น.340 ๓๐ ปัญหาข้อ๗ ถาม : การที่จะมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอนั้น จะทำอย่างไร? ตอบ : ต้องรักษาไว้ด้วยการกระทำให้มากจนชำนาญ, ได้แก่ การฝึกฝนสติสัมปชัญญะนั่นเอง ให้ซ้ำซากจนชำนาญ. รักษา หรือฝึกฝนด้วยสติอีกนั่นเอง. ในเรื่องนี้ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ต้องเพ่งเอาผลของมัน เป็นส่วนใหญ่. คือว่าผลอันเกิดจากการมีสตินั้น มีลักษณะเป็น อย่างไรถ้าผลนั้นยังอยู่ ก็แปลว่าสตินั้นยังอยู่ ยังไม่เสียไป, แม้ว่าในขณะนั้นผู้นั้นจะหลับไปหรืออยู่ในภวังค์ หรืออยู่ใน ฌานก็ตาม ก็เรียกได้ว่ามีสติตลอดเวลา. เมื่อสติมี สัมปชัญ- ญะ ก็มีเสมอ, เพราะเมื่อ ระลึกได้ ก็ย่อมต้อง รู้สึกตัว เป็น ธรรมดา. มีผู้เข้าใจเขวไปต่าง ๆ ในเมื่อพูดขึ้นว่ามีสติทุกอิริยา- บถ เช่นไม่เข้าใจว่าคนหลับจะมีสติได้อย่างไรเป็นต้น. เพื่อชี้ให้เห็นชัดในส่วนนี้ คนหลับที่มีสติ เช่นตื่นได้ ตรงตามกำหนด, ตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกในใจอันเดิมนั่นเอง คือ เมื่อจะหลับไปมีความแจ่มแจ้งในทางธรรมอย่างไร ตื่นขึ้นก็ แจ่มแจ้งอย่างนั้นติดต่อกันไป จนถึงความหลับและตื่นครั้ง หลัง ๆ ไม่มีสิ้นสุด ไม่มีระยะที่ความเศร้าหมอง หรือความทุกข์
น.341 ๓๑ แทรกแซงเข้ามาได้. ส่วนผู้ที่ไม่มีสติ งัวเงียย่อมตรงกันข้าม ไปหมดทุก ๆ อย่าง หรือถึงกับละเมอเพ้อฝันไป เพราะโทษที่ ไม่มีการฝึกสติ. ต่อไปนี้เป็นแบบย่อ ๆ แห่ง วิธีการฝึกสติ. ผู้แสวงสุขด้วยการควบคุมสติให้อยู่ในลักษณะของความ สุขที่เยือกเย็นอยู่เสมอนั้น จะต้องรู้จักตัดทอนเรื่องต่างๆ ที่ไม่จำ- เป็นในใจออกเสียให้มากที่สุดที่จะมากได้ และคงเพ่งแต่ในแง่ดี ปัดเรื่องร้ายทิ้งเสียในฐานที่เป็นเรื่องซึ่งแม้นึกถึงก็ไม่เป็นประ- โยชน์, หากจะเอาเรื่องมานึก ต้องนึกเพ่งแต่ในด้านดี จนใน ที่สุดรู้สึกว่าตัวมีความดี มีสุข และทุกสิ่งพร้อมที่จะเป็นอุปกรณ์ แก่การศึกษา พินิจพิจารณาหาความจริง ให้ตนเองเป็นคนมี ประสาทสงบ ไม่มักตื่นและระแวงในสิ่งต่าง ๆ หรือไม่แน่ใจ ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง. หัดนึกก่อนพูด ย่อมเป็นคนเสงี่ยมพูด ช้าทำช้า. ครั้งแรก ๆ หรือสมัยแรก ๆ อาจเสียเวลามากกว่าผู้- อื่นเล็กน้อย แต่เมื่อฝึกจนเคยแล้ว จะใช้เวลาเท่า ๆ กัน คือ นึกได้เร็วทันทีเสมอ : ถือหลักว่า ถ้ายังนึกไม่ได้ชัดเจน ว่า ตนอยู่ในภาวะเช่นไร พูดกับใครอยู่ เรื่องคล้ายกันนี้เคยมีมา แล้ว ซึ่งน่าจะระวังโดยหยาบ ๆ หรือทั่ว ๆ ไปอย่างไรในการ พูดเป็นต้นแล้ว, จะไม่ยอมพูดออกมาหรือทำอะไรลงไป. ใน การพูด การทำ และการตัดสินใจ ทั้งสามอย่างนี้ ถือหลัก
น.342 ๓๒ อย่างเดียวกันหมด. นานเข้าจะเป็นสิ่งที่เคยตัว นอนไม่ละเมอ ไม่พลิกตัวโดยไม่ตื่นเสียก่อน เป็นไข้ตามธรรมดาจะไม่เพ้อ เป็นต้น, และเมื่อติดต่อกับผู้อื่นในการสมาคม จะไม่ผิดพลาด ได้ง่าย. ทีนี้ ในด้านเกี่ยวกับการยินดียินร้ายในอารมณ์ที่มากระ ทบ ถือหลักอย่างเดียวกันอีกนั่นเอง แต่เกี่ยวกับการตัดสินใจ คือว่า ถ้ายังไม่ได้คิดจนรอบคอบแล้วจะไม่ตัดสินใจในการชอบ หรือไม่ชอบ พอใจหรือเกลียด, จะ "รอไว้ก่อน" เสมอไป. ถ้าถือว่าตัวเราไม่มี ก็อาจปัดอารมณ์ได้เสมอว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ เกิดกับเรา "รอไว้ก่อน" ยังไม่โกรธ ยังไม่รัก หรือไม่อะไร หมดจนกว่าจะได้พิจารณาดูแล้วว่า มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับกาย หรือจิต, ควรจะจัดการกับมันอย่างไรจึงจะดีที่สุด. ในการพูดจา หรือติดต่อ กับอารมณ์อันเป็นอันตรายแก่ใจ จะต้องถือหลัก ให้มันที่สุดว่า จะไม่ตัดสินอะไรเด็ดขาดลงไปในขณะนั้น เว้น แต่เป็นเรื่องที่ง่ายเหลือเกินหรือเรื่องธรรมดาเท่านั้น. และต้อง คิดเสมอว่า อิฏฐารมณ์ หรือ อนิฏฐารมณ์ ก็ตาม ย่อมเป็น เหมือนประกายที่แลบอยู่ทั่วไปในโลก, แต่ถ้าใจไม่รับก็เท่ากับ ไม่มี และไม่ทำอันตรายแก่ใจ. ทีนี้ ในส่วนที่จะกั้นเสียไม่ให้เข้าไปยุ่มย่ามในใจทีเดียว
น.343 ๓๓ ก็คือผูกใจไว้กับสิ่งที่ดีงามที่สุดเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ซาบซึ้ง และ เยือกเย็นอยู่ในใจเสมอ (เช่นพวกนักภาวนาก็ซาบซึ้งอยู่กับเรื่อง ไตรลักษณ์เป็นต้น) อารมณ์ผ่านมามันไม่รับเอาง่าย ๆ เช่นที่ เรากำลังเพลินใจอะไรอยู่ ใครเรียกบางทีไม่ได้ยิน, ยุงกัด ไม่รู้สึก เป็นต้น. เลือกเรื่องที่ดี ๆ ที่เคยได้รับประโยชน์มา เป็นเรื่องประจำใจ จะเป็นความพอใจในความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้รับ หรือความสุขที่ประหลาดในทางธรรม หรือความดีงามในตัวเอง จนรู้สึกเคารพตัวเองเป็นต้น กระทั่งถึงการทำภาวนาเป็นที่สุด ซึ่งแล้วแต่เรื่องไหนจะเหมาะ. ข้อนี้ย่อม กัน ไม่ให้รับเอาอารมณ์ ง่าย ๆ และจะเห็นเป็นของเล็กน้อยน่าหัวเราะไปได้ ทั้งที่มัน เป็นเรื่องที่เคยเกลียดเคยกลัวอย่างใหญ่โตมาก่อน. ใจที่อิ่มอยู่ ในแบบแห่งธรรมนั้น กลัวยาก รักยาก เกลียดยาก และยาก ไปหมด รู้สึกแต่จะชุ่มเย็นอยู่ด้วยรสแห่งธรรมอย่างเดียว, เป็น ใบบัวที่น้ำหยดไม่เปียก เป็นภูเขาที่ไข่ปาไม่กระเทือนไปได้ ตลอดเวลาที่มันเป็นเช่นนั้น. ความจำให้แม่น ๆ และความ ชำนาญ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องการมาก ในเรื่องนี้. เวลาจะพักผ่อนหรือนอนหลับ จะต้องสะสางและย้ำ ความจำและความรู้สึกเป็นพิเศษ คือจำภาวะที่จะม่อยหลับลง ไปให้แม่น ๆ เพื่อจะได้ตื่นกลับขึ้นมาด้วยภาวะเช่นนั้น. เช่น
น.344 ๓๔ ก่อนจะหลับไป อย่างน้อยที่สุดจะต้องรู้สึกชัดเจนอย่างง่าย ๆ สักแวบหนึ่งว่า ตนนอนบนอะไร และมันตั้งอยู่บนอะไร กระทั่งแผ่นดินที่รองรับเรือนของเรา ทางไหนเป็นทิศไหน มี อะไรตั้งอยู่ทางไหน ซึ่งเมื่อดับไฟมืดแล้ว ก็ยังเห็นได้แจ่ม แจ้งว่า อะไรเป็นอย่างไรทางไหน, แล้วจึงปล่อยให้ใจคง เหลืออยู่แต่รสของความเยือกเย็นในทางธรรม เช่น พอใจใน ความดีงามของตัวเอง ความเคารพตัวเอง เป็นต้น ด้วย อำนาจความจำไว้แต่รสของความสุข ไม่จำต้องคิดถึงมูลเหตุ และความเป็นมา อันจะทำให้ฟุ้งซ่าน, ให้ใจมีความรู้สึกง่ายๆ ด้วยความจำในรสของความสุขความพอใจ คุดว่าเป็นสิ่งที่อาบ อยู่ทั่วตัว สดชื่นเยือกเย็นอยู่ทั่วตัวเหมือนทาไว้; ใจเป็นสมาธิ อย่างง่าย ๆ และจะหลับไปเอง. ในเมื่อจะตื่น, ด้วยเหตุที่ตน ฝึก การรู้สึกตัวก่อนตื่นอยู่เสมอ, จะตื่นได้อย่างสุภาพ คือใจ ตื่นขึ้นมาก่อนโดยไม่ยอมกระดุกกระดิกพลิกไปข้างไหน จน กว่าจะได้มีความรู้สึกย้อนถอยหลังตามลำดับ เหมือนเมื่อแรก นอน คือรสของธรรมที่ตนอาบไว้ และตนนอนอยู่บนอะไร ทางไหนเป็นทิศไหน เป็นต้น จึงค่อยลืมตา และเรียกความ จำต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ เช่น เราจะต้องพบกับอารมณ์ และเราจะ ไม่ยอมหวั่นไหวต่ออารมณ์เป็นต้น เหล่านี้ แล้วจึงค่อยลุกขึ้น.
น.345 ๓๕ ฟังดูคล้ายกับยืดยาดน่ารำคาญ แต่มันจะรวดเร็ว และใช้เวลา น้อย, เป็นคนตื่นเร็วไม่งัวเงีย สมองโปร่ง และแจ่มใสทันที ได้โดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อย น้อยกว่าคนตื่นอืดอาดบางคนเป็น อันมาก. การฝึกเช่นนี้มิใช่ได้ผลเฉพาะเกี่ยวกับการนอน แต่ จะได้ผลเกี่ยวกับนิสัยทีเดียว คือจะทำให้เป็นคนมีนิสัย ตื่นใน ทางจิตสดชื่นเยือกเย็น และมีสติสมบูรณ์เสมอ. โดยสรุปความ มันเป็นบทเรียนที่จะทำผู้ฝึกให้กลายเป็นคนที่ "รู้สึกตัวได้ทุก คราว ก่อนแต่จะพูด, ทำ, และตัดสินใจ." อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนที่สำหรับใช้ เมื่อเรื่องเลยไป เสียมากแล้ว เช่นเผลอสติทำไปตามอำนาจความเผลอเสียแล้ว. ชั้นนี้จะต้องอาศัยสติสัมปชัญญะในการกลับตัว หรือถอนตัว ออกมาให้ทันท่วงที. ถ้าหากไม่เป็นคนมีนิสัยดูหมิ่นของเล็กน้อย มาแต่ก่อน ก็ย่อมเผลอ แต่น้อย ๆ และกลับตัวได้ง่าย. เรื่อง ต่าง ๆ ทุก ๆ เรื่องย่อมมีเป็นตอน ๆ เสมอ ถ้าตนเป็นคนฝึกตน อยู่ตามแบบข้างต้น ตนจะชะงักเองในเมื่อเข้าไปถึงตอนใดตอน หนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่ามันแปลก, เป็นปัญหา, หรือกระทบกระทั่งใจ ของตัวเป็นพิเศษ, จะชะงักและรอเอาไว้คิดก่อนและก็จะจับได้ ในเมื่อเอามาคิดในขณะที่จิตใจปกติ. การพลาดนั้น ๆ ก็ไม่มาก มาย และเป็นทางให้ฉลาดยิ่งขึ้นในกาลต่อไป. ความผิด ก็เป็น
น.346 ๓๖ -บทเรียน เท่า ๆ กับ ความถูก ถ้ามีสติจะศึกษาได้ทุกเมื่อและ ทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าเรื่องดีเรื่องร้าย. สติสัมปชัญญะที่สูงขึ้นไป ถึงขั้นละกิเลสอนุสัย ก็เป็น ไปทำนองนี้ แต่อาศัยความสูงและแก่กล้าของปัญญา, เรื่องที่ ควรคิด และการควบคุม ก็สูงขึ้นไปตาม, กระทั่งละความ ถือตัวถือตน หรือกิเลสได้หมดจด.
Buddhadasa