น.523 ท่านผู้ฟังทั้งหลาย , ในการบรรยายครั้งที่สามนี้ จะได้พิจารณากันถึงสิ่ง ที่เรียกว่า การไถ่บาป และ ผลสำเร็จอันจะพึงได้รับในขั้น สุดท้าย, สองเรื่องด้วยกัน ๑. การไถ่บาป (redemption) สำหรับ การไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ นั้น พุทธ บริษัทมีความรู้สึกว่ามีความหมายตรงกันกับ "การบำเพ็ญ บารมีเพื่อการรื้อขนสัตว์ออกจากกองทุกข์" นั่นเอง. ก่อน ๑๕๘
น.524 ๑๕๙ แต่ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ จะต้องมีการบำเพ็ญ บารมี เพื่อเห็นแก่ผู้อื่นกระทั่งยอมเสียชีวิตของตนเอง เสีย สละบุตรภรรยาที่รักและเสียอวัยวะและอื่น ๆ มาแล้วอย่างมาก มาย จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ยังทำการ "รื้อขน" มนุษย์ออกจากกองทุกข์ ซึ่งเป็นเสมือนนรกในปัจจุบัน, ทำความร่มเย็นให้เกิดขึ้นในโลก แม้แก่สัตว์เดรัจฉานทั่วไป. อาการอย่างนี้ มีความหมายตรงที่เสียสละชีวิตหรือความสุข ส่วนตัว เพื่อช่วยผู้อื่นโดยตรง, จึงได้เรียกว่าเป็น "การไถ่" คือเอาการเสียสละของพระองค์ ไถ่สัตว์ออกมาเสียจากการผูก พันของกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นการผูกพันไม่มีอะไรเสมอเหมือน สัตว์ทั้งปวงมีอวิชชา เป็นเสมือนเจ้าหนี้ หรือพญามาร ยึด ตัวเอาไว้ ในเมื่อพูดอย่างภาษาคน. และเมื่อพูดอย่างภาษา ธรรม ก็คือ เขาจมอยู่ในความโง่ของเขาเองอย่างหลับหูหลับ ตา ไม่ยอมเชื่อฟังใครง่ายๆ จึงต้องมีผู้ยอมเสียสละ ถึงขนาด เสียสละชีวิต เพื่อทำให้เขาหายโง่ และเป็นอิสระจากความทุกข์ ชนิดที่ไม่รู้สึกตัวของเขาเอง. การยอมสละชีวิตของ "ผู้ไถ่" นั้น มีผลยืดยาวตลอดกาลนาน เพราะได้มอบมรดกแห่งคำ ชี้แจงสั่งสอนนั้นไว้ในโลก ตลอดเวลาเป็นศตวรรษ หรือ เป็นสิบ ๆ ศตวรรษทีเดียว.
น.525 ๑๖๐ ความหมายที่สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกัน ให้ ถูกต้องนั้น คือสิ่งที่เรียกว่า "การไถ่" นั้นมีอยู่สองชั้น หรือ สองซ้อน ชั้นแรก เป็น การไถ่ของผู้อื่น, ชั้นที่สองเป็น การไถ่ของตัวเอง. พระพุทธองค์ทรงเสียสละทุกประการ เพื่อค้นให้พบวิธีฆ่ากิเลสหรือมารเสียก่อน แล้วจึงทรงเสียสละ สั่งสอนสัตว์ด้วยการฝ่าอันตรายอย่างยิ่ง จนชนะน้ำใจเขาได้, เมื่อผู้นั้นเข้าใจในคำสั่งสอนนั้นแล้ว ก็นำมาปฏิบัติเพื่อถอน ตนออกจากความโง่หรือกิเลสของตนจึงรอดได้. ตอนแรก เป็นการไถ่ของพระศาสดา ตอนหลังเป็นการไถ่ของตนเอง, มีอยู่เป็นสองตอนดังนี้. แต่เนื่องจากความสำคัญที่สุดนั้นอยู่ ในตอนสุดท้าย พุทธบริษัทจึงถือว่าไถ่ตนเองนั้นเป็นหลัก สำคัญ ถึงกับเรียกว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ซึ่งแปลว่า "ตัวเองเป็นที่พึ่งแก่ตัวเอง" -(อัตตวรรค ธ.ขุ), และพระ พุทธองค์ก็ทรงรับรองเช่นนั้น โดยที่มีคำตรัสไว้ว่า "การเดิน ทางเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง, พระตถาคตทั้งหลาย เป็นแต่ผู้ชี้หนทาง" -(ธ.ขุ. ๒๕/๕๑). ถ้าปราศจากการ เดินของตนเองเสียแล้ว เราก็ถึง "แผ่นดินของพระเจ้า" ไม่ได้.
น.526 ๑๖๑ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนยอมรับว่า ถ้าปราศจาก การชี้ทางของพระพุทธองค์เสียแล้ว การเดินทางก็ไม่มี แม้เผอิญจะมีใครบางคน คลำหาหนทางจนพบด้วยความ ลำบากของตนเองสักคนสองคน เขาก็จะไม่สามารถกลับมา รับใครได้ คือเขารู้แคบเกินไปเฉพาะตัวเขาเอง ไม่มีปัญญา ที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจในเรื่องอันแสนจะลึกซึ้งนี้ได้, ต้อง เป็นสติปัญญาของบุคคลในระดับพระพุทธเจ้า จึงจะสามารถ บอกให้เดิน และเดินตามตัวอย่างกันเป็นลำดับ ๆ มา ผู้ไถ่ บาปชั้นแรกจึงคือพระศาสดา และ ผู้ไถ่ที่เป็นตัวการแท้ จริง คือตัวผู้เดินทางนั่นเอง. ถ้ายอมรับหลักการอันนี้ เราจะมองเห็นได้ว่า การไถ่บาปนี้มีด้วยกันในทุก ๆ ศาสนา. เหมือนกันโดยใจความ ผิดกันก็เพียงคำอธิบายที่ปลีกย่อย. การไถ่บาป กับการล้างบาป นั้นไม่เหมือนกัน การล้างบาปก็เป็นไปในทำนองให้ผู้อื่นล้างให้ และเป็นเรื่อง ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ไม่ยอมให้อธิบาย. ในฝ่ายฮินดู มีกล่าว ถึงเรื่องพระรามช่วยทำการล้างบาปให้นางอหัลยาเป็นต้น ไม่ มีความหมายเป็นการไถ่บาปในที่นี้ เว้นเสียแต่จะแปลความ หมายในภาษาคนทำนองนั้น ให้มาเป็นความหมายทางภาษา
น.527 ๑๖๒ ธรรมเสียก่อนเท่านั้น. ทางพุทธศาสนาไม่ยอมรับเรื่อง การล้างบาป ด้วยวิธีศักดิ์สิทธิ์ หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์เช่นน้ำ ศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น. ยอมรับได้เฉพาะไถ่บาปในความหมาย ดังที่กล่าวมาแล้ว. สำหรับปัญหาที่ว่า การไถ่บาปชนิดไหนควรจัด เป็น "มหาไถ่" หรือ great redemption นั้น ทางพุทธบริษัท จะ ไม่ถือเอาสิ่งที่เสียสละออกไปเป็นประมาณ แต่จะถือเอา สิ่งที่ผู้ถูกไถ่จะได้รับ เป็นประมาณ. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าการไถ่นั้น ทำให้คนได้รับประโยชน์อันสูงสุด เช่นได้รับ นิพพาน หรือแผ่นดินพระเจ้าเป็นผลตอบแทนแล้ว ก็ถือว่า การไถ่นั้นเป็นการไถ่สูงสุด หรือ "มหาไถ่", ส่วนการที่จะต้อง เสียสละชีวิตหรือไม่นั้น ไม่เป็นของสำคัญ, ถ้าเสียสละชีวิต ไป แล้วมีผลเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็เสียชีวิตเปล่า ไม่เป็น การไถ่ที่สูงสุดไปได้. ดังนั้น การไถ่ที่สูงสุด ไม่จำเป็นที่ผู้ ไถ่จะต้องเสียชีวิตเลยก็ได้. ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์ได้รับสมญาว่า "พระมหาไถ่" (GREAT REDEEMER) นั้น เป็นเพราะพระ องค์ ได้ทรงพยายามให้เชื้อสายของอาดามที่กินผลไม้อัน ทำให้
น.528 ๑๖๓ ต้องตายทางวิญญาณเข้าไปจนเกิดมี "บาปดั้งเดิม” กันทุกคน นั้น ได้กินผลไม้แห่งชีวิต (tree of life) กันเสียใหม่ แล้ว พ้นจากบาปดั้งเดิมได้ กล่าวคือการปฏิบัติตามคำสอนของ พระองค์ จนเข้าถึงแผ่นดินพระเจ้าได้. อันนี้เป็นเหตุให้ พระองค์ทรงได้สมญาว่า "พระมหาไถ่" หาใช่เพราะการไถ่โดย เอาชีวิตเป็นเดิมพันไม่ เพราะ ชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเกิน ไปสำหรับบุคคลอย่างพระเยซู หรือพระพุทธเจ้า. แต่ ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นว่ามีคริสตศาสนิกจำนวนมาก ที่ยึดถือ การเสียสละชีวิตกันอย่างเดียว ข้าพเจ้าจึงขอเสนอความคิด ของพุทธบริษัทเป็นเครื่องเทียบไว้ในที่นี้. ข้าพเจ้าอยากจะ กล่าวว่า พระเยซูคริสต์จะเสียชีวิต หรือไม่เสียชีวิตก็ตาม เป็น เรื่องธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับการไถ่ก็ได้, . เพราะว่า ถ้า พระองค์ไปทรงสั่งสอนเช่นนั้นในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะ ในสมัยพุทธกาลแล้ว พระองค์จะไม่ต้องเสียชีวิตเลย และ อาจทรงสั่งสอนได้สืบไปจนตลอดอายุขัยของพระองค์. การ ไถ่อย่างสูงสุดของพระองค์ อยู่ที่การทำให้ คนเข้า ถึงแผ่นดินพระเจ้าได้ ในฐานะที่เป็นผลอันประเสริฐ (consumation) นั่นเอง. ถ้าหากพระองค์จะไปพูดกับคนโง่แล้ว
น.529 ๑๖๔ แม้จะทรงเสียชีวิตอีกกี่ครั้ง ก็ไม่มีความหมายอันใดเลย เพราะ ไม่มีใครเข้าถึงแผ่นดินพระเจ้าได้ แม้แต่สักคนเดียว. ความหมายของ redemption อันแท้จริง นั้น คือ การทำให้มีการเกิดใหม่ ดังที่กล่าวถึงในโยฮัน ๓/๓ นั่น เอง และเป็นสิ่งที่พระเยซูทรงต้องประสงค์อย่างยิ่ง. พระ- พุทธองค์ทรงผ่าดาบขององคุลิมาลเข้าไปทำให้เขาได้เกิดใหม่ที่ ตรงนั้นเอง. นี้เป็นตัวอย่างของการไถ่ส่วนบุคคลที่เป็นชั้น สูงสุดในพุทธศาสนา. กา ดังนั้นเราสรุปความได้อย่างสั้น ๆ ที่สุดว่า การไถ่บาปคือ การทำให้คนเกิดใหม่ทางวิญญาณ ในปัจจุบันชาตินี้เอง. ศาสนาทุกศาสนาต้องมีสิ่งที่เรา เรียกกันในที่นี้ว่า "การไถ่" เป็นงานสำคัญด้วยกันทุกศาสนา, มิฉะนั้นแล้วก็จะสูญเสียความ หมาย ของความเป็นศาสนา เอาทีเดียว. ถ้าเขยิบออกไปอีกหน่อย เราอาจจะกล่าวได้ว่า การ ไถ่บาปนั้นเป็นงานของเมตตา. คนจะต้องมีเมตตาใน ขั้นสูงสุด จึงจะทำการไถ่ได้. แม้จะถือว่ารับใช้พระเจ้ามา ทำการไถ่ก็ยังกล่าวได้อีกว่า มาจากพระเจ้าแห่งเมตตา หรือ เมตตาในฐานะที่เป็นคุณสมบัติของพระเจ้า. พระเจ้าทรง
น.530 ๑๖๕ เสียสละคนของท่าน ให้ทำการไถ่มนุษย์จากความบาป ก็ด้วยเมตตาของพระองค์, นี้เป็นการกล่าวอย่างภาษาคน. เมื่อคนเราตามปกติ ก็มีเมตตาต่อตัวเองแล้ว ก็อาจที่จะทำ การไถ่ตัวเอง ได้อีกทางหนึ่งเหมือนกัน, และในที่สุด ก็สามารถรับเอาวิธีการไถ่ของพระศาสดานั่นเอง มาทำการไถ่ตน คือการปฏิบัติตามคำสั่งจนถึงที่สุด และทำให้การไถ่ของพระเจ้าสำเร็จเป็นความหมายอันแท้จริงขึ้นมา เพราะเหตุนั้น. ดังนั้นข้าพเจ้าจึงถือว่า การไถ่บาปของมนุษย์นั้น เป็นหน้าที่ของศาสนาทุกศาสนา และพร้อมกันนั้นก็ตกเป็น หน้าที่ของทุกคนที่จะต้องทำการไถ่ตัวเอง และสามารถกระทำไปได้แม้ด้วยอำนาจแห่ง สัญชาตญาณ หรือ instinct, เพราะว่า สัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง ต้องการความรอดอยู่ได้ด้วยกันทั้งนั้น, ผิดกันแต่ความอยู่รอดในทางศาสนานั้นหมายถึงความอยู่รอดในระดับสูงสุดเท่านั้น แม้กระนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรู้สึกของสัญชาตญาณเป็นรากฐาน จึงจะเป็นไปได้โดยง่ายดาย. สำหรับผู้ที่ไม่มีศาสนา หรือไม่มีความรู้ในทางศาสนา แต่มีสติปัญญาตามปกติสามัญชน ก็ย่อมนึกถึงความ
น.531 ๑๖๖ รอดของตัวอยู่ไม่แบบใดก็แบบหนึ่งเสมอไป, แต่ใจความอาจจะตรงกันในข้อที่อยากจะรอดจากทุกข์ทรมาน ที่กำลังทรมานจิตใจของเขาอยู่. พอเขาคิดจะหาทางชนะมันเท่านั้นก็เรียกได้ว่า เขามีศาสนาแล้วโดยไม่รู้สึกตัว และสิ่งที่เรียกว่าการไถ่ตัวเอง ก็จะตั้งรากฐานขึ้นในตัวเขา และข้อนั้นแหละเป็น สิ่งที่อำนวยความสำเร็จให้แก่พระศาสดาทั้งหลายที่จะไถ่บาปให้คนในโลกนี้ได้. เพราะถ้าเขาไม่มีรากฐานอันนี้แล้ว พระศาสดาจะลงทุนเสียชีวิตเป็นเดิมพันไถ่บาปให้เขาสักเท่าไร ก็ดูไม่มีทางจะสำเร็จได้. ดังนั้นเราควรจะถือว่า การไถ่บาปของทางศาสนา นั้นมีรากฐานอันตั้งอยู่บนสัญชาตญาณของสัตว์ที่ต้องการความรอดอยู่แล้วในระดับต่าง ๆ กัน นั่นเอง. ถ้าทางการของศาสนาเอาใจใส่ให้เต็มที่แล้ว การไถ่บาปจะประสบผลที่น่าชื่นใจ เพราะจะทำให้โลกนี้สะอาดน่าอยู่อาศัยเหลือที่จะกล่าวได้ทีเดียว. สัตว์โลกทั้งปวง ต้องร่วมมือกับพระเจ้าในการไถ่บาปให้แก่ตน โดยการทำ "ความเกิดใหม่" ด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ทางศาสนามีไว้ให้ศึกษา ให้สังเกต จนเกิดความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองอย่างแท้จริง แล้วทำ ตามอย่าง
น.532 ๑๖๗ สุดชีวิตจิตใจอย่างที่เราเรียกกันว่า พลีชีวิตเพื่อพระเจ้า จะได้ตรงตามพระประสงค์ของท่านในการที่จะช่วยเรา. นี้เป็นการกล่าวอย่างภาษาคน ระคนปนกันไปกับการกล่าวอย่างภาษาธรรม. ส่วนเนื้อแท้ก็คือเราต้องรักตัวเอง ช่วยตัวเองให้เอาชนะกิเลสให้ได้ เพื่อเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งมวล. ถ้าทำได้ดังนี้ บาปดั้งเดิม หรือ บาปใหม่ หรือ บาปครั้ง สุดท้าย ก็ตาม จะถูกไถ่ถอนไปหมด ด้วยการกระทำอันนั้น. สำหรับ กิริยาอาการไถ่ หรือการปฏิบัตินั้น ในคัมภีร์ของศาสนาต่าง ๆ อาจจะเขียนไว้ ต่างกันโดยตัวหนังสือ ส่วนใจความนั้นตรงกัน. เช่นในคริสตธรรมอาจจะกล่าวถึง การสละตนเพื่อปรนนิบัติพระเจ้า. หรือ การปรนนิบัติผู้อื่นคือการปรนนิบัติพระเจ้า, การทำตนให้เป็นพระญาติของพระเยซูคริสต์ตามที่ท่านต้องการ, ดังนี้เป็นต้น. ส่วนในพุทธศาสนาอาจจะกล่าวว่า ทำบุญหรือความดีให้มากเข้าไว้ ทำอวิชชาให้หมดไป, ทำจิตไม่ให้ยึดมั่นสิ่งใด ๆ ด้วยอุปาทาน, ทำกรรมที่ไม่ดีไม่ชั่ว อันเป็นที่สิ้นสุดของกรรมดี กรรมชั่ว ในที่สุด, นี้ฟังดูแต่ตามตัวหนังสือแล้ว คล้ายกับว่าต่างกันคนละอย่างเพราะทางหนึ่งเต็มไปด้วยคำว่าพระเจ้า,
น.533 ๑๖๘ อีกทางหนึ่งไม่มีกลิ่นไอของพระเจ้าเสียเลย, แต่ที่แท้นั้น เป็นเรื่องเดียวกันแท้. สมมติว่าเราจะใช้คำว่า "อ้อนวอนพระเจ้า" มันก็ยังหมายความว่าเราแนะหรือจูงตัวเองให้ทำตามความประสงค์ของพระเจ้า. การทำตามประสงค์ของพระเจ้าก็คือการปฏิบัติธรรม ซึ่งหมายถึงการทำลายความเห็นแก่ตัว (selfishness) อย่างตรงกันทุกศาสนา. บาปทุกชนิดรวมอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้เกิดความโลภ โกรธ หลง แล้วประกอบมลทินหรือความชั่ว ทางกาย วาจา ใจ ทุกชนิด. เราไถ่บาปนี้ออกไปให้หมดสิ้นด้วยการกระทำที่ตรงกันข้าม ในลักษณะที่เหมือนกับ เมื่อเราจุดตะเกียงขึ้นแล้วความมืดก็หายไปไม่เหลืออยู่. เราปฏิบัติอย่างนี้คือ การอ้อนวอนพระเจ้าเพราะเราพยายามประจบท่านด้วยการทำให้ถูกใจท่านอย่างสุดความสามารถของเรา. ส่วน คำอ้อนวอนที่เป็นวาจา นั้น คือคำจูงใจเราเองหรืออ้อนวอนเราเองให้ทำตามประสงค์ของพระเป็นเจ้า, เพราะข้อความในคำอ้อนวอนนั้น ย่อมมีความหมายที่เป็นการจูงใจไปในทางดี หรือทางที่จะเข้าหาพระเจ้าเสมอ. พุทธบริษัท
น.534 ๑๖๙ ไม่รังเกียจและยอมรับรองคำอ้อนวอนของศาสนาใดก็ได้ ใน เมื่อได้แปลความหมายให้เป็นภาษาธรรมแล้วอย่างสมบูรณ์ และถูกต้อง. พุทธบริษัทยอมรับได้ทันที แม้ในคำอ้อนวอน ของชาวศาสนาบาฮออิ (BAHAI’ I prayer) ที่ว่า :- ๏ ขอให้ความงามของพระองค์ เป็นอาหาร อันวิเศษแก่ความรู้สึกของข้าพเจ้า, ๏ ขอให้ความอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ จงเป็นน้ำอมฤตรดใจข้าพเจ้า, ๏ ขอให้ความพอพระทัยของพระองค์ เป็น ความหวังทั้งหมดของข้าพเจ้า, ๏ ขอให้การระลึกถึงพระองค์ เป็นเพื่อนเดิน ทางของข้าพเจ้า, ๏ ขอให้นิวาสสถานของพระองค์ เป็นบ้าน เรือนของข้าพเจ้า. ดังนี้เป็นต้น. เมื่อแปลคำว่าพระองค์ให้เป็นสิ่งที่หมายถึง "ธรรม" ทั้งหมดนั้นก็กลายเป็นหลักพุทธศาสนาไปทันที, ท่านทั้งหลายลองคิดดูเอาเองเถิด จะเข้าใจได้ โดยไม่ยากเลย. พุทธบริษัทก็มีการสวดอ้อนวอน ขอให้พระพุทธ พระ-
น.535 ๑๗๐ ธรรม พระสงฆ์ ยกโทษล่วงเกินให้แก่ตน อยู่ทุกเช้าเย็นด้วย เหมือนกัน หากแต่มีความหมายในภาษาธรรม คือการบีบ บังคับหรือปลอบโยนตัวเองก็ตาม เพื่อมิให้ทำผิดอีกต่อไป. ส่วนการที่จะมีบางคนเข้าใจการกระทำอันนี้ ไปตามตัวหนังสือ เพราะการศึกษาไม่พอ, อยู่บ้างนั้น เป็นของธรรมดา และมี อยู่ด้วยกันทุกศาสนา. สำหรับพุทธบริษัทที่มีการศึกษา สมบูรณ์แล้วย่อม "อ้อนวอนพระองค์" ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิบัติบูชา" ของเขาเอง. สรุปความในข้อนี้ว่า การไถ่บาปของมนุษย์เรา มีเงื่อนต้นมาจากพระศาสดา ที่ทรงเสียสละอย่างยิ่งเพื่อช่วย เรา แล้วจบลงด้วยการตอบสนองของเรา ในการพยายามทำ ความเข้าใจในคำสั่งสอนของพระองค์ แล้วปฏิบัติตามอย่างสุด ชีวิตจิตใจนั่นเอง. การไถ่นั้นจะใหญ่หลวงหรือไม่ใหญ่หลวง ย่อมขึ้นอยู่กับคุณค่าของสิ่งที่เราได้รับ เป็นสิ่งที่ประเสริฐ หรือไม่ประเสริฐนั่นเอง. การร่วมมือกันไถ่บาปทำนองนี้ เป็นเนื้อแท้ของศาสนาทุกศาสนา, เพราะเป็นการชำระ โลกนี้ให้สะอาดปราศจากบาปและความทุกข์ ซึ่งเป็นวัตถุ ประสงค์ของการมีศาสนาสำหรับมนุษย์ โดยทุกประการ
Buddhadasa