Buddhadasa.org

แง่เขว ตอนที่ ๖ — คำว่า ความสงบ

แง่เขว — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แง่เขว (๒๓ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.45 38 แก้ไขความเข้าใจเขว ๆ ในเรื่องศีลวัตรเช่นเดียว กับเรื่องที่สงัด อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ทีนี้ มาถึงคำ ๆ หนึ่ง ซึ่งมีทางเข้าใจเขว เพราะเข้าใจยากยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก คือคำว่า “ความสงบ" อาตมาคิดว่าพอพูดถึงความสงบ บาง คนก็ง่วงนอนแล้ว หรือรู้สึกเหนื่อยระอาขึ้นมาแล้ว เพราะว่าเคยรังเกียจความสงบนี้เป็นทุนมาแต่เดิม เขา ชอบความโกลาหลวุ่นวายสนุกสนานร่าเริง ตีรันฟัน แทงที่ระรัวไปหมด. คำว่า ความสงบโดยแท้จริง ในพระ- พุทธศาสนาท่านก็หมายถึงความที่ ไม่ถูกอะไรรบกวน เหมือนกับในภาษาไทยนั้นเอง : แต่ทีนี้ สิ่งรบกวน ที่แท้จริงนั้นคืออะไร ? สิ่งรบกวนอย่างยิ่งที่เป็นการ รบกวนจริง ๆ จัง ๆ นั้นคือกิเลส ราคะก็ตาม โทสะ ก็ตาม โมหะก็ตาม นั่นแหละคือเรื่องรบกวนอย่าง ยิ่ง หรือสิ่งรบกวนที่แท้จริง. อย่าได้ไปเข้าใจผิด

น.46 39 ว่า เสียงหนวกหูเป็นเครื่องรบกวน "มดแมลงเป็น เครื่องรบกวน' หรือว่าอันตรายภายนอก) ภัยสงคราม ฯลฯ เหล่านี้เป็นเครื่องรบกวน. นั่นมันเป็นความ เข้าใจผิด. สิ่งเหล่านั้นมันจะรบกวนใครไม่ได้ ถ้ากิเลสไม่รบกวน. กิเลสคือราคะ โทสะ โมหะ, หรือโลภะ โกธะ โมหะ ของเราเอง มันเป็นเครื่อง รบกวน ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นรบกวน แต่เพราะโมหะ มีอยู่มันจึงไปรับเอาสิ่งเหล่านั้น มาทำให้เกิดเป็น ราคะบ้าง ทำให้เกิดเป็นโทสะบ้าง ทำให้เกิดเป็น โมหะต่อไปอีกบ้าง แล้วราคะโทสะโมหะนั้นแหละ มันเป็นเครื่องรบกวน ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นรบกวนโดย ตรงเลย. เครื่องรบกวนต่าง ๆ เช่นเสียงหนวกหู ของรถ หรือของอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่ไปรับเอามา เป็นความโกรธหรือความเกลียด หรือความรำคาญ มันก็ไม่รบกวน. และถ้าคิดกันไปในอีกแง่หนึ่ง ก็กลายเป็นสิ่งที่เอาไว้ฟั่งเล่นเพลิน ๆ ก็ยังได้ : ข้อ สำคัญมันจึงอยู่ที่ว่ากิเลสของคนนั้นเอง มี

น.47 40 อยู่มากน้อยเพียงไร มีอยู่อย่างไร ออกไป รับเอาอารมณ์เหล่านั้นเพียงไรต่างหาก. ฉะนั้น เราควรจะเข้าใจเสียทีว่า ความไม่สงบนี้ มันอยู่ที่ กิเลสเป็นเครื่องรบกวน. ถ้าเราควบคุมกิเลสได้ สิ่ง ต่าง ๆ ที่เรียกว่าเป็นเครื่องรบกวนนั้นจะไม่สามารถ รบกวน คือไม่ปรุงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้าย ขึ้นในใจได้ มันก็ปราศจากการรบกวนอยู่ในตัว การรบกวนทางร่างกาย เช่นมดแมลงรบกวน เรา จะเห็นได้ว่ามันเป็นผลขึ้นมา ก็ต่อเมื่อเราโกรธหรือ เราเกลียด. ถ้าเราไม่ โกรธ ไม่เกลียด ไม่รำคาญ. มันก็ไม่เป็นการรบกวนอะไรเลย. ฉะนั้นการรบกวน ทางภายนอกหรือทางกายนั้น ไม่มีความหมาย ถ้า หากว่าไม่มีการรับอารมณ์สำหรับกิเลสภายใน. เหตุ นี้เอง ท่านจึงสอนกันมากที่สุดว่า หลักแห่งความ สงบ คือการไม่รับเอาอารมณ์ภายนอก เข้า มาเป็นอารมณ์ที่ปรุงให้เกิดกิเลส หรือความ รู้สึกที่เป็นกิเลสในภายใน.

น.48 41 ถ้าท่านพิจารณากันในแง่ดังกล่าวนี้ ซึ่ง เป็นแง่ที่ถูก ที่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงประสงค์ แล้ว อาตมาขอยืนยันว่า ทุกคนคงจะชอบความ สงบ. แต่โดยมากมักจะถูกเพ่งเล็งไปเสียในทำนอง ที่ว่า ความสงบนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องหลีกออกไปอยู่ใน ป่าในเขา, หรือถ้าเป็นความสงบแล้ว ต้องไม่รับ อารมณ์อะไรเสียเลย สิ่งสวยงามสนุกสนานต่าง ๆ เป็นหมันไปหมด เหล่านี้เป็นต้น. ความจริงเรามิได้ หมายความว่าจะต้องทำตัวให้ละเว้นถอยห่าง เด็ดขาดไปจากสิ่งเหล่านั้น, เรามีความประ. สงค์แต่เพียงว่าจะไม่ให้สิ่งเหล่านั้นรบกวนได้ ก็เป็นความสงบที่เพียงพอแล้ว . ตามธรรมชาติ นั้น เราหลีกหนีสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้. เราจะอยู่ในโลก โดยไม่กระทบพบเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นไปไม่ได้ เรา จะต้องพบกันกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทุกชนิด ที่มีอยู่ในโลก แต่แล้วมันมีปัญหาว่า สิ่งเหล่านั้น มันจะกลายเป็นสิ่งรบกวนเราหรือไม่ ถ้าเราทำไม่

น.49 42 ถูกวิธี หรือไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด จะกลายเป็นสิ่งที่รบกวน คือทำให้เกิดความยินดียิน- ร้าย. ความยินร้ายคือโกรธเคือง รบกวนให้เป็นไฟ. ความยินดีก็ทำให้รักใคร่หลงใหล ไม่เป็นอิสระแก่ ตนเอง ต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นด้วย ความสมัครใจ. ทั้งความยินดีและยินร้าย จึงอยู่ ในฐานะที่ทำบุคคลให้ตกอยู่ ในห้วงของความทรมาน โดยเท่ากัน แต่ในรูปที่ต่างกัน. นี่เรียกว่าความ ไม่สงบ. ถ้าใครยินดีที่จะถือว่าความตกเป็นทาสของ อารมณ์เหล่านี้ เป็นความสงบก็ได้ ไม่มีใครว่า. พระพุทธเจ้าก็คงจะไม่ว่า แต่ท่านไม่สอน อย่างนั้น. ท่านสอนให้มีอุบายวิธีที่ฉลาดที่สามารถ ทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไม่รบกวน หรือไม่ถึงกับทำ ให้ตกเป็นทาสของมันแต่เป็นอิสระแก่ตนเอง. เพราะ ฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของความสงบนั้น จึงอยู่ที่ความเป็นอิสระ. คำกล่าวประโยคนี้ใช้

น.50 43 ได้ในทุกกรณี แม้ที่สุดในกรณีที่เกี่ยวกับการเมือง ; ถ้าจะเรียกว่าบ้านเมืองของเราสงบราบคาบ เรา หมายถึงความเป็นอิสระ ถ้าในกรณีส่วนตัวบุคคล ที่จะเรียกว่าเรามีความสงบ ก็ต้องในขณะที่เราเป็น อิสระ, ฉะนั้นสำหรับความเป็นอิสระที่บูชากันนักใน โลกนี้ แม้ในกรณีของชาวโลกที่เป็นอย่างโลก ๆ ไม่เกี่ยวกับธรรม ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ในการที่ จะบูชาความเป็นอิสระ : แต่มันเป็นที่น่าสลดสังเวช อย่างยิ่ง ที่เข้าใจคำว่า " อิสระ " ผิด เช่นเดียว กับที่เข้าใจคำว่า " สงบ " ผิด นั้นอีกเหมือนกัน. เขาเข้าใจความเป็นอิสระ ผิดโดยที่ไปเห็นความเป็น อิสระอย่างต่ำ ๆ อย่างโง่ ๆ เขลา ๆ ว่าเป็นอิสระ ส่วนความเป็นอิสระที่แท้จริง คือเป็นอิสระ จากกิเลสนั้น กลับไม่มองเห็น และไม่ ปรารถนากันเลย และไม่ถือว่าเป็นความอิสระ อีกด้วย และไปเกิดนิยมความเป็นอิสระอย่างโลก ๆ

น.51 44 ที่สุด เช่นไม่มีใครมารังแก ไม่มีใครมาข่มเหง เป็นต้น. ทีนี้ ความเข้าใจผิดที่เลยไปกว่านั้นอีก ก็คือเข้าใจว่าการได้ทำตามใจตัวเองทุกอย่าง แม้ จะทำสามกิเลสที่ร้ายกาจที่สุด ซึ่งคนอื่นทนไม่ได้ แต่ ถ้าตนได้ทำไปตามใจตัวเอง ทำไปตามกิเลสของตัว เองแล้ว กลับบูชาว่า " เป็นอิสระอย่างเต็มที่ " นี่ ก็คือ การบูชาความตกเป็นทาสของกิเลส ของ ภูตผีปีศาจว่า เป็นความเป็นอิสระอย่างเต็มที่. ฟังดูซิ! มันกลับกันอยู่อย่างไร: ภาวะเช่นนั้น คือการ ที่ตกเป็นทาสของกิเลส หรือของภูตผีปีศาจอย่าง ที่เต็ม แต่คนสมัยนี้ก็ปิดฉลากเสียใหม่ ว่านั่นคือ ความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ คือการได้ทำอะไร ๆ ตามใจตัวเองได้ทุกสิ่งทุกอย่าง. ท่านทั้งหลายอย่า ดูหมิ่นว่าการตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิดนี้ เป็นเรื่อง เล็กน้อย. มันเป็นเรื่องที่ใหญ่มากยากมาก. ถ้า

น.52 45 หากกิเลสเข้าครอบงำแล้ว จะเห็นความถูกเป็นผิด ความผิดเป็นถูก กลับกันเสมอไป ทำนองเห็นกงจักร เป็นดอกบัวฉะนั้น คนชนิดนั้นจึงต้องการ อิสระภาพ ในการที่จะไปเอากงจักรมาเป็นดอกบัว มา สรวมไว้ที่ศีรษะของตัว ให้มันพัดผันโลหิตไหล อาบตัว อยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน แล้ว ร้องตะโกนว่าเรามีอิสระ ๆ. ความมีอิสระตามความ หมายของบุคคลนั้น คือการเป็นทาสของกิเลส หรือ ของภูตผีปีศาจ อย่างถึงที่สุด. ขอให้คิดดูว่า มันเป็น สิ่งที่น่าสมเพชเวทนา น่าสงสารมากยิ่งขึ้นเพียงไร ถ้าเราเข้าใจคำว่าความสงบ ๆ นี้ ผิดไปจากความ เป็นจริง. เมื่อต้องการจะศึกษาพุทธศาสนาให้ ถูกตัวพุทธศาสนา ให้ได้รับผลของพุทธศาสนา อย่างถูกต้องแท้จริงแล้ว อาตมาขอวิงวอนว่า ท่าน ทุกคนต้องสนใจ และทำความเข้าใจในคำว่าความ

น.53 46 สงบ ๆ นี้ให้ถูกต้อง ให้เป็นความสงบที่แท้จริง ให้ เป็นความอิสระที่แท้จริง ซึ่งเป็นอุดมคติอันสูงสุดใน พระพุทธศาสนา. พุทธศาสนามีความมุ่งหมาย ชั้นสูงสุด ก็ตรงที่ความสงบหรือความเป็น อิสระ นี้. สิ่งนี้ท่านเรียกว่าความสงบก็มี เรียกว่า ความเป็นอิสระก็มี เรียกว่าความหลุดพ้นก็มี เรียก ว่านิพพานก็มี แล้วแต่จะเรียก ชื่อนั้นไม่สำคัญ และมีหลายชื่อด้วยกัน แต่ความหมายที่แท้จริง ก็ คือการเป็นอิสระหลุดพ้น หรือปราศจากสิ่งที่มา รบกวนเบียดเบียนให้เป็นความทุกข์ทรมาน ไม่มี ความทนทุกข์ทรมานแต่อย่างใดเลย. ขออย่าได้ เข้าใจว่า ความสงบนั้น อยู่ที่ได้ทำอะไร อย่างอกอย่าง ใจ แล้วยินดีร่าเริงสนุกสนานไปตามความต้องการ เสียทุกอย่างอีกต่อไปเลย. นั้นเป็นความสงบอย่าง หลอก ๆ.

น.54 47 ความสงบอย่างแท้จริง นั้น จะต้องจัดการ กับความโง่ความหลง ที่จะทำให้ ไปเป็นทาสของ กิเลส หรือของอารมณ์ที่ทำให้ตกเป็นทาสของโลก นั้นให้หมดสิ้น มันจึงจะเป็นความสงบที่แท้จริง. อาตมาอยากจะคำนวณเปรียบเทียบให้ฟังว่า คนแก่ ๆ สองคนผัวเมีย เป็นคนใช้ของใครที่บ้านใดบ้าน หนึ่ง ซึ่งเจ้าของบ้านก็มีจิตใจสูงประกอบไปด้วยความ รู้สึกผิดชอบชั่วดีหรือธรรมะ คนใช้สองคนนี้ก็ยังมี โอกาสที่จะหาความสงบได้ ด้วยการเป็นอยู่ ในฐานะที่เป็นคนใช้ ทำงานในหน้าที่ตามที่ควร จะทำ เสร็จแล้วก็ยังมีความสงบ ไม่ปรารถนา อะไรให้มากมายไปกว่านั้น. ส่วนคนที่เป็นนาย เป็น เจ้าของบ้านอันระโหฐาน เป็นเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐี เป็นนักการเมืองผู้เรื่องอำนาจอะไรก็ตามนั้น กลับ ไม่พบความสงบเลย เพราะเขามีกิเลสท่วมตัว มี ตัณหาท่วมตัว มีภาระผูกพันท่วมตัว ไม่เคยพบกับ ความสงบเลย.

น.55 48 อีกอย่างหนึ่ง เรา อย่าไปเข้าใจว่าความ สงบนี้จะต้องไปอยู่ที่นักบวช หรืออยู่ตามป่า ตามดง. มันอาจจะมีอยู่ได้แม้ในบ้านในเมือง มันอาจจะมีอยู่ได้แม้ในหมู่คนใช้ ตาแก่ ยายแก่ ที่มี จิตใจประกอบด้วยธรรมะธัมโม ในบ้านเรือนใน ตระกูลที่ประกอบไปด้วยธรรมะธัมโม อยู่กันด้วย ความสุขทั้งนายจ้างลูกจ้าง. อาตมาอยากจะพูดว่า ความสงบสุขของตาแก่ยายแก่ที่เป็นคนใช้ ในลักษณะ เช่นนี้ เป็นความสงบสุขที่ถูกต้องและมากมาย ยิ่ง กว่าของผู้ที่เป็นนักบวช เป็นเจ้าคุณ เป็นพระราชา คณะ เป็นสมเด็จเสียอีก เพราะท่านเหล่านั้นมีเรื่อง ราวมาก มีภาระมาก มีช่องทางให้เกิดกิเลสตัณหา มาก มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติมาก เกิดโลภะ โทสะ โมหะ วันหนึ่งมาก ๆ มากยิ่งกว่าคนใช้ที่เป็นตาแก่ ยายแก่ สองคนผัวเมียในครอบครัวที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือในครอบครัวนั้น ล้วนแต่เป็นสัมมาทิฏฐิกันทุก คน. เราอาจจะหาพบความสงบที่นั่น เต็มไปทั้งบ้าน

น.56 49 ทั้งเรือน และที่คนทุกคน. นั้นมันมีมูลมาจากความ มีสัมมาทิฏฐิ มีความรู้ความเข้าเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชา ของตัณหา ของกิเลส ต่าง ๆ มันจึงหาพบความสงบได้ที่นั้น แต่ไม่อาจ จะหาพบได้แม้บนตึก อันหรูหราระโหฐานของเจ้าคุณ หรือของสมเด็จพระราชาคณะ หรืออะไรท่านองนั้น. นี้เรียกว่าเราต้องมีความเข้าใจอันถูกต้อง เราจึงจะ พบความสงบได้. เราจะเห็นชัดได้ด้วยตนเองว่า ความสงบนี้ เป็นสิ่งที่น่าพึงปรารถนาอย่างยิ่ง และสำหรับ ทุกคน. ขอได้เลิกดูหมิ่นความสงบว่าเป็นของครึคระ เป็นของล้าสมัย" เป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลองสองพัน กว่าปี อย่างที่เข้าใจกันโดยมากเสียเถิด. อาตมาได้ นำเรื่องเหล่านี้มากล่าว ก็เพราะกลัวว่าการบรรยาย อบรมของเราจะเป็นหมัน จะเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า เป็นเรื่องพูดกันมากมาย เหน็ดเหนื่อยมาก แล้วไม่ ได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่เข้าถึงตัวพุทธศาสนา

น.57 50 ที่แท้จริง ฉะนั้นจึงได้พยายามชี้ให้เห็นทุกอย่างทุก ทาง ว่าตัวความสงบเป็นอย่างไร ศีลวัตรเป็นอย่างไร ที่สงัดเป็นอย่างไร เป็นต้น กันความเข้าใจเขว. การที่เข้าใจเขวนี้ เป็นเครื่องกีดขวางอย่างร้ายแรง ที่ทำให้เราไม่เข้าถึงตัวพุทธศาสนา. ฉะนั้นขอให้ นำไปพินิจพิจารณาให้ดี ให้พวกเราผู้มีความตั้งใจดี ได้รับผลตรงตามที่พุทธศาสนามุ่งหมายให้จนได้ ทีนี้ ก็มาถึงข้อที่เข้าใจได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก คือ เรื่อง สูญญตา หรือ อนัตตา หรือบทที่ตรัสว่า " สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ที่แสดงไว้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่าง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ ตัวไม่ใช่ตน หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างจากตัวตน ไม่ควร ยึดถือว่าเรา ว่าของเรา หรือไม่น่าเอาไม่น่าเป็น นั่นเอง. แต่ในที่นี้ จะพิจารณากันเฉพาะ ในข้อที่ทำให้เขว. ความเข้าใจเขาอาจจะเกิดขึ้น

น.58 51 ในข้อที่ว่า ถ้าไม่น่าเอาไม่น่าเป็น เพราะเป็นอนัตตา แล้ว จะทำงานประกอบอาชีพเพื่อให้มีชีวิตอยู่ในโลก นี้ไปทำไม หรือว่าเมื่อไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นแล้ว เราจะทำหน้าที่การงานไปทำไม หรือจะมีชีวิตอยู่ ไปทำไม ฆ่าตัวตายเสียไม่ดีกว่าหรือ จะได้เร็วเข้า ; หรืออาจสงสัยว่า เราจะทำมาหากินกันได้อย่างไร จะ เอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาประกอบการทำมาหากิน จะเอา กำลังใจที่ไหนมาขะมักเขม้นในหน้าที่การงาน. ท่าน ทั้งหลายอาจจะเคยคิดเขวใน หลัก ธรรมะข้อนี้มาแล้ว บางคน ว่าเรื่องอนัตตาหรือสูญญตานี้ จะทำให้หมด กำลังใจในการที่จะทำการงานให้ก้าวหน้า. ความ เขาในข้อนี้ มันมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เราไม่รู้ ความมุ่งหมาย เช่นเดียวกับเรื่องความสันโดษ. เพื่อ ความเข้าใจได้ง่าย อาตมาอยากจะขอย้อนไปกล่าว ถึงเรื่องที่เล็กไปกว่านั้นเสียก่อน คือเรื่องการระลึก ถึงความตาย. ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผู้เข้าใจผิดอยู่มาก เหมือนกัน.

น.59 52 หลักพุทธศาสนามีอยู่ข้อหนึ่ง ที่สอน ให้นึกถึงควานตาย ว่าคนเราต้องตายแน่ ตาย ทุกคน. ที่นี้คนบางคนก็เกิดความเข้าใจผิดว่า ถ้า ต้องตายแน่ละก็. จะไปทำงานทำไม รอ ๆ ไปไม่ กี่วันมันก็ตาย แล้วก็มีมืออ่อนตีนอ่อน คือไม่อยาก ทำงาน มีอาการเป็นอย่างนั้นไป นี่ก็เพราะเข้าใจ คำสอนเรื่องให้ระลึกความตายนั้นผิด. ที่แท้ท่าน สอนให้ขะมักเขม้นว่า คนเราเกิดมา ต้องฟัน ฝ่าให้ลุถึงจุดหมายปลายทางของความเป็น มนุษย์ให้ได้ ความตายมันมีอยู่ต่อหน้าเรา มัน อาจจะมีมาถึงเมื่อไรก็ได้ ฉะนั้นในการที่จะไม่ให้ เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เราจะต้องรีบทำหน้าที่ ที่จะต้องทำ ให้เสร็จเสียก่อนที่ความตายจะมาถึง ถ้าเราไม่ระลึกถึงความตาย ก็มัวประมาทและผลัดวัน ประกันพรุ่ง. เมื่อผลัดวันประกันพรุ่ง ก็ไม่ได้ทำ เรื่อยไป เลยไม่ได้ลุถึงจุดหมายปลายทางที่เราควร จะได้จะถึง. แม้ในเรื่องโลก ๆ เช่นเรามุ่งหมาย

น.60 53 ไว้ว่า เกิดมาในชีวิตนี้เป็นฆราวาส จะเรียนให้ถึง ขีดนั้น และจะประกอบหน้าที่การงานให้ประเทศชาติ ของเราให้ถึงขีดนั้น แล้วจะเป็นอยู่อย่างนั้น ๆ. ถ้า เราระลึกถึงความตาย ก็หมายความว่าระลึกเพื่อให้ เรารีบทำการเรียน หรือรีบประกอบหน้าที่การงาน ให้ถึงจุดนั้น. นี่ เป็นความมุ่งหมายของคำสอน ในพระพุทธศาสนา. แต่ถ้าเป็นเรื่องทางฝ่ายศาสนา แท้ ๆ ก็คือให้รีบปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา หรือ เจริญวิปัสสนาก็ตาม ให้ได้รับผลเสียโดยเร็ว. คำ สอนในกรณีอันเกี่ยวกับความตายเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ ให้นอนงอมืองอตีน รอความตาย ด้วยความเข้าใจ เขวเช่นที่กล่าวมาแล้วเป็นตัวอย่าง. ความเข้าใจเขว ในข้อนี้ มีลักษณะฉันใด ความเข้าใจเขวในเรื่อง สูญญตาหรืออนัตตา ก็อย่างนั้น. อย่าได้เข้าใจเขว ไปว่า เมื่อสิ่งทั้งหลายว่างเปล่า ไม่ควรยึดถือว่าเรา ว่าของเรา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นแล้ว เราก็ไม่ต้อง ทำอะไร ปล่อยเฉย ๆ ดังนี้.

น.61 54 ความจริงมีอยู่ว่า คนเราทุกคนในโลกนี้ เกิดมาในท่ามกลางสิ่งซึ่งไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น แต่แล้วหัวใจของเราก็ทนไม่ได้ ได้เข้าไปเอา เข้า ไปเป็น เข้าไปเป็นทาสมัน ฉะนั้นหน้าที่ โดยตรง ของเราก็คือรีบทำ คือรีบเรียนหรือรีบปฏิบัติ เพื่อ ให้มีจิตใจเปลี่ยนรูปไปอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ซึ่ง แม้จะต้องตกอยู่ในท่ามกลางสิ่งทั้งหลาย ที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นนี้ ก็อยู่ได้โดยปรกติสุข คือไม่ตกเป็น ทาสของสิ่งเหล่านี้ ซึ่งที่แท้ ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น แต่ เราเข้าใจว่าน่าเอาน่าเป็น แล้วสมัครเข้าไปเป็นทาส ของมัน. เรามีตัณหาต่าง ๆ นานา และได้รับความ ทุกข์อยู่ทุก ๆ ชนิด ในชีวิตประจำวัน ก็เพราะเราไม่ เคยนึกถึงเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อปฏิบัติเอา ชนะความทุกข์ประจำวันเหล่านี้. ที่นี้ ถ้าเรารู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น ขืนไป ยึดถือจะเอาจะเป็นให้ได้ตามที่เราต้องการแล้ว มัน จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา เราก็จะมีสติปัญญาชนิดที่

น.62 55 ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับมันได้ ในลักษณะที่ถูกต้อง ที่สุด ไม่ให้เป็นอันตรายที่สุด. อุปมาในเรื่องนี้ ท่านเปรียบเหมือนงูที่มี พิษร้ายกาจ แต่เราก็มีความจำเป็น หรือมีธุระหน้าที่ การงาน ที่จะต้องไปจับเอางูนั้นมาใช้ประโยชน์ ใน การประกอบการงานของเรา หรือว่าเราต้องอยู่ใน ท่ามกลางระหว่างงูเหล่านี้ เราจะอยู่ได้อย่างไร หรือ เราจะไปจับมันมาได้อย่างไร ? เราจะต้องมีอุบาย ที่ฉลาด มีความรู้ที่เพียงพอ แล้วไปจับมันมา ได้ ทำให้มันอยู่ในอำนาจของเราได้ ด้วยความรู้ ที่เพียงพอ มันเลยไม่เป็นพิษ ไม่เป็นอันตรายแก่เรา เราใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้ตามความต้องการของ เรา เป็นเครื่องรับใช้เรา เป็นบ่าวเป็นทาสเรา แทนที่เราจะไปเป็นทาสมัน. โลกนี้ก็เป็นอย่างเดียว กัน ถ้าเรามีความรู้เรื่องอนัตตา หรือเรื่องสูญญตา ถูกต้องเพียงพอบริสุทธิ์บริบูรณ์เพียงพอแล้ว เรา สามารถ จะ ทำ ให้ โลก อัน เต็ม ไป ด้วย อัน ตราย

น.63 56 และความยุ่งยากนี้ทั้งโลก ให้มาอยู่ในฝ่ามือ หรือในกำมือของเราได้ เป็นเครื่องอำนวย ความสะดวกสบายให้แก่เรารับใช้เรา ฉะนั้น มันเป็น เรื่องที่จำเป็น หรือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่เรา จะต้องมีความรู้เรื่องนี้ ในลักษณะที่เราจะไม่ไป อยู่ภายใต้ โลก ให้โลกทั้งโลกทั้งหมดทั้งสิ้นมันมา ทับเรา บีบเรา ขยี้เรา เพราะขึ้นชื่อว่าโลก หรือ สิ่งต่าง ๆ ที่รวมเรียกกันเข้าว่าโลกนี้ มันคือสิ่งซึ่งเป็น มายา ประกอบกันเข้าเป็นภาวะอย่างนั้นอย่างนี้ ล้วนแต่เป็นอนัตตาหรือสูญญตา ล้วนแต่มีความไม่น่า ปรารถนา ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น และเหมือนกับ งูพิษที่กล่าวแล้ว. ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันใน ลักษณะที่ผิดทาง มันจะกัดเอา มันจะตบหน้าเอา หรือถ้ากล่าวตรง ๆ ก็คือมันจะท่วมทับเอา. แต่ถ้า เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันในลักษณะที่ถูกต้องแล้ว มัน จะสำเร็จประโยชน์ คือไม่ถูกมันกัด ไม่ถูกมันขบ ไม่ถูกมันตบหน้า ไม่ถูกมันท่วมทับ มันจะกลาย

น.64 57 เป็นของเล็ก ๆ ที่มาอยู่ในกำมือเรา. นี่คือ ผลหรือ อานิสงส์ อันแท้จริงของความรู้เรื่องอนัตตา หรือสูญญตา. สรุปความว่า ความรู้เรื่องสูญญา หรือ อนัตตานั้น มีใจความสำคัญเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแต่เป็นมายาหลอกลวง แล้ว ก็จะเผาผลาญคนโง่ที่เข้าไปยึดถือเอาเป็นจริงเป็นจังว่า เป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ให้เร่าร้อนระส่ำระสาย อยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน มีลักษณะเป็น ปีศาจที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรก ไม่ใช่เป็นมนุษย์ แม้แต่ธรรมดา. แม้ว่าจะมีร่างกายหน้าตาอย่าง มนุษย์ แต่มีจิตใจหรือภาวะแห่งจิตใจอันเร่าร้อนใน ภายในเหมือนกับสัตว์นรก เพราะขาดความรู้เรื่อง สูญญตา หรือ อนัตตา. ฉะนั้นถ้า ผู้ใดมีความรู้ เรื่องสูญญตา หรือ อนัตตา เป็นหลักประจำ ใจอยู่ นั่นแหละคือมีความรู้ที่เป็นตัวพุทธ

น.65 58 ศาสนาแท้ ทั้งดุ้นทั้งชิ้นทั้งอัน เป็นสรณะที่พึ่งอยู่ ในจิตใจ เป็นเครื่องคุ้มครองไม่ให้ความทุกข์ทุกชนิด มาเบียดเบียนบีฑาได้ เป็น เครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สุด เป็น เครื่องรางที่แท้จริง ไม่ใช่เครื่องราง อย่างหลอก ๆ อย่างพระเครื่องอย่างตะกรุดพิสมรเป็น ต้น ซึ่งเป็นของสำหรับคนที่ยังโง่อยู่ต่ำอยู่. เครื่อง รางที่แท้จริง คือ ความรู้เรื่องสูญญตา หรือ เรื่องอนัตตา ที่จะเป็นการป้องกันไม่ให้คนเราถูก เบียดเบียนด้วยความทุกข์ทุกชนิดนานาประการ ขอให้ท่านทั้งหลายเลิกความเข้าใจเขว ใน เรื่องความตาย หรือเรื่องสูญญตา เรื่องอนัตตา นี้ กันเสียโดยเด็ดขาด. มันเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด ที่ ทุกคนจะต้องมี ความรู้ ความเข้าใจ ตามมาก ตามน้อย แล้วให้ก้าวหน้าไปตามลำดับ ๆ จนกระทั่งถึงที่สุด ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายไว้. เมื่อนั้นแหละจะ ได้ชื่อว่า ท่านมีพุทธศาสนา เข้าถึงพุทธศาสนา ได้ รับผลของพุทธศาสนาเต็มที่อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์. มัน

น.66 59 ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนที่จะต้องไปอยู่ในป่าในดง หรือ เป็นบรรพชิต เป็นนักบวช แต่เป็น เรื่องของ คนทุกคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ในโลก เพราะว่า ถ้าคนใดมีชีวิต คนนั้นก็มีจิตใจที่รู้สึกคิดนึกได้ เจ็บ ปวดได้ หัวเราะได้ ร้องไห้ได้ หรืออะไรทำนอง นั้น ; มันจึงเป็น เรื่องของคนทุกคนที่มีชีวิต ที่เขาจะต้องเอาความรู้ข้อนี้ของพระพุทธเจ้า ไปใช้สำหรับบำบัดอาการขึ้น ๆ ลง ๆ แห่ง ความทุกข์ในชีวิตของเขา, ฉะนั้น จึงถือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด สำหรับสิ่งที่มีชีวิต. ขอ ให้ท่านจำประโยคนี้ไว้ก็แล้วกัน ว่ามันเป็น เรื่องที่ จำเป็นที่สุดสำหรับสิ่งที่มีชีวิต. เราจะได้มีความ เข้าใจถูกหรือสัมมาทิฏฐินี้ ไปตั้งแต่ต้น ว่าเรื่อง สูญญตา หรืออนัตตา ซึ่งเป็นใจความอันแท้จริงของ พุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน และ หยุดความเข้าใจเขวกันเสียที.

น.67 60 บัดนี้เวลาก็สิ้นสุดลงแล้ว แต่หัวข้อที่พวกเรา กำลังเข้าใจเขวยังไม่หมด. อาตมาต้องขอโอกาส ไว้บรรยายต่อในวันหลัง ในเรื่องที่จะเข้าใจเขวนี้ อีกสักวาระหนึ่ง. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะ หมดเวลาลงเท่านี้ก่อน.

น.68 พุทธทาส ภิกขุ บรรยายอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา ๏ ๏ มิถุนายน ๒ ๕ ๐ ๑ เรื่อง สิ่งที่อาจ เข้าใจเขว (ต่อ)

น.69 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย วันนี้อาตมาจะได้บรรยายต่อเรื่อง แง่ที่อาจจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจเขว เกี่ยวกับ หลักพระพุทธศาสนา ต่อจากเมื่อวานนี้. เรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้นมีอยู่ว่า หลัก พุทธศาสนา โดยเฉพาะของพระพุทธโคตมะ นั้น มีใจความสั้น ๆ สรุปไว้ในประโยคว่า " สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น " แต่เนื่องจาก เรามีความยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นปรกติ หรือกล่าวได้

น.70 64 ว่าเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทั้งหลายทีเดียว แม้แต่ สัตว์ที่ไม่ใช่มนุษย์ ก็กล่าวได้ว่ามีความยึดมั่นถือมั่น อยู่เป็นปรกตินิสัยทั้งนั้น และโดยเฉพาะก็คือยึดมั่น ตัวเองว่า " ตน " และยึดมั่นสิ่งต่าง ๆ ที่เนื่องกัน กับตนนั้น ว่า "ของ ๆ ตน" ซึ่งเราเรียกว่าความ ยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้น คำสอนที่ถูกตรงกับปรกตินิสัย ของสัตว์ จึงได้แก่คำสอนที่ให้ยึดมั่นถือมั่น คือให้ รักตัวของตัว รักของของตัว และยึดมั่นในสิ่งเหล่า นั้น. ส่วนพุทธศาสนากลับไปมีหลักตรงกันข้าม คือ กลายเป็นสอนไม่ให้ยึดมั่น ; ทีนี้ เชื้อของความ ยึดมั่นของคนเรา ยังคงมีอยู่ ก็เลยคิดแบ่งแยกเอา เองว่า บางอย่างสอนให้ยึดมั่น บางอย่างเท่านั้นที่ ไม่ควรยึดมั่น. ความที่อยากจะยึดมั่นนั่นแหละ ทำ ให้คิดนึกหาสิ่งที่ควรยึดมันอยู่เรื่อย จนเข้าใจหรือฟัง ประโยคที่ว่า "ให้ปล่อยวางให้หมด" นั้นไม่ถูก คือฟังไม่ออก ถึงกับถามขึ้นว่า "ปล่อยหมดปล่อย วางหมดแล้ว จะให้ถืออะไร" ยังคงถามอย่างนี้อยู่

น.71 65 เรื่อย เพราะไม่สามารถจะเข้าใจว่าจะต้องปล่อยวาง โดยสิ้นเชิง. นี่เอง เป็นมูลเหตุที่ให้เกิดความเข้าใจ เขว ในการที่จะยึดเอาสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุด หรือสิ่ง สุดท้ายนั้น ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน ดังที่ ได้อธิบายแล้วเมื่อวานนี้ ว่าแม้ในหมู่พุทธบริษัท ก็ยัง มีจับพลัดจับผลู จนเกิดมีหลักว่าให้แสวงหาตัวตนที่ แท้จริงขึ้นมาอีก ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากตั้งแต่แรกเริ่ม เดิมที คนไทยเรามีครูบาอาจารย์เป็นพราหมณ์ มาตั้งแต่ก่อนได้รับพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุให้ มีอาจารย์บางพวกสอนให้ยึดนิพพานเป็นตัวตน ซึ่ง ความข้อนี้ ขัดกันอย่างยิ่งกับหลักพระพุทธภาษิตที่ว่า ไม่ให้ยึดถือแม้พระนิพพาน ว่าเป็นตัวเป็นตนของ นิพพาน หรือว่านิพพานเป็นตัวเป็นตนของเรา. นี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า แม้แต่พระนิพพานซึ่งเป็นสิ่งที่ บริสุทธิ์ หรือถึงที่สุด ก็ยังไม่ให้ยึดเป็นตัวตน หรือ เป็นของของตน ซึ่งเป็นอันกล่าวได้เป็นหลักว่า พุทธศาสนา ไม่มีการ ยึดมั่นว่า ตัวตน หรือของตนโดย

น.72 66 ประการทั้งปวง คือตั้งแต่ต้นจนตลอด. ถ้าเข้าใจ ข้อนี้ผิด เกิดความเขวขึ้นมา ก็จะเป็นการตู่พระ- พุทธเจ้า คือไปกล่าวว่าพระพุทธเจ้าท่านได้สอนอย่าง นั้นสอนอย่างนี้ ในสิ่งที่ท่านไม่ได้สอน นี้เป็นข้อแรก ที่ได้ชี้ให้เห็น ข้อต่อมาคือเรื่อง ความสันโดษ : คนเขา เข้าใจกันไปเสียว่า ถ้าสันโดษเสียแล้วก็ไม่ก้าวหน้า ผิดกับความมุ่งหมายของโลกในสมัยปัจจุบัน ซึ่งต้อง การความก้าวหน้า แต่ที่แท้สันโดษนั้น เป็นเรื่องที่ ทำให้เกิดกำลังใจในการที่จะก้าวหน้าต่อไป ขอให้ ถือเอาใจความสั้น ๆ ไว้อย่างนั้น คือได้มาเท่าไร สันโดษก็จะยิ่งทำให้เกิดกำลังใจ เคารพนับถือตัวเอง เป็นกำลังสำหรับก้าวหน้าต่อไปโดยเร็ว นี้คือความ มุ่งหมายของคำว่าสันโดษ และเมื่อไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น ย่อมเกิดความสันโดษขึ้นได้อย่างแท้จริง และโดยอัตโนมัติ เป็นความสงบสุข.

น.73 67 อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่อง ความสงัด หรือ สถานที่อันสงัด ซึ่งคนมักจะกลัว และไม่เข้าใจว่า เป็นที่หรือเป็นสิ่งที่คนทุกคนควรจะเข้าอยู่เป็นประจำ วัน เพื่อว่าในขณะนั้นเราจะได้เป็นอิสระแก่ตัวเราเอง จริง ๆ : จิตใจเป็นอิสระจากอิทธิพลของสังคม, รู้สึกผิดชอบชั่วดี รู้จักสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะที่ถูก ต้องอย่างเป็นอิสระ. แล้วเราก็จะออกมาสู่สังคมใน ลักษณะที่เป็นอิสระ ไม่ให้สังคมครอบงำเรา คือ ไม่ให้อิทธิพลของสังคมครอบงำเราไป ในทางที่ผิด ได้ : เรื่องถัดไปก็คือเรื่อง ศีลและวัตรต่าง ๆ เป็นสิ่งที่จำเป็น คือเป็นอุปกรณ์ในการที่จะ ทอนกำลังของกิเลสให้เบาบางลงเรื่อย ๆ เป็นการ เพิ่มความเข้มแข็งให้แก่จิตใจ ฉะนั้นเราไม่ควรดูถูก ดูหมิ่นศีลและวัตรต่าง ๆ : และเรื่องต่อไป ได้ บอกให้ทราบถึง ความสงบ ว่าที่แท้เป็นสิ่งที่ทุกคน ควรจะได้ ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้อยู่ป่าอยู่ดง หรือ บรรพชิต. ความสงบต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้

น.74 68 และควรปรารถนาแม้ฆราวาส, ถ้าเราไม่มีความสงบ เสียเลย เราจะต้องตายกันนานแล้ว นี้เผอิญมันมี อะไรที่เป็นโชคดีที่มีความสงบอยู่บ้างตามสมควร จึง ไม่ถูกตบ ถูกเตะ ถูกต่อยด้วยสิ่งแวดล้อม ไปเสีย ตะพึด เรายังมีความเป็นอิสระแก่ตัวบ้างในบางครั้งบางคราว เรียกว่าทำ ให้เราทรงตัว ได้ สำหรับคิดนึก ศึกษา หรือ ปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ต่อไป เป็นความก้าวหน้าขึ้นไป ตามลำดับ. เรื่องถัดไปก็คือเรื่อง หลักสูญญตา๑ และ หลักอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่น่าเอาไม่น่า เป็น. อาตมาได้ชี้ให้เห็นว่า หลักเหล่านี้คนเขากลัว กันมาก โดยเข้าใจว่าเป็นเรื่องของคนที่จะไปนิพพาน ๑. ขอให้ผู้อ่านทราบไว้ด้วยว่า คำว่าสุญญตา ในรูปบาลีเช่นนี้ หมายถึงหลักสูญญตา ชนิดที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ฝ่ายเถรวาท. ถ้าในที่ใดเขียนเป็น ‘ศูนย์ตา’ ขอให้เข้าใจว่า เป็นการกล่าวตามหลักฝ่ายมหายาน ซึ่งมีอะไรบางอย่าง เหลื่อมล้ำกันอยู่มาก.

น.75 69 หรือไปนอกโลก ไม่ใช่เรื่องของคนที่จะต่อสู้กับสิ่ง ต่าง ๆ ในโลก. แต่ว่าโดยที่แท้แล้ว เรื่องนี้พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสไว้สำหรับฆราวาสทุกคน แม้ที่ยัง ครองเรือน ดังที่ได้ยกหลักฐานในพระบาลีมากล่าว ให้ฟังแล้ว. คนเข้าใจผิดกันเป็นอันมาก จนถึงกับไม่ สนใจ เลยไม่ได้เครื่องมือ หรือไม่ได้ "เครื่องราง" ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด โดยเฉพาะคือสูญญตา ในการที่ จะนำมาเป็นเครื่องต่อสู้และป้องกันอันตราย ที่จะ ทำลายดวงวิญญาณของเขาให้แหลกลาญ. ความ เป็นผู้เสียหายที่เรียกว่าเสียผู้เสียคน หรือความแหลก วินาศไปนั้น มีมูลมาจากความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ : มีความยึดมั่นถือมั่น มากเกินไป ในลักษณะที่โง่เขลา ไม่รู้จักความจริงหรือสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง เขา จึงทำผิด และผิดยิ่งขึ้น ๆ จนถึงกับวินาศหรือแหลก ลาญ. นั้นคือผลที่เขายึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงมาก เกินไป. ว่าโดยที่แท้แล้ว เรื่องอนัตตา หรือสูญญตา นี้ เป็นเรื่องให้เกิดอำนาจ เกิดกำลัง สำหรับจะ

น.76 70 ต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ ในการเป็นอยู่ ในชีวิตประจำวัน ของคนทุกคน แต่เราเข้าใจผิดเห็นเป็นเรื่องของพระ อยู่ป่าไปเสียหมด เช่นเดียวกับเรื่อง ความตาย มัก จะเข้าใจผิดกันว่า ถ้านึกถึงความตายแล้ว ก็ไม่ต้อง ทำอะไร แทนที่จะนึกว่านึกถึงความตายนั้น หมายถึง ให้รีบทำเสียให้สำเร็จลุล่วงในหน้าที่ที่จะต้องทำก่อน ที่ความตายจะมาถึง เหล่านี้เรียกว่าเป็นความเข้าใจ ผิดหรือเขว ในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น ดังที่ได้อธิบายให้ฟังแล้วในวันก่อน. ทีนี้ยังมีสิ่งที่ เข้าใจเขวหรือเข้าใจผิดต่อไปอีกตามลำดับ ซึ่งจะได้ วิสัชนาหรือพิจารณากันต่อไปในวันนี้. เรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้ เรื่องแรกก็คือ เรื่อง กรรม เรื่องกรรมนี้ มักจะเข้าใจผิดกันอยู่เป็น ๒ สถาน : สถานแรกก็คือ หลักที่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว. นี้เข้าใจผิดเพราะไปยึดเอาผลที่เป็น วัตถุ เป็นเงินเป็นทองที่พลอยได้มานั้น ว่าเป็นสิ่งที่

น.77 71 1 เป็นหลักสำหรับจะตัดสินว่าดีหรือชั่ว, ไม่เอาตัวความดี ความจริง หรือความถูกต้อง ที่เป็นตัวการกระทำ มาเป็นหลักสำหรับตัดสิน, ไพล่ ไปเอาตัววัตถุที่เป็น เหยื่อของกิเลส ที่พลอยได้มาในการทำกรรมอย่างใด อย่างหนึ่งนั้น มาเป็นหลักตัดสิน, ถ้าอย่างนี้ มันก็ ผิดหมด. ที่แท้นั้น เมื่อสิ่งใดได้บัญญัติว่าดี ไปทำ เข้ามันก็ต้องดี สิ่งใดได้บัญญัติว่าชั่ว ไปทำเข้า มันก็ต้องชั่ว. ทีนี้ ผลพลอยได้มาเป็นเงินเป็น ทอง หรือเป็นชื่อเสียงนั้น มันต้องพลอยดีพลอยชั่ว ไปด้วย ตามการกระทำ ฉะนั้นจึงเกิดเป็นผลพลอย ได้ที่ดีหรือชั่วขึ้นมา เช่นเงินหรือชื่อเสียงที่ได้มาจาก การทำชั่ว มันก็เป็นเงินชั่ว ชื่อเสียงชั่ว ; ขืนเอาไว้ มันก็ทำให้เราเลวลงไปกว่าเดิมหนักถึงที่สุดจนแหลก- ลาญไปหมด. ถ้าเป็นผลที่พลอยได้ที่มาจากการทำดี มันก็มาชุบย้อมนิสัยใจคอของเรา ให้ดียิ่งขึ้นเป็นคนดี ยิ่งขึ้น มีแต่ทางที่จะทำถูกยิ่งขึ้น จนมีความเจริญ ถึงที่สุด นี้สถานหนึ่ง.

น.78 72 อีกสถานหนึ่ง ก็คือเข้าใจผิดว่าพุทธ- ศาสนามีสอนเรื่องกรรมเพียงเท่านี้ หรือว่าหลัก พระพุทธศาสนามีสอนอย่างนี้ แล้วในศาสนาอื่นไม่มี นี้เข้าใจผิด. พึงเข้าใจว่าลัทธิศาสนาต่าง ๆ ที่มีอยู่ ก่อนพระพุทธเจ้า ก็มีสอนเรื่องกรรมในหัวข้อที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว. สอนเพียงเท่านี้เขามีสอนกัน อยู่ก่อน อย่าผูกขาดว่าเป็นของพุทธศาสนาโดย เฉพาะ. แต่ว่าเรื่องกรรมของพระพุทธเจ้าของพุทธ- บริษัทเรา หรือในพระพุทธศาสนาเรานี้ ยังมีสอน ต่อไปอีก คือการกระทำกรรมที่สาม. อาตมาใช้ คำว่า ‘กรรมที่สาม’ คือกรรมที่ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่เป็น บุญเป็นบาป ไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดจบของกรรม ดีกรรมชั่ว ของบุญบาป หรือกรรมดำกรรมขาว, นี่คือกรรมที่สาม. กรรมที่หนึ่ง คือกรรมชั่วหรือ กรรมบาป : กรรมที่สอง คือกรรมดีหรือบุญ: ส่วน กรรมที่สาม นั้น คือกรรมที่ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่บุญไม่บาป ไม่ดำไม่ขาว แต่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรม ๒ ประเภท

น.79 73 ข้างต้น : ฉะนั้น มันจึงได้แก่การทำให้อยู่เหนือ กรรมดีกรรมชั่ว อยู่เหนือบุญเหนือบาป เหนือ กรรมดำกรรมขาวนั่นเอง. นี่คือหลักกรรมของพุทธ- ศาสนาที่แท้จริงและสมบูรณ์ คือต้องเห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ในลักษณะที่ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง ระงับกิเลสตัณหา หรือตัดกิเลส ตัณหาไป ได้ หมด สิ้น ทีนี้ทำอะไรลงไป ไม่เป็นดี ไม่เป็นชั่ว ไม่เป็นบุญ ไม่ เป็นบาป ไม่เป็นกรรมดำกรรมขาว,จึงได้แก่กรรมหรือ การกระทำที่จะทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์ คือของผู้ ที่เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงและ ไม่ปรารถนาสิ่งใดหมด. การกระทำของท่านไม่อาจ จะจัดเป็นกรรมดีกรรมชั่ว เพราะท่านไม่อยากอะไร ไม่ประสงค์อะไร ไม่ประสงค์ดี ไม่ประสงค์ชั่ว, อยู่ เหนือความอยาก. เหนือความต้องการ นี่แหละ ยังมีกรรมอีกชนิดหนึ่ง อย่างนี้. ถ้าใครทำได้อย่างนี้ เรียกว่าบุคคลนั้นอยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่ว ไม่มีสุข

น.80 74 ไม่มีทุกข์อีกต่อไป เป็นกรรมที่สมมติ เรียกว่า เป็นกรรมประเภทที่สาม. คำสอนในเรื่องกรรม ประเภทที่สามในลักษณะเช่นนี้ มีแต่ในพระพุทธ- ศาสนาเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะอวดเรื่องกรรมใน พระพุทธศาสนากันแล้ว ก็จะต้องอธิบายกันถึงเรื่องนี้ คือกรรมที่ทำไปด้วยปัญญาบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ใช่ทำ ไปด้วยกิเลสและตัณหา. การทำชั่วก็ทำด้วยกิเลส ตัณหา นั้นไม่ต้องสงสัย: แม้ทำดี ก็ทำด้วยกิเลส ตัณหาอย่างละเอียด คือตัณหาในการอยากดี. แม้ จะเป็นสติปัญญาบ้าง ก็เป็นสติปัญญาที่เจืออยู่ด้วย กิเลสตัณหา มันจึงอยากทำดียึดมั่นถือมั่นว่านั่นดีนี่ดี แล้วก็อยากได้อยากมีอยากเป็น จึงทำลงไป. การ กระทำดีนั้น ให้กระทำดีอย่างไร ๆ ก็ยังต้องทำด้วย กิเลสตัณหาชั้นละเอียด. ที่นี้สำหรับกรรมประเภท ที่สามนั้น เว้นจากกิเลสตัณหาโดยสิ้นเชิง หรือเป็น การกระทำเพื่อการทำลายกิเลสตัณหาเสียให้หมด

น.81 75 ถ้าหากว่าจะพิจารณาถึง กรรมหรือการ กระทำของบุคคลที่ยังเป็นบุคคลธรรมดาๆอยู่ เป็นกรรมที่ทำด้วยไม่เจือด้วยกิเลสตัณหา ก็ มีแต่กรรมที่ทำไปด้วยความรู้สึกที่ ไม่เจตนา และ กลายเป็นกรรมที่ ไม่มีผลหรือไร้ผล ไปเสียสำหรับผู้นั้น กรรมที่ทำไปด้วยความรู้ สึกที่ไม่เจตนาจะทำนี้ เราไม่ ถือว่าเป็นกรรม. กรรมที่ไม่ได้อยากจะทำ คือความ พลั้งพลาดหรือความไม่เจตนาจะทำแต่มันมีการกระทำ ขึ้น เช่นเผลอทำของพลัดตกลงมาถูกคนข้างล่าง ตายอย่างนี้เป็นต้น กรรมอย่างนี้ ไม่มีเจตนาก็จริง แต่ว่ายังเป็นความสะเพร่าของคนที่ยังมีกิเลสตัณหา. เราจะไปถือว่าเหมือนกันกับกรรมที่สาม หรือกรรม ของพระอรหันต์ไม่ได้ เพราะมิใช่เป็นการกระทำเพื่อ ให้หมดกิเลสตัณหา : และพระอรหันต์ก็กระทำสิ่ง ต่าง ๆ ด้วยปัญญาและเมตตาล้วน ไม่มีกิเลสตัณหา เป็นเรื่องกระทำ การกระทำของท่านถูกเรียกเป็น กิริยาไป ไม่เรียกว่ากรรม แต่นั่นคือสิ่งที่เราเรียกใน

น.82 76 ที่นี้ว่ากรรมที่ไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำ กรรมขาว อย่างแท้จริง. เราควรจะมีความรู้เรื่อง กรรมในพระพุทธศาสนาของเรา ให้ถูกต้องทั้งสอง สถานอย่างนี้ อย่าให้เขวได้ คืออย่างแรกหรือสถาน ต่ำก็คือทำดีดี ทำชั่วชั่ว นี้อย่างหนึ่งเป็นของจริงและ เด็ดขาด : สถานที่สองเป็นเรื่องสูงขึ้นมา คือให้รู้ว่า ยังมีกรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรม ทั้งปวง ถ้าเราลุถึงแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้กรรมดี กรรมชั่วที่ทำแล้วแต่หนหลังนั้น หมดอิทธิพลสูญสิ้น ไปโดยปริยาย เพราะอำนาจของกรรมที่สาม นั้น คือความดับทุกข์หรือการบรรลุถึงนิพพาน เป็นกรรม ที่สามเพราะมีความหมายอย่างนั้น และนี่มีแต่ใน พุทธศาสนา. ส่วนคำสอนเรื่องกรรมดีกรรมชั่วนั้น มีทั่วไปทุกศาสนาก็ว่าได้: แม้จะมีบางศาสนาไม่สอน อย่างนั้น ก็เป็นส่วนเล็กน้อย. ถ้าใครเข้าใจผิดใน เรื่องนี้แล้วจะหลงผิด เป็นเอาได้เข้าว่า ก็เลยไม่ถือ หลักที่ว่า ทำดีดี ทำชั่วชั่ว แต่ไปถือหลัก "เอาได้

น.83 77 เข้าว่า" คือถ้าได้แล้วเป็นดี อันไหนทำให้ได้สิ่งที่ เราต้องการแล้ว อันนั้นเป็นกรรมดี ไปหมด ดังที่ ปรากฏเป็นปัญหายุ่งยากลำบากอยู่ ในประเทศเรา ใน สมัยนี้ หรืออาจจะถึงกับแผ่กระจายทั่วโลกอยู่แล้ว ก็ ได้. เราจะเห็นได้ว่า โลกเสื่อมทรามในแง่ ของศีลธรรมมากขึ้นทุกที ก็เพราะเหตุที่คนถือ หลักผิดในเรื่องกรรมยิ่งขึ้นทุกที ชนชาติที่เคยถือกันว่า เป็นตัวอย่างแห่งความมีศีลธรรมดี เป็นตัวอย่างที่ดี ก็มากลายเป็นตัวอย่างที่เลวยิ่งขึ้นทุกที ก็ไม่ใช่เพราะ อะไรอื่น นอกจากเพราะยึดถือหลักเรื่องกรรมนี้ไว้ไม่ ได้ หรือเข้าใจผิด เข้าใจเขว ในเรื่องกรรม. โดย เฉพาะเด็ก ๆ หรือคนหนุ่มสาวที่เพิ่งจะเกิดขึ้นหรือจะ ดำเนินชีวิตในรอบใหม่ๆ ยุคหลังๆนี้ เมื่อได้รับการ อบรมสั่งสอนผิดในเรื่องนี้แล้วก็เป็นอันตราย แก่เขาอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าจับเขาใส่นรกเสียอีก เพราะว่าเป็นการทำให้เขาแหลกลาญตั้งแต่บัดนี้ ตั้ง

น.84 178 แต่เดี๋ยวนี้ ฉะนั้นเราน่าจะนึกถึงข้อนี้กันให้มาก. อนึ่ง ในฐานะที่ว่าเราก็เป็นหน่วยหนึ่งของคน ใน โลกหรือ มนุษย์ในโลก และเป็นหน่วยหนึ่งของพุทธบริษัท ควรจะช่วยกันเผยแพร่ลัทธิคำสอนเรื่องกรรมนี้ ให้ถูก ต้อง เพื่อเป็นที่พึ่งแก่พวกเราทุกคนในโลก ซึ่งรวม เราอยู่ด้วยคนหนึ่ง. ถ้าผิดจากนี้แล้ว เราก็จะหวังได้ แต่ในทางที่จะเห็นความพินาศ อันเกิดมาจากความ เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่นกันอย่างไม่มีขอบเขต ทั้ง ทางตรงและทางอ้อม และอยู่กันด้วยความทนทุกข์ ทรมาน เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นกันในอนาคตอัน ใกล้ ซึ่งบางทีเราทุกคนจะได้ทันเห็นด้วยซ้ำไป. นี้เป็นแง่ทุกแง่ ที่มีความเข้าใจผิด หรือเข้า- ใจเขากันในเรื่องกรรม. ทีนี้ เรื่องต่อไปนี้ก็คือ เรื่อง วิปัสสนา. คำว่า วิปัสสนา ต้องหมายถึงการกระทำที่ทำให้เกิด ความเห็นแจ้งว่าอะไรเป็นอะไรตามที่เป็นจริง

น.85 79 ในสิ่งทั้งปวง จนกระทั่งเราปฏิบัติถูกต่อสิ่ง ทั้งปวง. อาตมาให้คำจำกัดความของคำว่าวิปัสสนา ไว้ดังนี้ว่าต้องเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเห็นแจ้ง ตามที่เป็นจริง ในสิ่งทั้งปวงจนเราประพฤติปฏิบัติ ไม่ ผิดในสิ่งทั้งปวง จนไม่เกิดทุกข์เกิดโทษอะไรขึ้นมานี้ เรียกว่าวิปัสสนา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนา จึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกไปจากการกระทำให้เกิดสติ ปัญญาเห็นแจ้งถึงขั้นที่จะเห็นความจริงว่าสิ่งทั้งปวงไม่ ควรยึดมั่นถือมั่น อีกนั้นเอง. ข้อที่ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ ควรยึดมั่นถือมั่นนั้น ก็คือหลักพระพุทธศาสนาหรือ ตัวแท้ตัวจริงของพระพุทธศาสนา ดังที่ได้กล่าวมา แล้วในการบรรยายคราวก่อน ๆ ฉะนั้นตัววิปัสสนา ก็คือ ตัวการกระทำให้เกิดความเห็นแจ้งในตัวแท้ ของพุทธศาสนาที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่ายึดมั่นถือมั่น น่าเอาน่าเป็น" นั่นเอง นี่คือตัววิปัสสนา. แต่ทีนี้ จะเนื่องจากเหตุอะไรก็สุดแท้ หรือ ส่วนใหญ่มันเนื่องมาจาก ความขาดตอนของการ

น.86 80 กระทำที่ถูกต้องในเรื่องวิปัสสนา คราวที่บ้าน แตกสาแหรกขาดเกิดมาจากการรบพุ่ง หรือเกิดจาก การวิปริตแปรปรวนเป็นยุคเป็นสมัย เป็นครั้งเป็น คราว อันเป็นเหตุปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ การทำวิปัสสนาที่แท้จริงขาดตอนแล้ว เกิดมาปะติด ปะต่อ ทำกันใหม่ เดากันใหม่ ถึงกับเดาสุ่มก็มี จนใน ที่สุด คำว่าวิปัสสนามากลายเป็นชื่อของลักษณะ อาการกิริยาภายนอกไป เช่นนั่งนิ่ง ๆ เช่นนั่งหลับหู หลับตาภาวนา หรือว่านั่งเห็นสีเห็นแสง ได้รับปีติ ปราโมทย์ ความพอใจเป็นกิริยาอาการภายนอก ไป หมด ไม่เพ่งเล็งถึงตัวการกระทำให้เห็นแจ้งในส่วน หลักที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา แล้วก็เลยยุติกันเสีย ว่าวิปัสสนามีอยู่เพียงเท่านั้น อยู่เท่าที่ทำอะไรให้เห็น ได้ด้วยตา ว่าทำอาการแปลกๆ กว่ามนุษย์ธรรมดา อะไรได้หน่อย ก็เป็นวิปัสสนา. ที่ดีกว่านั้นหน่อย ก็เป็นเรื่องของหูทิพย์ ตาทิพย์เห็นโลกหน้าเห็นสวรรค์ เห็นนรก เห็นคนตายแล้วเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เห็น

น.87 81 ไปเพียงเท่านั้น ก็เป็นวิปัสสนา : ไม่เคยพูดกันถึง ความเห็นแจ้งในข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ควรยึดมั่นเลย. ความไขว้ เขวในเรื่องการกระทำวิปัสสนาได้เกิดขึ้นอย่างนี้ จน บางคนไม่ทราบว่าวิปัสสนานั้นคืออะไร มีที่ไหน สับสนอลเวงไปหมด. อาตมาอยากจะยกอุทาหรณ์ด้วยเรื่องส่วนตัว ที่น่าขันสักเรื่องหนึ่ง คือว่าอาตมาเคยถูกถามมามาก เกินกว่า ๑๐ ครั้ง ๒๐ ครั้งว่า ที่สวนโมกข์ทำวิปัสสนา กันหรือเปล่า ? ท่านเจ้าคุณทำวิปัสสนาหรือเปล่า ? ท่านมหาทำวิปัสสนาหรือเปล่า ? อย่างนี้ ลองคิดดู ว่าอาตมาจะตอบอย่างไรดี ? อาตมาก็ ไม่ทราบว่า จะตอบอย่างไรดี เพราะว่าไม่ทราบว่าวิปัสสนาอะไร กัน ที่เขามุ่งหมายจะถาม หรือถ้าตอบไปก็จะไม่ตรง กับสิ่งที่เขามุ่งหมายจะถาม เลยตอบด้วยการนึ่ง ว่า "แล้วแต่คุณจะนึกเอาก็แล้วกัน" เป็นอันว่าแม้ใน ขณะนี้ เราก็มีความเข้าใจเรื่องวิปัสสนาไขว้เขวกัน

น.88 82 อยู่มาก จนมีคำถามอย่างนี้ขึ้น : หรือว่าถ้าวิปัสสนา แล้ว ก็ต้องเป็นอย่างที่วัดนั้นวัดนี้ ที่เขาติดป้ายบอก ว่าเป็นสำนักวิปัสสนา และมีกำหนดกี่ขั้นอย่างนั้น อย่างนี้ ว่ากี่ขีดกี่ขั้นแล้ว ที่ทำอะไรได้บ้าง ที่เป็น การปรากฏออกมาทางภายนอก ทางกิริยาอาการ ฉะนั้นขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลาย โดยเฉพาะท่าน ที่จะวินิจฉัยคดีในฐานะเป็นผู้พิพากษา โปรด สำเหนียกในความหมายของคำว่า วิปัสสนา นี้ให้ถูก ต้องด้วย ว่าต้องเป็นการกระทำชนิดที่ให้เกิดปัญญา หรือแสงสว่างจนรู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างไรโดยแท้จริงแล้ว ประพฤติปฏิบัติไม่มีผิดต่อสิ่งทั้งปวงในโลก จึงจะ เรียกว่าวิปัสสนา : ส่วนที่ไปนั่งขัดสมาธิหลับหู หลับตาด้วยกิริยาอาการเคร่งขรึมอย่างนั้น เรียกว่า เป็นบุพพภาค อย่างดีที่สุดก็เรียกได้ว่าเป็นบุพพภาค ของวิปัสสนา เช่นว่าเราจะต้องไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ นั่งลงตัวตรง เริ่มกำหนดลมหายใจ ทำจิตใจให้เป็น สมาธิเหล่านี้ ยังไม่ใช่ตัววิปัสสนา เป็นเพียงอุปกรณ์

น.89 83 ส่วนบุพพภาค คือเบื้องต้นที่สุด ที่จะอำนวยให้ เกิดตัววิปัสสนา คือการเห็นแจ้ง. แต่ถ้าเราจะใช้ พูดรวม ๆ กัน ก็เลยรวบเอาเข้าไว้ในเรื่องของ วิปัสสนาหมด อย่างนี้ก็ได้ นับตั้งแต่ออกไปสู่ป่า นั่งโคนต้นไม้ ตัวตรง จนกระทั่งทำให้เกิดญาณต่าง ๆ เรียกว่าวิปัสสนาหมด อย่างนี้ก็ได้ แต่เป็นเพียงการ กล่าวด้วยคำพูดภาษาชาวบ้าน ว่านั้นท่านไปทำ วิปัสสนา. วิปัสสนาตัวจริงนั้นยังไม่เกิด จนกว่าเมื่อไรจะมีความเห็นแจ้งว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอย่างไร คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นเอง : แต่ถ้าจะรวบเอาว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องวิปัสสนา ก็ เป็นเรื่องโวหารพูด คำพูด, เช่นพูดว่าเป็นพระฝ่าย วิปัสสนา อย่างนี้ก็ยังได้ วิปัสสนาตัวจริงตัวแท้ ย่อมเนื่องกันอยู่ อย่างใกล้ชิดกับหลักพระพุทธศาสนาที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ถ้าเขายังไม่เห็นความจริง

น.90 84 ข้อนี้ เรียกว่ายังไม่ถึงวิปัสสนา ยังไม่ถึงตัววิปัสสนา ยังไม่เกิดตัววิปัสสนา คือยังไม่เห็นว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี้เป็นข้อควรกำหนดไว้ อย่างหนึ่ง. และอีกอย่างหนึ่ง วิปัสสนานี้ ไม่ควร จะถูกแบ่งแยก ว่า วิปัสสนาสำนักนั้น สำนักนี้ วัด นั้นวัดนี้ คณะนั้นคณะนี้ เพราะมันไม่มีหลายวิปัสสนา ไปได้เลย มีแต่วิปัสสนาอย่างเดียวอย่างที่ว่านี้เท่านั้น ในเมื่อเราถือตามหลักพระพุทธวจนะ หรือตามพระ บาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือตามพระไตรปิฎก หรือ แม้ที่สุดแต่ตามอรรถกถา คือคำอธิบายของพระ ไตรปิฎก. ถ้าถือตามพระไตรปิฎก และตามคำ อธิบายของพระไตรปิฎกทั้งหมดทั้งสิ้น มารวบรวมเข้า ด้วยกัน เราก็จะได้หลักวิปัสสนาอย่างนี้แต่อย่างเดียว เท่านั้น คือทำให้เกิดความเห็นแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้. ส่วนวิธีทำซึ่งยังไม่ถึงตัววิปัสสนาเป็น เบื้องต้นนั้น แม้มันผิดแผกแตกต่างกันได้บ้าง แต่

น.91 85 ต้องเป็นไปเพื่อผลอย่างเดียวกันทั้งนั้น ฉะนั้นมันจึง ไม่ใคร่แตกต่างกันนัก คือทำจิตให้สงบ ให้เหมาะสม ที่จะพิจารณาสิ่งต่าง ๆ แล้วก็พิจารณาสิ่งต่าง ๆ จนเห็นตัวจริงตัวแท้ของสิ่งต่าง ๆ ว่าไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา, ความจริงมันไม่ควรจะมีวิปัสสนา แบบไทย หรือแบบพม่า หรือแบบลังกา หรือ แบบไหน ๆ มันมีแต่วิปัสสนา แบบของพระพุทธ- เจ้าแบบเดียว เลยต้องทำไปตาม แบบของท่านที่ กล่าวไว้อย่างเหลือเพื่อในพระบาลี. จะทำสมาธิด้วย วิธีใดก็ได้ ท่านวางแบบไว้หลายอย่าง หรือหลาย สิบอย่าง แต่มันคล้ายกันทั้งนั้น คือฝึกกำหนดสิ่งใด สิ่งหนึ่งให้เป็นอารมณ์ เพื่อจิตจะไม่หนี ไปเสีย ทางอื่น มันจะได้กำหนดเป็นอารมณ์สำหรับตั้งมั่น เป็นอารมณ์เดียว มีกำลังแก่กล้า แล้วก็พิจารณา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง. ถ้าเป็นเรื่องวิปัสสนา ในพระ พุทธศาสนาแล้ว มันจะมีแต่อย่างเดียว และอยู่ใน ลักษณะเช่นที่กล่าวนี้ ถ้าผิดจากนี้ ควรจะกล่าวได้

น.92 86 ว่าไม่ใช่วิปัสสนา ไม่ใช่วิปัสสนา พูดออกไปอย่างนี้ ได้เลย: หรือไม่วิปัสสนา ในพระพุทธศาสนา. คือ ถ้าไม่เกิดความเห็นแจ้งอย่างนี้ ไม่เรียกว่าวิปัสสนา: ถ้าไปเกิดความเห็นแจ้งอย่างอื่น ก็เรียกว่าวิปัสสนา นอกพุทธศาสนา คือไม่ใช่พุทธศาสนา. วิปัสสนาของพระพุทธเจ้า มุ่งหมายแต่ จะให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือรวมเรียกว่า สูญญตา ว่าไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น. วิปัสสนา ของ พระองค์ ไม่ ได้ มุ่งหมาย จะพูด กับ คนที่ตายแล้ว หรือเห็นนรกเห็นสวรรค์ หรือเห็นอะไรทำนองนั้น ฉะนั้น เราจึงถือว่าไม่ใช่วิปัสสนาของพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นไปอย่างนั้นมันมีปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ในเมื่อ จะต้องวินิจฉัยคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวิปัสสนา เพราะว่า นับวันแต่จะเป็นสิ่งที่ให้เกิดความสนใจ และยึดถือกัน มากขึ้น จนเป็นหนทางแห่งการเข้าใจผิด วิวาทบาด หมางทำอันตรายกันก็ได้ และถ้าเป็นไปมากจนนอก ลู่นอกทาง คือว่าเป็นวิปัสสนาเพื่อลาภผลสักการะ

น.93 87 ไม่ใช่เพื่อนิพพานแล้ว จะถึงกับฆ่าคนตายก็ ได้เพราะ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น และเป็นสิ่ง ที่อาจจะ ใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาลาภสักการะ ได้ แม้ในสมัยนี้นั่นเอง. ฉะนั้นคงจะมีปัญหาเกี่ยว กับเรื่องนี้ ในอนาคตโดยแน่นอนไม่มากก็น้อย. ทีนี้ เรื่องต่อไปคือเรื่อง คำว่า บุญ. คำว่า บุญ เป็นคำที่มีความหมายดิ้นได้หลายอย่าง หลาย ทาง. ดิ้นไปในทางเป็นอันตรายจนถึงกับทำให้คน หมดเนื้อหมดตัว วิบัติฉิบหายก็มี : นี่ความหมาย ของคำว่า บุญ ดูเอาเถอะ : เป็นไปในทางให้คนเรา อยู่เย็นเป็นสุขก็มี คำว่าบุญ ๆ นี้ เป็นคำเก่าแก่มาก คือ เก่าแก่กว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก และเป็นคำแรกเริ่ม เดิมทีที่มนุษย์เริ่มรู้จักแสวงหาสิ่งที่เรียกว่าดี ว่าสูง เป็นครั้งแรก ได้ใช้คำว่า บุญ. ความหมายของ ศัพท์เก่าแก่ศัพท์นี้ ลางเลือนอยู่เหมือนกัน แต่พอ

น.94 88 ที่จะสรุปได้ว่า อย่างน้อยก็มีอยู่ ๒ ความหมาย คือ ว่า รูปศัพท์รูปหนึ่ง มุ่งไปในทำนองทำให้ ฟูใจ คือให้ใจพองฟู สบายใจหรืออิ่มใจ นั้นอย่าง หนึ่ง: และ รากศัพท์อีกรายหนึ่งมีความหมาย ว่า เป็นเครื่องชำระชะล้างสิ่งที่เป็นบาป คือ สิ่งที่ตรงกันข้ามจากบุญ. อาตมาเชื่อว่าความหมาย แรก ที่ว่าเป็นเครื่องชูใจทำใจให้พองให้สบายนั้น แหละ เป็นความหมายอันแรก ที่มนุษย์เราเริ่มรู้จัก บุญ ในความหมายอันนี้ก่อน แล้วจึงเริ่มรู้จักบุญ ในความหมายที่สอง คือเป็นเครื่องชำระล้างบาป. แต่เดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะสมัยนี้ ที่เราเห็นกันมาก มัน เป็นความ เสื่อมในทางสติปัญญาของพุทธ บริษัทเองก็ ได้ คือมักไปเพ่งบุญกันแต่ในความหมายแรก คือ เครื่องให้สบายใจ พูใจ อิ่มเอิบใจ ผยองใจ ว่า มีอะไรดีกว่าคนอื่น ๆ ยิ่งกว่าคนอื่น ๆ ไปเสียหมดเลย หวังบุญกันในทางนี้ จนถึงกับลงทุนทุ่มเทสิ่งต่าง ๆ เพื่อจะให้ได้มาซึ่งบุญ ตามที่เขาสอนไว้ว่าให้ทำ

น.95 89 อย่างไร ทำให้คนบางคนถึงกับขายบ้านขายเรือน ขายที่ดิน หรือยกถวาย วัดหมดสิ้น จนกลายเป็นคนขอ ทาน นี่ก็ด้วยหวังบุญเพื่อความอิ่มใจในลักษณะเช่น นี้ ; หรือบางคนจะถือความหมายที่สองว่า บุญคือ เครื่องชำระบาป ก็ยังมีความเข้าใจผิดและโง่เขลา อยู่มาก อย่างเดียวกันอีก คืออวดด้วยการทำอย่าง นั้น ว่าบาปจะหมดสิ้น เช่นว่าทำบุญให้ทานจนหมด เนื้อหมดตัว แล้วบาปก็พลอยหมดสิ้นไปด้วย หารู้ไม่ ว่าความ โง่หลงอย่างนั้น มันเป็นตัวบาปอยู่ ในตัวแล้ว แล้วมันจะช่วยล้างบาปให้หมดสิ้นไปได้อย่างไร ; จึง ไม่สำเร็จประโยชน์ตามความหมายของคำว่า บุญ ซึ่ง เป็นเครื่องชำระบาปหรือล้างบาป, พระ พุทธ ภาษิต ก็มีอยู่เหมือน กันว่า "จงทำบุญทั้งกลางวันและกลางคืน" นี่พุทธภาษิต ตรัสไว้อย่างนี้ตรง ๆ อย่างนี้; แต่คำว่า บุญของพระ พุทธเจ้าในที่นี้ ท่านหมายถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับบาป ชนิดที่จะเป็นเครื่องขจัดบาปได้จริง ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่อง

น.96 90 ของความงมงาย: แต่ก็เป็นคำสอนสำหรับบุคคลใน ประเภทแรก ประเภทต้น ๆ คือยังไม่สามารถจะรู้จัก สิ่งที่สูงไปกว่าบุญ คือยังไม่ได้พูดกันถึงเรื่องมรรค ผลนิพพานเลย : พูดกันแต่เรื่องบุญเรื่องบาป แล้วก็ ตรัสสอนว่าให้ทำบุญทั้งกลางวันและกลางคืน คือให้ ทำดี ทำถูก ทำชอบ หรือทำชนิดที่เป็นบุญทั้งกลางวัน และกลางคืน คำสอนมีสอนอย่างนั้นจริง แต่ที่ จะให้มีความเข้าใจว่าขายบ้านขายเรือน เอาเงินไป ถวายวัด อย่างนี้ไม่เคยมี เพราะว่านั้นจะเป็นบุญใน ลักษณะที่จะเป็นเครื่องขจัดบาปไม่ได้ เพราะว่าบาป ไม่อาจจะขจัดไปได้ด้วยการกระทำอย่างนั้น : บาป อาจจะขจัดไป ได้ด้วยการประพฤติที่ถูกต้อง เพราะว่า บาปคือการประพฤติที่ ไม่ถูกไม่ต้อง ฉะนั้น ขอให้จำ ไว้เป็นหลักว่า บาปคือการกระทำที่ไม่ถูกไม่ต้อง มัน จะต้องถูกชำระด้วยการกระทำที่ถูกที่ต้อง. ฉะนั้น ทาน จะเป็นการกระทำที่ถูกต้องขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อทำ ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ที่อาตมาได้

น.97 91 อธิบายแล้วในวันก่อน: ศีล ก็ต้องเป็นการรักษาศีล ที่ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนา ที่ ได้อธิบายแล้ว ในวันก่อน : แม้แต่การเจริญสมาธิ ซึ่งถือว่าเป็น บุญชั้นหนึ่งเหมือนกัน ก็ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตาม หลักของพระพุทธศาสนา คือต้องมีความมุ่งหมายที่ ถูกต้องเป็น จุดหมาย ปลายทางใน การที่จะ ปล่อยวาง ความยึดถือในสิ่งทั้งปวง การให้ทาน ต้องเป็นไปเพื่อกำจัดกิเลสเช่น ความตระหนี่เป็นต้น หรือรวมเรียกว่ากำจัดความ เห็นแก่ตน จึงจะเกิดเป็นทานในพระพุทธศาสนาหรือ เรียกว่าบุญ ในพระพุทธศาสนาที่จะชำระบาปให้หมด ไปได้ ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว การให้ทานนั้นแหละ จะ กลายเป็นช่วยขยายบาปให้มันกว้างออกไปก็ได้ คือทำ ไปด้วยความโง่เขลาอย่างใดอย่างหนึ่ง จนเดือดร้อน มากไปกว่าเดิม ในที่สุด จะต้องทำบาปยิ่งกว่าเดิม การรักษาศีล ก็เหมือนกัน ที่จะให้เป็นบุญ บุญที่ จะให้สำเร็จมาจากศีล มันต้องรักษาศีลชนิดที่ถูก

น.98 92 ต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา คือขจัดโทษทาง กาย ทางวาจา เป็นบันไดให้เกิดสมาธิปัญญาตาม ลำดับไป แต่อย่างน้อยที่สุดต้องให้ศีลที่รักษาอยู่นั้น เป็นการขจัดความเห็นแก่ตัว ขอให้ท่านนักศึกษา ทั้งหลายจำวลีที่ว่า "ความเห็นแก่ตัว” นี้ไว้ให้ มาก มันใช้ ได้ทุกกรณีทีเดียว : ในกรณีให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี สมาธิก็ดี หรือปัญญาก็ดี หรืออะไรอื่น ๆ นอกไปจากนี้ก็ดี ที่เป็นหลักปฏิบัติแล้ว ต้องเป็นไป เพื่อขจัดหรือขูดเกลาความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น จึงจะ เป็นการกระทำที่อยู่ในขอบวงของพุทธศาสนา. จะ เป็นการให้ทานก็ตาม รักษาศีลก็ตาม สมาธิก็ตาม ปัญญาก็ตาม หรือการประพฤติการเอื้อเพื่อช่วย เหลือเผื่อแผ่อะไรกันอย่างอื่นก็ตาม เพราะว่าความ เห็นแก่ตัวนี้ มันตรงกันข้ามจากการปล่อยวางตัว. การปล่อยวางตัว คือหลักพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่าอนัตตา หรือสูญญตา. หลักพระพุทธ ศาสนาต้องเป็นเรื่องปล่อยวางตัวหรือของของตัว, ทีนี้

น.99 93 ถ้าการกระทำใด ๆ มันเป็นไปเพื่อขูดเกลาความเห็น แก่ตัวแล้ว การกระทำนั้น ๆ มันก็ต้องเป็นไปเพื่อการ ปล่อยวางตัวเป็นธรรมดา, เราจึงจำได้ง่าย ๆ. ถือ เป็นหลักได้ง่าย ๆ ไม่ต้องท่องมาก ไม่ต้องเรียนมาก แต่เป็นหลักอันเดียวที่ใช้ ได้ และรับประกันได้ ว่า จะไม่ผิดไปจากหลักของพระพุทธศาสนา. ในเรื่องนี้ ท่านอาจจะยกตัวอย่างมาได้ตามลำพังตนเอง เช่นว่า ให้ทานไป ให้เงิน ให้ของ ไปแก่คนใดคนหนึ่ง ด้วย หวังว่าเขาจะรักเรา เขาจะช่วยเหลือเรา ยกย่องเรา อย่างนี้ ไม่ใช่ทานในพระพุทธศาสนา. มันเป็นการ ลงทุนค้า หรือเป็นการหว่านอะไรไปจ้างเขา ไม่ใช่ ทานในพระพุทธศาสนา แม้จะเป็นการให้สิ่งของมาก มายสักเท่าไรก็ตาม: แม้ที่สุดแต่การให้ทาน โดย หวังเอาสวรรค์ แลกสวรรค์วิมานเพื่อกิเลสตัณหา อย่างนี้ ไม่ใช่ทานในพระพุทธศาสนา. ถ้าใครมา บอกว่ามันเป็นทานในพระพุทธศาสนา ก็ต้องถือว่า เขามาหลอก หรือมาโกหก ไม่ต้องคิดว่าผู้พูดนั้นจะ

น.100 94 เป็นพระ หรือเป็นฆราวาส : แต่ว่ามันมีข้อแก้ตัว หรือมีทางออกว่า เขาพูดเช่นนั้น เพื่อจะจูงคนที่ยังโง่ ให้ทำ เขาไม่ได้เจตนาจะหลอก แต่ก็ต้องหลอกอยู่ดี เพราะว่าคนที่จะทำมันยังโง่เกินไป เขาจึงต้องหลอก ว่าให้ทานแล้ว จะได้สวรรค์จะได้วิมานเท่านั้นหลัง เท่านี้หลัง เป็นต้น. ข้อนี้ มันก็เป็นทางออกจริง แต่ อาตมาก็ยังเห็นว่าไม่มีทางที่จะกล่าวได้ว่า การกล่าว เช่นนั้นเป็นหลักในพุทธศาสนา หรือเป็นคำที่พระ พุทธเจ้าท่านประสงค์จะ ให้เราพูดหรือใช้บอกสั่งสอน กัน. ที่แท้มันมีแต่เรื่องให้ขูดเกลากิเลส หรือขูด เกลาบาปไปเสียทั้งนั้น ไม่มีเรื่องอื่นนอกไปจากนี้และ พุทธศาสนาก็ ไม่ประสงค์จะใช้วิธีหลอก, ต้องการจะ พูดความจริง หรือว่าใช้เหตุผล พยายามที่จะใช้ เหตุผล ให้เกิดสติปัญญาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มากกว่าที่จะ ให้ก้มหน้างมงายหลับหู หลับตาให้เขาจูง ไปอย่างวัวอย่างควาย ถึงแม้มันจะมีผลดีอยู่บ้าง ก็ ไม่คุ้มกัน: ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักความหมายของคำ

น.101 95 ว่า บุญ ให้ถูกต้องอย่างนี้ เพื่อประกันความเข้าใจ ผิด และประกันการกระทำที่ผิด อาศัยเหตุนี้เอง อาตมาจึงพยายามแนะนำ ให้มี การแบ่งคำว่า บุญ นี้ ออกเป็น ๒ คำ คือ เป็น บุญ คำหนึ่ง เป็น กุศล คำหนึ่ง ถ้าว่าเป็น บุญ ก็หมายถึงเป็นการฟูใจ สบายใจ อิ่มใจ ได้ผล อย่างนี้เรียกว่า บุญ: แต่ถ้าเป็นความฉลาดเป็นสติ ปัญญา ขูดเกลาบาปคือความเห็นแก่ตัวโดยตรงแล้ว อยากให้เรียกว่า กุศล มากกว่า: ฉะนั้น ท่านจะเห็น ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า กุศล นั้น มันก็อันเดียวกันกับบุญ แต่อยู่ในลักษณะที่ปลอดภัยกว่า คือปลอดภัยแก่คน ทุกคน ไม่ทำให้คนตกเป็นเหยื่อของภัยได้ ไม่ทำ ให้คนตกเป็นเหยื่อของบุคคล หรือตกเป็นเหยื่อของ กิเลสตัณหาได้. ส่วนคำว่า บุญ ในความหมายที่ เป็นเครื่องอิ่มอกอิ่มใจ ฟูใจนั้น ไม่แน่: ถ้าอิ่มอก อิ่มใจฟูใจผิดทางแล้ว ก็ตกเป็นเหยื่อของคนก็ได้ ตกเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหาก็ได้, อยู่ในฐานะที่ต้อง

น.102 96 ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง, มิฉะนั้นแล้ว มันก็ไม่เกิด คำที่เรียกว่า เมาบุญ. อาการที่เรียกว่าเมาบุญ นั้น ขอให้สังเกต ดูเถิด วินาศทุกรายทีเดียว. ถ้ามีการเมาบุญมากที่ ไหนแล้ว ก็จะมีการวินาศตามมาด้วยทุกราย ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าบุญนั้น มันยิ่งกว่าเหล้า คือจะทำความ วินาศให้ยิ่งกว่าการกินเหล้า หรือเมาเหล้า เพราะ มันสนิทลึกซึ้ง ครอบงำจิตใจได้ลึกซึ้งกว่าเหล้า, อาตมาคาดคะเนหรือคำนวณเอาอย่างนั้น ถ้ามีการ เมาเข้าเมื่อไร สิ่งที่เรียกว่าบุญ ก็ไม่ใช่บุญแน่ แต่ มันเป็นยาพิษชนิดหนึ่ง ซึ่งซ่อนแฝงไว้ในนามของ คำว่าบุญ ทำให้คนเมาบุญต้องวินาศเป็นที่น่าสงสาร แล้วก็เลยพาลหาเหตุดูหมิ่นพระพุทธเจ้า ดูหมิ่นพระ- พุทธศาสนาไปเลย ว่าทำให้คนวินาศฉิบหาย ไม่ เป็นสิ่งที่ควรเคารพหรือถือปฏิบัติอีกต่อไป: ฉะนั้นจะ ไปโทษใครไม่ได้ โทษคนเข้าใจผิดนั้นเองดีกว่า,

น.103 97 เขาเป็นคนเข้าใจผิดในเรื่องบุญเรื่องกุศล: ฉะนั้นเรา ควรจะมีความรู้ในคำจำกัดความของคำว่าบุญไว้ให้ถูก ต้องอย่างที่กล่าวมาแล้ว ว่าความหมายที่ว่าเป็น เครื่องฟูใจนั้น ไม่ปลอดภัย. ความหมายที่ว่าเป็น เครื่อง ชำระบาป หรือความชั่วนั้น เป็นความปลอดภัย และจะต้องพินิจพิจารณา ดูแลให้บุญของเราเป็นไป ในลักษณะเช่นนี้. เมื่อจะต้องวินิจฉัยสิ่งที่เรียกว่าบุญ หรือบาป ก็จะต้องเอาความหมายอันนี้เป็นเกณฑ์ อย่าเอาแต่ว่าเป็นความนิยมของคุณย่าคุณยาย หรือ ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีบางอย่างที่มันงมงายมา ตั้งแต่ครั้งไหนก็ ไม่ทราบ มาเป็นบุญไปเสียหมด มันจะทำลายพุทธศาสนา คือทำให้พระพุทธศาสนานี้ ถูกตู่ ถูกเอาของที่ไม่ใช่พุทธศาสนามาเป็นพุทธศาสนา แล้วเป็นผลร้ายแก่พุทธศาสนาเอง. นี่เป็นการชี้ให้ เห็นความเข้าใจเขวในเรื่องที่เกี่ยวกับคำ.

น.104 98 ทีนี้ อาตมาอยากจะชี้ต่อไป ถึงแง่ที่อาจจะ เกิด ความเข้าใจเขว เกี่ยวกับความหมายของ ประโยค หรือพระพุทธภาษิต หรือตลอดถึง ภาษิตบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่เป็นพุทธภาษิตก็จริง แต่เรา ถือกันว่า เป็นหลักในพระพุทธศาสนา คือเป็น สาวกภาษิตหรือธรรมภาษิตที่พระพุทธเจ้าก็ต้องทรงรับ รอง. ที่นึกได้ที่แรก และเนื่องจากมีคนถามมากที่ สุด ก็คือประโยคที่ว่า "จงอาศัยอาหาร ละอาหาร เสีย; อาศัยตัณหา ละตัณหาเสีย: อาศัยมานะ ละมานะเสีย" ท่านจงฟังดูให้ดี ประโยคนี้เป็นคำ ของพระอานนท์กล่าวในพระไตรปิฎก มีอยู่แห่งเดียว เท่าที่อาตมาได้พบ และยืนยันว่าเท่าที่ได้ศึกษามา ก็พบอยู่แห่งเดียวในพระไตรปิฎกตั้งมากมาย. ข้อ ความมีอยู่ว่า อาศัยอาหาร ละอาหาร, อาศัยตัณหา ละตัณหา, อาศัยมานะ ละมานะ, แต่คนยึดถือกันมาก โดยเฉพาะประโยคที่ว่า อาศัยตัณหา ละตัณหา

น.105 99 นั่นเอง. เขาหาแง่หาเลสที่จะทำไปในทางของกิเลส ตัณหาตามชอบใจตัวเอง แล้วมาแก้ตัวว่าเพื่อจะละ ตัณหาอย่างไรเล่า." มันเป็นการแก้ตัวด้วยอาศัยหลัก ธรรมะข้อนี้เอง มีที่อ้างในพระไตรปิฎก ที่ว่า อาศัย ตัณหา ละตัณหาก็จริง แต่มันเลยขอบเขตของ ความหมายตามหลักในพระไตรปิฎก คือเขาเอาไป อ้างสำหรับจะทำเพื่อกิเลสตัณหายิ่งขึ้น แล้วอธิบาย ว่าจนมันถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ก็หยุดเอง. นี่ ขอให้คิดดู ว่าน่าหวาดเสียวน่าสะดุ้ง ในข้อที่ว่าจะต้องทำไปตาม อำนาจของกิเลสตัณหาจนถึงจุดอิ่มตัว แล้วมันก็จะ เกิดความพอใจถึงที่สุด แล้วก็หยุดกิเลสตัณหาได้ เอง. ข้อนี้อาตมาขอยืนยันว่าเป็นคำอธิบายหรือเป็น การตีความที่ผิดเกินกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือผิด อย่างยิ่ง จนไม่รู้ว่ากี่ร้อยเปอร์เซ็นต์. ท่านอย่าได้ ถือเป็นหลักตรงตามตัวหนังสืออย่างที่กล่าว คำว่า อาศัยตัณหา ละตัณหา นี้ มีคำอธิบายอย่างอื่น ไม่ใช่อย่างนั้น

น.106 100 เพื่อความรู้ที่สมบูรณ์หรือแจ่มแจ้งในเรื่องนี้ ก็ควรจะได้ทราบ เรื่องที่เป็นต้นตอ อันเป็นที่มา ของหลักพุทธศาสนาข้อนี้ เสียบ้างตามสมควร จะดีกว่า: เรื่องมีว่า ภิกษุณีองค์หนึ่ง จะมีความ คิดอย่างไรก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าในบาลีนั้นไม่ได้ กล่าว กล่าวถึงแต่ว่าภิกษุณีรูปนั้นได้ส่งคน ให้ไป ช่วยบอกพระอานนท์ ว่าให้มาเยี่ยมในฐานะที่กำลัง บ่วย. พระอานนท์ได้มาที่สำนักของภิกษุณีรูปนั้น. ภิกษุณีนั้นเห็นพระอานนท์มาแต่ไกล ก็ชักผ้าคลุมหัว นอนทำเป็นที่ว่าเป็นคนป่วย. เมื่อพระอานนท์ได้มาถึง ที่อยู่ของภิกษุณีนั้นท่านได้กล่าวข้อความนี้, ข้อความ ที่เป็นเหตุให้เกิดการตีความหมายอย่างตลบแต่ลง. นี้ ว่า "ดูก่อน น้องหญิง ! " เธอจงอาศัยอาหารละ อาหาร, จงอาศัยตัณหาละตัณหา, จงอาศัยมานะ ละมานะ, ส่วนเมถุนธรรมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่าเป็นสิ่งที่ต้องชักสะพานโดยเด็ดขาด." พระ อานนท์ท่านกล่าวเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ภิกษุณีนั้น

น.107 101 ต้องลุกขึ้นหมอบที่เท้า ขออภัยขอโทษว่าได้ทำไปด้วย ความเขลาและความประมาท ต่อนี้ไป จะไม่ทำอะไร แปลก ๆ อย่างนี้อีก. พระอานนท์ ได้ให้อภัยว่า เมื่อรู้สึกว่าเป็นโทษก็ยอมรับว่าเป็นการอดโทษ พระอานนท์ท่าน อธิบายข้อความเหล่านี้ ว่า การอาศัยอาหารละอาหาร นั้น คือให้กิน อาหาร ไม่ใช่ไม่ให้กินอาหาร, แต่ว่าในขณะที่กิน อาหารนั้น ต้องควบคุมสติสัมปชัญญะ กินเท่าที่มี ความรู้สึกว่ากินเพื่ออยู่ อย่างที่เราเรียกกันในสมัยนี้ ว่ากินเพื่ออยู่ ตามบาลีว่าไม่ใช่กินเพื่อเล่น ไม่ใช่ กินเพื่อมัวเมา " ไม่ใช่กินเพื่อเกิดกำลังพลังทางกาย เพื่อประดับตกแต่งร่างกายให้งดงาม นี้ ไม่ใช่, แต่ กินเพียงเพื่อจำเป็นจะต้องกิน เพื่อชีวิตอยู่พอสะดวก สบายในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน. ถ้าใครกิน อาหารอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างนี้ทุกวัน ๆ แล้ว การกินอาหารของบุคคลนั้น จะเป็นการละอาหาร คือเหมือนกับไม่กินอาหาร: อาหารในที่นี้เป็นชื่อ

น.108 102 ของกิเลส ที่เป็นเหตุให้เกิดความอยากกินอาหาร หรืออยาก ในทางอื่นซึ่งท่านเรียกว่าอาหารเหมือนกัน เช่นทำให้เกิดความอยากความต้องการ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย. รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส เหล่านี้ ก็เรียกว่าอาหารเหมือนกัน แต่ถ้าเราพิจารณา อยู่อย่างนี้ และกินอาหารแล้ว. การกินอาหารนั้น เองมันจะละอาหาร คือละกิเลสที่เนื่องในอาหารนั้น ได้. ประโยคว่า จงอาศัยอาหาร ละอาหาร เสียนั้น มันหมายความอย่างนี้ ท่านได้อธิบาย ประโยคว่า "อาศัยตัณหา ละตัณหา" ต่อไปว่า ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยินข่าวว่า ภิกษุอีกองค์หนึ่งปฏิบัติอย่างนั้น ๆ จนบรรลุเป็น พระอรหันต์ไปแล้ว ก็เกิดความอยากอย่างแรงกล้า ในการ ที่จะเป็นพระอรหันห์เหมือนกับภิกษุองค์ โน้น บ้าง ท่านจึงได้พยายามปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขัน และ ในที่สุดก็ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งกับเขาด้วย เหมือนกัน: อย่างนี้เรียกการกระทำของภิกษุองค์นั้น

น.109 103 ว่าท่านได้อาศัยตัณหาเพื่อละตัณหาเสีย. การที่ท่าน มีตัณหาคือความอยากที่จะเป็นพระอรหันต์นั้นแหละ ได้เป็นเครื่องมือสำหรับปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขัน จน ตัดกิเลสตัณหาได้เด็ดขาด และเป็นพระอรหันต์; นี่แหละ คือการอาศัยความอยากในนิพพาน มาเป็น ตัณหา แล้วก็ปฏิบัติจนบรรลุนิพพาน. หลักข้อนี้ เป็นคำตอบของปัญหาที่มักจะถามกัน โดยมาก ได้ดีที่- เดียว คือปัญหาที่ว่า อยากไปนิพพานเป็น ตัณหาหรือไม่ ? ถ้าอาศัยหลักข้อนี้แล้ว ตอบได้ ทันทีว่าอยากไปนิพพานก็เป็นตัณหา : แต่ว่าเป็น ตัณหาอีกชนิดหนึ่ง คือเป็นตัณหาที่อยากจะฆ่า ตัณหา. มันเป็นตัณหาอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เป็น ตัณหา ในรูปเดียวหรือศัพท์เดียวกันกับที่ว่า ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่มันเป็นสำนวนโวหารของ ภาษาพูด. ข้อนี้ต้องวินิจฉัยกันจนถึงว่า แม้ว่าความ อยากไปนิพพานทำให้ต้องปฏิบัติเข้มงวดกวนขั้น จน

น.110 104 ได้รับความยากลำบากมากนี้ เราก็ไม่เรียกว่าความ ทุกข์ เพราะว่าความทุกข์นั้น ท่านหมายถึงความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความประสพกับสิ่งไม่ เป็นที่รัก พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสและสรุปรวมลงในความยึดถือ อะไรต่าง ๆ ว่าเป็นตัวกูหรือของกู. ท่านไม่ได้ระบุ ความทุกข์ ว่าเป็นความยากลำบากที่เกิดมาจากการ ปฏิบัติเพื่อไปนิพพานเลย : ฉะนั้น เราถือว่ามัน เป็นคนละอันกันกับตัณหาที่เป็นตัวกิเลสตัณหา. แต่ ถ้าจะต้องเรียกว่าตัณหา ก็เรียกได้ คือเป็นตัณหา ในพระนิพพาน. บาลีก็มีอยู่หลายคำที่ใช้เรียกแทน กัน เช่นเรียกว่า ธรรมราคะ ก็มี. ฟังดูแล้ว ก็น่าตกใจเหมือนกัน คือคำว่าธรรมราคะ แปลว่า มีราคะในธรรม. แต่ราคะเช่นนี้ ไม่ใช่ราคะ อันเดียวกันกับราคะ โทสะ โมหะ. มันเป็นคำที่เป็น โวหารพูดอีกอย่างหนึ่ง. ที่เรียกว่า ธรรมนันทิ ก็มี คือมีความพอใจเพลิดเพลินอย่างยิ่งในธรรม. คำว่า

น.111 105 ราคะ ก็ดี นันทิ ก็ดี ตัณหา ก็ดี เหล่านี้ตามปกติ เป็นชื่อของกิเลส หรือที่เราได้ยินได้ฟังกันทั่วไปนั้น เป็นชื่อของกิเลส เว้นไว้แต่เราจะไปซอกแซกค้น หาข้อความในพระไตรปิฎกซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง และ มีอยู่ไม่กี่คำ ที่ใช้คำมีสำนวนอย่างนี้ : ฉะนั้นเป็น อันว่า คำว่า ตัณหาก็ดี ราคะก็ดี นันทิก็ดี ใน กรณีทั่วไปใช้เป็นชื่อของกิเลสที่ต้องละ เป็นสิ่งที่พึง รังเกียจ: แต่ในที่นี้กลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามคือเป็น ที่สิ่งที่ต้องใช้เป็นเครื่องมือหรือเป็นที่พึ่งได้.ส่วนความ หมายอันแท้จริงนั้น เราจะเห็นได้ว่า คำว่าอาศัย ตัณหา ละตัณหานั้น คืออาศัยตัณหาชนิดที่ เป็นการอยากฆ่าตัณหา: ไม่เหมือนกับคำอธิบาย ของคนที่ขบถต่อหลักธรรมะ หรือว่าตกเป็นเหยื่อ ของวัตถุนิยม จนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น แล้วก็มาอธิบาย เอาเองใหม่ว่า ให้ทำตามอำนาจของกิเลสหรือ ตัณหาไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว มันก็จะหมด กิเลสตัณหาเอง; อย่างนี้เป็นการผิดอย่างเด็ดขาด

น.112 106 คือไม่มีทางที่จะตรงตามหลักนี้ได้ จึงได้นำมากล่าว ไว้เพื่อกันความเข้าใจเขว. ประโยคที่สามของท่านมีว่า "จงอาศัยมานะ ละมานะ" คำว่ามานะ ก็คือความถือตัว. ให้ อาศัยมานะละมานะ นี่ก็เป็นคำแปลกเช่นเดียวกับคำ ว่าอาศัยตัณหาละตัณหา. คำอธิบายของพระอานนท์ มีว่า ภิกษุรูปหนึ่งได้ยินข่าวว่าภิกษุชื่อโน้น ปฏิบัติ จนบรรลุความเป็นพระอรหันต์ภิกษุนี้ก็เกิดความมานะ ว่า เมื่อภิกษุโน้นก็เป็นคน, เราก็เป็นคน. เมื่อภิกษุ โน้นเป็นพระอรหันต์ได้ เราก็ต้องเป็นพระอรหันต์ได้: ท่านมีความมานะว่าเป็นคนเท่ากัน. อาศัยมานะอันนี้ ท่านก็พยายามปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขัน จนท่าน เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งด้วยเหมือนกัน อย่างนี้เรียก ว่า อาศัยมานะเพื่อละมานะ. อาศัยมานะอันแรก ซึ่งเป็นมานะในทางที่ดีที่ถูก เพื่อจะละมานะทั้งหมด ทั้งสิ้นซึ่งเป็นกิเลส. อาศัยมานะอันนี้เพื่อละมานะ ทั้งสิ้นเสีย ดังนี้ ย่อมหมายความว่าละรวมทั้งมานะ

น.113 107 ทีแรกเสียด้วยกัน เป็นอันว่าไม่มีมานะเหลือเลย. มานะซึ่งทีแรกเป็นเครื่องมือให้ปฏิบัติ เพื่อละมานะ ทั้งสิ้นนั้น คือพอปฏิบัติไปถึงขีดที่จะเป็นการละมานะ มันก็กลับละมานะตัวเดิมเสียด้วย; มานะตัวที่ทำให้ มานะผู้อื่นว่าเขาเป็นได้ เราก็เป็นได้ มันจึงถูกละ ไปด้วย ฉะนั้นมันจึงเป็นการละทั้งสิ้น มีอาการ เหมือนกับว่ามันกลับมาย้อนฆ่าตัวเองด้วย ความ มุ่งหมายของท่านมีอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่ให้มีมานะกระด้าง ทิฏฐิถือเนื้อถือตัว ให้มันถึงขีดสุดจนถึงจุดอิ่มตัว จนขี้เกียจมานะอีกต่อไป. อย่างนี้ไม่ใช่, มันเป็น การตีความที่ผิด. ทั้ง ๓ ข้อนี้ คืออาศัยอาหารละ อาหาร, อาศัยตัณหาละตัณหา, อาศัยมานะ ละมานะ, นี้มีคำอธิบายอย่างนี้. เมื่อได้กล่าวมาแล้ว ๓ ข้อ ก็ยังมีอีกข้อหนึ่ง คือข้อที่ ๔ อันเป็นข้อสุดท้าย ซึ่งก็ควรจะได้กล่าว เสียด้วยเลย ข้อนี้มีหัวข้อว่า "เมถุนธรรมนั้น พระผู้มีภาคเจ้าได้ตรัสว่าเป็นสิ่งที่ต้องชัก

น.114 108 สะพานโดยเด็ดขาด:" นี้จะเห็นได้ว่าไม่มีสำนวน ว่า ให้อาศัยเมถุนละเมถุน เพราะเป็นสิ่งที่ ไม่อาจ จะทำได้ แต่กลับมีสำนวนชัดเจนว่า เมถุนธรรมเป็น สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เป็นสิ่งที่ต้องชัก สะพานโดยเด็ดขาด. ภาษาบาลีว่า เสตุฆาโต แปล เป็นภาษาไทยว่า ซักสะพาน. เปรียบเหมือนกับ มีคลอง ถ้าชักสะพานออกเสียแล้ว มันก็ไม่มีทางที่ จะเดินติดต่อกันได้. อุปมาอย่างนี้ชัดเจนแล้ว จึงไม่ มีคำอธิบายของท่านในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ย่อมเป็นคำอธิบายอยู่ในตัวว่า เราไม่สามารถจะใช้ หลักในการตามใจตัวเองในเรื่องกาม เพื่อทำให้เกิด ความเบื่อหน่าย . หรือความเพียงพอในเรื่องนี้ แล้ว จะได้หยุดเสียเช่นเดียวกัน. เนื่องจากมันแสดงอยู่ใน ตัวเอง ยิ่งไปกว่าในสามข้อแรก ฉะนั้นท่านอานนท์ จึงไม่ต้องกล่าวคำอธิบาย ฉะนั้น การที่พวกวัตถุ นิยมสมัยนี้จะมาอ้างเหตุผลว่าจะให้คนอยู่ดี กินดี สนุกสนานเพลิดเพลินถึงที่สุด แล้ว

น.115 109 จะได้หยุดความอยากไปเองอย่างนี้ จึงเป็นสิ่ง ที่ขัดกันกับหลักพระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง การตามใจตัวเองในทางของกิเลสตัณหานั้น จะต้อง สรุปไว้ในประโยคว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ไว้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องชักสะพานเสียโดยสิ้นเชิง’ โดย แน่นอน. พวกวัตถุนิยมภายนอกพุทธศาสนาหรือแม้ พระพุทธบริษัทในวงพุทธศาสนานี้เอง ที่กำลังจะขบถ ต่อพระพุทธศาสนา กำลังจะอ้างเอาหลักเกณฑ์ที่คด โกงนี้มาแนะนำสั่งสอนกันเพื่อจะให้เป็น ข้อแก้ตัวใน การที่จะทำอะไร ๆ ไปตามกิเลสตัณหา เพื่อรสของ วัตถุนิยม. พวกเราพุทธบริษัท จะต้องมีความรู้ความ เข้าใจให้ถูกต้อง เป็นการช่วยกันป้องกัน ไม่ให้สิ่ง ที่ผิดคืบคลานเข้ามาในพุทธศาสนา. เป็นอันว่าเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างอันหนึ่งแล้ว ที่แสดงให้เห็นว่า การตีความหมายของพระ พุทธภาษิตนั้นมันมีได้หลายแง่หลายมุม. เรา ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทจะต้อง ยกเอา ความซื่อตรง

น.116 110 ต่อตัวเอง มาเป็นปณิธานอันเด็ดขาด หรือมี ความซื่อตรงต่อพระพุทธศาสนาเป็นปณิธานที่เด็ดขาด แล้วเราจะตีความหมายของประโยค หรือของคำ ต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามหลักของพระพุทธศาสนา อาตมารับประกัน ได้ว่า ถ้าท่านผู้ใดยึดถือหลักพระพุทธศาสนาอย่างที่ ได้กล่าวมาแล้วสองสามวันก่อนนั้นเป็นหลัก เช่นว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" อย่างนี้ เป็นหลักประจำอยู่ในใจแล้ว ไม่มีทางที่จะตีความ หมายของพระพุทธวจนะหรือคำใดคำหนึ่ง ให้ผิด พลาดไปจากแนวของพระพุทธศาสนาได้: ฉะนั้น จึงขอย้ำขอเตือนเสมอว่า หลักอันใหญ่ที่สำคัญ ที่สุดคือเรื่องความไม่ยึดมั่นถือ หรือความ เป็นอนัตตาหรือสูญญตานั้นแหละ เป็นหลัก ที่สำคัญที่สุด ที่เราจะต้องยึดไว้ตลอดกาล เพื่อความปลอดภัยในการตีความหมาย หรือ ทำความเข้าใจในหลักเกณฑ์ต่าง ๆ.

น.117 111 เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นอันว่าแม้ว่าอาตมาจะ ไม่ได้กล่าวโดยสิ้นเชิง ทุกเรื่องทุกราว เพราะมัน เหลือวิสัยที่จะนำมากล่าว แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า มันเป็น ตัวอย่างที่เพียงพอแล้ว ที่เราได้มีการตี ความหมายในหลักของพระพุทธศาสนาผิด เช่น ตีความหมายของคำว่าสันโดษ คำว่าสงบหรือความ สงัดอะไรเหล่านี้ผิด ตลอดถึงตีความหมายในหลัก ปฏิบัติเรื่องกรรม เรื่องวิปัสสนา เรื่องบุญกุศลผิด; ตลอดถึงตีความหมายของประโยคที่เป็น หลักในเรื่อง กิเลสตัณหา ที่ชอบอ้างเอ่ยกันทั่วไปนั้นผิด เหล่านี้ เป็นต้น. ที่นี้ อาตมาอยากจะกล่าวเลยไปถึง เรื่องที่ เกี่ยวกับองค์พระศาสดาเองบ้าง ท่านทั้งหลายพึงทราบว่า ได้มีการเข้าใจผิด ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วอย่างมากมาย แม้ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล จนปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

น.118 112 ทั่ว ๆ ไปด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระ ไตรปิฎกเล่มแรก. มันจะเป็นเพราะมีคนแกล้งหา เรื่องกล่าวให้ผิด หรือว่าเพราะเขาเข้าใจคำตรัสผิด นี่เราก็ไม่แน่นัก; แต่มันแน่ในข้อที่ว่าได้มี การ กล่าวหาอย่างผิด ๆ ต่อองค์พระสัมมาสัม พุทธเจ้าขึ้นแล้วอย่างมากมาย. พระพุทธองค์ทรงถูกประณามโดยคนภายนอก ว่า นิพโภโค คือ คนสิ้นเนื้อประดาตัว. นิพโภโค คำนี้แปลว่า มีโภคะออกแล้ว, ถ้าแปล อย่างไทย ๆ เรา ก็ต้องแปลว่า คนสิ้นเนื้อประดาตัว. มีคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า การที่เขา ล่ำลือกันอย่างนั้นนั้น เป็นการถูกหรือผิด เป็นการ กล่าวตามความเป็นจริงหรือเปล่า พระพุทธเจ้าท่าน ทรงยอมรับว่าจริง, คือจริงตามที่เขากล่าวอย่างนั้น, สิ้นเนื้อประดาตัวในที่นี้ มันก็เหมือนกับที่เราได้รับ คำอธิบายกันมาแล้วคือไม่มีตัว ไม่มีตัวตนที่จะยึดถือ ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของของตนนี้ก็แง่หนึ่ง. ถ้า 31

น.119 113 เพ่งเล็ง ไปในทาง โภคะ ที่เป็นทรัพย์สมบัติ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เป็นสมบัติคือกามคุณนั้น ท่านก็สิ้นเนื้อประดาตัวจริงเหมือนกัน คือไม่มีทั้ง กิเลสกามและวัตถุกาม. วัตถุกามก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่เอร็ดอร่อยเป็นเหยื่อของกามคุณ ; กิเลสกาม ก็คือตัณหาราคะที่เป็นกิเลสภายใน. นี่ ตรัสเรียกว่าทรัพย์สมบัติหรือโภคะ. สิ่งเหล่านี้ พระ • องค์ ได้ทำลายให้หมดสิ้น ไปแล้วที่ โคนต้นโพธิ์ในวัน ตรัสรู้ เมื่อวันเพ็ญวิสาขะ : พระองค์ทรงยืนยันเป็น ใจความว่า "ฉันเป็นผู้สิ้นเนื้อประดาตัวอย่าง เขาว่า ถูกแล้ว: แต่ไม่ใช่อย่างที่พวกท่านว่า เพราะการสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างที่ท่าน ว่านั้น มันมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง, ความสิ้นเนื้อ ประดาตัวของพระอรหันต์นั้น ต้องมีความ หมายอย่างนี้ " นี่เป็นเรื่องความเข้าใจเขว ของ คนในครั้งโน้น ที่หลงใหลในโภคทรัพย์ และใน กิเลสตัณหา แล้วพยายามเป่าข่าวอกุศล เพื่อไม่ให้ 31

น.120 114 . คนมานับถือพระพุทธเจ้า หรือว่าเพราะความเกรง กลัวอันแท้จริงว่า ถ้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะกลาย เป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวไป. ท่านลองคิดดูเอง: ส่วน อาตมาอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า แม้พวกเราในสมัยนี้ แม้ที่เป็นคนหนุ่มคนสาว ก็อาจจะกลัวเหมือนกับคน • พวกนี้กลัวก็ได้ คือกลัวว่า ถ้ามาปฏิบัติในทาง พุทธศาสนาแล้วจะหมดการเกี่ยวข้องกันกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, กลัวความสิ้นเนื้อประดาตัวในทำนอง นี้ แล้วไม่อยากสนใจในพุทธศาสนา ไม่กล้าสนใจ ในการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ไปก็ ได้. โทษมัน กว้างขว้างถึงอย่างนี้ เพราะความเข้าใจผิดอย่างเดียว หรือเพราะเกี่ยวกับมีความติดมันยึดมั่นในกามคุณเป็น เหตุ จึงทำให้มองพระพุทธเจ้าในแง่ผิด และ พลอยมองหลักพระพุทธศาสนาในแง่ผิดตามไปด้วย. ทีนี้ ในแง่ที่ เกี่ยวกับคำสั่งสอนเรื่อง กรรม พระพุทธเจ้าถูกเขาประณามว่าเป็น อกิริย-

น.121 115 วาทะ คือกล่าว การไม่มีการกระทำอะไร เสีย เลย. เขามาเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าว่ามีคนเขากล่าว กันว่า พระโคดมนี้เป็นกล่าวการไม่เป็นอันทำอะไร เสียเลย จริงไหม ? พระพุทธองค์ท่านก็รับอย่าง เดียวกันอีกว่ามัน จริง, แต่มันมีความหมายว่าที่ไม่ ทำอะไรเสียเลยนั้น คือไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศล; ชื่อว่าเป็นบาปเป็นอกุศลแล้ว, ไม่ทำเสียเลย, นี้เป็น ระดับแรก. แต่ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นก็คือ เมื่อมีความรู้ แจ้งในเรื่องอนัตตาสูญญตาแล้วย่อมไม่มีเจตนาที่อยาก ได้อะไร หรืออยากทำอะไร ฉะนั้น คนที่มาถึงขั้น นี้ ย่อมไม่ทำกรรมอะไรด้วยเจตนา จึงเป็นการไม่ กระทำหรือไม่ถือได้ว่าเป็นการกระทำ. พรหมจรรย์นี้ มีการกล่าวสอนและการปฏิบัติ เรื่องการไม่กระทำ ถึงที่สุดเช่นนี้ ด้วยเหมือนกัน. ถ้ามีพูดว่าพุทธศาสนา หรือ พระ พุทธ เจ้า สอน เรื่องการ ไม่กระทำอะไรเสีย เลยแล้ว ต้องหมายความอย่างนี้: ไม่ใช่หมาย ความว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว เอาแต่นอน ไม่

น.122 116 ทำอะไร. ที่แท้มีการกระทำสิ่งที่ควรทำ จนกระทั่ง ลุถึงขั้นสูงสุด คือความไม่ยึดถือด้วยอุปาทานแล้ว แม้กระทำอยู่ก็ไม่เป็นการกระทำ, ไม่มีกิเลสตัณหา ที่ต้องการผลของการกระทำ, ท่านจึงถือว่าไม่เป็น การกระทำ และเรียกว่าไม่มีการกระทำ. พระพุทธ- เจ้าท่านตรัสยืนยันมีความหมายอย่างนี้ ไม่ ใช่มีความ หมายอย่างที่เขาว่า ว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวเอา เปรียบคนอื่น อาศัยคนอื่นกินอย่างเดียว หรือว่า คนที่ยังมีกิเลส ทำอะไรไม่เป็นกรรม; หรือว่า คนที่หมดกิเลสแล้ว ทำอะไรยังเป็นกรรมอยู่ อีก, ดังนี้ก็หาไม่. มีคำกล่าวหาอย่างอื่นต่อไปว่า พระสมณ- โคดมนี้มีแต่จะนำไปทำให้พินาศฉิบหาย มีแต่ จะนำไปสู่ความฉิบหาย พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบ ว่า จริง อีกเหมือนกัน: แต่ว่า นำไปทำกิเลสให้ ฉิบหาย. อธิบายว่า กิเลสหรือบาปอกุศลต่าง ๆ นั้น พระองค์เป็นผู้นำคนทั้งหลาย ให้ทำให้มัน

น.123 117 ฉิบหายเสียให้หมด, ไม่ใช่ทำให้คนฉิบหายจาก ความดี หรือจากสิ่งที่ควรจะมี อย่างที่เขาเข้าใจกัน การป่าวข่าวอกุศลในครั้งนั้น คงจะมีถึงกับว่าใครไป เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องพินาศฉิบหาย ไม่มีอะไรติดตัว หรือไม่เอาอะไรหมดทำนองนั้น. มันเป็นเรื่องพูดอย่างสำนวนโลก ๆ แต่หาเลสให้มี ความหมายเกี่ยวไปถึงธรรม. พระพุทธเจ้าท่านทรง ยอมรับทุกคำและทุกประโยค ที่เขากล่าวป้ายร้าย แต่ท่านให้ความหมายที่ถูกต้องเสียใหม่. พวกเราจะ ต้องเข้าใจความหมายเหล่านี้ให้ถูกต้องเพียงพอ. มัน เป็นเครื่องช่วย ให้เราเข้าใจหลักของพระพุทธศาสนา หรือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดียิ่งขึ้น. คำด่าอันสุดท้าย ที่อยากจะยกมาเป็นตัวอย่าง ก็คือ เขาหาว่า พระสมณโคดมนี้เป็นคนไม่รู้ จักผุดจักเกิด. ท่านทั้งหลายที่รู้ภาษาไทยดีตาม ปรกติ ท่านก็ต้องถือว่าการหาว่าไม่รู้จักผุดจักเกิดนี้ มันเป็นคำด่าอย่างยิ่ง เป็นคำด่าที่เราถือกันว่าเป็นคำ

น.124 118 ด่าคนโง่ คนหลง คนมิจฉาทิฏฐิ ว่าแกโง่หรือเลว อย่างไม่รู้จักผุดจักเกิด. คนธรรมดาไม่มีความรู้เรื่องนี้ อย่างสมบูรณ์ อยากเกิดอยู่เรื่อย: อยากเกิดดี เกิดสวย เกิดรวย เกิดเป็นเทวดา เป็นอะไรอยู่เรื่อย ถ้าไม่ต้องเกิดแล้ว ก็เสียใจ หรือถือว่าเป็นความ เสียหายอย่างยิ่ง ประชาชนในแคว้นมคธ ในอินเดีย สมัยพุทธกาล ก็เหมือน ๆ กันกับคนไทยส่วนมากใน สมัยนี้: ถ้าว่าไม่รู้จักผุดจักเกิดแล้ว ก็กลัว. ถ้า ไปว่าเขาอย่างนั้น ก็กลายเป็นคนด่าเขา. เขาด่า พระพุทธเจ้า ว่าพระสมณโคดมเป็นคนไม่รู้จักผุด จักเกิด. ใครไปติดต่อด้วย ใครปฏิบัติตามแล้ว จะกลายเป็นคนไม่รู้จักผุดจักเกิด. มีคนบางคนก็ไป ทูลถามว่าพระองค์ว่า นี่ เขาว่าเช่นนี้ มันจริงหรือ ไม่จริง. มันถูกหรือไม่ถูก. พระพุทธเจ้าท่านตอบว่า มันถูกอีก คือ ท่านเป็นคนไม่รู้จักผุดจักเกิด เพราะว่ากิเลสตัณหาเหล่าใด ที่เป็นเหตุให้มี การผุดการเกิดไม่รู้จักสิ้นสุดนั้น ตถาคต

น.125 119 ได้ทำลายเสียแล้ว ทำให้หมดเชื้อหมดราก เหมือนตาลยอดเน่าแล้ว ตั้งแต่วันตรัสรู้ที่ โคนต้นโพธิ์. พระองค์ตรัสตอบเป็นใจความอย่างนี้ ฉะนั้น การหาพระองค์ว่าไม่รู้จักผุดจักเกิดนั้นถูกแล้ว, ความไม่รู้จักผุดจักเกิดของพระพุทธเจ้าในที่นี้ หมาย ถึงความหมดกิเลสตัณหาในการเกิด หรือในการ อยากเกิดโดยสิ้นเชิง. ทั้งนี้เพราะมองเห็นธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่น คน ไม่มีสัตว์ ไม่มีตัว ไม่มีตน อันเป็นหลัก เรื่องอนัตตาเรื่องสูญญตาถึงที่สุด จนไม่มีคนที่จะ เกิด ไม่มีคนที่จะตายเสียเลย นี้มันยิ่งไปกว่าที่จะ กล่าวแต่เพียงว่าคนไม่รู้จักผุดจักเกิดเป็นไหน ๆ. ถือมั่น. แต่ยังมีสิ่งที่น่าคิดยิ่งไปกว่านั้นอีกว่า ความ เห็นแจ้ง ว่าคนหรือสัตว์ไม่มี แม้เดี๋ยวนี้ ก็ไม่มี ความรู้เรื่องสูญญตา หรือเรื่องอนัตตา นี้ สอนให้เรารู้ว่า แม้เดี๋ยวนี้ พวกเราที่นั่งๆกันอยู่ นี้ ก็ไม่ได้เป็นคนอยู่เลย. ถ้ามองเห็นความจริง. ก็

น.126 120 จะมีความรู้สึกอย่างนั้นจริง. ถ้าเข้าใจเรื่องสูญญตา เรื่องอนัตตา เห็นแจ่มแจ้งถึงที่สุดจริง ก็จะรู้ว่าที่ กำลังคิดอยู่ว่าตัวข้าพเจ้าเป็นอยู่ มีอยู่ เดี๋ยวนี้นั้นไม่ ใช่ความจริง. ความจริงคนไม่มี มีแต่ประชุมแห่ง ขันธ์แห่งธาตุ แห่งนาม แห่งรูป สิ่งเหล่านี้ เมื่อ ประกอบอยู่ด้วยกิเลส มีอุปาทานยึดถืออย่างนั้นอย่าง นี้แล้ว ก็เข้าใจตัวเองว่าเป็นฉัน เป็นกู; ฉันนั่งอยู่ เดินอยู่ ทำนองนี้เป็นต้น. ความรู้เรื่องสูญญตา เรื่องอนัตตา ย่อมสอนให้หมดความนับถือ ว่าเป็นคน; จะหมายถึงคนเดี๋ยวนี้ หรือคนในอดีต หรือคนในอนาคตก็สุดแท้ " ความไม่รู้จักผุดจัก เกิด" ของพระพุทธเจ้าท่านมีความหมายอย่างนี้และ มันสูงสุดกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้. ฉะนั้น ท่าน ผู้ฟังทุกๆคนควรจะจำไว้เป็นตัวอย่างว่า ทางมาแห่ง การกล่าวหาอย่างอกุศลหรือป้ายร้ายนั้น มัน มีได้ แม้ในสิ่งที่ถูกต้องหรือบริสุทธิ์ผุดผ่อง; แต่เราอย่าไปหลงผิดก็แล้วกัน คือเราพยายามตีความ

น.127 121 หมายให้ถูก โดยที่เราจับหลักพระพุทธศาสนาที่แท้ จริงไว้ให้ได้ไว้ให้มั่นคง อย่าให้มันพลิกแพลงได้. นี่ เราจะเห็นได้ว่าคำด่าทั้งหมดนั้น มันเกิดมาจากปาก ของบุคคลที่ไม่ มีความรู้เรื่องความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้ง นั้น. ถ้าเขาเข้าใจในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะเกิดความสงสัย หรือกลายเป็นคำประชดประชัน ขึ้นมาไม่ได้. ทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวกับองค์พระศาสดา. อาตมา ได้ยกตัวอย่าง มาพอ เป็น เครื่อง เปรียบเทียบ หรือให้สังเกตเห็นว่ามีแง่ที่จะเขวได้อย่างนี้. คน มิจฉาทิฏฐินอกพระพุทธศาสนาเมื่อมุ่งจะทำลายพุทธ- ศาสนา ย่อมจะหาเลศอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวกับ ตัวลัทธิศาสนาก็ดี เกี่ยวกับองค์พระพุทธเจ้าก็ดี มา เป็นเครื่องอ้างอิง มาเป็นเครื่องพูดจาหว่านล้อม ให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ให้ละจากศาสนานั้น ๆ ไปถือ ศาสนาของเขา หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิดิ่งไปเลย โดย ไม่ต้องมีศาสนาไหน ไม่ถือศาสนาอะไรเลยก็ได้

น.128 122 ฉะนั้นเราควรจะเข้าใจไว้ว่า ลู่ทางที่จะถูกหลอก ลวงออกไปนอกศาสนา หรือทางที่จะกีดกัน ไม่ให้คนเข้ามาถือพุทธศาสนา ย่อมอยู่ที่การ รู้เล่ห์เหลี่ยมในการอธิบาย หลักพุทธศาสนา ให้เขาไป หรืออธิบายคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ให้ผิดจากความเป็นจริงไปนี่เอง. ทีนี้ ข้อสุดท้ายที่อาตมาอยากจะฝาก ไว้สำหรับการคิดนึกศึกษาต่อไป นั้น ยังมีอยู่อีก ข้อหนึ่ง ในเมื่อได้พูดเรื่องนี้มาถึงขนาดนี้แล้ว. ใน สมัยที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว เผยแผ่พระพุทธ- ศาสนาอยู่ในแคว้นมคธได้มีคนมาบวชในพุทธศาสนา มากขึ้น จนกระทั่งสาวกของสญชัยปริพพาชกสองร้อย กว่าคนมาบวชในศาสนานี้ ซึ่งมีพระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะเป็นผู้นำ. นี้เป็นการแสดงให้เห็นได้ แล้วว่า พุทธศาสนาเป็นปึกแผ่นอย่างไร มีอิทธิพล อย่างไร. ทีนี้ พวกชาวมคธที่เป็นชาวบ้านธรรมดา

น.129 123 ไม่มีความเข้าใจ มองไม่เห็นความดีความประเสริฐ ของพุทธศาสนานี้ พากันเยาะเย้ยถากถาง. พวกที่ เป็นสาวกของลัทธิอื่น ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ถึงกับ จ้างคนให้มาคอยด่าพระพุทธเจ้าเองบ้าง, ด่าพระสาวก องค์ใดองค์หนึ่ง ที่ผ่านไปผ่านมาบ้าง, ต่าง ๆ นานา, เขาเยาะเย้ยว่า เอาพวกสญชัยนี้ไปตั้งสองร้อยกว่าแล้ว จะมาเอาพวกไหนไปอีกเล่า, อย่างนี้เป็นต้น. ประโยค ที่น่าขันที่สุด ก็คือเขาประณามว่า พรหมจรรย์ ของพระสมณโคดมนั้นดีแต่จะทำคนให้เป็น หม้าย, ลองฟังดู. เขากล่าวหาว่าพรหมจรรย์ชนิด ของพระสมณโคดมนั้น ดีแต่จะทำคนให้เป็นหม้าย. เกี่ยวกับเรื่องนี้เราจะต้องเข้าใจในสถานการณ์ ในประเทศอินเดียที่เกี่ยวกับการบวช ให้ถูกต้องเสีย ก่อน เพราะมันไม่เหมือนกันกับในประเทศไทยเรา. ในประเทศไทย เราให้คนหนุ่ม ๆ บวชโดยไม่ต้อง มีความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อโลกอย่างไร, บวช ๓ เดือน ๔ เดือน แล้วก็สึกมามีครอบครัว มันจึงไม่ ได้ทำ

น.130 124 ให้คนเป็นหม้าย. แต่ในอินเดียในสมัยโน้นนั้น มัน เป็นการออกบวชของคนที่มองเห็นธรรมะ มองเห็น ความจริงของโลก ของชีวิต ของกามารมณ์. ของ อะไรต่างๆ อย่างถูกต้องสิ้นเชิง แล้วออกบวช แล้วไม่สึก ฉะนั้นจึงมีผลทำให้คนเป็นหม้าย. ถ้า ภรรยาออกบวช ผัวก็เป็นหม้าย. ผัวออกบวช ภรรยาก็เป็นหม้าย: พรหมจรรย์ของพระสมณโคดม จึงถูกคนแต่งเพลงขับขึ้นขับใส่หู กล่าวหาว่าดีแต่ทำ ให้คนเป็นหม้าย. พระพุทธเจ้าท่านได้ชี้แจ้งลู่ทาง จะให้ขับตอบ, จะเป็นเด็ก ๆ หรือคนพวกไหนก็ไม่ ทราบแน่, ให้ขับบทเพลงตอบ. แต่จะเป็นบทเพลง อยู่ที่ว่า จะแก้ข้อหาเหล่านั้นอย่างไร, ข้อที่หาว่า จะนำไปข้างไหนนั้น ท่านแนะให้อธิบายให้เขาเห็น ว่านำไปสู่ความดับทุกข์ ไม่ใช่พาไปไหน: ที่พา คนเหล่านี้ไปนั้น ไม่ใช่พาไปไหน เป็นการพาออก จากการทนทรมานในความทุกข์ ออกไปสู่ที่สุดทุกข์:

น.131 125 จะพาใครออกมาได้สักกี่ร้อยกี่พันคนก็ตาม มันเป็น การพาออกไปสู่ที่สุดของความทุกข์ เพราะฉะนั้น การที่ทำให้คนเป็นหม้ายนั้น มันเป็นการเสีย หายที่น้อยเกินไป! หมายความว่า การนำให้ ออกไปจากบ้านเรือนนี้ มันเป็นเรื่องพ้นจากความ ทุกข์ โดยสิ้นเชิง การทำคนให้เข้าถึงอนัตตาหรือสูญญ ตา นี้ มันมีค่ายิ่งกว่าการที่ยังคงอยู่เป็นสามีภริยา กันตามประสาโลก ๆ, จนกระทั่งเกิดมี โวหาร เรียกว่า "การสมรสกับสูญญตา" ซึ่งหมายถึง การเข้าถึงความหลุดพ้น หรือความปล่อยวาง สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เคยยึดถือเป็นตัวตน หรือของตนโดยสิ้นเชิง! เป็นความพ้นจากทุกข์ ที่เที่ยงแท้และถาวร ไม่มีการเปลี่ยนแปลง. อุปมา เรื่องสูญญตานี้ คืออุปมาด้วยเรื่องว่า สูญญตา เป็นนางสาวที่ไม่รู้จักแก่ชรา เป็นต้น; ผู้ที่สมรส กับสูญญตา จึงพลอยเป็นผู้ที่ไม่รู้จักแก่ไปด้วย แล้ว

น.132 126 ก็ยังแถมอยู่เหนือความมีเพศ "ผู้หญิงก็สมรสกับ สูญญตาได้ ผู้ชายก็สมรสกับสูญญตาได้ หามี ใครเป็นหม้ายไม่ ! แล้วยังกลายเป็นผู้ที่ว่างจาก กิเลส และว่างจากความทุกข์ เป็นความสงบสุขที่ เป็นอนันตกาล เพราะฉะนั้นจึงมีความหมายมากพอ จะลบล้างข้อเสียหาย ที่ว่าจะต้อง เป็นหม้าย นั้นเสียได้ โดยสิ้นเชิง. ท่านอธิบายอย่างนี้ เพื่อแก้ข้อหา ของ คนที่เขาด่าว่าพรหมจรรย์ของพระสมณโคดมนี้ มี แต่จะทำให้เป็นหม้าย ทีนี้ เรามานึกถึงสถานการณ์อย่างปัจจุบันนี้ที่มี ผู้ตั้งคำถามว่า คนที่ออกบวชนั้น จะได้อะไรคุ้ม กันกับการที่ทำให้คนที่อยู่ข้างหลังต้องลำบาก หรือต้องเป็นหม้าย. เกี่ยวกับปัญหานี้เราจะต้อง คำนึงถึงสิทธิของมนุษยชน หรือสิทธิอันชอบธรรม ที่บุคคลเราควรจะได้รับ ในการที่จะบรรเทาความ ทุกข์ หรือทำความดับทุกข์ให้แก่ตน. สามีก็ควร จะบวชได้: ภรรยาก็ควรจะบวชได้, ไม่ควรจะ

น.133 127 จำกัดว่าควรบวชแต่ผู้ชาย. พรหมจรรย์ของพระ สมณโคดมนี้ ไม่ได้ระบุว่าบวชได้แต่ผู้ชาย ผู้หญิง ก็บวชได้; ฉะนั้นจึงเป็นสิทธิที่เปิดไว้กว้าง ไม่ได้ มุ่งหมายให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหม้าย แต่มุ่งหมาย ที่จะให้คนทุกคนมีทางจะออกจากความทุกข์ ด้วย ความสมัครใจ ด้วยความพอใจ ด้วยความเฉลียว ฉลาด ไม่โง่เง่า ในเมื่อเห็นว่าทางนี้เป็นอุบายที่จะ ดับทุกข์ โดยตรง ออกไปสู่ความไม่มีทุกข์ ที่สดชื่น ไม่รู้จักโรยรา ตลอดอนันตกาล: อาตมาขอใช้ สำนวนอย่างนี้: คือมันก็เป็นสิทธิที่ทุกคนจะทำได้; ฉะนั้น ควรจะเลิกกล่าวหาพุทธศาสนาว่ามี ไว้สำหรับ ทำให้คนฝ่ายหนึ่งลำบาก ในเมื่อคนฝ่ายหนึ่งออกไป บวช 'และทำให้คนที่เหลือเป็นหม้ายมากขึ้นในโลก; เพราะว่าพุทธศาสนาได้เปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายบุรุษและ สตรีถ้าทำได้ ก็จะนำไปสู่ผลที่ยิ่งไปกว่าการอยู่กันเป็น คู่ๆนั้น อย่างมากมายเหลือที่จะเปรียบกันได้. มัน ยังขาดอยู่ก็แต่สติปัญญาของสัตว์เหล่านั้น ว่า

น.134 128 จะมีเพียงพอที่จะพินิจพิจารณาดูจนเห็นความจริง ข้อ นี้หรือไม่เท่านั้น. เป็นอันว่าเราได้เปลืองข้อครหา หรือแง่ที่ เขาจะกล่าวร้ายพระพุทธศาสนา หรือแม้ที่เราจะเข้า ใจเขาเอง ด้วยความเข้าใจผิดงมงายของเราอย่าง เขว ๆ นั้น กันมาพอสมควรแล้ว สำหรับโอกาส ของการบรรยายที่มีอยู่เพียงเท่านี้ ขอ สรุปการบรรยาย ในวันนี้ เป็นหลักสั้นๆ ว่า เราอย่าพลอยตื่นเข้าใจหลักธรรมต่าง ๆ ไปตามเสียงเล่าลือ นี้เป็นประการแรก: และ ประการที่สอง เราอย่าผลุนผลันเข้าใจหรือยึด มั่นถือมั่นหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านั้น ไปตาม ความรู้ความเข้าใจของเราเอง ในความรู้สึก ที่เกิดขึ้น อันเกี่ยวกับหลักพระพุทธศาสนา หรือเหตุการณ์ต่างๆ ในพระพุทธศาสนา ใน ครั้งแรก. และประการที่สาม, การได้ยินได้ฟัง

น.135 129 ของเราติดต่อมาทุกครั้ง ควรจะเป็นไปเพื่อให้ เข้าใจหลักพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นทุกคราว. และว่า คนที่อุส่าห์มาศึกษามา ฟังอยู่นี้ มักหวังผลกันไปเสียอีกทางหนึ่ง. พระพุทธเจ้าท่านได้ว่าโมฆะบุรุษนี้ ศึกษาสุตะคือ สดับตรับฟังสิ่งต่าง ๆ ก็ตาม เรียนปริยัติต่าง ๆ ก็ตาม ก็เพราะปรารภเสียงสรรเสริญ. หรือเพื่อเอาสิ่งที่ได้ ยินได้ฟังนั้นไปเป็นเครื่องประกอบความรู้ หรือเพิ่ม น้ำหนักให้แก่ถ้อยคำของตนเสียเป็นส่วนใหญ่, ไม่ ได้มาฟังมาศึกษาเพื่อจะเข้าใจเรื่องความดับทุกข์. ที่นี้ เราควรจะคิดดูว่า การที่พวกเราได้ยินได้ฟัง หรือ ได้รับการอบรมนี้ มันจะอยู่ในลักษณะอย่างที่กล่าว นี้หรือเปล่า? เราฟังเพื่อเอาไปปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์ กัน หรือว่าเพื่อผลเพียงว่าเขาล่ำลือเขาสรรเสริญกัน ว่าความรู้ทางพุทธศาสนานี้ดีวิเศษ ถ้าเรารู้แล้ว เรา ก็เป็นคนที่น่าสรรเสริญไปด้วย ดังนี้ หรือเปล่า ? หรืออีกอย่างหนึ่งว่า เราได้ยินได้ฟังนี่ เพื่อจะจดจำ

น.136 130 เอาไปเป็นเครื่องอ้าง ในเมื่อเราจะโต้เถียงกับคนอื่น มันจะได้มีน้ำหนักแก่คำพูดฝ่ายเรา อย่างนี้เป็นต้น. ถ้ามีความมุ่งหมายเพียง ๒ อย่างดังนี้แล้ว พึงถือว่า การได้ยินได้ฟังของเราทั้งหลายในที่นี้ กำลังเขวมาก ทีเดียว: มันจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง คือจะให้เข้าใจ หลักพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง เพื่อจะวินิจฉัยสิ่ง ต่าง ๆ ได้ถูกต้อง แล้วปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของตนเอง หรือของโลกได้ถูกต้อง. ฉะนั้น การอบรมศึกษา เพื่อประกันความไขว้เขวดังที่เรากำลังกระทำ กันในวันนี้ จึงนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง แม้ ในทางปริยัติ แม้ในทางปฏิบัติ แม้ในทาง ผลที่จะพึงได้รับและแม้ที่สุดแก่พระประสงค์ ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาเอง หรือแก่ พระศาสนาซึ่งจะตั้งอยู่เป็นร่มโพธิ์ทอง ของ โลก คุ้มครองโลกให้ยืนยาวตลอดไป. อาตมา ขอ ยุติ คำ บรรยาย วันนี้ เพราะการหมดเวลาลงเพียงเท่านี้.

น.137 พิมพ์ที่ โรงพิมพ์อักษรสาสน์ 40 ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. 21139 นายสมบูรณ์ ทองแท้ ผู้พิมพ์โฆษณา 2505

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต