Buddhadasa.org

ความดับไม่เหลือ ตอนที่ ๓ — คิดบัญชีการดับไม่เหลือทุกค่ำเช้า จนเป็นนิสัย

ความดับไม่เหลือ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความดับไม่เหลือ (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.41 ๑๒ ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องมีการคิด บัญชีเรื่องการดับไม่เหลือนี้ ให้รู้รายรับ รายจ่ายไว้เสมอไป ข้อนี้มีอานิสงส์สูงไป กว่าไหว้พระสวดมนต์ หรือทำสมาธิเฉย ๆ. เรื่องเกี่ยวกับดับไม่เหลือทำนองนี้ ไม่เกี่ยวกับการเพ่งหรือหลับตา เห็นสี เห็นดวง หรืออะไรที่แปลก ๆ เป็น ทำนองปาฏิหาริย์หรือศักดิ์สิทธิ์ แต่เกี่ยว กับสติปัญญา หรือสติสัมปชัญญะโดย ตรงเท่านั้น. อย่างมากที่สุดที่มันจะ สำแดงออกก็เพียง, ถ้ามีสติสมบูรณ์

น.42 ๑๓ จริง ๆ ได้ที่เต็มที่แล้ว ก็จะสำแดงออก มาเป็นความเบากายเบาใจ สบายกาย สบายใจ อย่างที่บอกไม่ถูกเท่านั้นเอง. ถึงกระนั้น ก็อย่านึกถึงเรื่องนี้จะดีกว่า เพราะจะกลายเป็นที่ตั้งของอุปาทานอัน ใหม่ขึ้นมา แล้วมันก็จะดับไม่ลง และมัน จะ "เหลือ" อยู่เรื่อย คือเกิดเรื่อย ทีเดียว. เดี๋ยวจะได้กลุ้มกันใหญ่ และ ยิ่งไปกว่าเดิม ได้ พวกที่ทำวิปัสสนาไม่สำเร็จ ก็ เป็นเพราะคอยจับจ้อง เอาความสุขอยู่

น.43 ๑๔ เรื่อยไป, มุ่งนิพพานตามความยึดถือ ของตนร่ำไป, มันก็ดับไม่ลง หรือนิพพาน จริง ๆ ไม่ได้, มีตัวกูเกิดในนิพพานแห่ง ความยึดมั่นถือมั่นของตนเองเสียเรื่อย. ฉะนั้น ถ้าจะภาวนาบ้าง ก็ต้องภาวนาว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่สิ่งที่ เรียกว่านิพพานนั่นเอง. "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น." สรุปความว่า ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องทำความแจ่มแจ้ง เรื่องความไม่

น.44 ๑๕ ยึดมั่นถือมั่น ให้แจ่มกระจ่างอยู่เสมอ จนเคยชินเป็นนิสัย จนหากบังเอิญตาย ไปในเวลาหลับ ก็ยังมีหวังที่จะไม่เกิดอีก ต่อไปอยู่นั่นเอง. มีสติปัญญาอยู่เรื่อย อย่าให้ อุปาทานว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" เกิดขึ้นมาได้เลย ในทุก ๆ กรณี ทั้ง กลางวัน กลางคืน ทั้งตื่นและหลับ. นี้เรียกว่า เป็นอยู่ด้วยความดับไม่ เหลือ หรือความไม่มีตัวตน ; มีแต่ ธรรมะอยู่ในจิตที่ว่างจากตัวตนอยู่เสมอ ไป เรียกว่าตัวตน ไม่ได้เกิด และมีแต่

น.45 ๑๖ การดับไม่เหลืออยู่เพียงนั้น. ถ้าเผลอไป ก็ตั้งใจทำใหม่เรื่อย ไม่มีการท้อถอย หรือเบื่อหน่าย. ในการบริหารใจเช่นนี้ ก็เช่นเดียวกับเรา บริหารกาย อยู่ตลอด เวลานั้นเหมือนกัน, ให้ทั้งกายและใจ ได้รับการบริหารที่ถูกต้อง คู่กันไป ดังนี้ ในทุกกรณีที่ทำอยู่ ทุกลมหายใจเข้าออก เป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่มีความผิดพลาด เลย. ทีนี้ ก็มาถึง วิธีปฏิบัติที่๒ คือใน เวลาจวนเจียนจะดับจิตนั้น อยากจะกล่าว

น.46 ๑๗ ว่ามันง่ายเหมือนตกกระได แล้วพลอย กระโจน. มันยากอยู่ตรงที่ไม่กล้าพลอย กระโจน ในเมื่อพลัดตกกระได มันจึง เจ็บมาก เพราะตกลงมาอย่างไม่เป็นท่า เป็นทาง. ไหนๆ ก็เมื่อร่างกายนี้มันอยู่ ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จิตหรือเจ้าของบ้าน ก็พลอยกระโจนตามไปเสียด้วยก็แล้วกัน. ให้ปัญญามันกระจ่างแจ้งขึ้นมาใน ขณะนั้น ว่าไม่มีอะไรที่น่าจะกลับ มาเกิดใหม่ เพื่อเอา เพื่อเป็น เพื่อหวัง อะไรอย่างใดต่อไปอีก

น.47 ๑๘ หยุด สิ้นสุด ปิดฉากสุดท้ายกันเสียที เพราะไปแตะเข้าที่ไหน มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรเข้าที่ไหน หรือ ได้อะไรที่ไหนมา จิตหมดที่หวัง หรือ ความหวังละลาย ไม่มีที่จอด มันจึง ดับไปพร้อมกับกาย อย่างไม่มีเชื้อ เหลือมาเกิดอีก. สิ่งที่เรียกว่าเชื้อ ก็คือความหวัง หรือความอยาก หรือความยึดมั่นถือมั่น อยู่ในสิ่งใด สิ่งหนึ่งนั้นเอง. สมมติว่า ถูกควายขวิดจากข้าง หลัง หรือรถยนต์ทับ หรือตึกพังทับ

น.48 ๑๙ ถูกลอบยิง หรือถูกระเบิดชนิดไหนก็ตาม ถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่ แม้สักครึ่ง วินาทีก็ตาม จงน้อมจิตไปสู่ความ ดับไม่เหลือ หรือ ทำความดับไม่เหลือ เช่นว่านี้ ให้แจ่มแจ้งขึ้นในใจ (เหมือน ที่เคยฝึกอยู่ทุกค่ำเช้าเข้านอน) ขึ้นมาใน ขณะนั้น แล้วให้จิตดับไป ก็เป็นการ เพียงพอแล้ว สำหรับการ "ตกกระได พลอยโจน" ไปสู่ความดับไม่มีเชื้อเหลือ. ถ้าหากจิตดับไปเสีย โดยไม่มี เวลาเหลืออยู่สำหรับให้รู้สึกได้ดังว่า ก็

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต