น.105 99 นั่นเอง. เขาหาแง่หาเลสที่จะทำไปในทางของกิเลส ตัณหาตามชอบใจตัวเอง แล้วมาแก้ตัวว่าเพื่อจะละ ตัณหาอย่างไรเล่า." มันเป็นการแก้ตัวด้วยอาศัยหลัก ธรรมะข้อนี้เอง มีที่อ้างในพระไตรปิฎก ที่ว่า อาศัย ตัณหา ละตัณหาก็จริง แต่มันเลยขอบเขตของ ความหมายตามหลักในพระไตรปิฎก คือเขาเอาไป อ้างสำหรับจะทำเพื่อกิเลสตัณหายิ่งขึ้น แล้วอธิบาย ว่าจนมันถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ก็หยุดเอง. นี่ ขอให้คิดดู ว่าน่าหวาดเสียวน่าสะดุ้ง ในข้อที่ว่าจะต้องทำไปตาม อำนาจของกิเลสตัณหาจนถึงจุดอิ่มตัว แล้วมันก็จะ เกิดความพอใจถึงที่สุด แล้วก็หยุดกิเลสตัณหาได้ เอง. ข้อนี้อาตมาขอยืนยันว่าเป็นคำอธิบายหรือเป็น การตีความที่ผิดเกินกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือผิด อย่างยิ่ง จนไม่รู้ว่ากี่ร้อยเปอร์เซ็นต์. ท่านอย่าได้ ถือเป็นหลักตรงตามตัวหนังสืออย่างที่กล่าว คำว่า อาศัยตัณหา ละตัณหา นี้ มีคำอธิบายอย่างอื่น ไม่ใช่อย่างนั้น
น.106 100 เพื่อความรู้ที่สมบูรณ์หรือแจ่มแจ้งในเรื่องนี้ ก็ควรจะได้ทราบ เรื่องที่เป็นต้นตอ อันเป็นที่มา ของหลักพุทธศาสนาข้อนี้ เสียบ้างตามสมควร จะดีกว่า: เรื่องมีว่า ภิกษุณีองค์หนึ่ง จะมีความ คิดอย่างไรก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าในบาลีนั้นไม่ได้ กล่าว กล่าวถึงแต่ว่าภิกษุณีรูปนั้นได้ส่งคน ให้ไป ช่วยบอกพระอานนท์ ว่าให้มาเยี่ยมในฐานะที่กำลัง บ่วย. พระอานนท์ได้มาที่สำนักของภิกษุณีรูปนั้น. ภิกษุณีนั้นเห็นพระอานนท์มาแต่ไกล ก็ชักผ้าคลุมหัว นอนทำเป็นที่ว่าเป็นคนป่วย. เมื่อพระอานนท์ได้มาถึง ที่อยู่ของภิกษุณีนั้นท่านได้กล่าวข้อความนี้, ข้อความ ที่เป็นเหตุให้เกิดการตีความหมายอย่างตลบแต่ลง. นี้ ว่า "ดูก่อน น้องหญิง ! " เธอจงอาศัยอาหารละ อาหาร, จงอาศัยตัณหาละตัณหา, จงอาศัยมานะ ละมานะ, ส่วนเมถุนธรรมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่าเป็นสิ่งที่ต้องชักสะพานโดยเด็ดขาด." พระ อานนท์ท่านกล่าวเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ภิกษุณีนั้น
น.107 101 ต้องลุกขึ้นหมอบที่เท้า ขออภัยขอโทษว่าได้ทำไปด้วย ความเขลาและความประมาท ต่อนี้ไป จะไม่ทำอะไร แปลก ๆ อย่างนี้อีก. พระอานนท์ ได้ให้อภัยว่า เมื่อรู้สึกว่าเป็นโทษก็ยอมรับว่าเป็นการอดโทษ พระอานนท์ท่าน อธิบายข้อความเหล่านี้ ว่า การอาศัยอาหารละอาหาร นั้น คือให้กิน อาหาร ไม่ใช่ไม่ให้กินอาหาร, แต่ว่าในขณะที่กิน อาหารนั้น ต้องควบคุมสติสัมปชัญญะ กินเท่าที่มี ความรู้สึกว่ากินเพื่ออยู่ อย่างที่เราเรียกกันในสมัยนี้ ว่ากินเพื่ออยู่ ตามบาลีว่าไม่ใช่กินเพื่อเล่น ไม่ใช่ กินเพื่อมัวเมา " ไม่ใช่กินเพื่อเกิดกำลังพลังทางกาย เพื่อประดับตกแต่งร่างกายให้งดงาม นี้ ไม่ใช่, แต่ กินเพียงเพื่อจำเป็นจะต้องกิน เพื่อชีวิตอยู่พอสะดวก สบายในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน. ถ้าใครกิน อาหารอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างนี้ทุกวัน ๆ แล้ว การกินอาหารของบุคคลนั้น จะเป็นการละอาหาร คือเหมือนกับไม่กินอาหาร: อาหารในที่นี้เป็นชื่อ
น.108 102 ของกิเลส ที่เป็นเหตุให้เกิดความอยากกินอาหาร หรืออยาก ในทางอื่นซึ่งท่านเรียกว่าอาหารเหมือนกัน เช่นทำให้เกิดความอยากความต้องการ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย. รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส เหล่านี้ ก็เรียกว่าอาหารเหมือนกัน แต่ถ้าเราพิจารณา อยู่อย่างนี้ และกินอาหารแล้ว. การกินอาหารนั้น เองมันจะละอาหาร คือละกิเลสที่เนื่องในอาหารนั้น ได้. ประโยคว่า จงอาศัยอาหาร ละอาหาร เสียนั้น มันหมายความอย่างนี้ ท่านได้อธิบาย ประโยคว่า "อาศัยตัณหา ละตัณหา" ต่อไปว่า ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยินข่าวว่า ภิกษุอีกองค์หนึ่งปฏิบัติอย่างนั้น ๆ จนบรรลุเป็น พระอรหันต์ไปแล้ว ก็เกิดความอยากอย่างแรงกล้า ในการ ที่จะเป็นพระอรหันห์เหมือนกับภิกษุองค์ โน้น บ้าง ท่านจึงได้พยายามปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขัน และ ในที่สุดก็ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งกับเขาด้วย เหมือนกัน: อย่างนี้เรียกการกระทำของภิกษุองค์นั้น
Buddhadasa