Buddhadasa.org

คริสตธรรม และ พุทธธรรม ตอนที่ ๑๓ — ๗. พระเจ้าในฐานะเป็นตรีมูรติ

คริสตธรรม และ พุทธธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คริสตธรรม และ พุทธธรรม (๑๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.518 ๑๕๓ และโดยความหมาย (คือทั้งโดยพยัญชนะและโดยอรรถ) เพราะเป็นคำที่สำคัญที่สุดคำหนึ่งในคริสตธรรมใน ฐานะที่เป็นพระเจ้า. ข้อนั้นจะเป็นการดี ใน การที่ชาวไทยจะได้เข้าใจคำว่าพระจิตหรือพระวิญญาณอย่างถูกต้อง ถึงกับยอมรับได้ว่าตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าได้จริง แล้วมีความสนิทสนมกับคริสตธรรมได้เต็มที่. สำหรับคำว่า holy ghost นั้น คนไทยฟังแล้วสะดุ้ง แต่แล้วก็อธิบายไม่ได้ว่าเพราะเหตุไร. เพื่อเป็นการเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นไป เราอาจลองพิจารณาคำทั้งสามคำนี้พร้อม ๆ กัน โดยอาศัยคำว่า ตรีมูรติ หรือ trinity นั่นเอง. ๗. พระเจ้าในฐานะสิ่ง ๓ สิ่งรวมกัน (TRINITY). ถ้าจะอธิบายให้เด็ก ๆ เข้าใจถึง trinity ได้โดยง่ายหรือโดยเร็วแล้ว ควรใช้อุปมาในภาษาคน คือ : - พระบิดา บนสวรรค์ เท่ากับเจ้าของบ่อพลอยมีเพชรพลอยมาก. พระบุตร คือพระเยซู เท่ากับผู้เอาเพชรพลอยไปแจกทั่วโลก.

น.519 ๑๕๔ พระจิต หรือพระวิญญาณ เท่ากับเพชรพลอยนั่นเอง. สิ่งทั้งสามนี้เป็นสิ่งเดียวกัน โดยมีเพชรพลอยด้วยกัน ทำงานรวมกัน ไม่อาจจะแยกจากกันได้ เช่นเดียวกับ trinity ในพุทธศาสนา คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. พระพุทธองค์ คือผู้ค้นพบบ่อพลอยอันมหาศาล. พระธรรม คือเพชรพลอยเหล่านั้น. พระสงฆ์ คือผู้นำเพชรพลอยไปแจกทั่วโลก. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ท่านทั้งหลายลองเปรียบเทียบตรีมูรติของพุทธบริษัทกับตรีมูรติของคริสตศาสนิก ดูเองเถิดว่า อะไรคืออะไร และจะมีอะไรแตกต่างกันที่ตรงไหนหรือไม่แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คำว่า God the spirit ในที่นี้นั้นควรจะแปลคำว่า spirit นั้นออกมาเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรดี จึงจะตรงกับความหมายดั้งเดิมในภาษาเฮบราย, ภาษากรึ๊ก, และภาษาละติน ที่เขาใช้กันอยู่ในกาลก่อน. บางทีเราอาจได้คำแปลในภาษาไทย ที่ดีกว่าที่ใช้กันอยู่ในเวลานี้ก็ได้. ในที่สุด เราจะเห็นได้ว่า เมื่อเอา trinity เป็นหลักแล้ว พุทธบริษัทกับคริสตศาสนิกชน ย่อมประสานงาน

น.520 ๑๕๕ กันในการทำสิ่งที่เป็นสันติสุขในโลก ให้แก่กันและกันได้เป็นอย่างดี อย่างที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน เป็นแน่ทีเดียว. สรุปความ แห่งปาฐกถาที่สองนี้ว่า ผู้อยากจะเข้าถึงพระเจ้า จะต้องพยายาม ศึกษาสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั้นให้ครบทุกแง่ทุกมุม เพื่อทำพระเจ้าที่แท้จริงในภาษาธรรมให้เกิดขึ้นในใจของตน และมีชั่วโมงที่พระเจ้าอยู่กับตน นั้นให้มากขึ้นทุกที ๆ จนกระทั่งกลายเป็น ผู้อยู่กับพระเจ้าตลอดเวลา ไม่มีระยะว่างเว้น, แล้วก็จะมีผลเช่นเดียวกับพุทธบริษัทผู้เข้าถึงธรรมโดยแท้จริง มีแต่จิตใจที่ สะอาด - สว่าง - สงบอยู่ตลอดเวลา ฉันใดก็ฉันนั้น. พระเจ้าในความหมายทั่วไป คือสิ่งที่ทุกคน ต้องเชื่อ ต้องกลัว ต้องอ้อนวอน และต้องประจบด้วยการประพฤติตนให้ตรงตามที่พระองค์ประสงค์. พระเจ้าใน ภาษาธรรม ของพุทธบริษัทนั้น เป็นสิ่งที่ต้องแยกออกเป็นส่วน ๆ คือส่วนที่เป็นอวิชชาหรือตัณหาผู้สร้างสรรปรุงแต่งนั้น ต้องทำให้กลายเป็นวิชชา หยุดสร้างและปรุงแต่ง เพื่อเกิดเป็นความสงบขึ้นมาแทน. ส่วนที่เป็นกรรมหรือกฎแห่งกรรมนั้น ต้องสังเกตและกระทำไปจนถึงกรรมที่

น.521 ๑๕๖ ไม่ดีไม่ชั่ว แต่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ก็จะ ลุถึงการหยุดเวียน ว่ายและเป็นความสงบไปอีกเช่นเดียวกัน. พระเจ้าในภาษาคน มีไว้สำหรับสอนคนที่ยังมีความรู้สึก อย่างเด็ก ๆ และกล่าวไว้ในรูปของนิยาย หรือ mythology เพื่อจำง่าย เชื่อง่าย, พระเจ้าในภาษาคนทุกเรื่องทุกราว สามารถแปลออกไปเป็นพระเจ้าในภาษาธรรมได้ทั้งสิ้น และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำเช่นนั้น, มิฉะนั้นแล้วมนุษย์ จะไม่ถึงพระเจ้าที่แท้จริงได้ แต่จะจมปลักอยู่ในความเชื่อที่ งมงายไปในที่สุด. พระเจ้าในฐานะที่เป็นพระบุตร กล่าว คือพระเยซูคริสต์นั้น ในฐานะที่เป็นบุตรดาวิดก็ดี เป็น ศาสดาในประวัติศาสตร์ก็ดี เป็นบุตรพระเจ้าก็ดี หรือเป็น เพียงคุณธรรมอันประเสริฐที่มีอยู่ในใจของท่านเองก็ดี ล้วน แต่ มีเรื่องราวที่อาจจะทำให้กลมกลืนกันกับความเป็นไปใน ประวัติของพระพุทธองค์ ได้อย่างน่าประหลาดใจ. พระเจ้า ในฐานะที่เป็นพระจิต ในคริสตธรรม ควรจะเล็งถึงสิ่งที่ เรียกว่า นิยยานิกธรรม ในพระพุทธศาสนา เป็นของขวัญ อันสูงสุดของสัตว์โลก อย่างกะเป็นเพชรพลอยทางวิญญาณ (spiritual gem) ที่น่ายินดีปรีดาอย่างยิ่ง. ส่วน พระเจ้าใน

น.522 ๑๕๗ ฐานะที่เป็นตรีมูรติ หรือ trinity นั้นเป็น ของกลางสำหรับ โลก และมีอยู่แล้วด้วยกันในทุก ๆ ศาสนา ที่ปรากฏแล้ว แก่มนุษย์ในโลกนี้ หรือโลกอื่น ๆ ถ้าหากจะมี. จบตอนที่สอง (อันว่าด้วยการสร้างโลก พระบิดา พระบุตร และพระจิต) ———————————

น.523 ปาฐกถาทอมป์สัน ชุดที่ ๕ ของ ภิกขุพุทธทาส อินฺทปญฺโญ ตอนที่ ๓ การไถ่บาป และ การประสบความสำเร็จ ท่านผู้ฟังทั้งหลาย , ในการบรรยายครั้งที่สามนี้ จะได้พิจารณากันถึงสิ่ง ที่เรียกว่า การไถ่บาป และ ผลสำเร็จอันจะพึงได้รับในขั้น สุดท้าย, สองเรื่องด้วยกัน ๑. การไถ่บาป (redemption) สำหรับ การไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ นั้น พุทธ บริษัทมีความรู้สึกว่ามีความหมายตรงกันกับ "การบำเพ็ญ บารมีเพื่อการรื้อขนสัตว์ออกจากกองทุกข์" นั่นเอง. ก่อน ๑๕๘

น.524 ๑๕๙ แต่ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ จะต้องมีการบำเพ็ญ บารมี เพื่อเห็นแก่ผู้อื่นกระทั่งยอมเสียชีวิตของตนเอง เสีย สละบุตรภรรยาที่รักและเสียอวัยวะและอื่น ๆ มาแล้วอย่างมาก มาย จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ยังทำการ "รื้อขน" มนุษย์ออกจากกองทุกข์ ซึ่งเป็นเสมือนนรกในปัจจุบัน, ทำความร่มเย็นให้เกิดขึ้นในโลก แม้แก่สัตว์เดรัจฉานทั่วไป. อาการอย่างนี้ มีความหมายตรงที่เสียสละชีวิตหรือความสุข ส่วนตัว เพื่อช่วยผู้อื่นโดยตรง, จึงได้เรียกว่าเป็น "การไถ่" คือเอาการเสียสละของพระองค์ ไถ่สัตว์ออกมาเสียจากการผูก พันของกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นการผูกพันไม่มีอะไรเสมอเหมือน สัตว์ทั้งปวงมีอวิชชา เป็นเสมือนเจ้าหนี้ หรือพญามาร ยึด ตัวเอาไว้ ในเมื่อพูดอย่างภาษาคน. และเมื่อพูดอย่างภาษา ธรรม ก็คือ เขาจมอยู่ในความโง่ของเขาเองอย่างหลับหูหลับ ตา ไม่ยอมเชื่อฟังใครง่ายๆ จึงต้องมีผู้ยอมเสียสละ ถึงขนาด เสียสละชีวิต เพื่อทำให้เขาหายโง่ และเป็นอิสระจากความทุกข์ ชนิดที่ไม่รู้สึกตัวของเขาเอง. การยอมสละชีวิตของ "ผู้ไถ่" นั้น มีผลยืดยาวตลอดกาลนาน เพราะได้มอบมรดกแห่งคำ ชี้แจงสั่งสอนนั้นไว้ในโลก ตลอดเวลาเป็นศตวรรษ หรือ เป็นสิบ ๆ ศตวรรษทีเดียว.

น.525 ๑๖๐ ความหมายที่สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกัน ให้ ถูกต้องนั้น คือสิ่งที่เรียกว่า "การไถ่" นั้นมีอยู่สองชั้น หรือ สองซ้อน ชั้นแรก เป็น การไถ่ของผู้อื่น, ชั้นที่สองเป็น การไถ่ของตัวเอง. พระพุทธองค์ทรงเสียสละทุกประการ เพื่อค้นให้พบวิธีฆ่ากิเลสหรือมารเสียก่อน แล้วจึงทรงเสียสละ สั่งสอนสัตว์ด้วยการฝ่าอันตรายอย่างยิ่ง จนชนะน้ำใจเขาได้, เมื่อผู้นั้นเข้าใจในคำสั่งสอนนั้นแล้ว ก็นำมาปฏิบัติเพื่อถอน ตนออกจากความโง่หรือกิเลสของตนจึงรอดได้. ตอนแรก เป็นการไถ่ของพระศาสดา ตอนหลังเป็นการไถ่ของตนเอง, มีอยู่เป็นสองตอนดังนี้. แต่เนื่องจากความสำคัญที่สุดนั้นอยู่ ในตอนสุดท้าย พุทธบริษัทจึงถือว่าไถ่ตนเองนั้นเป็นหลัก สำคัญ ถึงกับเรียกว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ซึ่งแปลว่า "ตัวเองเป็นที่พึ่งแก่ตัวเอง" -(อัตตวรรค ธ.ขุ), และพระ พุทธองค์ก็ทรงรับรองเช่นนั้น โดยที่มีคำตรัสไว้ว่า "การเดิน ทางเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง, พระตถาคตทั้งหลาย เป็นแต่ผู้ชี้หนทาง" -(ธ.ขุ. ๒๕/๕๑). ถ้าปราศจากการ เดินของตนเองเสียแล้ว เราก็ถึง "แผ่นดินของพระเจ้า" ไม่ได้.

น.526 ๑๖๑ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนยอมรับว่า ถ้าปราศจาก การชี้ทางของพระพุทธองค์เสียแล้ว การเดินทางก็ไม่มี แม้เผอิญจะมีใครบางคน คลำหาหนทางจนพบด้วยความ ลำบากของตนเองสักคนสองคน เขาก็จะไม่สามารถกลับมา รับใครได้ คือเขารู้แคบเกินไปเฉพาะตัวเขาเอง ไม่มีปัญญา ที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจในเรื่องอันแสนจะลึกซึ้งนี้ได้, ต้อง เป็นสติปัญญาของบุคคลในระดับพระพุทธเจ้า จึงจะสามารถ บอกให้เดิน และเดินตามตัวอย่างกันเป็นลำดับ ๆ มา ผู้ไถ่ บาปชั้นแรกจึงคือพระศาสดา และ ผู้ไถ่ที่เป็นตัวการแท้ จริง คือตัวผู้เดินทางนั่นเอง. ถ้ายอมรับหลักการอันนี้ เราจะมองเห็นได้ว่า การไถ่บาปนี้มีด้วยกันในทุก ๆ ศาสนา. เหมือนกันโดยใจความ ผิดกันก็เพียงคำอธิบายที่ปลีกย่อย. การไถ่บาป กับการล้างบาป นั้นไม่เหมือนกัน การล้างบาปก็เป็นไปในทำนองให้ผู้อื่นล้างให้ และเป็นเรื่อง ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ไม่ยอมให้อธิบาย. ในฝ่ายฮินดู มีกล่าว ถึงเรื่องพระรามช่วยทำการล้างบาปให้นางอหัลยาเป็นต้น ไม่ มีความหมายเป็นการไถ่บาปในที่นี้ เว้นเสียแต่จะแปลความ หมายในภาษาคนทำนองนั้น ให้มาเป็นความหมายทางภาษา

น.527 ๑๖๒ ธรรมเสียก่อนเท่านั้น. ทางพุทธศาสนาไม่ยอมรับเรื่อง การล้างบาป ด้วยวิธีศักดิ์สิทธิ์ หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์เช่นน้ำ ศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น. ยอมรับได้เฉพาะไถ่บาปในความหมาย ดังที่กล่าวมาแล้ว. สำหรับปัญหาที่ว่า การไถ่บาปชนิดไหนควรจัด เป็น "มหาไถ่" หรือ great redemption นั้น ทางพุทธบริษัท จะ ไม่ถือเอาสิ่งที่เสียสละออกไปเป็นประมาณ แต่จะถือเอา สิ่งที่ผู้ถูกไถ่จะได้รับ เป็นประมาณ. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าการไถ่นั้น ทำให้คนได้รับประโยชน์อันสูงสุด เช่นได้รับ นิพพาน หรือแผ่นดินพระเจ้าเป็นผลตอบแทนแล้ว ก็ถือว่า การไถ่นั้นเป็นการไถ่สูงสุด หรือ "มหาไถ่", ส่วนการที่จะต้อง เสียสละชีวิตหรือไม่นั้น ไม่เป็นของสำคัญ, ถ้าเสียสละชีวิต ไป แล้วมีผลเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็เสียชีวิตเปล่า ไม่เป็น การไถ่ที่สูงสุดไปได้. ดังนั้น การไถ่ที่สูงสุด ไม่จำเป็นที่ผู้ ไถ่จะต้องเสียชีวิตเลยก็ได้. ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์ได้รับสมญาว่า "พระมหาไถ่" (GREAT REDEEMER) นั้น เป็นเพราะพระ องค์ ได้ทรงพยายามให้เชื้อสายของอาดามที่กินผลไม้อัน ทำให้

น.528 ๑๖๓ ต้องตายทางวิญญาณเข้าไปจนเกิดมี "บาปดั้งเดิม” กันทุกคน นั้น ได้กินผลไม้แห่งชีวิต (tree of life) กันเสียใหม่ แล้ว พ้นจากบาปดั้งเดิมได้ กล่าวคือการปฏิบัติตามคำสอนของ พระองค์ จนเข้าถึงแผ่นดินพระเจ้าได้. อันนี้เป็นเหตุให้ พระองค์ทรงได้สมญาว่า "พระมหาไถ่" หาใช่เพราะการไถ่โดย เอาชีวิตเป็นเดิมพันไม่ เพราะ ชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเกิน ไปสำหรับบุคคลอย่างพระเยซู หรือพระพุทธเจ้า. แต่ ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นว่ามีคริสตศาสนิกจำนวนมาก ที่ยึดถือ การเสียสละชีวิตกันอย่างเดียว ข้าพเจ้าจึงขอเสนอความคิด ของพุทธบริษัทเป็นเครื่องเทียบไว้ในที่นี้. ข้าพเจ้าอยากจะ กล่าวว่า พระเยซูคริสต์จะเสียชีวิต หรือไม่เสียชีวิตก็ตาม เป็น เรื่องธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับการไถ่ก็ได้, . เพราะว่า ถ้า พระองค์ไปทรงสั่งสอนเช่นนั้นในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะ ในสมัยพุทธกาลแล้ว พระองค์จะไม่ต้องเสียชีวิตเลย และ อาจทรงสั่งสอนได้สืบไปจนตลอดอายุขัยของพระองค์. การ ไถ่อย่างสูงสุดของพระองค์ อยู่ที่การทำให้ คนเข้า ถึงแผ่นดินพระเจ้าได้ ในฐานะที่เป็นผลอันประเสริฐ (consumation) นั่นเอง. ถ้าหากพระองค์จะไปพูดกับคนโง่แล้ว

น.529 ๑๖๔ แม้จะทรงเสียชีวิตอีกกี่ครั้ง ก็ไม่มีความหมายอันใดเลย เพราะ ไม่มีใครเข้าถึงแผ่นดินพระเจ้าได้ แม้แต่สักคนเดียว. ความหมายของ redemption อันแท้จริง นั้น คือ การทำให้มีการเกิดใหม่ ดังที่กล่าวถึงในโยฮัน ๓/๓ นั่น เอง และเป็นสิ่งที่พระเยซูทรงต้องประสงค์อย่างยิ่ง. พระ- พุทธองค์ทรงผ่าดาบขององคุลิมาลเข้าไปทำให้เขาได้เกิดใหม่ที่ ตรงนั้นเอง. นี้เป็นตัวอย่างของการไถ่ส่วนบุคคลที่เป็นชั้น สูงสุดในพุทธศาสนา. กา ดังนั้นเราสรุปความได้อย่างสั้น ๆ ที่สุดว่า การไถ่บาปคือ การทำให้คนเกิดใหม่ทางวิญญาณ ในปัจจุบันชาตินี้เอง. ศาสนาทุกศาสนาต้องมีสิ่งที่เรา เรียกกันในที่นี้ว่า "การไถ่" เป็นงานสำคัญด้วยกันทุกศาสนา, มิฉะนั้นแล้วก็จะสูญเสียความ หมาย ของความเป็นศาสนา เอาทีเดียว. ถ้าเขยิบออกไปอีกหน่อย เราอาจจะกล่าวได้ว่า การ ไถ่บาปนั้นเป็นงานของเมตตา. คนจะต้องมีเมตตาใน ขั้นสูงสุด จึงจะทำการไถ่ได้. แม้จะถือว่ารับใช้พระเจ้ามา ทำการไถ่ก็ยังกล่าวได้อีกว่า มาจากพระเจ้าแห่งเมตตา หรือ เมตตาในฐานะที่เป็นคุณสมบัติของพระเจ้า. พระเจ้าทรง

น.530 ๑๖๕ เสียสละคนของท่าน ให้ทำการไถ่มนุษย์จากความบาป ก็ด้วยเมตตาของพระองค์, นี้เป็นการกล่าวอย่างภาษาคน. เมื่อคนเราตามปกติ ก็มีเมตตาต่อตัวเองแล้ว ก็อาจที่จะทำ การไถ่ตัวเอง ได้อีกทางหนึ่งเหมือนกัน, และในที่สุด ก็สามารถรับเอาวิธีการไถ่ของพระศาสดานั่นเอง มาทำการไถ่ตน คือการปฏิบัติตามคำสั่งจนถึงที่สุด และทำให้การไถ่ของพระเจ้าสำเร็จเป็นความหมายอันแท้จริงขึ้นมา เพราะเหตุนั้น. ดังนั้นข้าพเจ้าจึงถือว่า การไถ่บาปของมนุษย์นั้น เป็นหน้าที่ของศาสนาทุกศาสนา และพร้อมกันนั้นก็ตกเป็น หน้าที่ของทุกคนที่จะต้องทำการไถ่ตัวเอง และสามารถกระทำไปได้แม้ด้วยอำนาจแห่ง สัญชาตญาณ หรือ instinct, เพราะว่า สัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง ต้องการความรอดอยู่ได้ด้วยกันทั้งนั้น, ผิดกันแต่ความอยู่รอดในทางศาสนานั้นหมายถึงความอยู่รอดในระดับสูงสุดเท่านั้น แม้กระนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรู้สึกของสัญชาตญาณเป็นรากฐาน จึงจะเป็นไปได้โดยง่ายดาย. สำหรับผู้ที่ไม่มีศาสนา หรือไม่มีความรู้ในทางศาสนา แต่มีสติปัญญาตามปกติสามัญชน ก็ย่อมนึกถึงความ

น.531 ๑๖๖ รอดของตัวอยู่ไม่แบบใดก็แบบหนึ่งเสมอไป, แต่ใจความอาจจะตรงกันในข้อที่อยากจะรอดจากทุกข์ทรมาน ที่กำลังทรมานจิตใจของเขาอยู่. พอเขาคิดจะหาทางชนะมันเท่านั้นก็เรียกได้ว่า เขามีศาสนาแล้วโดยไม่รู้สึกตัว และสิ่งที่เรียกว่าการไถ่ตัวเอง ก็จะตั้งรากฐานขึ้นในตัวเขา และข้อนั้นแหละเป็น สิ่งที่อำนวยความสำเร็จให้แก่พระศาสดาทั้งหลายที่จะไถ่บาปให้คนในโลกนี้ได้. เพราะถ้าเขาไม่มีรากฐานอันนี้แล้ว พระศาสดาจะลงทุนเสียชีวิตเป็นเดิมพันไถ่บาปให้เขาสักเท่าไร ก็ดูไม่มีทางจะสำเร็จได้. ดังนั้นเราควรจะถือว่า การไถ่บาปของทางศาสนา นั้นมีรากฐานอันตั้งอยู่บนสัญชาตญาณของสัตว์ที่ต้องการความรอดอยู่แล้วในระดับต่าง ๆ กัน นั่นเอง. ถ้าทางการของศาสนาเอาใจใส่ให้เต็มที่แล้ว การไถ่บาปจะประสบผลที่น่าชื่นใจ เพราะจะทำให้โลกนี้สะอาดน่าอยู่อาศัยเหลือที่จะกล่าวได้ทีเดียว. สัตว์โลกทั้งปวง ต้องร่วมมือกับพระเจ้าในการไถ่บาปให้แก่ตน โดยการทำ "ความเกิดใหม่" ด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ทางศาสนามีไว้ให้ศึกษา ให้สังเกต จนเกิดความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองอย่างแท้จริง แล้วทำ ตามอย่าง

น.532 ๑๖๗ สุดชีวิตจิตใจอย่างที่เราเรียกกันว่า พลีชีวิตเพื่อพระเจ้า จะได้ตรงตามพระประสงค์ของท่านในการที่จะช่วยเรา. นี้เป็นการกล่าวอย่างภาษาคน ระคนปนกันไปกับการกล่าวอย่างภาษาธรรม. ส่วนเนื้อแท้ก็คือเราต้องรักตัวเอง ช่วยตัวเองให้เอาชนะกิเลสให้ได้ เพื่อเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งมวล. ถ้าทำได้ดังนี้ บาปดั้งเดิม หรือ บาปใหม่ หรือ บาปครั้ง สุดท้าย ก็ตาม จะถูกไถ่ถอนไปหมด ด้วยการกระทำอันนั้น. สำหรับ กิริยาอาการไถ่ หรือการปฏิบัตินั้น ในคัมภีร์ของศาสนาต่าง ๆ อาจจะเขียนไว้ ต่างกันโดยตัวหนังสือ ส่วนใจความนั้นตรงกัน. เช่นในคริสตธรรมอาจจะกล่าวถึง การสละตนเพื่อปรนนิบัติพระเจ้า. หรือ การปรนนิบัติผู้อื่นคือการปรนนิบัติพระเจ้า, การทำตนให้เป็นพระญาติของพระเยซูคริสต์ตามที่ท่านต้องการ, ดังนี้เป็นต้น. ส่วนในพุทธศาสนาอาจจะกล่าวว่า ทำบุญหรือความดีให้มากเข้าไว้ ทำอวิชชาให้หมดไป, ทำจิตไม่ให้ยึดมั่นสิ่งใด ๆ ด้วยอุปาทาน, ทำกรรมที่ไม่ดีไม่ชั่ว อันเป็นที่สิ้นสุดของกรรมดี กรรมชั่ว ในที่สุด, นี้ฟังดูแต่ตามตัวหนังสือแล้ว คล้ายกับว่าต่างกันคนละอย่างเพราะทางหนึ่งเต็มไปด้วยคำว่าพระเจ้า,

น.533 ๑๖๘ อีกทางหนึ่งไม่มีกลิ่นไอของพระเจ้าเสียเลย, แต่ที่แท้นั้น เป็นเรื่องเดียวกันแท้. สมมติว่าเราจะใช้คำว่า "อ้อนวอนพระเจ้า" มันก็ยังหมายความว่าเราแนะหรือจูงตัวเองให้ทำตามความประสงค์ของพระเจ้า. การทำตามประสงค์ของพระเจ้าก็คือการปฏิบัติธรรม ซึ่งหมายถึงการทำลายความเห็นแก่ตัว (selfishness) อย่างตรงกันทุกศาสนา. บาปทุกชนิดรวมอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้เกิดความโลภ โกรธ หลง แล้วประกอบมลทินหรือความชั่ว ทางกาย วาจา ใจ ทุกชนิด. เราไถ่บาปนี้ออกไปให้หมดสิ้นด้วยการกระทำที่ตรงกันข้าม ในลักษณะที่เหมือนกับ เมื่อเราจุดตะเกียงขึ้นแล้วความมืดก็หายไปไม่เหลืออยู่. เราปฏิบัติอย่างนี้คือ การอ้อนวอนพระเจ้าเพราะเราพยายามประจบท่านด้วยการทำให้ถูกใจท่านอย่างสุดความสามารถของเรา. ส่วน คำอ้อนวอนที่เป็นวาจา นั้น คือคำจูงใจเราเองหรืออ้อนวอนเราเองให้ทำตามประสงค์ของพระเป็นเจ้า, เพราะข้อความในคำอ้อนวอนนั้น ย่อมมีความหมายที่เป็นการจูงใจไปในทางดี หรือทางที่จะเข้าหาพระเจ้าเสมอ. พุทธบริษัท

น.534 ๑๖๙ ไม่รังเกียจและยอมรับรองคำอ้อนวอนของศาสนาใดก็ได้ ใน เมื่อได้แปลความหมายให้เป็นภาษาธรรมแล้วอย่างสมบูรณ์ และถูกต้อง. พุทธบริษัทยอมรับได้ทันที แม้ในคำอ้อนวอน ของชาวศาสนาบาฮออิ (BAHAI’ I prayer) ที่ว่า :- ๏ ขอให้ความงามของพระองค์ เป็นอาหาร อันวิเศษแก่ความรู้สึกของข้าพเจ้า, ๏ ขอให้ความอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ จงเป็นน้ำอมฤตรดใจข้าพเจ้า, ๏ ขอให้ความพอพระทัยของพระองค์ เป็น ความหวังทั้งหมดของข้าพเจ้า, ๏ ขอให้การระลึกถึงพระองค์ เป็นเพื่อนเดิน ทางของข้าพเจ้า, ๏ ขอให้นิวาสสถานของพระองค์ เป็นบ้าน เรือนของข้าพเจ้า. ดังนี้เป็นต้น. เมื่อแปลคำว่าพระองค์ให้เป็นสิ่งที่หมายถึง "ธรรม" ทั้งหมดนั้นก็กลายเป็นหลักพุทธศาสนาไปทันที, ท่านทั้งหลายลองคิดดูเอาเองเถิด จะเข้าใจได้ โดยไม่ยากเลย. พุทธบริษัทก็มีการสวดอ้อนวอน ขอให้พระพุทธ พระ-

น.535 ๑๗๐ ธรรม พระสงฆ์ ยกโทษล่วงเกินให้แก่ตน อยู่ทุกเช้าเย็นด้วย เหมือนกัน หากแต่มีความหมายในภาษาธรรม คือการบีบ บังคับหรือปลอบโยนตัวเองก็ตาม เพื่อมิให้ทำผิดอีกต่อไป. ส่วนการที่จะมีบางคนเข้าใจการกระทำอันนี้ ไปตามตัวหนังสือ เพราะการศึกษาไม่พอ, อยู่บ้างนั้น เป็นของธรรมดา และมี อยู่ด้วยกันทุกศาสนา. สำหรับพุทธบริษัทที่มีการศึกษา สมบูรณ์แล้วย่อม "อ้อนวอนพระองค์" ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิบัติบูชา" ของเขาเอง. สรุปความในข้อนี้ว่า การไถ่บาปของมนุษย์เรา มีเงื่อนต้นมาจากพระศาสดา ที่ทรงเสียสละอย่างยิ่งเพื่อช่วย เรา แล้วจบลงด้วยการตอบสนองของเรา ในการพยายามทำ ความเข้าใจในคำสั่งสอนของพระองค์ แล้วปฏิบัติตามอย่างสุด ชีวิตจิตใจนั่นเอง. การไถ่นั้นจะใหญ่หลวงหรือไม่ใหญ่หลวง ย่อมขึ้นอยู่กับคุณค่าของสิ่งที่เราได้รับ เป็นสิ่งที่ประเสริฐ หรือไม่ประเสริฐนั่นเอง. การร่วมมือกันไถ่บาปทำนองนี้ เป็นเนื้อแท้ของศาสนาทุกศาสนา, เพราะเป็นการชำระ โลกนี้ให้สะอาดปราศจากบาปและความทุกข์ ซึ่งเป็นวัตถุ ประสงค์ของการมีศาสนาสำหรับมนุษย์ โดยทุกประการ

น.536 ๑๗๑ ๒. ผลสุดท้ายจากศาสนา (consumation) ผลสุดท้ายที่มนุษย์พึงได้รับจากการปฏิบัติในศาสนา ของตน ๆ นั้น ก็คือ ความสุข อันเขาจะพึงได้รับในโลกนี้ และ ประโยชน์ที่จะได้รับในโลกของพระเจ้าข้างหน้า. เมื่อกล่าวโดยที่แท้แล้ว ประโยชน์ในโลกนี้ เช่น การมีทรัพย์ มีชื่อเสียงมีการสมาคมดี ตลอดถึงความราบรื่น เรียบร้อยในครอบครัวนั้น ควรจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ทั่วไป ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของศาสนา ก็ยังได้. และ วัฒนธรรมส่วนใหญ่ในโลก ก็แยกตัวออกมาจากระบบของ ศาสนานั่นเอง หรือจะกล่าวว่าเป็น ศาสนาในระดับที่ยัง อ่อนอยู่ ก็ยังได้. ถ้าเป็นดังนี้แล้ว ประโยชน์ที่จะได้รับ จากศาสนาโดยตรง ก็ต้องเป็นประโยชน์ที่เกี่ยวกับโลกอื่น ที่อยู่เหนือวิสัยที่วัฒนธรรมเป็นต้น จะอำนวยให้ได้, ซึ่งเรา มักจะเรียกกันว่า โลกของพระเจ้า นั่นเอง. โลกของพระเจ้านี้ ก็ยังมีความหมายต่างกัน. ถ้า พูดอย่างภาษาคน ก็พูดว่าเป็นโลกที่จะไปถึงได้ต่อเมื่อตายแล้ว ถ้าพูดอย่างภาษาธรรม ก็ว่า โลกของพระเจ้านั้นแท้ที่จริงก็อยู่ ในโลกมนุษย์ปัจจุบันนี้เอง หากแต่เราไม่มองเห็นเอง.

น.537 ๑๗๒ อีกประการหนึ่ง ในภาษาคนนั้น เข้าใจกันว่าโลกของพระเจ้ามีของสวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนานทำนองในโลกนี้ หากแต่มีมากกว่า ดีกว่า ได้อย่างอกอย่างใจกว่า ดังนี้เป็นต้น. แต่ถ้ากล่าวโดยภาษาธรรมแล้ว หามีสิ่งเหล่านั้นไม่หากแต่มีความสงบเย็น ไม่ต้องดิ้นรนเร่าร้อนหลงใหลมัวเมาไปตามอารมณ์เหล่านั้น แทน, และรสของความสงบนี้ เป็นที่น่าพอใจ หรือจับใจยิ่งไปเสียกว่า สิ่งสวยงามเหล่าโน้นไปเสียอีก. ในทางพุทธศาสนาเรียกความสงบนี้ว่านิพพานและเป็นสิ่งที่อาจได้รับแม้ในโลกปัจจุบันนี้. และสภาพอันนี้เอง คือ แผ่นดินของพระเจ้า ที่มนุษย์ต้องเข้าให้ถึง ให้เร็วที่สุดก่อนแต่ที่จะดับขันธ์. สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในไบเบิล เกี่ยวกับความสงบ ทำนองนี้ คือข้อความในโครินเธียน ๑, ๗/ ๒๙ – ๓๑ ที่สอนให้ปฏิบัติอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ว่า มีภรรยาก็มีอย่างกะไม่มี, มีความโศก อย่างกะไม่มีความโศก, ยินดีอย่างกะไม่ยินดี, ซื้อของอย่างไม่รับเอาอะไรมา, ใช้สอยสิ่งต่าง ๆ ในโลกอย่างกะมิได้ใช้" ดังนี้เป็นต้น. การปฏิบัติอย่างนี้เรียกในพุทธศาสนาว่า การเป็นอยู่ด้วยจิตว่างจาก

น.538 ๑๗๓ อุปาทานในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. การปฏิบัติอย่างนี้ เป็นความจำเป็นในชีวิตประจำวัน คือมีอะไรมากระทบใจ ทางตาก็ตาม ทางหู จมูก ลิ้น ผิวกาย ก็ตาม หรือในใจคิดขึ้นมาเองก็ตาม ต้องสามารถควบคุมไว้ มิให้ปรุงเป็นความคิดชนิดที่เป็นตัวตนคือ egoism หรือ selfishness ขึ้นมา แล้วมีสติปัญญาเต็มที่ มีใจคอเยือกเย็นอยู่เสมอ. การทำได้อย่างนี้ในเวลาใดชื่อว่า อยู่ในแผ่นดินพระเจ้า ในเวลานั้น เพราะมีแต่ความบริสุทธิ์ สะอาด ความสว่างไสว แจ่มแจ้ง และความสุขสงบเย็นหาที่เปรียบมิได้, และสามารถทำการงานเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นได้ถึงที่สุด. อีกอย่างหนึ่ง เราได้พบว่า พระเยซูคริสต์ทรงสรรเสริญจิตชนิดที่เป็นจิตอย่างเด็ก ๆ ไม่เดียงสา (innocent) ดังที่ปรากฏอยู่ในมัดธาย ๑๙/๑๔ และ ๑๘/๓ – ๖ เป็นต้นจนทำให้ได้นามว่า “พระเยซูผู้รักเด็ก". ข้อนี้หมายความว่า จิตของเด็กไม่ยึดถืออะไรเป็นตัวตนหรือของตนมากเหมือนผู้ใหญ่, ไม่มีความคิดที่เป็นบาปมากเหมือนผู้ใหญ่ รวมความแล้วก็คือ ไม่ยึดถือจนเป็นทุกข์ นั่นเอง.

น.539 ๑๗๔ ดังนั้น ถ้าท่านเข้าใจเรื่องทั้งสองนี้ดี ท่านจะมองเห็นได้ด้วย ตนเองว่า คริสตธรรมกับพุทธศาสนานั้น มีอะไรที่ไปด้วย กันได้ มากกว่าที่ท่านเคยรู้ หรือเคยคิด หรือเคยหวัง. ที่น่าขบขันอีกอย่างหนึ่ง คือข้อที่เขียนไว้ตรงกันว่า สิ่งที่ดีที่สุดในศาสนานั้นเป็นของแจกฟรี หรือให้เปล่า. ในมัดธาย ๑๐/๙ มีข้อความว่า "สิ่งที่ได้รับมาเปล่า ๆ จงให้ กันเปล่า ๆ" ในวิวรณ์ ๒๑/๖ ว่า "เราจะให้เขาดื่มจาก บ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียค่าอันใด" , และในวิวรณ์ ๒๒/๑๗ ว่า "และผู้ใดประสงค์ ก็จงมาดื่มน้ำแห่งชีวิต โดยไม่ต้องจ่ายมูลค่าอันใด" ดังนี้เป็นต้น. ในพุทธศาสนา มีคำกล่าวว่า "ลฺธา มุธา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา" "ได้นิพพาน มาบริโภคอยู่เปล่า ๆ" - (รตนสูตร ขุท.ขุ.) ดังนี้เป็นต้น. ทั้งหมดนี้แสดงว่า สิ่งสูงสุดของพระเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ แจกฟรี หากแต่ว่าผู้ที่จะได้รับนั้นต้องขยันขันแข็งในการเข้า ไปรับ ดังที่กล่าวไว้ในมัดธาย ๑๑/๑๒ ว่า "แผ่นดิน สวรรค์เป็นสิ่งที่ต้องชิงเอา" , ซึ่งเข้าใจว่าต้องเป็นการแข่งขัน กันยิ่งกว่า การเข้าจับจองเหมืองทองคำหรือบ่อพลอยในโลก

น.540 ๑๗๕ นี้เสียอีก. แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่ามีใครสักกี่คน ที่รู้ จักสิ่งเหล่านี้ และขยันขันแข็งในการที่จะเข้าไปรับเอา. เป็นอันว่า ผลสำเร็จในขั้นสุดท้ายของศาสนาที่ มนุษย์จะได้รับ นั้น คือสิ่งที่เรียกกันว่า บรมธรรม หรือ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้รับในชีวิตนี้ มิใช่หลังจากตาย แล้ว, เว้นเสียแต่จะเป็น "การตายทางวิญญาณ" ซึ่ง คนธรรมดากำลังตายกันอยู่ทุกคน. พอปฏิบัติตามคำของ พระเจ้า ก็เลิกการตายชนิดนั้นเสีย เกิดใหม่เป็นผู้ที่ไม่มีการ ตายชนิดนั้นอีกต่อไป, เรียกโดยสำนวนคริสเตียนว่า “การ เข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า" และเรียกว่า "การเข้าถึงอมต- ธรรม” โดยสำนวนพุทธศาสนาในภาษาธรรม, และเรียกว่า "เข้าสู่เมืองนิพพาน" โดยภาษาคน นั่นเอง. ข้อนี้จะ เป็นการได้ในชาตินี้ในชีวิตนี้หรือจะได้ต่อเข้าโลงไปแล้ว นั้น ผู้มีปัญญาจงใคร่ครวญดูเองก็แล้วกัน. สรุปความ แห่ง ปาฐกถาทั้งสาม. การทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา เป็นสิ่ง ที่ต้องทำ ในฐานะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์. ต้องมี

น.541 ๑๗๖ การผ่อนสั้นผ่อนยาวแก่กันและกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมี ความรู้ไม่สมบูรณ์แม้ในศาสนาของตน ๆ อยู่ด้วยกัน ทั้งนั้น เพราะเราเรียนตำรากันมากเกินไปกว่าที่พระเจ้า ท่านต้องการ เราไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติให้มากเท่าที่ เราเรียน, พระเจ้าในคริสตธรรมนั้น คือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ใน ๔ ความหมายในพุทธศาสนา, มีอะไร ครบบริบูรณ์อยู่ในสิ่งนี้ จนเราไม่จำเป็นจะต้องไปสนใจ กับสิ่งอื่นเลยก็ได้. ถ้าผู้ใดเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นี้แล้ว ผู้นั้นจะเป็นพุทธบริษัทที่ดี คริสเตียนที่ดี อิสลามิกที่ดี พร้อมกันไปในคราวเดียวกัน. การ สร้างโลก การไถ่บาป และผลสุดท้ายที่มนุษย์จะพึงได้ รับนั้น ถ้าแปลความหมายออกมาเป็นภาษาธรรม ตาม วิธีของพุทธบริษัทแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับขัด แย้งกันในปัญหาระหว่างศาสนาเลย. จบปาฐกถาที่สาม (เรื่องการไถ่บาป, ผลของศาสนา, และบทสรุปความ.) —————————

น.542 ปัญหาเพียงข้อเดียวของมนุษยชาติ ———————— "... เด็ก ๆ เขาถามว่า ทำอย่างไรจึงจะเล่าเรียนดี ? ผมก็ ตอบว่า ต้องรู้ว่า เกิดมาทำไม ? เสียก่อน คนโต ๆ มักถาม ว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในการงาน ผมก็ตอบ ว่าจะต้องรู้เสียก่อนว่า เกิดมาทำไม ? คนแก่ ๆ ส่วนมากก็ มักจะถามว่า จะปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงจะดับทุกข์ ผมก็ตอบ ว่า มันต้องรู้เสียก่อนว่า เกิดมาทำไม ? เพราะเดี๋ยวนี้คุณก็ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมแล้วจะปฏิบัติธรรมอย่างไร แล้วจะปฏิบัติ ธรรมข้อไหน มันก็จะผิดไปหมด ... " ของพุทธทาสภิกขุ หากท่านไม่อ่านอีก โปรดถวาย หรือมอบ แต่ท่านที่สนใจต่อไป จะเป็นกุศลมหาศาล พิมพ์ครั้งที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๐ จำนวน ๔,๐๐๐ เล่ม " ๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ " ๒,๐๐๐ " " ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๙ " ๕,๐๐๐ "

น.543 คติพจน์ จงทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ฯ ————— หมายเหตุ :- ทำงานด้วยจิตว่าง คือทำงานด้วยความคิดที่เฉลียวฉลาด แต่ปราศจากความรู้สึก หรือความสำคัญมั่นหมาย เป็น “ตัวกู” หรือ “เพื่อกู”; ได้แก่การ “ทำงาน เพื่องาน” ตามหลักจริยธรรมสากลนั่นเอง. ยกผลงานให้ความว่าง คือ ได้ผลงานมาเท่าไรและอย่าง ไร ก็ยกให้ “ภาวะแห่งความว่างจากเจ้าของ” ไม่มีความหมายมั่น ไว้ว่า “ของกู”. เนื่องจากทุกสิ่งเป็นสมบัติของธรรมชาติ กำลังเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ, ว่างจากตัวตน ทั้งผู้กิน และ สิ่งที่ถูกกิน, ดังนั้น การกิน เป็นสิ่งที่มีได้ โดยที่ไม่มีผู้กิน อยู่ตามธรรมชาติ แล้ว. เมื่อยกผลงานให้ความว่างได้แล้ว การกินอะไรในขณะนั้น ก็คือ การกินอาหารของความว่าง อยู่ ในตัวมันเอง โดยแน่นอน. จิตว่าง จากความรู้สึกว่า “ตัวกู - ของกู” มาแล้วแต่ หัวที ความตายจึงมีไม่ได้มาแล้ว แต่หัวที , จิตว่างจึง ไม่มีวันรู้จักกับความตายเลย; ไม่มี “ตัวกู” สำหรับจะ ว่าง เล่นตลอดเวลา ที่ว่าง; แล้วแต่ว่าจะเป็นความว่างชั่ว- คราว หรือว่างถาวร. พุทธทาส อินฺทปัญโญ โมกขพลาราม, ไชยา ๑๔ ส.ค.๒๕๑๐.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต