น.77 71 1 เป็นหลักสำหรับจะตัดสินว่าดีหรือชั่ว, ไม่เอาตัวความดี ความจริง หรือความถูกต้อง ที่เป็นตัวการกระทำ มาเป็นหลักสำหรับตัดสิน, ไพล่ ไปเอาตัววัตถุที่เป็น เหยื่อของกิเลส ที่พลอยได้มาในการทำกรรมอย่างใด อย่างหนึ่งนั้น มาเป็นหลักตัดสิน, ถ้าอย่างนี้ มันก็ ผิดหมด. ที่แท้นั้น เมื่อสิ่งใดได้บัญญัติว่าดี ไปทำ เข้ามันก็ต้องดี สิ่งใดได้บัญญัติว่าชั่ว ไปทำเข้า มันก็ต้องชั่ว. ทีนี้ ผลพลอยได้มาเป็นเงินเป็น ทอง หรือเป็นชื่อเสียงนั้น มันต้องพลอยดีพลอยชั่ว ไปด้วย ตามการกระทำ ฉะนั้นจึงเกิดเป็นผลพลอย ได้ที่ดีหรือชั่วขึ้นมา เช่นเงินหรือชื่อเสียงที่ได้มาจาก การทำชั่ว มันก็เป็นเงินชั่ว ชื่อเสียงชั่ว ; ขืนเอาไว้ มันก็ทำให้เราเลวลงไปกว่าเดิมหนักถึงที่สุดจนแหลก- ลาญไปหมด. ถ้าเป็นผลที่พลอยได้ที่มาจากการทำดี มันก็มาชุบย้อมนิสัยใจคอของเรา ให้ดียิ่งขึ้นเป็นคนดี ยิ่งขึ้น มีแต่ทางที่จะทำถูกยิ่งขึ้น จนมีความเจริญ ถึงที่สุด นี้สถานหนึ่ง.
น.78 72 อีกสถานหนึ่ง ก็คือเข้าใจผิดว่าพุทธ- ศาสนามีสอนเรื่องกรรมเพียงเท่านี้ หรือว่าหลัก พระพุทธศาสนามีสอนอย่างนี้ แล้วในศาสนาอื่นไม่มี นี้เข้าใจผิด. พึงเข้าใจว่าลัทธิศาสนาต่าง ๆ ที่มีอยู่ ก่อนพระพุทธเจ้า ก็มีสอนเรื่องกรรมในหัวข้อที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว. สอนเพียงเท่านี้เขามีสอนกัน อยู่ก่อน อย่าผูกขาดว่าเป็นของพุทธศาสนาโดย เฉพาะ. แต่ว่าเรื่องกรรมของพระพุทธเจ้าของพุทธ- บริษัทเรา หรือในพระพุทธศาสนาเรานี้ ยังมีสอน ต่อไปอีก คือการกระทำกรรมที่สาม. อาตมาใช้ คำว่า ‘กรรมที่สาม’ คือกรรมที่ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่เป็น บุญเป็นบาป ไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดจบของกรรม ดีกรรมชั่ว ของบุญบาป หรือกรรมดำกรรมขาว, นี่คือกรรมที่สาม. กรรมที่หนึ่ง คือกรรมชั่วหรือ กรรมบาป : กรรมที่สอง คือกรรมดีหรือบุญ: ส่วน กรรมที่สาม นั้น คือกรรมที่ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่บุญไม่บาป ไม่ดำไม่ขาว แต่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรม ๒ ประเภท
น.79 73 ข้างต้น : ฉะนั้น มันจึงได้แก่การทำให้อยู่เหนือ กรรมดีกรรมชั่ว อยู่เหนือบุญเหนือบาป เหนือ กรรมดำกรรมขาวนั่นเอง. นี่คือหลักกรรมของพุทธ- ศาสนาที่แท้จริงและสมบูรณ์ คือต้องเห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ในลักษณะที่ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง ระงับกิเลสตัณหา หรือตัดกิเลส ตัณหาไป ได้ หมด สิ้น ทีนี้ทำอะไรลงไป ไม่เป็นดี ไม่เป็นชั่ว ไม่เป็นบุญ ไม่ เป็นบาป ไม่เป็นกรรมดำกรรมขาว,จึงได้แก่กรรมหรือ การกระทำที่จะทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์ คือของผู้ ที่เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงและ ไม่ปรารถนาสิ่งใดหมด. การกระทำของท่านไม่อาจ จะจัดเป็นกรรมดีกรรมชั่ว เพราะท่านไม่อยากอะไร ไม่ประสงค์อะไร ไม่ประสงค์ดี ไม่ประสงค์ชั่ว, อยู่ เหนือความอยาก. เหนือความต้องการ นี่แหละ ยังมีกรรมอีกชนิดหนึ่ง อย่างนี้. ถ้าใครทำได้อย่างนี้ เรียกว่าบุคคลนั้นอยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่ว ไม่มีสุข
น.80 74 ไม่มีทุกข์อีกต่อไป เป็นกรรมที่สมมติ เรียกว่า เป็นกรรมประเภทที่สาม. คำสอนในเรื่องกรรม ประเภทที่สามในลักษณะเช่นนี้ มีแต่ในพระพุทธ- ศาสนาเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะอวดเรื่องกรรมใน พระพุทธศาสนากันแล้ว ก็จะต้องอธิบายกันถึงเรื่องนี้ คือกรรมที่ทำไปด้วยปัญญาบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ใช่ทำ ไปด้วยกิเลสและตัณหา. การทำชั่วก็ทำด้วยกิเลส ตัณหา นั้นไม่ต้องสงสัย: แม้ทำดี ก็ทำด้วยกิเลส ตัณหาอย่างละเอียด คือตัณหาในการอยากดี. แม้ จะเป็นสติปัญญาบ้าง ก็เป็นสติปัญญาที่เจืออยู่ด้วย กิเลสตัณหา มันจึงอยากทำดียึดมั่นถือมั่นว่านั่นดีนี่ดี แล้วก็อยากได้อยากมีอยากเป็น จึงทำลงไป. การ กระทำดีนั้น ให้กระทำดีอย่างไร ๆ ก็ยังต้องทำด้วย กิเลสตัณหาชั้นละเอียด. ที่นี้สำหรับกรรมประเภท ที่สามนั้น เว้นจากกิเลสตัณหาโดยสิ้นเชิง หรือเป็น การกระทำเพื่อการทำลายกิเลสตัณหาเสียให้หมด
น.81 75 ถ้าหากว่าจะพิจารณาถึง กรรมหรือการ กระทำของบุคคลที่ยังเป็นบุคคลธรรมดาๆอยู่ เป็นกรรมที่ทำด้วยไม่เจือด้วยกิเลสตัณหา ก็ มีแต่กรรมที่ทำไปด้วยความรู้สึกที่ ไม่เจตนา และ กลายเป็นกรรมที่ ไม่มีผลหรือไร้ผล ไปเสียสำหรับผู้นั้น กรรมที่ทำไปด้วยความรู้ สึกที่ไม่เจตนาจะทำนี้ เราไม่ ถือว่าเป็นกรรม. กรรมที่ไม่ได้อยากจะทำ คือความ พลั้งพลาดหรือความไม่เจตนาจะทำแต่มันมีการกระทำ ขึ้น เช่นเผลอทำของพลัดตกลงมาถูกคนข้างล่าง ตายอย่างนี้เป็นต้น กรรมอย่างนี้ ไม่มีเจตนาก็จริง แต่ว่ายังเป็นความสะเพร่าของคนที่ยังมีกิเลสตัณหา. เราจะไปถือว่าเหมือนกันกับกรรมที่สาม หรือกรรม ของพระอรหันต์ไม่ได้ เพราะมิใช่เป็นการกระทำเพื่อ ให้หมดกิเลสตัณหา : และพระอรหันต์ก็กระทำสิ่ง ต่าง ๆ ด้วยปัญญาและเมตตาล้วน ไม่มีกิเลสตัณหา เป็นเรื่องกระทำ การกระทำของท่านถูกเรียกเป็น กิริยาไป ไม่เรียกว่ากรรม แต่นั่นคือสิ่งที่เราเรียกใน
น.82 76 ที่นี้ว่ากรรมที่ไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำ กรรมขาว อย่างแท้จริง. เราควรจะมีความรู้เรื่อง กรรมในพระพุทธศาสนาของเรา ให้ถูกต้องทั้งสอง สถานอย่างนี้ อย่าให้เขวได้ คืออย่างแรกหรือสถาน ต่ำก็คือทำดีดี ทำชั่วชั่ว นี้อย่างหนึ่งเป็นของจริงและ เด็ดขาด : สถานที่สองเป็นเรื่องสูงขึ้นมา คือให้รู้ว่า ยังมีกรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรม ทั้งปวง ถ้าเราลุถึงแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้กรรมดี กรรมชั่วที่ทำแล้วแต่หนหลังนั้น หมดอิทธิพลสูญสิ้น ไปโดยปริยาย เพราะอำนาจของกรรมที่สาม นั้น คือความดับทุกข์หรือการบรรลุถึงนิพพาน เป็นกรรม ที่สามเพราะมีความหมายอย่างนั้น และนี่มีแต่ใน พุทธศาสนา. ส่วนคำสอนเรื่องกรรมดีกรรมชั่วนั้น มีทั่วไปทุกศาสนาก็ว่าได้: แม้จะมีบางศาสนาไม่สอน อย่างนั้น ก็เป็นส่วนเล็กน้อย. ถ้าใครเข้าใจผิดใน เรื่องนี้แล้วจะหลงผิด เป็นเอาได้เข้าว่า ก็เลยไม่ถือ หลักที่ว่า ทำดีดี ทำชั่วชั่ว แต่ไปถือหลัก "เอาได้
น.83 77 เข้าว่า" คือถ้าได้แล้วเป็นดี อันไหนทำให้ได้สิ่งที่ เราต้องการแล้ว อันนั้นเป็นกรรมดี ไปหมด ดังที่ ปรากฏเป็นปัญหายุ่งยากลำบากอยู่ ในประเทศเรา ใน สมัยนี้ หรืออาจจะถึงกับแผ่กระจายทั่วโลกอยู่แล้ว ก็ ได้. เราจะเห็นได้ว่า โลกเสื่อมทรามในแง่ ของศีลธรรมมากขึ้นทุกที ก็เพราะเหตุที่คนถือ หลักผิดในเรื่องกรรมยิ่งขึ้นทุกที ชนชาติที่เคยถือกันว่า เป็นตัวอย่างแห่งความมีศีลธรรมดี เป็นตัวอย่างที่ดี ก็มากลายเป็นตัวอย่างที่เลวยิ่งขึ้นทุกที ก็ไม่ใช่เพราะ อะไรอื่น นอกจากเพราะยึดถือหลักเรื่องกรรมนี้ไว้ไม่ ได้ หรือเข้าใจผิด เข้าใจเขว ในเรื่องกรรม. โดย เฉพาะเด็ก ๆ หรือคนหนุ่มสาวที่เพิ่งจะเกิดขึ้นหรือจะ ดำเนินชีวิตในรอบใหม่ๆ ยุคหลังๆนี้ เมื่อได้รับการ อบรมสั่งสอนผิดในเรื่องนี้แล้วก็เป็นอันตราย แก่เขาอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าจับเขาใส่นรกเสียอีก เพราะว่าเป็นการทำให้เขาแหลกลาญตั้งแต่บัดนี้ ตั้ง
น.84 178 แต่เดี๋ยวนี้ ฉะนั้นเราน่าจะนึกถึงข้อนี้กันให้มาก. อนึ่ง ในฐานะที่ว่าเราก็เป็นหน่วยหนึ่งของคน ใน โลกหรือ มนุษย์ในโลก และเป็นหน่วยหนึ่งของพุทธบริษัท ควรจะช่วยกันเผยแพร่ลัทธิคำสอนเรื่องกรรมนี้ ให้ถูก ต้อง เพื่อเป็นที่พึ่งแก่พวกเราทุกคนในโลก ซึ่งรวม เราอยู่ด้วยคนหนึ่ง. ถ้าผิดจากนี้แล้ว เราก็จะหวังได้ แต่ในทางที่จะเห็นความพินาศ อันเกิดมาจากความ เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่นกันอย่างไม่มีขอบเขต ทั้ง ทางตรงและทางอ้อม และอยู่กันด้วยความทนทุกข์ ทรมาน เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นกันในอนาคตอัน ใกล้ ซึ่งบางทีเราทุกคนจะได้ทันเห็นด้วยซ้ำไป. นี้เป็นแง่ทุกแง่ ที่มีความเข้าใจผิด หรือเข้า- ใจเขากันในเรื่องกรรม. ทีนี้ เรื่องต่อไปนี้ก็คือ เรื่อง วิปัสสนา. คำว่า วิปัสสนา ต้องหมายถึงการกระทำที่ทำให้เกิด ความเห็นแจ้งว่าอะไรเป็นอะไรตามที่เป็นจริง
Buddhadasa