น.57 50 ที่แท้จริง ฉะนั้นจึงได้พยายามชี้ให้เห็นทุกอย่างทุก ทาง ว่าตัวความสงบเป็นอย่างไร ศีลวัตรเป็นอย่างไร ที่สงัดเป็นอย่างไร เป็นต้น กันความเข้าใจเขว. การที่เข้าใจเขวนี้ เป็นเครื่องกีดขวางอย่างร้ายแรง ที่ทำให้เราไม่เข้าถึงตัวพุทธศาสนา. ฉะนั้นขอให้ นำไปพินิจพิจารณาให้ดี ให้พวกเราผู้มีความตั้งใจดี ได้รับผลตรงตามที่พุทธศาสนามุ่งหมายให้จนได้ ทีนี้ ก็มาถึงข้อที่เข้าใจได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก คือ เรื่อง สูญญตา หรือ อนัตตา หรือบทที่ตรัสว่า " สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ที่แสดงไว้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่าง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ ตัวไม่ใช่ตน หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างจากตัวตน ไม่ควร ยึดถือว่าเรา ว่าของเรา หรือไม่น่าเอาไม่น่าเป็น นั่นเอง. แต่ในที่นี้ จะพิจารณากันเฉพาะ ในข้อที่ทำให้เขว. ความเข้าใจเขาอาจจะเกิดขึ้น
น.58 51 ในข้อที่ว่า ถ้าไม่น่าเอาไม่น่าเป็น เพราะเป็นอนัตตา แล้ว จะทำงานประกอบอาชีพเพื่อให้มีชีวิตอยู่ในโลก นี้ไปทำไม หรือว่าเมื่อไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นแล้ว เราจะทำหน้าที่การงานไปทำไม หรือจะมีชีวิตอยู่ ไปทำไม ฆ่าตัวตายเสียไม่ดีกว่าหรือ จะได้เร็วเข้า ; หรืออาจสงสัยว่า เราจะทำมาหากินกันได้อย่างไร จะ เอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาประกอบการทำมาหากิน จะเอา กำลังใจที่ไหนมาขะมักเขม้นในหน้าที่การงาน. ท่าน ทั้งหลายอาจจะเคยคิดเขวใน หลัก ธรรมะข้อนี้มาแล้ว บางคน ว่าเรื่องอนัตตาหรือสูญญตานี้ จะทำให้หมด กำลังใจในการที่จะทำการงานให้ก้าวหน้า. ความ เขาในข้อนี้ มันมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เราไม่รู้ ความมุ่งหมาย เช่นเดียวกับเรื่องความสันโดษ. เพื่อ ความเข้าใจได้ง่าย อาตมาอยากจะขอย้อนไปกล่าว ถึงเรื่องที่เล็กไปกว่านั้นเสียก่อน คือเรื่องการระลึก ถึงความตาย. ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผู้เข้าใจผิดอยู่มาก เหมือนกัน.
น.59 52 หลักพุทธศาสนามีอยู่ข้อหนึ่ง ที่สอน ให้นึกถึงควานตาย ว่าคนเราต้องตายแน่ ตาย ทุกคน. ที่นี้คนบางคนก็เกิดความเข้าใจผิดว่า ถ้า ต้องตายแน่ละก็. จะไปทำงานทำไม รอ ๆ ไปไม่ กี่วันมันก็ตาย แล้วก็มีมืออ่อนตีนอ่อน คือไม่อยาก ทำงาน มีอาการเป็นอย่างนั้นไป นี่ก็เพราะเข้าใจ คำสอนเรื่องให้ระลึกความตายนั้นผิด. ที่แท้ท่าน สอนให้ขะมักเขม้นว่า คนเราเกิดมา ต้องฟัน ฝ่าให้ลุถึงจุดหมายปลายทางของความเป็น มนุษย์ให้ได้ ความตายมันมีอยู่ต่อหน้าเรา มัน อาจจะมีมาถึงเมื่อไรก็ได้ ฉะนั้นในการที่จะไม่ให้ เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เราจะต้องรีบทำหน้าที่ ที่จะต้องทำ ให้เสร็จเสียก่อนที่ความตายจะมาถึง ถ้าเราไม่ระลึกถึงความตาย ก็มัวประมาทและผลัดวัน ประกันพรุ่ง. เมื่อผลัดวันประกันพรุ่ง ก็ไม่ได้ทำ เรื่อยไป เลยไม่ได้ลุถึงจุดหมายปลายทางที่เราควร จะได้จะถึง. แม้ในเรื่องโลก ๆ เช่นเรามุ่งหมาย
น.60 53 ไว้ว่า เกิดมาในชีวิตนี้เป็นฆราวาส จะเรียนให้ถึง ขีดนั้น และจะประกอบหน้าที่การงานให้ประเทศชาติ ของเราให้ถึงขีดนั้น แล้วจะเป็นอยู่อย่างนั้น ๆ. ถ้า เราระลึกถึงความตาย ก็หมายความว่าระลึกเพื่อให้ เรารีบทำการเรียน หรือรีบประกอบหน้าที่การงาน ให้ถึงจุดนั้น. นี่ เป็นความมุ่งหมายของคำสอน ในพระพุทธศาสนา. แต่ถ้าเป็นเรื่องทางฝ่ายศาสนา แท้ ๆ ก็คือให้รีบปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา หรือ เจริญวิปัสสนาก็ตาม ให้ได้รับผลเสียโดยเร็ว. คำ สอนในกรณีอันเกี่ยวกับความตายเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ ให้นอนงอมืองอตีน รอความตาย ด้วยความเข้าใจ เขวเช่นที่กล่าวมาแล้วเป็นตัวอย่าง. ความเข้าใจเขว ในข้อนี้ มีลักษณะฉันใด ความเข้าใจเขวในเรื่อง สูญญตาหรืออนัตตา ก็อย่างนั้น. อย่าได้เข้าใจเขว ไปว่า เมื่อสิ่งทั้งหลายว่างเปล่า ไม่ควรยึดถือว่าเรา ว่าของเรา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นแล้ว เราก็ไม่ต้อง ทำอะไร ปล่อยเฉย ๆ ดังนี้.
น.61 54 ความจริงมีอยู่ว่า คนเราทุกคนในโลกนี้ เกิดมาในท่ามกลางสิ่งซึ่งไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น แต่แล้วหัวใจของเราก็ทนไม่ได้ ได้เข้าไปเอา เข้า ไปเป็น เข้าไปเป็นทาสมัน ฉะนั้นหน้าที่ โดยตรง ของเราก็คือรีบทำ คือรีบเรียนหรือรีบปฏิบัติ เพื่อ ให้มีจิตใจเปลี่ยนรูปไปอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ซึ่ง แม้จะต้องตกอยู่ในท่ามกลางสิ่งทั้งหลาย ที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นนี้ ก็อยู่ได้โดยปรกติสุข คือไม่ตกเป็น ทาสของสิ่งเหล่านี้ ซึ่งที่แท้ ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น แต่ เราเข้าใจว่าน่าเอาน่าเป็น แล้วสมัครเข้าไปเป็นทาส ของมัน. เรามีตัณหาต่าง ๆ นานา และได้รับความ ทุกข์อยู่ทุก ๆ ชนิด ในชีวิตประจำวัน ก็เพราะเราไม่ เคยนึกถึงเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อปฏิบัติเอา ชนะความทุกข์ประจำวันเหล่านี้. ที่นี้ ถ้าเรารู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น ขืนไป ยึดถือจะเอาจะเป็นให้ได้ตามที่เราต้องการแล้ว มัน จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา เราก็จะมีสติปัญญาชนิดที่
น.62 55 ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับมันได้ ในลักษณะที่ถูกต้อง ที่สุด ไม่ให้เป็นอันตรายที่สุด. อุปมาในเรื่องนี้ ท่านเปรียบเหมือนงูที่มี พิษร้ายกาจ แต่เราก็มีความจำเป็น หรือมีธุระหน้าที่ การงาน ที่จะต้องไปจับเอางูนั้นมาใช้ประโยชน์ ใน การประกอบการงานของเรา หรือว่าเราต้องอยู่ใน ท่ามกลางระหว่างงูเหล่านี้ เราจะอยู่ได้อย่างไร หรือ เราจะไปจับมันมาได้อย่างไร ? เราจะต้องมีอุบาย ที่ฉลาด มีความรู้ที่เพียงพอ แล้วไปจับมันมา ได้ ทำให้มันอยู่ในอำนาจของเราได้ ด้วยความรู้ ที่เพียงพอ มันเลยไม่เป็นพิษ ไม่เป็นอันตรายแก่เรา เราใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้ตามความต้องการของ เรา เป็นเครื่องรับใช้เรา เป็นบ่าวเป็นทาสเรา แทนที่เราจะไปเป็นทาสมัน. โลกนี้ก็เป็นอย่างเดียว กัน ถ้าเรามีความรู้เรื่องอนัตตา หรือเรื่องสูญญตา ถูกต้องเพียงพอบริสุทธิ์บริบูรณ์เพียงพอแล้ว เรา สามารถ จะ ทำ ให้ โลก อัน เต็ม ไป ด้วย อัน ตราย
น.63 56 และความยุ่งยากนี้ทั้งโลก ให้มาอยู่ในฝ่ามือ หรือในกำมือของเราได้ เป็นเครื่องอำนวย ความสะดวกสบายให้แก่เรารับใช้เรา ฉะนั้น มันเป็น เรื่องที่จำเป็น หรือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่เรา จะต้องมีความรู้เรื่องนี้ ในลักษณะที่เราจะไม่ไป อยู่ภายใต้ โลก ให้โลกทั้งโลกทั้งหมดทั้งสิ้นมันมา ทับเรา บีบเรา ขยี้เรา เพราะขึ้นชื่อว่าโลก หรือ สิ่งต่าง ๆ ที่รวมเรียกกันเข้าว่าโลกนี้ มันคือสิ่งซึ่งเป็น มายา ประกอบกันเข้าเป็นภาวะอย่างนั้นอย่างนี้ ล้วนแต่เป็นอนัตตาหรือสูญญตา ล้วนแต่มีความไม่น่า ปรารถนา ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น และเหมือนกับ งูพิษที่กล่าวแล้ว. ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันใน ลักษณะที่ผิดทาง มันจะกัดเอา มันจะตบหน้าเอา หรือถ้ากล่าวตรง ๆ ก็คือมันจะท่วมทับเอา. แต่ถ้า เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันในลักษณะที่ถูกต้องแล้ว มัน จะสำเร็จประโยชน์ คือไม่ถูกมันกัด ไม่ถูกมันขบ ไม่ถูกมันตบหน้า ไม่ถูกมันท่วมทับ มันจะกลาย
น.64 57 เป็นของเล็ก ๆ ที่มาอยู่ในกำมือเรา. นี่คือ ผลหรือ อานิสงส์ อันแท้จริงของความรู้เรื่องอนัตตา หรือสูญญตา. สรุปความว่า ความรู้เรื่องสูญญา หรือ อนัตตานั้น มีใจความสำคัญเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแต่เป็นมายาหลอกลวง แล้ว ก็จะเผาผลาญคนโง่ที่เข้าไปยึดถือเอาเป็นจริงเป็นจังว่า เป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ให้เร่าร้อนระส่ำระสาย อยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน มีลักษณะเป็น ปีศาจที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรก ไม่ใช่เป็นมนุษย์ แม้แต่ธรรมดา. แม้ว่าจะมีร่างกายหน้าตาอย่าง มนุษย์ แต่มีจิตใจหรือภาวะแห่งจิตใจอันเร่าร้อนใน ภายในเหมือนกับสัตว์นรก เพราะขาดความรู้เรื่อง สูญญตา หรือ อนัตตา. ฉะนั้นถ้า ผู้ใดมีความรู้ เรื่องสูญญตา หรือ อนัตตา เป็นหลักประจำ ใจอยู่ นั่นแหละคือมีความรู้ที่เป็นตัวพุทธ
น.65 58 ศาสนาแท้ ทั้งดุ้นทั้งชิ้นทั้งอัน เป็นสรณะที่พึ่งอยู่ ในจิตใจ เป็นเครื่องคุ้มครองไม่ให้ความทุกข์ทุกชนิด มาเบียดเบียนบีฑาได้ เป็น เครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สุด เป็น เครื่องรางที่แท้จริง ไม่ใช่เครื่องราง อย่างหลอก ๆ อย่างพระเครื่องอย่างตะกรุดพิสมรเป็น ต้น ซึ่งเป็นของสำหรับคนที่ยังโง่อยู่ต่ำอยู่. เครื่อง รางที่แท้จริง คือ ความรู้เรื่องสูญญตา หรือ เรื่องอนัตตา ที่จะเป็นการป้องกันไม่ให้คนเราถูก เบียดเบียนด้วยความทุกข์ทุกชนิดนานาประการ ขอให้ท่านทั้งหลายเลิกความเข้าใจเขว ใน เรื่องความตาย หรือเรื่องสูญญตา เรื่องอนัตตา นี้ กันเสียโดยเด็ดขาด. มันเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด ที่ ทุกคนจะต้องมี ความรู้ ความเข้าใจ ตามมาก ตามน้อย แล้วให้ก้าวหน้าไปตามลำดับ ๆ จนกระทั่งถึงที่สุด ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายไว้. เมื่อนั้นแหละจะ ได้ชื่อว่า ท่านมีพุทธศาสนา เข้าถึงพุทธศาสนา ได้ รับผลของพุทธศาสนาเต็มที่อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์. มัน
น.66 59 ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนที่จะต้องไปอยู่ในป่าในดง หรือ เป็นบรรพชิต เป็นนักบวช แต่เป็น เรื่องของ คนทุกคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ในโลก เพราะว่า ถ้าคนใดมีชีวิต คนนั้นก็มีจิตใจที่รู้สึกคิดนึกได้ เจ็บ ปวดได้ หัวเราะได้ ร้องไห้ได้ หรืออะไรทำนอง นั้น ; มันจึงเป็น เรื่องของคนทุกคนที่มีชีวิต ที่เขาจะต้องเอาความรู้ข้อนี้ของพระพุทธเจ้า ไปใช้สำหรับบำบัดอาการขึ้น ๆ ลง ๆ แห่ง ความทุกข์ในชีวิตของเขา, ฉะนั้น จึงถือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด สำหรับสิ่งที่มีชีวิต. ขอ ให้ท่านจำประโยคนี้ไว้ก็แล้วกัน ว่ามันเป็น เรื่องที่ จำเป็นที่สุดสำหรับสิ่งที่มีชีวิต. เราจะได้มีความ เข้าใจถูกหรือสัมมาทิฏฐินี้ ไปตั้งแต่ต้น ว่าเรื่อง สูญญตา หรืออนัตตา ซึ่งเป็นใจความอันแท้จริงของ พุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน และ หยุดความเข้าใจเขวกันเสียที.
น.67 60 บัดนี้เวลาก็สิ้นสุดลงแล้ว แต่หัวข้อที่พวกเรา กำลังเข้าใจเขวยังไม่หมด. อาตมาต้องขอโอกาส ไว้บรรยายต่อในวันหลัง ในเรื่องที่จะเข้าใจเขวนี้ อีกสักวาระหนึ่ง. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะ หมดเวลาลงเท่านี้ก่อน.
น.68 พุทธทาส ภิกขุ บรรยายอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา ๏ ๏ มิถุนายน ๒ ๕ ๐ ๑ เรื่อง สิ่งที่อาจ เข้าใจเขว (ต่อ)
น.69 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย วันนี้อาตมาจะได้บรรยายต่อเรื่อง แง่ที่อาจจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจเขว เกี่ยวกับ หลักพระพุทธศาสนา ต่อจากเมื่อวานนี้. เรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้นมีอยู่ว่า หลัก พุทธศาสนา โดยเฉพาะของพระพุทธโคตมะ นั้น มีใจความสั้น ๆ สรุปไว้ในประโยคว่า " สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น " แต่เนื่องจาก เรามีความยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นปรกติ หรือกล่าวได้
น.70 64 ว่าเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทั้งหลายทีเดียว แม้แต่ สัตว์ที่ไม่ใช่มนุษย์ ก็กล่าวได้ว่ามีความยึดมั่นถือมั่น อยู่เป็นปรกตินิสัยทั้งนั้น และโดยเฉพาะก็คือยึดมั่น ตัวเองว่า " ตน " และยึดมั่นสิ่งต่าง ๆ ที่เนื่องกัน กับตนนั้น ว่า "ของ ๆ ตน" ซึ่งเราเรียกว่าความ ยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้น คำสอนที่ถูกตรงกับปรกตินิสัย ของสัตว์ จึงได้แก่คำสอนที่ให้ยึดมั่นถือมั่น คือให้ รักตัวของตัว รักของของตัว และยึดมั่นในสิ่งเหล่า นั้น. ส่วนพุทธศาสนากลับไปมีหลักตรงกันข้าม คือ กลายเป็นสอนไม่ให้ยึดมั่น ; ทีนี้ เชื้อของความ ยึดมั่นของคนเรา ยังคงมีอยู่ ก็เลยคิดแบ่งแยกเอา เองว่า บางอย่างสอนให้ยึดมั่น บางอย่างเท่านั้นที่ ไม่ควรยึดมั่น. ความที่อยากจะยึดมั่นนั่นแหละ ทำ ให้คิดนึกหาสิ่งที่ควรยึดมันอยู่เรื่อย จนเข้าใจหรือฟัง ประโยคที่ว่า "ให้ปล่อยวางให้หมด" นั้นไม่ถูก คือฟังไม่ออก ถึงกับถามขึ้นว่า "ปล่อยหมดปล่อย วางหมดแล้ว จะให้ถืออะไร" ยังคงถามอย่างนี้อยู่
น.71 65 เรื่อย เพราะไม่สามารถจะเข้าใจว่าจะต้องปล่อยวาง โดยสิ้นเชิง. นี่เอง เป็นมูลเหตุที่ให้เกิดความเข้าใจ เขว ในการที่จะยึดเอาสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุด หรือสิ่ง สุดท้ายนั้น ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน ดังที่ ได้อธิบายแล้วเมื่อวานนี้ ว่าแม้ในหมู่พุทธบริษัท ก็ยัง มีจับพลัดจับผลู จนเกิดมีหลักว่าให้แสวงหาตัวตนที่ แท้จริงขึ้นมาอีก ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากตั้งแต่แรกเริ่ม เดิมที คนไทยเรามีครูบาอาจารย์เป็นพราหมณ์ มาตั้งแต่ก่อนได้รับพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุให้ มีอาจารย์บางพวกสอนให้ยึดนิพพานเป็นตัวตน ซึ่ง ความข้อนี้ ขัดกันอย่างยิ่งกับหลักพระพุทธภาษิตที่ว่า ไม่ให้ยึดถือแม้พระนิพพาน ว่าเป็นตัวเป็นตนของ นิพพาน หรือว่านิพพานเป็นตัวเป็นตนของเรา. นี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า แม้แต่พระนิพพานซึ่งเป็นสิ่งที่ บริสุทธิ์ หรือถึงที่สุด ก็ยังไม่ให้ยึดเป็นตัวตน หรือ เป็นของของตน ซึ่งเป็นอันกล่าวได้เป็นหลักว่า พุทธศาสนา ไม่มีการ ยึดมั่นว่า ตัวตน หรือของตนโดย
น.72 66 ประการทั้งปวง คือตั้งแต่ต้นจนตลอด. ถ้าเข้าใจ ข้อนี้ผิด เกิดความเขวขึ้นมา ก็จะเป็นการตู่พระ- พุทธเจ้า คือไปกล่าวว่าพระพุทธเจ้าท่านได้สอนอย่าง นั้นสอนอย่างนี้ ในสิ่งที่ท่านไม่ได้สอน นี้เป็นข้อแรก ที่ได้ชี้ให้เห็น ข้อต่อมาคือเรื่อง ความสันโดษ : คนเขา เข้าใจกันไปเสียว่า ถ้าสันโดษเสียแล้วก็ไม่ก้าวหน้า ผิดกับความมุ่งหมายของโลกในสมัยปัจจุบัน ซึ่งต้อง การความก้าวหน้า แต่ที่แท้สันโดษนั้น เป็นเรื่องที่ ทำให้เกิดกำลังใจในการที่จะก้าวหน้าต่อไป ขอให้ ถือเอาใจความสั้น ๆ ไว้อย่างนั้น คือได้มาเท่าไร สันโดษก็จะยิ่งทำให้เกิดกำลังใจ เคารพนับถือตัวเอง เป็นกำลังสำหรับก้าวหน้าต่อไปโดยเร็ว นี้คือความ มุ่งหมายของคำว่าสันโดษ และเมื่อไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น ย่อมเกิดความสันโดษขึ้นได้อย่างแท้จริง และโดยอัตโนมัติ เป็นความสงบสุข.
น.73 67 อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่อง ความสงัด หรือ สถานที่อันสงัด ซึ่งคนมักจะกลัว และไม่เข้าใจว่า เป็นที่หรือเป็นสิ่งที่คนทุกคนควรจะเข้าอยู่เป็นประจำ วัน เพื่อว่าในขณะนั้นเราจะได้เป็นอิสระแก่ตัวเราเอง จริง ๆ : จิตใจเป็นอิสระจากอิทธิพลของสังคม, รู้สึกผิดชอบชั่วดี รู้จักสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะที่ถูก ต้องอย่างเป็นอิสระ. แล้วเราก็จะออกมาสู่สังคมใน ลักษณะที่เป็นอิสระ ไม่ให้สังคมครอบงำเรา คือ ไม่ให้อิทธิพลของสังคมครอบงำเราไป ในทางที่ผิด ได้ : เรื่องถัดไปก็คือเรื่อง ศีลและวัตรต่าง ๆ เป็นสิ่งที่จำเป็น คือเป็นอุปกรณ์ในการที่จะ ทอนกำลังของกิเลสให้เบาบางลงเรื่อย ๆ เป็นการ เพิ่มความเข้มแข็งให้แก่จิตใจ ฉะนั้นเราไม่ควรดูถูก ดูหมิ่นศีลและวัตรต่าง ๆ : และเรื่องต่อไป ได้ บอกให้ทราบถึง ความสงบ ว่าที่แท้เป็นสิ่งที่ทุกคน ควรจะได้ ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้อยู่ป่าอยู่ดง หรือ บรรพชิต. ความสงบต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้
น.74 68 และควรปรารถนาแม้ฆราวาส, ถ้าเราไม่มีความสงบ เสียเลย เราจะต้องตายกันนานแล้ว นี้เผอิญมันมี อะไรที่เป็นโชคดีที่มีความสงบอยู่บ้างตามสมควร จึง ไม่ถูกตบ ถูกเตะ ถูกต่อยด้วยสิ่งแวดล้อม ไปเสีย ตะพึด เรายังมีความเป็นอิสระแก่ตัวบ้างในบางครั้งบางคราว เรียกว่าทำ ให้เราทรงตัว ได้ สำหรับคิดนึก ศึกษา หรือ ปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ต่อไป เป็นความก้าวหน้าขึ้นไป ตามลำดับ. เรื่องถัดไปก็คือเรื่อง หลักสูญญตา๑ และ หลักอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่น่าเอาไม่น่า เป็น. อาตมาได้ชี้ให้เห็นว่า หลักเหล่านี้คนเขากลัว กันมาก โดยเข้าใจว่าเป็นเรื่องของคนที่จะไปนิพพาน ๑. ขอให้ผู้อ่านทราบไว้ด้วยว่า คำว่าสุญญตา ในรูปบาลีเช่นนี้ หมายถึงหลักสูญญตา ชนิดที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ฝ่ายเถรวาท. ถ้าในที่ใดเขียนเป็น ‘ศูนย์ตา’ ขอให้เข้าใจว่า เป็นการกล่าวตามหลักฝ่ายมหายาน ซึ่งมีอะไรบางอย่าง เหลื่อมล้ำกันอยู่มาก.
น.75 69 หรือไปนอกโลก ไม่ใช่เรื่องของคนที่จะต่อสู้กับสิ่ง ต่าง ๆ ในโลก. แต่ว่าโดยที่แท้แล้ว เรื่องนี้พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสไว้สำหรับฆราวาสทุกคน แม้ที่ยัง ครองเรือน ดังที่ได้ยกหลักฐานในพระบาลีมากล่าว ให้ฟังแล้ว. คนเข้าใจผิดกันเป็นอันมาก จนถึงกับไม่ สนใจ เลยไม่ได้เครื่องมือ หรือไม่ได้ "เครื่องราง" ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด โดยเฉพาะคือสูญญตา ในการที่ จะนำมาเป็นเครื่องต่อสู้และป้องกันอันตราย ที่จะ ทำลายดวงวิญญาณของเขาให้แหลกลาญ. ความ เป็นผู้เสียหายที่เรียกว่าเสียผู้เสียคน หรือความแหลก วินาศไปนั้น มีมูลมาจากความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ : มีความยึดมั่นถือมั่น มากเกินไป ในลักษณะที่โง่เขลา ไม่รู้จักความจริงหรือสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง เขา จึงทำผิด และผิดยิ่งขึ้น ๆ จนถึงกับวินาศหรือแหลก ลาญ. นั้นคือผลที่เขายึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงมาก เกินไป. ว่าโดยที่แท้แล้ว เรื่องอนัตตา หรือสูญญตา นี้ เป็นเรื่องให้เกิดอำนาจ เกิดกำลัง สำหรับจะ
น.76 70 ต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ ในการเป็นอยู่ ในชีวิตประจำวัน ของคนทุกคน แต่เราเข้าใจผิดเห็นเป็นเรื่องของพระ อยู่ป่าไปเสียหมด เช่นเดียวกับเรื่อง ความตาย มัก จะเข้าใจผิดกันว่า ถ้านึกถึงความตายแล้ว ก็ไม่ต้อง ทำอะไร แทนที่จะนึกว่านึกถึงความตายนั้น หมายถึง ให้รีบทำเสียให้สำเร็จลุล่วงในหน้าที่ที่จะต้องทำก่อน ที่ความตายจะมาถึง เหล่านี้เรียกว่าเป็นความเข้าใจ ผิดหรือเขว ในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น ดังที่ได้อธิบายให้ฟังแล้วในวันก่อน. ทีนี้ยังมีสิ่งที่ เข้าใจเขวหรือเข้าใจผิดต่อไปอีกตามลำดับ ซึ่งจะได้ วิสัชนาหรือพิจารณากันต่อไปในวันนี้. เรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้ เรื่องแรกก็คือ เรื่อง กรรม เรื่องกรรมนี้ มักจะเข้าใจผิดกันอยู่เป็น ๒ สถาน : สถานแรกก็คือ หลักที่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว. นี้เข้าใจผิดเพราะไปยึดเอาผลที่เป็น วัตถุ เป็นเงินเป็นทองที่พลอยได้มานั้น ว่าเป็นสิ่งที่
Buddhadasa