Buddhadasa.org

แง่เขว ตอนที่ ๑๓ — อาศัยตัณหา ละตัณหา

แง่เขว — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แง่เขว (๒๓ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.109 103 ว่าท่านได้อาศัยตัณหาเพื่อละตัณหาเสีย. การที่ท่าน มีตัณหาคือความอยากที่จะเป็นพระอรหันต์นั้นแหละ ได้เป็นเครื่องมือสำหรับปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขัน จน ตัดกิเลสตัณหาได้เด็ดขาด และเป็นพระอรหันต์; นี่แหละ คือการอาศัยความอยากในนิพพาน มาเป็น ตัณหา แล้วก็ปฏิบัติจนบรรลุนิพพาน. หลักข้อนี้ เป็นคำตอบของปัญหาที่มักจะถามกัน โดยมาก ได้ดีที่- เดียว คือปัญหาที่ว่า อยากไปนิพพานเป็น ตัณหาหรือไม่ ? ถ้าอาศัยหลักข้อนี้แล้ว ตอบได้ ทันทีว่าอยากไปนิพพานก็เป็นตัณหา : แต่ว่าเป็น ตัณหาอีกชนิดหนึ่ง คือเป็นตัณหาที่อยากจะฆ่า ตัณหา. มันเป็นตัณหาอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เป็น ตัณหา ในรูปเดียวหรือศัพท์เดียวกันกับที่ว่า ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่มันเป็นสำนวนโวหารของ ภาษาพูด. ข้อนี้ต้องวินิจฉัยกันจนถึงว่า แม้ว่าความ อยากไปนิพพานทำให้ต้องปฏิบัติเข้มงวดกวนขั้น จน

น.110 104 ได้รับความยากลำบากมากนี้ เราก็ไม่เรียกว่าความ ทุกข์ เพราะว่าความทุกข์นั้น ท่านหมายถึงความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความประสพกับสิ่งไม่ เป็นที่รัก พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสและสรุปรวมลงในความยึดถือ อะไรต่าง ๆ ว่าเป็นตัวกูหรือของกู. ท่านไม่ได้ระบุ ความทุกข์ ว่าเป็นความยากลำบากที่เกิดมาจากการ ปฏิบัติเพื่อไปนิพพานเลย : ฉะนั้น เราถือว่ามัน เป็นคนละอันกันกับตัณหาที่เป็นตัวกิเลสตัณหา. แต่ ถ้าจะต้องเรียกว่าตัณหา ก็เรียกได้ คือเป็นตัณหา ในพระนิพพาน. บาลีก็มีอยู่หลายคำที่ใช้เรียกแทน กัน เช่นเรียกว่า ธรรมราคะ ก็มี. ฟังดูแล้ว ก็น่าตกใจเหมือนกัน คือคำว่าธรรมราคะ แปลว่า มีราคะในธรรม. แต่ราคะเช่นนี้ ไม่ใช่ราคะ อันเดียวกันกับราคะ โทสะ โมหะ. มันเป็นคำที่เป็น โวหารพูดอีกอย่างหนึ่ง. ที่เรียกว่า ธรรมนันทิ ก็มี คือมีความพอใจเพลิดเพลินอย่างยิ่งในธรรม. คำว่า

น.111 105 ราคะ ก็ดี นันทิ ก็ดี ตัณหา ก็ดี เหล่านี้ตามปกติ เป็นชื่อของกิเลส หรือที่เราได้ยินได้ฟังกันทั่วไปนั้น เป็นชื่อของกิเลส เว้นไว้แต่เราจะไปซอกแซกค้น หาข้อความในพระไตรปิฎกซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง และ มีอยู่ไม่กี่คำ ที่ใช้คำมีสำนวนอย่างนี้ : ฉะนั้นเป็น อันว่า คำว่า ตัณหาก็ดี ราคะก็ดี นันทิก็ดี ใน กรณีทั่วไปใช้เป็นชื่อของกิเลสที่ต้องละ เป็นสิ่งที่พึง รังเกียจ: แต่ในที่นี้กลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามคือเป็น ที่สิ่งที่ต้องใช้เป็นเครื่องมือหรือเป็นที่พึ่งได้.ส่วนความ หมายอันแท้จริงนั้น เราจะเห็นได้ว่า คำว่าอาศัย ตัณหา ละตัณหานั้น คืออาศัยตัณหาชนิดที่ เป็นการอยากฆ่าตัณหา: ไม่เหมือนกับคำอธิบาย ของคนที่ขบถต่อหลักธรรมะ หรือว่าตกเป็นเหยื่อ ของวัตถุนิยม จนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น แล้วก็มาอธิบาย เอาเองใหม่ว่า ให้ทำตามอำนาจของกิเลสหรือ ตัณหาไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว มันก็จะหมด กิเลสตัณหาเอง; อย่างนี้เป็นการผิดอย่างเด็ดขาด

น.112 106 คือไม่มีทางที่จะตรงตามหลักนี้ได้ จึงได้นำมากล่าว ไว้เพื่อกันความเข้าใจเขว. ประโยคที่สามของท่านมีว่า "จงอาศัยมานะ ละมานะ" คำว่ามานะ ก็คือความถือตัว. ให้ อาศัยมานะละมานะ นี่ก็เป็นคำแปลกเช่นเดียวกับคำ ว่าอาศัยตัณหาละตัณหา. คำอธิบายของพระอานนท์ มีว่า ภิกษุรูปหนึ่งได้ยินข่าวว่าภิกษุชื่อโน้น ปฏิบัติ จนบรรลุความเป็นพระอรหันต์ภิกษุนี้ก็เกิดความมานะ ว่า เมื่อภิกษุโน้นก็เป็นคน, เราก็เป็นคน. เมื่อภิกษุ โน้นเป็นพระอรหันต์ได้ เราก็ต้องเป็นพระอรหันต์ได้: ท่านมีความมานะว่าเป็นคนเท่ากัน. อาศัยมานะอันนี้ ท่านก็พยายามปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขัน จนท่าน เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งด้วยเหมือนกัน อย่างนี้เรียก ว่า อาศัยมานะเพื่อละมานะ. อาศัยมานะอันแรก ซึ่งเป็นมานะในทางที่ดีที่ถูก เพื่อจะละมานะทั้งหมด ทั้งสิ้นซึ่งเป็นกิเลส. อาศัยมานะอันนี้เพื่อละมานะ ทั้งสิ้นเสีย ดังนี้ ย่อมหมายความว่าละรวมทั้งมานะ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต