Buddhadasa.org

เขียนมา-ตอบไป ตอนที่ ๗ — ๖. ทำอย่างไร จึงจะกันมิให้เกิดพอใจและไม่พอใจ?

เขียนมา-ตอบไป — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เขียนมา-ตอบไป (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.336 ๒๖ ปัญหาข้อ๖ ถาม : จิตเมื่อได้กระทบกับอารมณ์ ย่อมเกิดความพอใจ และไม่พอใจขึ้น จะทำอย่างไร จึงจะให้รู้เสียก่อน ที่มันจะเกิดขึ้น ? ตอบ : ต้องมีสติ ในการที่จะหลีกเลี่ยงเสีย ถ้าหลีกเลี่ยงได้, และมีสติในการที่จะไม่รับเอาอารมณ์เข้าไปในจิต ถ้ากระทบ กันแล้ว. (คำว่า อารมณ์ ตามภาษาธรรมะ ย่อมหมายถึงสิ่งที่มีมา กระทบจิต, แล้วเกิดเป็นเวทนา หรือ สังขาร (เจตสิกธรรม) ขึ้นในใจเอง. แต่ภาษาไทยเราเรียกเจตสิกธรรมนี้ว่า อารมณ์ เหมือนกัน, เช่นเมื่อพูดว่า "กำลังมีอารมณ์ร้าย, วันนี้อารมณ์ เขาไม่ดี อย่าไปกวนเขา" เป็นต้น. ในปัญหานี้ คำที่ว่า ‘ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น’ ย่อมหมายถึงเจตสิกธรรมนั้นจะเกิดขึ้น หลังจากที่อารมณ์จากภายนอกมากระทบแล้ว) การมีสติที่จะเลี่ยงอารมณ์ หมายถึงความฉลาดเฉลียว บางอย่าง เช่นรู้ว่าตรงไหนยุงชุมก็ไม่เข้าไป. การมีสติในอันที่ จะไม่รับเอาอารมณ์ เปรียบเหมือนเอามุ้งหรือเครื่องกันยุงอย่าง อื่นเข้าไปด้วย ในเมื่อต้องเข้าไป. สติในชั้นนี้ หมายถึงการรู้

น.337 ๒๗ เท่าอารมณ์ ดังที่อธิบายแล้วในข้อบน. แต่มันยากอยู่ที่การ ปฏิบัติหรือจะทำให้ได้ เพราะนั่นเป็นเพียงหลักวิชา. เช่นรู้ว่า ถ้าไม่รับเอาอารมณ์เข้าใส่ใจ มันก็ไม่เกิดเรื่องขึ้นมาได้ ; แต่ เมื่อใจเป็นสิ่งที่มีธรรมชาติรับเอาอารมณ์เสียแล้ว, ทำอย่างไร มันจึงจะมาเป็นไม่รับเอาได้เล่า, นี่เป็นปัญหาของฝ่ายการ ปฏิบัติ. การรับเอาอารมณ์แล้วพอใจ หรือไม่พอใจนั้น เป็น สัญชาตญาณของจิตคู่เคียงกันมาไม่รู้ได้ว่ากี่ปีมาแล้ว หรือกี่ ชาติมาแล้ว, เป็นของเคยชินเป็นสันดาน, ฉะนั้น การที่จะ แก้สันดาน จึงเป็นปัญหาที่ค่อนข้างยาก. แต่ก็มีทางแก้ไขตาม กำลังของการปฏิบัติ. สมมตว่าเราเคยตบยุงชินมาแต่เด็ก ๆ จน เป็นผู้ใหญ่มากแล้ว มาต้องรักษาศีล ไม่ตบยุง, เรามีวิธีอย่าง ไรที่ว่า พอรู้สึกเจ็บแปลบที่ตรงไหนแล้ว จะไม่ตบลงไปที่ตรง นั้นเหมือนอย่างเคย. ข้อนี้จะต้องย้อนไปอีกขั้นหนึ่งว่า ทำไม พอเจ็บแปลบ เราจึงตบ. เพราะว่าเราจำได้ว่า เจ็บชนิดนั้น หรือลักษณะนั้น เป็นยุงแน่, รู้ได้เร็วโดยความซ้ำซากและเคย ชิน เราจึงตบลงไปโดยไม่ต้องเห็นตัวยุงก็รู้ว่าที่นั้นมียุง, ไม่ใช่ แมลงผึ้ง ไม่ใช่เข็ม หรือหนาม หรือไฟจุด. แต่ว่าสติหรือ ความจำชนิดนี้ เป็นเพียงกึ่งสำนึก คือพอรู้ว่าคงเป็นสิ่งนั้น

น.338 ๒๘ แน่เท่านั้น, และก็อาศัยความเคยชิน. ครั้นเมื่อเราสำรวมไม่ ตบ เราจึงมีระยะยั้งตัวทัน ไม่ตบ ไม่ปัด ไม่เขี่ย ลงไปทั้ง ที่ยังไม่ได้ดูเสียก่อน จึงสามารถห้ามความเคยชินเป็นปี ๆ ของ เรามาแต่หลังได้. ในเรื่องอารมณ์ก็เหมือนกัน เมื่อเราจะเข้าไปติดต่อกับ บุคคลใดหรือสิ่งใด ควรรู้ก่อนว่ามันจะต้องมีอารมณ์เกิดขึ้น ถ้า ไม่ใช่ทางพอใจก็ทางที่ไม่พอใจ. เราจะไม่เผลอไป จนรับเอา ตามแง่นั้น, เรามีเพียงความรู้สึกว่าเราควรปฏิบัติต่ออารมณ์ นั้นอย่างไร หรือหน้าที่ของเรามีเพียงใด ในการมาที่นี้เท่านั้น. ครั้นติดต่อเข้าแล้ว และมีอารมณ์ส่งมาจริง ๆ เราจะอาจรู้ได้ โดยสังหรณ์ด้วยอำนาจความเคยชินในกาลก่อน ว่ามันจะทำเรา ให้หวั่นไหวไปได้หรือไม่ หรือเราได้หวั่นไหวไปแล้วหรือยัง. และจะต้องพูดกะตัวเองว่า เรื่องนี้อย่าเพ่อก่อน เอาไว้คิดดูให้ ดีเสียก่อน จึงค่อยตัดสิน, หรือว่าเราเป็นผู้ยินดียินร้ายไปแล้ว ถ้ากิเลสเป็นผู้ยินดียินร้าย ก็ต้องเอาไว้ก่อน ยังไม่ใช่เรื่องที่จะ จัดการกันในขณะนี้, ต้องเอาไปส่งให้ ปัญญาเป็นผู้จัดการ ; เหมือนบุตรที่ดี จะต้องไปถามแม่เสียก่อน ว่าเรื่องนี้ควรทำ อย่างไร. แม้จะเก็บไว้จนลืมเสียก็ไม่เห็นน่าเสียดายอะไร. โดยอุบายเพียงเท่านี้ ก็สามารถป้องกัน ความยินดียินร้าย

น.339 ๒๙ ตามอารมณ์ได้ ก่อนแต่ที่มันจะเกิดขึ้น. ปัญหาอาจเหลืออยู่ต่อ ไปอีกนิดหนึ่งว่า ทำอย่างไรจึงจะบังคับตัวได้ถึงอย่างนั้น. ข้อ นี้ต้องอาศัยความรักตัว รู้จักเข็ดหลาบ มีปัญญารุ่งเรืองอยู่ เสมอว่า นั้นมันเป็นไฟและไฟจริง ๆ ก็จะไม่เผลอจับไฟอีก เช่นเดียวกับที่เราไม่จับไฟตามธรรมดา. แต่อย่างไรก็ตาม จำ ต้องอาศัยความเข้มแข็งและเด็ดขาด เป็นเครื่องช่วยเหลืออยู่ ด้วยทุก ๆ เรื่อง. ถ้าเราลืมไปเสียว่าสิ่งนี้เป็นไฟ เข้าไปใกล้มัน ต้องระวังให้ดี, มันอาจเผาเราได้, แต่ถ้าเรารู้สึกอยู่ไม่มีลืม มันก็เผาเราไม่ได้ เรากลับจะใช้มันทำประโยชน์ได้ตามที่เรา ต้องการ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต