บรักษา ไว้ยึดครองไว้ก็ถูกต้อง, กิน บริโภคใช้จ่ายก็ถูกต้อง, อย่าให้ผิดคืออย่าให้เกิน. ตรงนี้อยากจะขอแทรกว่า ปัญหาใหญ่ในโลกนี้ เวลานี้ มีมูลมาจากข้อนี้ คือ คนในโลกไม่มีสัมมาอาชีพ, มัน ผิดไปหมด ในการแสวงหา ในการได้มา ในการมีไว้ ในการ บริโภคมันผิดไปหมด คือ มันมีแต่เกิน ๆ ๆ มากไปหมด, ไม่ พอดีไม่ถูกต้อง, ยิ่งมีการศึกษามากก็ยิ่งทำให้เกินมาก. แต่ เขาว่าไม่เกิน เขาว่าถูกต้อง, ถ้าถือตามหลักของศาสนา ศาสนา พุทธก็ดี ศาสนาคริสต์ก็ดี การกระทำของมนุษย์ในเวลานี้เป็น บาปหมดเลยเป็นบาปอย่างร้ายหมด เพราะมันมีแต่ส่วนเกิน, อยู่ดีกินดี มันมีแต่ส่วนเกิน : การแสวงหาเกิน, มีความคิด กว้างขวางที่จะกอบโกยเอามาเป็นของตัวไม่มีขอบเขตจำกัด. ยิ่งมีมากก็ยิ่งมีมือยาว, กอบโกยกันได้ตั้งครึ่งโลก นี้มันเป็น ส่วนเกิน แล้วก็เรียกว่าผิด. ถ้าไม่มีส่วนเกินแล้วก็จะอยู่กันเป็นสุข คือ ไม่มี ใครเอาส่วนเกิน. มันป้องกันได้ในการที่จะไม่มีส่วนเกิน ; พอ
น.34 ๒๙ รู้สึกว่าเกินความต้องการแล้วก็ให้คนอื่นเสียซิ ก็ไม่มีส่วนเกิน เหลืออยู่ที่ตัว. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำอย่างนี้, เอาเข้ามาเท่าไรก็ ไม่เกิน, ไม่รู้สึกว่าเกิน, มีอำนาจมีเงินมีอะไรเท่าไรแล้ว ก็ยัง ไม่รู้สึกว่าเกิน, แล้ว ยังไม่รู้สึกว่าพอด้วยซ้ำไป . ฉะนั้นประเทศ ทั้งหลายในโลกนี้ ยังต้องรบกันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมีพวก หนึ่งมันเอาส่วนเกินไม่มีที่สิ้นสุด นี่ดำรงอาชีพอย่างมีส่วนเกิน อย่างนี้ละก็จะมีความเดือดร้อน แม้ในส่วนบุคคล คนหนึ่ง ๆ. ฉะนั้นไปคิดดูให้ดี ว่า พอที่จะเจียดออกไปเสียได้ อย่าให้มันเป็นส่วนเกิน แล้ว ก็เจียดไปให้ผู้อื่นเสีย ก็เป็นบุญ เป็นกุศล คือไม่ต้องเป็นทุกข์. นี้เรียกว่า สัมมาอาชีโว - ดำรง ชีวิตอย่างถูกต้อง ใช้ภาษาการเมืองหน่อยก็ว่า ไม่มี surplus, มันก็ไม่ต้องทำให้ใครลำบาก. นี้ ข้อ ๖ ต่อไปจะเรียกว่า ความถูกต้องในความ พากเพียรพยายาม เรียกว่า สัมมาวายาโม. ทุกคนต้องมีความ พยายาม มันหยุดไม่ได้, เมื่อยังไม่บรรลุจุดหมายปลายทาง ในทางใดก็ตาม ต้องพยายามอยู่เรื่อย. อย่างเรามีปัญหาจะต้อง แก้ปัญหาให้หมดไป เมื่อปัญหายังไม่หมด สิ่งที่เรียกว่าความ พยายามจะต้องมี, นั้นคือคำว่า วายามะ ในภาษาบาลี, ภาษา ไทยเรียกตามสันสกฤต ว่า วยามะ ก็เรียกว่าพยายาม, พยายามะ. ความพากเพียรต้องถูกต้อง คือตามหลักธรรมะ ในพุทธศาสนาว่า ต้องมีความถูกต้องในการป้องกัน มีความ
น.35 ๓๐ ถูกต้อง ในการละเว้น มีความถูกต้อง ในการสร้างขึ้นมา มี ความถูกต้อง ในการรักษาไว้ , ก็เล็งถึงความชั่ว เพราะว่ามี ความพากเพียรในการที่จะ ป้องกัน แล้วก็ ละเว้น ป้องกัน อย่า ให้ความชั่วเกิดขึ้น, ความชั่ว ที่เกิดอยู่แล้วก็ให้ละเสีย คือทำ ความดีนั้น ให้พยายามจะสร้างขึ้นมา แล้วก็รักษาไว้. มันจึง เกิดคำขึ้นมาสี่คำว่า ป้องกัน, ละเว้น สร้างขึ้น แล้วก็ รักษา, ต้องพยายามในสี่สถานนี้ ให้มันถูกต้องอยู่ตลอดเวลา. ป้องกัน อย่างถูกต้อง, ละเว้นอย่างถูกต้อง, สร้างขึ้นอย่างถูกต้อง, รักษาไว้อย่างถูกต้อง. ถ้าเป็นเรื่องโลก ๆ เอาไปใช้ในเรื่องโลก ๆ ธรรมะ ข้อนี้ก็หมายความว่า อย่าทำผิด แล้วก็ ละความผิดที่มีอยู่เสีย, แล้วสร้างความดีขึ้นมา , รักษา ความดีไว้, อย่าคิดไปในทาง ที่จะทำให้เป็นทุกข์, ป้องกันไว้ให้ทุกวิถีทางที่จะให้ความเสียหาย และความผิดพลาดมันไม่เข้ามา. ที่มีอยู่หรือทำอยู่ก็ละเสีย การหาเงินก็ดี, การหาเกียรติยศชื่อเสียงก็ดี, ก็ต้องทำใน อาการอย่างนี้แหละ กระทั่งจะไปนิพพานก็ต้องทำหลักสี่อย่างนี้. นี้ความถูกต้อง ข้อที่ ๗ ก็เรียกว่า มีสติถูกต้อง คือ ความระลึกที่ประจำอยู่ในใจนั้นต้องเป็นความถูกต้อง ก็ เรียกว่า สัมมาสติ, นี้หมายความว่า รักษาปัญญา ความรู้ ความ รอบรู้ ที่มาอยู่ในรูปของสติสัมปชัญญะนี้ ไว้อย่างถูกต้อง แน่ว- แน่สม่ำเสมอ อย่าไปปนกันเสีย. สติปัญญากับสติสัมปชัญญะ
น.36 ๓๑ มันไม่ใช่อย่างเดียวกัน, หรือว่าสามคำก็ได้. ปัญญา นี้ คือ วิชา ที่ถูกต้อง ที่จะแก้ปัญหาได้ นี้เรียกว่า ปัญญา, ความรู้ ที่ถูกต้อง เรียกว่าปัญญา. นี้ พอมีปัญหา เกิดขึ้น มันนึกไม่ออก ปัญญา ไม่มา เพราะว่าขาดสติ, อย่างนี้ก็เรียกว่ามันขาดสติ. ทีนี้ถ้า สมมติว่า ระลึกได้มาแล้ว แต่แล้ว รักษาไว้ไม่ได้ เดี๋ยวมันหาย ไปเสียอีก นี้มันขาดสัมปชัญญะ ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะใน การที่จะมีปัญญาอย่างถูกต้อง ไว้อย่างแน่วแน่สม่ำเสมอ, อย่างนี้ เรียกว่ามีสัมมาสติ. เรามีความระลึกที่ประจำใจอยู่อย่างถูกต้อง ด้วย ความรู้และด้วยกิริยาอาการที่มันเพียงพอ ที่จะแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ได้ เรียกว่า อย่างแน่วแน่, แล้วก็ อย่างสม่ำเสมอ เพียงพอ แก่การแก้ปัญหา. ใครทำได้อย่างนี้เรียกว่ามีสติมีสัมมาสติ ถ้าเป็นเรื่องชาวบ้าน ก็เป็นเรื่อง เอาชนะอันตรายทั้งหลาย, ถ้าเป็นเรื่องธรรมะชั้นสูงก็เพื่อชนะกิเลส แล้วก็ไปนิพพาน ก็เรื่องละกิเลส. ทีนี้ ข้อที่ ๘ อันสุดท้ายเรียกว่า สัมมาสมาธิ - ความ ตั้งใจมั่นอย่างถูกต้อง มีสมาธินี้คือมีจิตที่มีกำลัง และมีประสิทธิ- ภาพสูงสุดไว้อย่างถูกต้อง คือใช้สมาธิถูกต้อง, มีสมาธิที่ถูกต้อง, แล้วก็ใช้สมาธิอย่างถูกต้อง. ความเป็นสมาธินั้นจำไว้เป็นหลัก ทั่วไป ว่ามีจิตบริสุทธิ์, มีจิตมั่นคง, มีจิตว่องไว.
Buddhadasa