น.536 ๑๗๑ ๒. ผลสุดท้ายจากศาสนา (consumation) ผลสุดท้ายที่มนุษย์พึงได้รับจากการปฏิบัติในศาสนา ของตน ๆ นั้น ก็คือ ความสุข อันเขาจะพึงได้รับในโลกนี้ และ ประโยชน์ที่จะได้รับในโลกของพระเจ้าข้างหน้า. เมื่อกล่าวโดยที่แท้แล้ว ประโยชน์ในโลกนี้ เช่น การมีทรัพย์ มีชื่อเสียงมีการสมาคมดี ตลอดถึงความราบรื่น เรียบร้อยในครอบครัวนั้น ควรจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ทั่วไป ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของศาสนา ก็ยังได้. และ วัฒนธรรมส่วนใหญ่ในโลก ก็แยกตัวออกมาจากระบบของ ศาสนานั่นเอง หรือจะกล่าวว่าเป็น ศาสนาในระดับที่ยัง อ่อนอยู่ ก็ยังได้. ถ้าเป็นดังนี้แล้ว ประโยชน์ที่จะได้รับ จากศาสนาโดยตรง ก็ต้องเป็นประโยชน์ที่เกี่ยวกับโลกอื่น ที่อยู่เหนือวิสัยที่วัฒนธรรมเป็นต้น จะอำนวยให้ได้, ซึ่งเรา มักจะเรียกกันว่า โลกของพระเจ้า นั่นเอง. โลกของพระเจ้านี้ ก็ยังมีความหมายต่างกัน. ถ้า พูดอย่างภาษาคน ก็พูดว่าเป็นโลกที่จะไปถึงได้ต่อเมื่อตายแล้ว ถ้าพูดอย่างภาษาธรรม ก็ว่า โลกของพระเจ้านั้นแท้ที่จริงก็อยู่ ในโลกมนุษย์ปัจจุบันนี้เอง หากแต่เราไม่มองเห็นเอง.
น.537 ๑๗๒ อีกประการหนึ่ง ในภาษาคนนั้น เข้าใจกันว่าโลกของพระเจ้ามีของสวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนานทำนองในโลกนี้ หากแต่มีมากกว่า ดีกว่า ได้อย่างอกอย่างใจกว่า ดังนี้เป็นต้น. แต่ถ้ากล่าวโดยภาษาธรรมแล้ว หามีสิ่งเหล่านั้นไม่หากแต่มีความสงบเย็น ไม่ต้องดิ้นรนเร่าร้อนหลงใหลมัวเมาไปตามอารมณ์เหล่านั้น แทน, และรสของความสงบนี้ เป็นที่น่าพอใจ หรือจับใจยิ่งไปเสียกว่า สิ่งสวยงามเหล่าโน้นไปเสียอีก. ในทางพุทธศาสนาเรียกความสงบนี้ว่านิพพานและเป็นสิ่งที่อาจได้รับแม้ในโลกปัจจุบันนี้. และสภาพอันนี้เอง คือ แผ่นดินของพระเจ้า ที่มนุษย์ต้องเข้าให้ถึง ให้เร็วที่สุดก่อนแต่ที่จะดับขันธ์. สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในไบเบิล เกี่ยวกับความสงบ ทำนองนี้ คือข้อความในโครินเธียน ๑, ๗/ ๒๙ – ๓๑ ที่สอนให้ปฏิบัติอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ว่า มีภรรยาก็มีอย่างกะไม่มี, มีความโศก อย่างกะไม่มีความโศก, ยินดีอย่างกะไม่ยินดี, ซื้อของอย่างไม่รับเอาอะไรมา, ใช้สอยสิ่งต่าง ๆ ในโลกอย่างกะมิได้ใช้" ดังนี้เป็นต้น. การปฏิบัติอย่างนี้เรียกในพุทธศาสนาว่า การเป็นอยู่ด้วยจิตว่างจาก
น.538 ๑๗๓ อุปาทานในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. การปฏิบัติอย่างนี้ เป็นความจำเป็นในชีวิตประจำวัน คือมีอะไรมากระทบใจ ทางตาก็ตาม ทางหู จมูก ลิ้น ผิวกาย ก็ตาม หรือในใจคิดขึ้นมาเองก็ตาม ต้องสามารถควบคุมไว้ มิให้ปรุงเป็นความคิดชนิดที่เป็นตัวตนคือ egoism หรือ selfishness ขึ้นมา แล้วมีสติปัญญาเต็มที่ มีใจคอเยือกเย็นอยู่เสมอ. การทำได้อย่างนี้ในเวลาใดชื่อว่า อยู่ในแผ่นดินพระเจ้า ในเวลานั้น เพราะมีแต่ความบริสุทธิ์ สะอาด ความสว่างไสว แจ่มแจ้ง และความสุขสงบเย็นหาที่เปรียบมิได้, และสามารถทำการงานเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นได้ถึงที่สุด. อีกอย่างหนึ่ง เราได้พบว่า พระเยซูคริสต์ทรงสรรเสริญจิตชนิดที่เป็นจิตอย่างเด็ก ๆ ไม่เดียงสา (innocent) ดังที่ปรากฏอยู่ในมัดธาย ๑๙/๑๔ และ ๑๘/๓ – ๖ เป็นต้นจนทำให้ได้นามว่า “พระเยซูผู้รักเด็ก". ข้อนี้หมายความว่า จิตของเด็กไม่ยึดถืออะไรเป็นตัวตนหรือของตนมากเหมือนผู้ใหญ่, ไม่มีความคิดที่เป็นบาปมากเหมือนผู้ใหญ่ รวมความแล้วก็คือ ไม่ยึดถือจนเป็นทุกข์ นั่นเอง.
น.539 ๑๗๔ ดังนั้น ถ้าท่านเข้าใจเรื่องทั้งสองนี้ดี ท่านจะมองเห็นได้ด้วย ตนเองว่า คริสตธรรมกับพุทธศาสนานั้น มีอะไรที่ไปด้วย กันได้ มากกว่าที่ท่านเคยรู้ หรือเคยคิด หรือเคยหวัง. ที่น่าขบขันอีกอย่างหนึ่ง คือข้อที่เขียนไว้ตรงกันว่า สิ่งที่ดีที่สุดในศาสนานั้นเป็นของแจกฟรี หรือให้เปล่า. ในมัดธาย ๑๐/๙ มีข้อความว่า "สิ่งที่ได้รับมาเปล่า ๆ จงให้ กันเปล่า ๆ" ในวิวรณ์ ๒๑/๖ ว่า "เราจะให้เขาดื่มจาก บ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียค่าอันใด" , และในวิวรณ์ ๒๒/๑๗ ว่า "และผู้ใดประสงค์ ก็จงมาดื่มน้ำแห่งชีวิต โดยไม่ต้องจ่ายมูลค่าอันใด" ดังนี้เป็นต้น. ในพุทธศาสนา มีคำกล่าวว่า "ลฺธา มุธา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา" "ได้นิพพาน มาบริโภคอยู่เปล่า ๆ" - (รตนสูตร ขุท.ขุ.) ดังนี้เป็นต้น. ทั้งหมดนี้แสดงว่า สิ่งสูงสุดของพระเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ แจกฟรี หากแต่ว่าผู้ที่จะได้รับนั้นต้องขยันขันแข็งในการเข้า ไปรับ ดังที่กล่าวไว้ในมัดธาย ๑๑/๑๒ ว่า "แผ่นดิน สวรรค์เป็นสิ่งที่ต้องชิงเอา" , ซึ่งเข้าใจว่าต้องเป็นการแข่งขัน กันยิ่งกว่า การเข้าจับจองเหมืองทองคำหรือบ่อพลอยในโลก
Buddhadasa