น.31 อย่ากล้าแจกความสุข ปีนั้นเป็นปีแรก ที่วัฒนธรรมการแจกความสุขปีใหม่ ระบาดเข้าไปในเขตวัด. หลวงพ่อตะโกนส่งความสุขปีใหม่ให้แก่ เณรจ้อยลูกศิษย์ก้นกุฏิเสียงลั่น ในเช้าตรู่ของวันขึ้นปีใหม่ และได้กล่าวคำสวัสดีปีใหม่ แก่คนทุกคนที่แรกพบหน้ากันใน วันนั้น ทั้งพระทั้งเณร และทายกทายิกาทั่วไปหมด. เณรจ้อยเข้าไปถามท่านในตอนสายว่าหลวงพ่อมีเรื่องที่ ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าตลอดทั้ง ๆ วัน แล้วหลวงพ่อจะเอา ความสุขที่ไหนมาแจกให้แก่พวกเขา. ที่พูดนั้นเป็นการกล่าว ด้วยใจจริง หรือว่าเล่น ๆ ‘ฉันพูดตามธรรมเนียม" หลวงพ่อตอบ เณรจ้อยเกิด สงสัยขึ้นมาเป็นกำลังว่า นี่มันธรรมเนียมของพุทธบริษัทหรือ
น.32 ๓๑ ธรรมเนียมของใคร? เราไม่เคยพบในบาลีว่ามีธรรมเนียม อย่างนี้ในครั้งพุทธกาล ทั้งยังขัดต่อหลักของพระพุทธองค์ ที่ว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตัว. เขาต้องทำกรรมตามที่เขา ปรารถนาเอาด้วยตนเอง สัตว์เช่นอ้ายตูบได้รับความสุขปีใหม่ น้อยไปกว่าคน ที่ต้องเสียเงินค่าบัตรส่งความสุข กันปีละมาก ๆ ดังนั้นหรือ? "วัฒนธรรมแจกความสุข” นี้เหมาะสำหรับ พุทธบริษัทหรือเปล่า? หลวงพ่อท่านว่า "สวัสดีปีใหม่-เจ้าจ้อย!" ดังนี้ ท่านหมายความว่าอย่างไร? ถ้าท่านไม่ทำดังนั้นแล้ว เราจะมีความสุขน้อยลงไปกว่าปู่ย่าตายายของเราที่ไม่เคย ส่งความสุขกันเลยดังนั้นหรือ? ทำไมหลวงพ่อจึงต้อง "ทำตาม ธรรมเนียม" กับเขาด้วยเล่า? ธรรมเนียมนี้ จะนำไปสู่ผล อย่างไรหนอ? ซักถามข้อไหนเท่าไร ๆ หลวงพ่อท่านก็ตอบได้ แต่เพียงว่าฉันทำตามธรรมเนียมอยู่นั่นเอง. หลวงพ่อมีความ ทุกข์ร้อนกว่าเรามากมายเป็นประจำวัน ท่านเอาความสุข ปีใหม่จากไหนมาแจกกันหนอ? ถ้าพวกเราจะต้องมีความสุข อย่างของท่านแล้ว เราก็ต้องไปนอนที่โรงพยาบาลก่อนท่าน. เพราะเรายังไม่มีความอดทนมากเท่ากับท่าน คนก็เป็นโรคจิต กันเพิ่มมากขึ้น เท่า ๆ กับได้มีการพิมพ์บัตรส่งความสุขใน โลกเพิ่มมากขึ้น ๆ เราจะไม่ยอมรับธรรมเนียม "แจกความสุข" นี้ เป็นอันขาด เพราะเรายังคงยึดถือธรรมเนียม "เตือนให้นึกถึง ความทุกข์" ในวันขึ้นปีใหม่ แล้วร่วมมือกันกำจัดมันให้สูญสิ้น ไปโดยเร็ว โดยไม่ต้องมีการส่งบัตรให้สิ้นเปลือง นอกจาก
น.33 ๓๒ การตะโกนบนธรรมาสน์ เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต่อไป ตามเดิม. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว เราจะต้องมีอะไรหลายอย่าง ที่พ่ายแพ้ แก่อ้ายตูบมันโดยไม่ต้องสงสัยเลย. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การเสียเงินค่า "บัตรแจก ความสุข" กันปีละมาก ๆ กับการเพียงแต่บอกป่าวกัน ให้ระมัด ระวังความทุกข์แล้วกำจัดมันเสียให้ได้จริง ๆ นั้น อย่างไหน จะเป็นการบ้าหลังกว่ากัน? หลวงพ่อต้องลำบากเพราะต้องทำ ตามธรรมเนียม ส่วนเณรจ้อยต้องลำบากเพราะไม่อยากจะทำ ตามธรรมเนียม สองคนนี้คนไหน จะน่าสงสารยิ่งกว่ากัน! (คัดจากหนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา ปี ๒๕๐๑ หน้า ๑๐๔)
น.34 นิทานบางเรื่อง ของ พวกพุทธศาสนานิกายธยานะ (ZEN) ท่านพุทธทาส ภิกขุ บรรยาย ณ หอประชุมคุรุสภา พุทธศักราช ๒๕๐๔
น.35 นิทานชุดหนึ่ง เป็นนิทานของพวกพุทธศาสนา นิกายธุยานะ หรือที่เราเรียกกันตามภาษาญี่ปุ่นว่า นิกายเซ็น. พวกนี้เขาชอบการคิด ชอบการคิดเอง มากกว่าการไปถามคนอื่นให้บอกเล่าไปตรง ๆ. เขา ชอบการคิดของเขาเองเขาจึงบันทึกเรื่องต่าง ๆ ไว้ ในลักษณะที่เป็นปริศนาทั้งนั้น. มันมีหนังสืออยู่ เล่มหนึ่ง บรรจุนิทานเหล่านี้ไว้ตั้งสองสามร้อยเรื่อง เรื่องละนาทีสองนาทีเป็นส่วนมาก ซึ่งอาตมาจะเลือก เอามาสัก ๘ เรื่อง ๑๐ เรื่อง เท่าที่เวลาอำนวย มา เล่าให้ท่านฟัง
น.36 น้ำชาล้นถ้วย อาจารย์แห่งนิกายเซ็น ชื่อน่ำอิน เป็นผู้มีชื่อเสียงทั่ว ประเทศ และโปรเฟสเซอร์คนหนึ่งเป็นโปรเฟสเซอร์ที่มีชื่อ เสียงทั่วประเทศ ไปหาอาจารย์น้ำอินเพื่อขอศึกษาพระพุทธ- ศาสนาอย่างเช็น. ในการต้อนรับ ท่านอาจารย์น่ำอินได้ริน น้ำชาลงในถ้วย รินจนล้นแล้วล้นอีก ; โปรเฟสเซอร์มองดู ด้วยความฉงน ทนดูไม่ได้ก็พูดโพล่งออกไปว่า "ท่านจะใส่มัน ลงไปได้อย่างไร." ประโยคนี้มันก็แสดงว่าโมโห. ท่านอาจารย์ น้ำอินจึงตอบว่า "ถึงท่านก็เหมือนกัน อาตมาจะใส่อะไรลงไป ได้อย่างไร เพราะว่าท่านเต็มอยู่ด้วย Opinions และ Specu- lations ของท่านเอง ;" คือว่าเต็มไปด้วยความคิดความเห็น ตามความยึดมั่นถือมั่นของท่านเอง. และมีวิธีคิดนึกคำนวณ
น.37 ๓๖ ตามแบบของท่านเอง. สองอย่างนี้แหละมันทำให้เข้าใจพุทธ- ศาสนาอย่างเซ็นไม่ได้ เรียกว่าถ้วยชามันล้น. ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะเตือนสติเด็กของเราให้ รู้สึกนึกคิดเรื่องอะไรล้น อะไรไม่ล้นได้อย่างไรขอให้ช่วย กันหาหนทาง. ในครั้งโบราณพราหมณ์ที่ในอรรถกถาได้เคย กระแหนะกระแหนถึงพวกเป็นทิศาปาโมกข์ต้องเอาเหล็กมาตี เป็นเข็มขัดคาดท้องไว้เพราะกลัวท้องจะแตกเพราะวิชาล้น ; นี้จะเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างไร ก็ลองคิดดู. พวกเรา อาจล้น หรืออัดอยู่ด้วยวิชาทำนองนั้นจนอะไรใส่ลงไปอีก ไม่ได้ ; หรือความล้นนั้นมันออกมาอาละวาดเอาบุคคลอื่น อยู่บ่อย ๆ บ้างกระมัง? แต่เราคิดดูก็จะเห็นได้ว่า ส่วนที่ล้น นั้นคงจะเป็นส่วนที่ใช้ไม่ได้ ; จะจริงหรือไม่ก็ลองคิด. ส่วนใด ที่เป็นส่วนที่ล้น ก็คงเป็นส่วนที่ใช้ไม่ได้. ส่วนที่ร่างกายรับ เอาไว้ได้ ก็คงเป็นส่วนที่มีประโยชน์ ; ฉะนั้น จริยธรรมแท้ ๆ ไม่มีวันจะล้น. โปรด นึกดูว่าจริยธรรมหรือธรรมะแท้ ๆ นั้น มีอาการล้นได้ไหม. ถ้าล้นไม่ได้ ก็หมายความว่าสิ่งที่ล้นนั้นมันก็ ไม่ใช่จริยธรรม ไม่ใช่ธรรมะ ; ล้นออกไปเสียให้หมดก็ดี เหมือนกัน. หรือถ้าจะพูดอย่างลึกเป็นธรรมะลึกก็ว่า จิตแท้ ๆ ไม่มีวันล้น. อ้ายที่ล้นนั้นมันเป็นของปรุงแต่งจิต ไม่ใช่ตัวจิตแท้ มันล้นได้มากมาย. แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าจิตแท้คืออะไร? อะไรควรจะเป็นจิตแท้ และอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จิตแท้ คือเป็น เพียงความคิดปรุงแต่ง ซึ่งจะล้นไหลไปเรื่อย. นี่แหละรีบค้นหา
น.38 ๓๗ ให้พบสิ่งที่เรียกว่าจิตจริง ๆ กันเสียสักทีก็ดูเหมือนจะดี. ในที่สุดท่านจะพบตัวธรรมะอย่างสูง ที่ควรแก่นามที่ จะเรียกว่าจิตแท้หรือจิตเดิมแท้ ซึ่งข้อนั้นได้แก่ภาวะแห่งความ ว่าง. จิตที่ประกอบด้วยสภาวะแห่งความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" นั่นแหละคือจิตแท้. ถ้าว่างแล้วมันจะเอาอะไรล้น? นี่เพราะเนื่อง จากไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไรจึงบ่นกันแต่เรื่องล้น การศึกษาก็ ถูกบ่นว่าล้น และที่ร้ายกาจที่สุด ก็คือที่พูดว่าศาสนานี้เป็น ส่วนที่ล้นจริยธรรมเป็นส่วนล้น คือส่วนที่เกินคือเกินต้องการ ไม่ ต้องเอามาใส่ใจไม่ต้องเอามาสนใจ. เขาคิดว่าเขาไม่ต้องเกี่ยวกับ ศาสนาหรือธรรมะเลย เขาก็เกิดมาได้ พ่อแม่ก็มีเงินให้เขาใช้ ให้เขาเล่าเรียนเรียนเสร็จแล้วก็ทำราชการเป็นใหญ่เป็นโตได้ โดยไม่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาเลย ฉะนั้นเขาเขี่ยศาสนา หรือธรรมะออกไป ในฐานะเป็นส่วนล้น คือไม่จำเป็น. นี่แหละ เขาจัดส่วนล้นให้แก่ศาสนาอย่างนี้. คนชนิดนี้จะต้องอยู่ใน ลักษณะที่ล้นเหมือนโปรเฟสเซอร์คนนั้นที่อาจารย์น่ำอินจะต้อง รินน้ำชาใส่หน้า หรือว่ารินน้ำชาให้ดู โดยทำนองนี้ทั้งนั้น. เขามีความเข้าใจผิดล้น ; ความเข้าใจถูกนั้นยังไม่เต็ม ; มัน ล้นออกมาให้เห็นเป็นรูปของมิจฉาทิฏฐิ เพราะเขาเห็นว่าเขามี อะไร ๆ ของเขาเต็มเปี่ยมแล้ว ส่วนที่เป็นธรรมะเป็นจริยธรรมที่ เข้าไม่จุอีกต่อไป. ขอจงคิดดูให้ดีเถอะว่า นี่แหละ คือมูลเหตุ ที่ทำให้จริยธรรมรวนเร และพังทะลาย. ถ้าเรามีหน้าที่ที่จะต้อง ผดุงส่วนนี้แล้ว จะต้องสนใจเรื่องนี้.
น.39 เพชรที่หาได้จากโคลน ในถิ่นสลัม อาตมาต้องขอใช้คำอย่างนี้ เพราะไม่ทราบว่าจะใช้คำ อย่างไรดี ที่จะให้รวดเร็วและสั้น ๆ. ท่านจะรู้สึกอย่างไรก็ ตามใจ ที่จะต้องใช้คำอย่างนี้, "เพชรที่หาพบจากโคลนในถิ่น สลัม" เรื่องนี้มีเล่าว่า อาจารย์แห่งนิกายเซ็น ชื่อ กูโด เป็น อาจารย์ของพระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น. ท่าน อาจารย์องค์นี้ชอบเที่ยวไปไหนคนเดียวโดด ๆ อย่างนักบวช เร่ร่อนแบบปริพาชกไม่ค่อยได้อยู่กับวัดวาอาราม. ครั้งหนึ่ง ท่านเดินทางไปยังตำบลอีโด เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ของท่าน ที่จะมีแก่คนอื่น. ท่านได้ผ่านตำบล ตำบลหนึ่ง เย็น วันนั้นฝนก็ตกมาก ท่านจึงเปียกปอนไปหมด และรองเท้าของ ท่านที่ใช้ เป็นรองเท้าทำด้วยฟางเพราะนักบวชนิกายเซ็น
น.40 ๓๙ ใช้รองเท้าฟางถักทั้งนั้น. เมื่อฝนตกตลอดวันรองเท้าก็ขาดยุ่ย ไปหมด ท่านจึงเหลียวดูว่า จะมีอะไรที่ไหนจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ได้บ้าง ก็พบกระท่อมน้อย ๆ แห่งหนึ่งในถิ่นใกล้ ๆ นั้น เห็น รองเท้าฟางมีแขวนอยู่ด้วย ก็คิดจะไปซื้อสักคู่หนึ่ง เอาแห้ง ๆ มาใส่เพื่อเดินทางต่อไป. หญิงเจ้าของบ้านนั้นเขาถวายเลย ไม่ต้องซื้อ ; และเมื่อเห็นว่าเปียกปอนมาก ก็เลยขอนิมนต์ให้ หยุดอยู่ก่อนเพราะฝนตกจนค่ำ ; ท่านก็เลยต้องพักอยู่ที่บ้านนั้น ด้วยคำขอร้องของหญิงเจ้าของบ้าน. หญิงเจ้าของบ้านเรียกเด็ก ๆ และญาติ ๆ มาสนทนาด้วย ท่านอาจารย์ ; ท่านได้สังเกตเห็นว่า สกุลนี้เป็นอยู่ด้วยความข้น แค้นที่สุด ก็เลยขอร้องให้บอกเล่าตรง ๆ โดยไม่ต้องเกรงใจ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน. หญิงเจ้าของบ้านก็บอกว่า "สามี ของดิฉันเป็นนักการพนันแล้วก็ดื่มจัด ถ้าเผอิญเขาชนะ เขาก็ ดื่มมันจนไม่มีอะไรเหลือ. ถ้าเขาแพ้ เขาก็ยืมเงินคนอื่นเล่นอีก เพิ่มหนี้สินให้มากยิ่งขึ้น. เขาไม่เคยมาบ้านเลย เป็นวันเป็นคืน หรือหลายวันหลายคืนก็ยังมี : ดิฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี." ท่านอาจารย์กูโดว่า ไม่ต้องทำหรอก ฉันจะช่วยทำ แล้ว ก็ว่า นี่ฉันมีเงินมาบ้าง ช่วยไปซื้อเหล้าองุ่นมาให้เหยือกใหญ่ ๆ เหยือกหนึ่ง แล้วก็อะไร ๆ ที่ดี ๆ ที่น่ากินเอามาให้เป็นจำนวน เพียงพอ เอามาวางที่นี่แล้วก็กลับไปทำงานตามเรื่องเถอะ ฉันจะ นั่งอยู่ที่นี่ตรงหน้าที่บูชา. ข้อนี้หมายความว่าบ้านนั้นก็มีหิ้ง บูชาพระ, เมื่อผู้ชายคนนั้นกลับมาบ้าน เวลาดึก เขาก็เมา. เขาก็
น.41 ๔๐ พูดตามประสาคนเมา. นี่คำนี้จะแปลว่ายังไง ; Hey, wife; ก็ต้องแปลว่า เมียโว้ย, มาบ้านแล้วโว้ย ; มีอะไรกินบ้างเว้ย. ตัวหนังสือเขาเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันก็เหมือน ๆ กับในเมืองไทย เรานี้เอง. นี่ลองคิดดูว่าคน ๆ นี้จะเป็นอย่างไร ; ฉะนั้น กูโด ท่านอาจารย์ที่นั่งที่หน้าหิ้งพระก็ออกรับหน้า บอกว่าฉันได้มีทุก อย่างแล้วสำหรับท่าน เผอิญฉันมาติดฝนอยู่ที่นี่ ภรรยาของท่าน เขาขอร้องให้ฉันพักค้างฝนที่นี่ตลอดคืน ฉันก็ควรจะมีส่วน ตอบแทนท่านบ้าง ; ฉะนั้นขอให้ท่านบริโภคสิ่งเหล่านี้ตาม ชอบใจ. ชายคนนั้นดีใจใหญ่ ; มีทั้งเหล้าองุ่น มีทั้งปลา มีทั้ง อาหารต่าง ๆ ; เขาก็ดื่มและรับประทานจนนอนหลับไปไม่ รู้สึกตัว อยู่ตรงข้าง ๆ เข่าของท่านอาจารย์กูโดที่นั่งสมาธิ ตลอด คืนนั้นเหมือนกัน. ทีนี้พอตื่นขึ้นมาตอนเช้า ชายคนนั้นก็ลืมหมด ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเมื่อคืนนี้เขาเมาเต็มที่ ; และ ถามว่า ท่านเป็นใคร และจะไปข้างไหน. ท่านอาจารย์ก็ตอบว่า อ๋อ! อาตมาคือ กูโด แห่งนครกโยโต (Kyoto เกียวโต) ; กำลัง จะไปธุระที่ตำบลอิโด ; ตามเรื่องที่ว่ามาแล้วเมื่อกี้นี้. ถ้อยคำ อย่างนี้มันประหลาด ที่ว่าบางครั้งก็มีอิทธิพลมากมาย คือว่า ชายคนนั้นละอายจนเหลือที่จะรู้ว่าจะอยู่ที่ไหน จะแทรกแผ่นดิน หนีไปที่ไหนก็ทำไม่ไหว แทรกไปไม่ได้ มันละอายถึงขนาด อย่างนั้น แล้วก็ขอโทษขอโพย ขอแล้วขออีกจนไม่รู้จะขอ อย่างไรต่ออาจารย์ของพระจักรพรรดิซึ่งจับพลัดจับผลูเข้า มาอยู่ที่บ้านเขา. ท่านกูโดก็ยิ้มละไมอยู่เรื่อยแล้วก็พูดขึ้นช้า ๆ
น.42 ๔ ๑ บอกว่า "ทุกอย่างในชีวิตนี้มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย เป็นกระแส ไหลเชี่ยวไปทีเดียว ; และทั้งชีวิตนี้มันก็สั้นเหลือเกินด้วย ; ถ้ายังเล่นการพนันและดื่มอยู่ดังนี้ ก็หมดเวลาที่จะทำอะไรอื่นให้ เกิดขึ้นหรือสำเร็จได้ ; นอกจากทำตัวเองให้เป็นทุกข์แล้ว ก็จะทำให้ครอบครัวพลอยตกนรกทั้งเป็นกันไปด้วย" ความรู้สึก อันนี้ได้ประทับใจนายคนนั้น มีอาการเหมือนกับว่า ตื่นขึ้นมาใน โลกอื่น เหมือนกับตื่นขึ้นมาจากความฝัน ; ในที่สุดก็พูดกับ ท่านอาจารย์ว่า ที่ท่านอาจารย์กล่าวนั้นมันถูกหมดเลย มัน ถูกอย่างยิ่ง ; ถ้าอย่างไรก็ขอให้กระผมได้สนองพระคุณ อาจารย์ในคำสั่งสอนที่ประเสริฐนี้ เพราะฉะนั้น ขอให้กระผม ออกติดตามท่านอาจารย์ ไปส่งท่านอาจารย์ในการเดินทางนี้ สักระยะหนึ่ง. ท่านอาจารย์กูโดก็บอกว่าตามใจ. สองคนก็ออก เดินไปได้ประมาณ ๓ ไมล์ ท่านอาจารย์ก็บอกว่ากลับเถอะ ; นายคนนี้ก็บอกขออีกสัก ๕ ไมล์เถอะ ; คะยั้นคะยอขอไปอีก ๕ ไมล์ แล้วก็ไปด้วยกันอีก. พอครบ ๕ ไมล์ อาจารย์คะยั้นคะยอ ให้กลับอีกว่า ถึงคราวที่ต้องกลับแล้ว ; นายคนนั้นก็บอกว่า ขออีกสัก ๑๐ ไมล์เถอะ ; ในที่สุดก็ต้องยอม. พอถึง ๑๐ ไมล์ ท่านอาจารย์ก็คะยั้นคะยอให้กลับ เขาก็ว่าขอตลอดชีวิตของผม เถอะ ; นี่ก็เป็นอันว่าไปกับท่านอาจารย์ ไปเป็นนักบวชแห่ง นิกายเซ็น ซึ่งต่อมาก็เป็นปรมาจารย์พุทธศาสนาแห่งนิกายเซ็น ในญี่ปุ่น. นิกายเซ็นทุกสาขาที่เหลืออยู่ในญี่ปุ่นในทุกวันนี้ออกมา จากอาจารย์องค์นี้องค์เดียวเท่านั้น ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ที่สืบ
น.43 ๔๒ มาจากอาจารย์องค์นี้องค์เดียว ท่านกลับตัวชนิดที่เราเรียกกันว่า เพชรที่พบจากโคลนในถิ่นสลัม, นี้เป็นอย่างไรบ้างก็ลองคิดดู. ในประเทศญี่ปุ่นนายกรัฐมนตรีบางคนก็มาจากเด็กที่ขาย เต้าหู้ ; หาบเต้าหู้ขายจนมีสตางค์ จนไปเป็นเด็กส่งหนังสือ- พิมพ์ ; จากเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ ก็เป็นนักเขียนหนังสือพิมพ์ น้อย ๆ สั้น ๆ ; และเขื่องขึ้น ๆ จนเป็น บรรณาธิการหนังสือ พิมพ์ที่มีชื่อเสียง และไปเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหนึ่งในที่สุด. นี่เราจะบอกเด็ก ๆ ตาดำ ๆ ของเราว่า สิ่งต่าง ๆ นั้นเปลี่ยน แปลงได้ถึงอย่างนี้กันสักทีจะได้ไหม. เด็ก ๆ เขาจะมีความรู้สึก อย่างไรในฐานะของเขา เขาจะทำตัวให้เป็นเหมือนกับ "เพชร ที่พบในโคลนจากถิ่นสลัม" ได้อย่างไร. โดยมากเขามักจะขาย ตนเองเสียถูก ๆ จนเป็นเหตุให้เขาวกไปหาความสุขทางเนื้อทาง หนังต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ไม่น่าดูนั้น ก็เพราะว่าเขาเป็นคนที่ไม่เคารพตัว เอง ท้อถอยต่อการที่จะคิดว่ามันจะเป็นได้มากอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสว่า เกิดมาเป็นคนนี่ไม่ควรให้ ตัวเอง "อตฺตานํ น ทเยฺย โปโส" แปลว่าเป็นลูกผู้ชาย เป็น บุรุษไม่ควรให้ซึ่งตน. ให้ซึ่งตนนี้ หมายความว่ายกตนให้ เสียแก่กิเลสหรือธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็ไม่ได้คิดที่จะมีอะไรที่ ใหญ่โตมั่นคงที่จะเป็นนั่นเป็นนี่ให้จริงจังได้. ข้อนี้เรียกว่าเรา ควรถือเป็นหลักจริยธรรมข้อหนึ่งด้วยเหมือนกัน.
น.44 อย่างนั้นหรือ นิทานที่สามนี้เล่าว่า ณ สำนักเซ็นของอาจารย์เฮ็กกูอิน ซึ่งเป็นที่เลื่องลือมากเป็นเหมือนกับว่าเป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน มีร้านชำใกล้ ๆ วัดนั้น ; มีหญิงสาวสวย ลูกสาวเจ้าของ ร้าน ; ทีนี้โดยกระทันหัน ปรากฏว่ามีครรภ์ขึ้นมา. พ่อแม่ เขาพยายามขยันขยอถาม ลูกสาวก็ไม่บอก แต่เมื่อถูกบีบคั้นหนัก เข้าก็ระบุชื่อ ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน. เมื่อหญิงสาวคนนั้นระบุ อาจารย์เฮ็กกูอินเป็นบิดาของเด็กที่อยู่ในครรภ์ พ่อแม่โกรธเป็น ฟืนเป็นไฟไปที่วัด แล้วก็ไปด่าท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ด้วย สำนวนโวหารของคนที่โกรธขีดสุดที่จะด่าได้อย่างไร. ท่าน อาจารย์ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากว่า Is that so? คือว่า อย่างนั้น หรือ? สองคนนั้นด่าจนเหนื่อย ไม่มีเสียงจะด่า ไม่มีแรงจะด่า!
น.45 ๔๔ ก็กลับไปบ้านเอง. ทีนี้พวกชาวบ้านที่เคยเคารพนับถือก็พากัน ไปด่าว่าเสียทีที่เคยนับถืออย่างนั้นอย่างนี้ ; ท่านก็ไม่มีประโยค อะไรที่จะพูด นอกจากว่า “อย่างนั้นหรือ?" พวกเด็ก ๆ ก็ยังพา กันไปด่าว่า พระบ้า พระอะไร สุดแท้แต่ที่จะด่าได้ตามภาษา เด็ก ; ท่านก็ “อย่างนั้นหรือ?" ไม่มีอะไรมากกว่านั้น. ทีนี้ต่อมาเด็กคลอดออกมาจากครรภ์. บิดามารดาที่เป็นตา เป็นยายของเด็ก ก็เอาเด็กไปมอบให้ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ใน ฐานะเป็นการประชดหรืออะไรก็สุดแท้ว่า "แกต้องเลี้ยงเด็ก คนนี้." ท่านอาจารย์เฮ็กกูอินก็มีแต่ “อย่างนั้นหรือ?" ตามเคย ท่านรับเด็กไว้ และต้องหานมหาอาหารของเด็กอ่อนนั้น จาก บุคคลบางคนที่ยังเห็นอกเห็นใจท่านอาจารย์เฮ็กกูอินอยู่ พอ เลี้ยงเด็กนั้นให้รอดชีวิต เติบโตอยู่ได้. ทีนี้ต่อมานานเข้าหญิงคนที่ เป็นมารดาของเด็กเหลือที่จะทนได้ มันเหมือนกับไฟนรกเข้า ไปสุมอยู่ในใจ เพราะเขาไม่ได้พูดความจริง ; ฉะนั้นวันหนึ่งเขา จึงไปสารภาพบอกกับบิดามารดาของเขาว่า บิดามารดาที่ แท้จริงของเด็กนั้นคือคนหนุ่มที่ร้านขายปลา, ทีนี้บิดามารดา ตายายคู่นั้น ก็มีจิตใจเหมือนกับนรกเผาอยู่ข้างในอีกครั้งหนึ่ง รีบวิ่งไปที่วัด ไปขอโทษขอโพยต่ออาจารย์เฮ็กกูอิน ; ขอแล้ว ขอเล่า ๆ เท่าที่จะรู้สึกว่าเรามีความผิดมากอย่างไร ก็ขอกัน มากมายอย่างนั้น ; ท่านก็ไม่มีอะไร นอกจากอย่างนั้นหรือ? แล้วก็ขอหลานคนนั้นคืนไป. ต่อมาพวกชาวบ้านที่เคยไปด่าท่าน อาจารย์ ก็แห่กันไปขอโทษอีก เพราะความจริงปรากฏขึ้น
น.46 ๔๕ เช่นนี้. ขอกันใหญ่ไม่รู้กี่สิบคน ; ขอกันนานเท่าไรท่านก็ ไม่มีอะไรจะพูด นอกจาก “อย่างนั้นหรือ?" อีกนั่นเอง. เรื่อง ของเขาจบเท่านี้. นิทานเรื่องนี้จะสอนว่าอย่างไร. เราถือว่านิทานชุดนี้ ก็เหมือนกับนิทานอิสปในทางวิญญาณ ในทาง Spiritual point of view; นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร ดังนั้นหรือ? มันก็เหมือนนับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "นตฺถิ โลเก รโห นาม" และ "นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต" "การไม่ถูกนินทาไม่มีใน โลก ;" หรืออะไรทำนองนี้. แต่ท่านทั้งหลายลองเปรียบเทียบดูที่ หรือว่า ถ้าพวกครูบาอาจารย์ของเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกกระทำ อย่างท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ท่านจะเป็นอย่างนี้ได้ไหม ; คือ จะ อย่างนั้นหรือ? คำเดี๋ยวอยู่ได้ไหม. ถ้าได้ เรื่องคงจะไม่เป็น อย่างที่กำลังเป็น คือคงจะไม่ถูกฟ้องว่าตีเด็กเกินควร หรืออะไร ทำนองนั้น ต้องไปถึงศาลก็มี. อาตมาเคยเห็นครูที่บ้านนอก ต้องไปพูดกันถึงโรงถึงศาลก็มีเพราะตีเด็กเกินควรเป็นต้น ; นี่คือมันหวั่นไหวต่ออารมณ์มากเกินไป จนกระทั่งเด็กเล็ก ๆ ก็ ทำให้โกรธได้ ; เรื่องนิดเดียวก็ยังโกรธได้ ; เพราะว่าไม่ยึดถือ ความจริงเป็นหลักอยู่ในใจ มันจึงไหวไปตามอารมณ์ โกรธมาก กลัวมาก เกลียดมากล้วนแต่เป็นอารมณ์ร้ายไปเสียทั้งนั้น. ทำไมไม่คิดว่า มันไม่ใช่เรื่องราวอะไรมากมายมันไม่ใช่น้ำหนัก หรือเสียงส่วนมากที่ยืนยันว่า อันนั้นต้องเป็นอย่างนั้นจริง.
น.47 ๔๖ ความจริงมันต้องเป็นความจริง ; ถ้าจะมีอุเบกขา ก็ควรจะมี อุเบกขาอย่างนี้ ; ไม่ใช่อุเบกขาผิดอย่างอื่น ; ฉะนั้นเราควร จะฟังของเขาไว้.
น.48 ความเชื่อฟัง ธ์ยานาจารย์ ชื่อ เบ็งกะอี เป็นผู้มีชื่อเสียงในการเทศนา ธรรม : คนที่มาฟังท่านนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ในวงของพวก นิกายเซ็น : พวกนิกายอื่น หรือคนสังคมอื่นก็มาฟังกัน ชนชั้น ไหน ๆ ก็ยังมาฟัง เพราะว่าท่านไม่ได้เอาถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือ หรือในพระไตรปิฎกมาพูด แต่ว่าคำพูดทุกคำ นั้น มันหลั่งไหลออกมาจากความรู้สึกในใจของท่านเองแท้ ๆ ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจหรือชอบใจ แห่กันมาฟังจนทำให้วัด อื่นร่อยหรอคนฟัง เป็นเหตุให้ภิกษุรูปหนึ่ง ในนิกายนิชิเรน โกรธมาก คิดจะทำลายล้างอาจารย์เบ็งกะอีคนนี้อยู่เสมอ. วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านองค์นี้กำลังแสดงธรรมอยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัดองค์นั้นก็มาทีเดียว หยุดยืนอยู่หน้าศาลาแล้ว
น.49 ๔๘ ตะโกนว่า เฮ้ย! อาจารย์เซ็นหยุดประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตามที่เคารพท่าน จะต้องเชื่อฟังคำที่ท่านพูด ; แต่ว่า คนอย่างฉันนี้ไม่มีวันที่จะเคารพท่าน ; ท่านจะทำอย่างไรที่ จะทำให้ฉันเคารพเชื่อฟัง ท่านได้. เมื่อภิกษุอวดดีองค์นั้นร้องท้า ไปตั้งแต่ชายคาริมศาลาท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่ามาซี่ขึ้นมานี่ มายืนข้าง ๆ ฉันซี่แล้วฉันจะทำให้ดูว่าจะทำอย่างไร พระภิกษุ นั้นก็ก้าวพรวดพราดขึ้นไปด้วยความทะนงใจฝ่าฝูงคนเข้าไปยืน หราอยู่ข้าง ๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี. ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า ยังไม่เหมาะมายืนข้างซ้ายดีกว่า. พระองค์นั้นก็ผลุบมาทีเดียว มาอยู่ข้างซ้าย ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็บอกอีกว่าอ๋อ! ถ้าจะพูด ให้ถนัดต้องอย่างนี้ ต้องข้างขวา ข้างขวา. พระองค์นั้นก็ผลุบมา ทางขวา พร้อมกับมีท่าทางผยองอย่างยิ่ง พร้อมที่จะท้าทายอยู่ เสมอ ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า เห็นไหมล่ะ ท่านกำลังเชื่อฟัง ฉันอย่างยิ่ง และในฐานะที่ท่านเชื่อฟังอย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้นท่านก็ นั่งลงฟังเทศน์เถิด นี่เรื่องก็จบลง. นิทานอิสปเรื่องนี้มันสอนว่าอย่างไร เหมือนพุทธเจ้า พระท่านตรัสว่า นิวาโต เอตมุมงคลมุตฺตมํ ; วาโต ก็เหมือน กะสูบลมอัดเบ่งจนพอง ; ถ้านิวาโตก็คือ ไม่พองไม่ผยอง เป็นมงคลอย่างยิ่ง. ข้อนี้ย่อมแสดงว่า มีวิชาความรู้อย่างเดียว นั้นไม่พอ ยังต้องการไหวพริบ และปฏิภาณอีกส่วนหนึ่ง ; พระองค์นี้ก็เก่งกาจของนิกายนิชิเรน ในญี่ปุ่น แต่มาพ่ายแพ้
น.50 ๔๙ อาจารย์ที่แทบจะไม่รู้หนังสือเช่นนี้ ซึ่งพูดอะไรก็ไม่อาศัย หนังสือ เพราะบางทีก็ไม่รู้หนังสือเลย แพ้อย่างสนิทสนม เพราะขาดอะไร ก็ลองคิดดู. พวกฝรั่งก็ยังพูดว่า Be wise in time ฉลาดให้ทันเวลาโดยกระทันหัน ซึ่งบาลีก็มีว่า "ขโณ มา โว อุปจฺจคา" ขณะสำคัญนิดหนึ่งนิดเดียวเท่านั้นอย่าได้ผ่าน ไปเสียนะ ; ถ้าผ่านไปละก็แย่เลยทีเดียว. นี้เรียกว่ามันเป็น ปฏิภาณ ; ปฏิภาณที่ครูอาจารย์จะต้องมีอย่างยิ่ง มิฉะนั้น จะควบคุมเด็กไม่อยู่ เราลองคิดดูซิว่า เด็ก ๆ ของเรามีปฏิภาณ เท่าไร เราเองมีปฏิภาณเท่าไร มันจะสู้กันได้ไหม ; ลองเทียบ I.Q. ในเรื่องนี้กันดูซึ่งเกี่ยวกับปฏิภาณนี้ ถ้าครูบาอาจารย์ เรามี I.Q. ในปฏิภาณนี้ ๕ เท่าของเด็ก ๆ คือเหนือเด็ก ๕ เท่า ตัว ก็ควรจะได้รับเงินเดือน ๕ เท่าตัวของที่เด็ก ๆ ควรจะได้ รับ ; หรือว่าใครอยากจะเอาสักกี่เท่าก็เร่งเพิ่มมันขึ้น ให้มี ปฏิภาณไหวพริบ จนสามารถสอนเด็กให้เข้าใจเรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องนิพพาน ได้อย่างไรทีเดียว นี่คือข้อที่จะต้อง อาศัยปฏิภาณ ซึ่งวันหลังก็คงจะได้พูดกันถึงเรื่องนี้บ้าง.
น.51 ถ้าจะรักก็จงรักอย่างเปิดเผย ในวัดนิกายเซ็นอีกเหมือนกัน ; มีภิกษุอยู่หลายสิบรูป และมีนักบวชผู้หญิงที่เรียกว่า nun อยู่คนหนึ่งชื่อ เอฉุ่น เป็น หญิงที่สวยมาก แม้จะเอาผมออกเสียแล้ว แม้จะใช้เครื่องนุ่งห่ม ของนักบวชที่ปอนมาก ก็ยังสวยอย่างยิ่งอยู่นั่นเอง และทำความ วุ่นวายให้แก่ภิกษุทั้งหมดนั้นมาก แทบว่าจะไม่มีจิตใจที่จะสงบ ได้ ภิกษุองค์หนึ่งทนอยู่ไม่ได้ ก็เขียนจดหมายส่งไปถึง ขอร้องที่ จะมีการพบอย่าง private คือเป็นการขอพบเฉพาะตัว. เอฉุ่นก็ ไม่ตอบจดหมายนั้นอย่างไร แต่พอวันรุ่งขึ้นกำลังประชุมอบรม สั่งสอนกันอยู่ ซึ่งมีชาวบ้านจำนวนมากรวมอยู่ด้วย ; พอ สั่งสอนจบลง เอฉุ่นก็ยืนขึ้นกล่าวถึงภิกษุนั้นว่า ภิกษุที่เขียน จดหมายถึงฉันนั้น ขอให้ก้าวออกมาข้างหน้าจากหมู่ภิกษุเหล่า
น.52 ๕๑ นั้นทีเถิด ; ถ้ารักฉันมากจริง ๆ ก็จงมากอดฉันที่ตรงนี้ ; แล้ว นิทานของเขาก็จบ. นี่ท่านลองคิดดูเองว่า นิทานอิสปเรื่องนี้จะสอนว่ากระไร ; ก็หมายความว่าการสอนการอบรมที่ตรงไปตรงมาตามแบบ ของนิกายเซ็นนั้นกล้ามาก ทำให้คนเรากล้าหาญมาก และ ไม่มีความลับที่จะต้องปิดใคร จะว่าอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องปกปิด คือสามารถที่จะเปิดเผยตนเองได้ มีสัจจะ มีความจริง โดยไม่ถือ ว่าความลับมีอยู่ในโลก นี้เราจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิญญาตัวอย่างไร แล้ว จะต้องทำอย่างนั้น ; ไม่มีความลับที่ปกปิดไว้ จนสะดุ้ง สะเทือนแม้ในการที่จะเรียกตัวเองว่า "ครู" อย่างนี้เป็นต้น. บางคนกระดาก หรือร้อน ๆ หนาว ๆ ที่ว่า จะถูกเรียกว่าครู หรือจะถูกขอร้องให้ยืนยันปฏิญญาความเป็นครู ; นี้แสดงว่าไม่ เปิดเผยเพียงพอ ยังไม่กล้าหาญเพียงพอ ; จะกล้าปฏิญญา ว่าเป็นครูจนตลอดชีวิตหรือไม่ ยิ่งไม่กล้าใหญ่. ใครกำลังจะลง เรือน้อยข้ามฟาก ไปฟากอื่นซึ่งไม่ใช่นครของพวกครูบ้าง ก็ดูเหมือนไม่กล้าเปิดเผย เพราะเราไม่ชอบความกล้าหาญ และเปิดเผยกันอย่างสูงสุด เหมือนกะคนในเรื่องนิทานนี้.
น.53 ช่างไม่เมตตาเสียเลย อาตมาแปลออกมาตามตัวว่า "ช่างไม่เมตตาเสียเลย." เขาเล่าว่าในประเทศจีนในสมัยที่นิกายเซ็นกำลังรุ่งเรืองมากอีก เหมือนกัน ใคร ๆ ก็นิยมนับถือภิกษุในนิกายเซ็นนี้. มียายแก่คน หนึ่ง เป็นอุปัฏฐากของภิกษุองค์หนึ่งซึ่งปฏิบัติเซ็น ด้วยความ ศรัทธาอย่างยิ่งมาเป็นเวลาถึงยี่สิบปี ; แกได้สร้างกุฏิน้อย ๆ ที่เหมาะสมอย่างยิ่งให้ และส่งอาหารทุกวัน นับว่าพระภิกษุ องค์นี้ไม่ลำบากในการที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนาอะไรเลย. แต่ในที่สุดล่วงมาถึง ๒๐ ปี ยายแก่เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า พระรูปนี้จะได้อะไรเป็นผลสำเร็จของการปฏิบัติบ้างไหม ที่มัน จะคุ้มกันกับข้าวปลาอาหารของเราที่ส่งเสียมาถึง ๒๐ ปี. เพื่อให้รู้ความจริงข้อนี้ แกก็คิดหาหนทาง ในที่สุดพบหน
น.54 ๕ ๓ ทางของแก คือแกขอร้องหญิงสาวคนหนึ่ง ที่มีรูปร่างหน้าตา ท่าทางอะไร ๆ ยั่วยวนไปหมด ให้ไปหาพระองค์นั้น โดยบอกว่า ให้ไปที่นั่น แล้วไปกอดพระองค์นั้น แล้วถามว่าเดี๋ยวนี้เป็น อย่างไรบ้าง ผู้หญิงคนนั้นก็ทำอย่างนั้น ; พระองค์นั้นก็ตอบ ด้วยถ้อยคำเป็นกาพย์กลอน Poetically; ซึ่งค่อนข้างเป็น คำประพันธ์ ตามธรรมดาของบุคคลบางคนที่มีนิสัยทางคำ ประพันธ์ ; ตรงนี้เขาเขียนเป็นคำประพันธ์ ซึ่งแปลเป็นตัว หนังสือก็จะเท่ากับว่า- "ต้นไม้แก่ใบโกร๋นบนยอดผา ฤดูหนาวทั้งคราวลมระดมมา อย่ามัวหาไออุ่นแม่คุณเอย" ; ว่าอย่างนี้เท่านั้น แล้วไม่ว่า อะไรอีก ; ไม่มีอะไรที่จะพูดกันรู้เรื่องอีก. หญิงสาวคนนั้นก็กลับมาบอกยายแก่อย่างที่ว่านั้น ; ยายแก่ก็ขึ้นเสียงตะบึงขึ้นมาว่า คิดดูทีซิ ฉันเลี้ยงไอ้หมอนี่ : that fellow ซึ่งตรงกับภาษาไทยว่า อ้ายหมอนั่น ; มาตั้ง ๒๐ ปีเต็ม ๆ มันไม่มีอะไรเลย แม้จะเพียงแสดงความเมตตา ออกมาสักนิดหนึ่งก็ไม่มี ; ถึงแม้จะไม่สนองความต้องการ ทางกิเลสของเขา ก็ควรจะเอ่ยปากเป็นการแสดงความเมตตา กรุณา หรือขอบคุณบ้าง ; นี่มันแสดงว่า เขาไม่มีคุณธรรม อะไรเลย ; ฉะนั้นยายแก่ก็ไปที่นั่นเอาไฟเผากุฏินั้นเสีย และ ไม่ส่งอาหารอีกต่อไป ; แล้วนิทานของเขาก็จบ. นิทานนี้สอนว่าอย่างไร จะเห็นว่าอย่างไรก็ลองคิดดู คน
น.55 ๕๔ บางคนเขาย่อมต้องการอะไร อย่างที่ตรงกันข้ามกับที่เราจะนึก จะฝันก็เป็นได้. นี่จงดูสติปัญญาของคนแก่ซิ. แกมีแบบแห่ง ความยึดมั่นถือมั่นของแกเองเป็นแบบหนึ่ง. ยิ่งแก่ยิ่งหนังเหนียว คือหมายความว่ามันยิ่งยึดมั่นถือมั่นมาก ฉะนั้นถ้าเราจะไป โกรธคนที่มีความคิดอย่างอื่น มีหลักเกณฑ์อย่างอื่น มีความ เคยชินเป็นนิสัยอย่างอื่น นั้นไม่ได้ ; เราต้องให้อภัย เรา ไม่โกรธใครเร็วเกินไป หรือเราไม่โกรธใครเลย นั่นแหละจะดีที่ สุด ; และจะเป็นครูบาอาจารย์ที่มีความสุขที่สุด แล้วจะเป็น ครูบาอาจารย์ที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดด้วยและสนุกที่สุดด้วย, ฉะนั้น ขอให้จำไว้ว่า คนเรานั้นมีอะไรที่ไม่เหมือนกัน มีอะไรที่ ไม่นึกไม่ฝันมากถึงอย่างนี้ ..
น.56 พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในนครโตเกียว สมัยศักราชเมจิ มีอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่สอง คน คนหนึ่งชื่ออันโช เป็นครูบาอาจารย์ในนิกายชินงอน คนนี้ไม่ ดื่มเลย ; อีกคนหนึ่งชื่อแตนแซน หรือ ตานซานก็แล้วแต่จะเรียก เป็นครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยด้วย ไม่เคยถือศีลเลย จึงดื่มจัด หรือละโมภในการบริโภค. วันหนึ่ง อาจารย์อันโชไปเยี่ยมอาจารย์ตานซาน กำลังดื่ม อยู่พอดี. อาจารย์ตานซานก็ถามว่า จะไม่ดื่มบ้างเที่ยวหรือ คือกล่าวชักชวนให้ดื่ม นั่นเอง ; อันโช ก็บอกว่าไม่เคยดื่มเลย. ตานซานก็ว่า คนที่ไม่เคยดื่มเลยนั้นน่ะไม่ใช่คน ; ฝ่ายอันโชก็ ฉุนกึก นิ่งเงียบไปขณะหนึ่ง ในที่สุดพูดขึ้นมาได้ว่า ท่านเรียกฉัน ไม่ใช่คนเพราะเพียงแต่ฉันไม่ดื่ม ถ้าฉันไม่ใช่คนแล้ว ฉันจะเป็น
น.57 ๕๖ อะไร อาจารย์ตานซานก็บอกว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วนิทานของเขาก็จบ. นี่เราจะฟังเป็นเรื่องการโต้ตอบด้วยโวหารก็ได้ แต่ความ จริงมันเป็นเรื่องที่มุ่งหมายจะสอนตามแบบวิธีของเขา ที่ให้คน สำนึกว่า คนนั้นยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าคนหนึ่งต่างหาก. ที่ว่า เป็นพระพุทธเจ้าคนหนึ่ง ก็เพื่อจะสอนให้รู้ว่ายังไม่เป็นพระพุทธ เจ้าเลยมากกว่า ซึ่งทำให้อาจารย์คนนั้นก็ชะงักกึกไปอีกเหมือน กัน เพราะมันก็รู้ตัวอยู่ว่าเราก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าสักที แล้ว เราก็ไม่ใช่เป็นคน แล้วมันจะเป็นอะไรกัน คนก็ไม่เป็น พระพุทธ เจ้าก็ไม่เป็น แล้วเป็นอะไร. ฉะนั้น เราเองก็เหมือนกัน เราเป็นครูตามอุดมคติหรือยัง หรือว่า ถ้าไม่เป็นครูมันก็ไม่ใช่ครู ; ถ้าเป็นครูก็ต้องเป็นครู. และการที่เขาว่า เราไม่ใช่คนเราไม่ควรจะโกรธเลย หรือแม้ ว่าครูจะถูกกล่าวหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่โกรธ ถ้าจะพูด ถึงพุทธะตามแบบนิกายเซ็นก็คือว่า ถ้าเรายังเป็นครูตาม อุดมคติไม่ได้ เราก็ยังเป็นพุทธะไม่ได้อยู่เหมือนกัน ; เพราะ ฉะนั้นเราจะพยายามทำตนไม่ให้เป็นอะไรเลย ให้มีจิตว่าง ไม่รู้ สึกเป็นอะไรเลย ซึ่งหมายความว่าให้อยู่เหนือการถูกว่า หรือเขา ว่ามามันก็ไม่ถูก. เราเป็นชนิดนั้นกันจะดีไหม. คือว่าเราเป็น อะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งใครจะว่าอะไร อย่างไรมา มันก็ไม่ถูกเรา. มันก็คงไม่มีอะไร นอกจากเราเป็น "ว่างจากตัวเรา." ถ้าเราเป็น
น.58 ๕๗ อย่างนี้ มันก็จะเป็นอย่างภูเขา ซึ่งลมจะพัดมากี่ทิศกี่ทาง ก็ไม่ สามารถทำให้ภูเขาหวั่นไหวได้. ในบาลีมีคำกล่าวอยู่ว่า ถ้าภูเขาเป็นหินแท่งหนึ่ง ฝังอยู่ใน ดิน ๑๖ ศอก โผล่อยู่บนดิน ๑๖ ศอก ลมไหนจะพัดให้หวั่นไหว ได้. ถ้าเราว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่า เรามีเกียรติอย่างนั้น อย่างนี้ เราเป็นอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อนั้นแหละเราจะเป็น บุคคลที่ลมไหนพัดมาก็ไม่ถูก.
น.59 ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว นี้ลองฟังให้ดีจะได้รู้ว่าเราใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้วหรือ ไม่. นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้ไปเยี่ยมธ์ยานาจารย์ คืออาจารย์แห่งนิกายเซ็นแห่งหนึ่ง ชื่อว่า กาซาน เพราะนิสิตคน นั้นเขาแตกฉานในการศึกษา เขาจึงถามอาจารย์กาซานว่า เคยอ่านคริสเตียนไบเบิลไหม. ท่านอาจารย์กาซานซึ่งเป็นพระ เถื่อน อย่างพระสมถะนี้จะเคยอ่านไบเบิลได้อย่างไร ; จึงตอบ ว่าเปล่าช่วยอ่านให้ฉันฟังที. นิสิตคนนั้นก็อ่านคัมภีร์ไบเบิล ตอนเซนต์แมทธิวไปตาม ลำดับ จนถึงประโยคที่ว่า ไม่ต้องห่วงอนาคต คือไม่ต้องหวังวัน พรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้มันจะเลี้ยงตัวมันเองได้ แม้แต่นกกระจอกก็ ไม่อดตาย ทำนองนี้.
น.60 ๕๙ ท่านอาจารย์กาซานก็บอกว่า ใครที่พูดประโยคนี้ได้ฉันคิด ว่าเป็นผู้รู้แจ้งคนหนึ่งทีเดียว คือเป็น an Enlightened One คน หนึ่งทีเดียว แต่นิสิตคนนั้นก็ยังไม่หยุดอ่าน คงอ่านต่อไปมีความ ว่า "ขอเถิดแล้วจะได้ จงแสวงหาเถิดแล้วจะพบ จงเคาะเข้าเถิด แล้วมันจะเปิดออกมา ; เพราะว่าใครก็ตามที่ขอแล้วจะต้องได้ รับ ใครก็ตามที่แสวงหาแล้วย่อมได้พบ และใครก็ตามที่เคาะเข้า แล้ว ประตูก็จะเปิดออกมา,". พอถึงตอนนี้อาจารย์กาซานก็ว่า แหมวิเศษที่สุด ใคร ที่กล่าวอย่างนี้ก็ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว ; นิทานของเขาจบ. นิทานเรื่องนี้จะสอนว่าอย่างไร? หมายความว่า ถ้ารู้ธรรมะ จริง จะไม่เห็นว่ามีลัทธิคริสเตียน หรือพุทธ หรืออะไรอื่นๆ ในจิต ใจของผู้ที่รู้ธรรมะจริง จะไม่รู้สึกว่า มีคริสต์ มีพุทธ มีอิสลาม มีฮินดู มีอะไร เพราะไม่ได้ฟังชื่อเสียงเหล่านั้น ไม่ต้องเป็นนิกาย อะไร ครูบาอาจารย์สำนักไหน คัมภีร์อะไร อ้างหลักฐานชนิด ไหน ; ไม่มีจิตใจ หรือความรู้สึกที่ค้านหรือรับฟังถ้อยคำ เหล่านั้น จะฟังแต่เนื้อหาของธรรมะนั้น ; และก็เนื้อหาของ ธรรมะสูง ก็รู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ก็รู้ว่าสูงต่ำ ; อย่าง ที่ว่า เคาะเข้าเถิดจะเปิดออกมานี้ มันเหมือนอย่างที่เราพูด ว่า ถ้าปฏิบัติให้ถูก มันก็จะง่าย ๆ ที่สุดในการที่จะบรรลุ นิพพาน ; เดี๋ยวนี้ไปนอนหลับสบายกันเสียหมด ทั้งพระทั้ง ฆราวาสก็ได้ ไม่มีใครเคาะ ไม่มีใครแสวงหา หรือไม่มีใคร
น.61 ๖๐ ขวนขวายนั่นเอง. ถ้าฟังกันแต่เนื้อหาธรรมะแล้ว มันไม่มีพุทธ ไม่มีคริสเตียน ; หรือไม่มีเซ็น ไม่มีเถรวาท ไม่มีมหายาน อย่างนี้ ; ไม่มีอาการที่จะเป็นเขาเป็นเราเลย จิตมันว่างเสียเรื่อย มันจึงมีเขาฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ มีเราอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ ฉะนั้น ความกระทบกันระหว่างเขากับเราไม่อาจจะเกิด, ไม่มีทางจะ เกิด, ไม่มีพื้นฐานจะเกิด ; เห็นธรรมะเป็นพระเจ้า เห็นพระเป็น เจ้าเป็นธรรมะไปเสียเลย. เหมือนอย่างว่า พระเป็นเจ้าของฝ่ายที่ ถือศาสนาเป็นพระเป็นเจ้านั้น มีการสร้าง มีการทำลาย มีการ ให้รางวัล มีการทำอะไรทุกอย่างตามหน้าที่ของพระผู้เป็นเจ้า เราก็มีสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างนั้น ครบทุกอย่างเหมือนกัน แต่เราไป เรียกว่าธรรมะ ; เหมือนกับความหมายของคำว่า ธรรมะที่ อธิบายแล้วในการบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น ; ไม่มีอะไรนอกจาก ธรรมะ ; แล้วความโง่ความหลง คืออวิชชาต่างหากที่ไปสมมติ ให้ว่าเป็นชื่อนั่นชื่อนี่ อย่างนั้นอย่างนี้ พวกนั้นพวกนี้ จนมีเรามี เขา. จริยธรรมทั้งหมด ของธรรมชาติทั้งหมดนั้น มีเรื่องเดียว แนวเดียวสายเดียว. ขอให้สนใจในความจริงข้อนี้เถอะว่า จริยธรรมทั้งหมด ของโลกนี้ หรือของโลกอื่นด้วยก็ได้ ย่อมมีแนวเดียวและสาย เดียวและตรงเป็นอันเดียวกัน ไม่ต้องพูดกันว่า ของประเทศนั้น ประเทศนี้ ศาสนานั้นศาสนานี้ ในโลกเดียวกันนี้. ถึงแม้ว่าสิ่งที่ เป็นจริยธรรมจะมีหลายรูป หรือหลายเหลี่ยม ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่วันแรก นั้นก็ยังเป็นอันเดียว แนวเดียว สายเดียว กันอยู่นั้น
น.62 ๖๑ เอง ; มีแต่ว่าระบบไหนใกล้จุดหมายปลายทางหรือยังเท่านั้น แต่ เรื่องต้องเป็นเรื่องเดียวกันหมด ; ขึ้นชื่อว่าธรรมะแล้ว ต้องเป็น เรื่องเดียวกันหมด ; แต่ว่าอันไหนหรือที่ใครกล่าวนั้น มันใกล้จุด หมายปลายทางเข้าไปหรือยัง. ฉะนั้นเราอย่าได้รังเกียจ อย่าได้ ชิงชังว่าคนนั้นคนนี้จะเป็นคริสเตียนแล้ว ก็จะต้องเป็นศัตรูเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาทีเดียว ; ถ้าถืออย่างนี้ก็แปลว่าไม่รู้ธรรมะ ยิ่งเป็นครูบาอาจารย์ด้วยแล้ว ไม่ควรจะไปรู้สึกทำนองนั้นเป็น อันขาด.
น.63 ยิ่งให้เร็วนั่นแหละจะยิ่งช้า เรื่องนี้ จะมีประโยชน์มากสำหรับครูบาอาจารย์ ; อาตมา จึงเลือกนำมาเล่าให้ฟัง "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า" เรื่องนี้ถึง ท่านจะไม่เรียกตนเองว่าครูก็ตาม ก็ควรจะสนใจฟังในฐานะที่ว่า จะเป็นปัจจัย เกื้อกูลแก่การเข้าใจธรรม และปฏิบัติธรรม. เรื่อง เล่าว่า มีหนุ่มคนหนึ่งเขาอยากจะเป็นนักฟันดาบที่เก่งกาจ เขา ไปหาอาจารย์สอนฟันดาบให้ช่วยสอนเขาให้เป็นนักฟันดาบ. เขาถามอาจารย์ว่าจะใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ตอบว่าประมาณ ๗ ปี. เขาชักจะเรรวนเพราะว่า ๗ ปี นี้มันเป็นเวลามิใช่น้อย ; ฉะนั้นเขาขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายามให้สุดฝีมือสุดความ สามารถในการศึกษาฝึกฝน ทั้งกำลังกายกำลังใจทั้งหมด ; ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้น
น.64 ๖๓ ต้องใช้เวลาสัก ๑๔ ปี." แทนที่จะเป็น ๗ ปี กลายเป็น ๑๔ ปี ; ฟังดู! หนุ่มคนนั้นก็โอดครวญขึ้นมาว่า บิดาของเขาแก่มากแล้ว จะตายอยู่รอมร่อแล้ว ; เขาจะพยายามอย่างยิ่ง ให้บิดาของเขา ได้ทันเห็นฝีมือฟันดาบของเขาก่อนตาย เขาจะแสดงฝีมือฟันดาบ ของเขาให้บิดาของเขาชม ให้เป็นที่ชื่นใจแก่บิดาเขาจะพยายาม อย่างยิ่งที่จะแสดงความสามารถ ให้ทันสนองคุณของบิดา จะ ต้องใช้เวลาสักเท่าไรขอให้อาจารย์ช่วยคิดดูให้ดี ๆ. ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นต้อง ๒๑ ปี" นี้มันเป็น อย่างไรขอให้นึกดู ; แทนที่จะลดลงมา มันกลายเป็นเพิ่มขึ้น เป็น ๒๑ ปี หนุ่มคนนั้นจะเล่นงานอาจารย์อย่างไรก็ไม่ได้ เพราะ เป็นอาจารย์ จะทำอย่างอื่นก็ไม่ถูก นึกไม่ออกเพราะไม่มีใครจะ เป็นอาจารย์สอนฟันดาบให้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ประเทศ ; ดังนั้นเขาก็ซังกะตายอยู่ไปกะอาจารย์ ด้วยไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรดีนั่นเอง. หลายวันต่อมา อาจารย์ก็ใช้คนคนนี้ แทนที่จะเรียกไปสอน ให้ใช้ดาบฟันดาบกลับให้ทำครัว ให้ทำงานในครัว ให้ตักน้ำ ผ่าฟืน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เรียกว่าต้องทำงานในครัว. หลายวันล่วงมา วันหนึ่ง อาจารย์ผลุนผลันเข้าไปในครัว ด้วยดาบสองมือ ฟันหนุ่มคนนี้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้สึกตัว อุตลุตเป็น การใหญ่. เขาก็ต้องต่อสู้ไปตามเรื่องตามราวของเขาตามที่เขา จะสู้ได้ด้วยใช้อะไรแทนดาบหรือด้วยมือเปล่า ๆ หรืออะไรก็สุด
น.65 ๖๔ แท้ สองสามอึดใจแล้วก็เลิกกัน : อาจารย์ก็กลับไป. แล้วต่อมา อีกหลายวันเขาก็ถูกเข้าโดยวิธีนี้อีก และมีบ่อย ๆ อย่างนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้งเขาก็กลายเป็นนักฟันดาบขึ้นมาได้ โดยไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งอาจารย์บอกว่า กลับไปได้คือจบหลักสูตรแล้ว และ ปรากฏว่า ต่อมา หนุ่มคนนี้ก็เป็นนักดาบลือชื่อของประเทศ ญี่ปุ่นไป : นิทานของเขาก็จบ. ท่านลองคิดดูว่า นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร? ตอบสั้น ๆ ที่สุดก็คือว่า การทำอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน ว่า ของของตนนั้น ใช้ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเป็นผลดีเลย : คือถ้าหนุ่ม คนนี้ยังคิดว่า กูจะดี กูจะเด่นอยู่ละก็ มีตัวกูเข้ามาฝึกเป็นตัวกูที่ ใหญ่เอาการอยู่เหมือนกัน. ทีนี้ถ้ายิ่งจะทำให้ดีที่สุด กูจะทำให้ เก่งที่สุด ให้เร็วที่สุด อย่างนี้ด้วยแล้ว ไอ้ตัวกูมันยิ่งขยายโตออก ไปอีก. ถ้ายิ่งจะให้ทันบิดาเห็น บิดาแก่มากจะตายแล้ว ตัวกูมัน ยิ่งพองมากออกไปอีก มันยิ่งเร่งร้อนออกไปอีก อย่างนี้จิตไม่ เป็นสมาธิได้ จิตเต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู กลัดกลุ้มไปด้วยตัวกู-ของกู ไม่เป็นจิตว่าง ไม่เป็นตัวสติปัญญาอยู่ในจิต ไม่สามารถจะมี สมรรถภาพเดิมแท้ของจิตออกมาได้ เพราะมันกลัดกลุ้มอยู่ด้วย อุปาทานว่า ตัวกู-ของกู หรือความเห็นแก่ตัวนี้ มันเลยไม่เฉียบ แหลมไม่ว่องไว ไม่ active อะไรหมด : ฉะนั้นถ้าขืนทำไป อย่างนี้จริง ๆ แล้วจะต้องใช้เวลา ๗ ปี หรือว่า ๑๔ ปี หรือ ว่า ๒๑ ปีจริง ๆ.
น.66 ๖๕ ที่นี้ขณะที่เขาอยู่ในครัวนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู- ของกู : กูจะเอาใน ๗ ปี หรือจะให้ทันบิดาเห็น อย่างนี้ไม่มีเลย กำลังเป็นจิตที่ว่างอยู่ : ถึงแม้ว่าอาจารย์จะผลุนผลันเข้าไปใน ลักษณะอย่างไร ปฏิภาณของจิตว่าง หรือจิตเดิมแท้นี้ ก็มีมาก พอที่จะต่อสู้ออกไปอย่างถูกต้องได้ : มันเป็นการเรียกร้องขึ้น มา หรือปลุกขึ้นมาจากหลับ ปลุกจิตอันนี้ขึ้นมาจากความหลับ ตามวิธีของอาจารย์ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ มาเป็นจิตที่เบิกบาน เต็มที่ ซึ่งต่อไปก็เอาไปใช้ได้เลย : เขาจึงเป็นผู้สำเร็จหลักสูตร โดยวิธีอันประหลาดนั้นภายในไม่ถึง ๗ ปี หรือภายในไม่ถึงปี อย่างนี้เป็นต้น. เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้ท่านครูบาอาจารย์สนใจที่จะนึกดู ว่า ความรู้สึกที่เป็นตัวตนหรือเป็นของตนนั้น อยู่ที่ตรงไหน? เหมือนอย่างว่าเราจะยิงปืนหรือยิงธนู หรือว่าขว้างแม่นในการ กีฬาขว้างแม่น : ถ้าจิตของผู้ขว้างมีความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู เป็นชื่อเสียงของกู ชื่อเสียงของโรงเรียนของกู ของมหาวิทยาลัย ของกู รัวอยู่ในใจแล้ว ไม่มีวันที่จะขว้างแม่น หรือขว้างถูกได้ :มันสั่นระรัวอยู่ด้วยตัวกู หรือของกูนี้ ทั้งนั้น ; ที่ถูกนั้นเมื่อ มีความตั้งใจถูกต้อง ที่จะทำเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงของโรงเรียน หรือของอะไรก็ตาม แล้วเขาต้องลืมหมด ลืมแม้แต่ตัวกู โรงเรียน ของกู มหาวิทยาลัยของกู เหลืออยู่แต่สติปัญญา และสติ สัมปชัญญะ ที่จะขว้างด้วยอำนาจของสมาธิเท่านั้น คือพูดตรง ๆ ก็ว่า ขณะนั้นมีแต่จิตที่เป็นสมาธิ กับสติปัญญาเท่านั้น ; ตัวกู-
น.67 ๖๖ ของกู ไม่มีเลย มันจึงเป็นจิตเดิม เป็นจิตตามสภาพจิต ; มือไม้ ไม่สั่น ใจไม่สั่น ประสาทไม่สั่น อะไร ๆ ไม่สั่น ปรกติเป็น active ถึงที่สุด แล้วเขาจะขว้างแม่น เหมือนอย่างกะปาฏิหาริย์ ; นี้ขอให้เข้าใจอย่างนี้. หรือว่าในการจัดดอกไม้ในแจกัน คนจัดจะต้องทำจิตให้ ว่างจากความเห็นแก่ตัวกูหรือชื่อเสียงของกู ตลอดถึงโรงเรียน ของกู หมู่คณะของกูเสียก่อน แล้วเสียบดอกไม้ไปด้วยจิตว่างจิต บริสุทธิ์ ; นั่นแหละคือสติปัญญาล้วน ๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู เจืออยู่ ก็จะได้แจกันที่สวยที่สุด ไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อน. นี่เขา ถือเป็นหลักของนิกายเซ็น ; ฉะนั้นขอให้สนใจในการที่จะทำ อะไร หรือมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่มีตัวกู-ของกู. มันยิ่งจำเป็นมาก สำหรับครูบาอาจารย์ ที่จะสอนเด็กให้ทำงานฝีมือด้วยจิตใจที่ ปรกติ ไม่สั่นในระบบประสาท ไม่สั่นในระบบของความคิด นึก : หรือว่าเมื่อเด็ก ๆ จะสอบไล่ เมื่อเขารู้สึกตัวอยู่แล้วว่าจะ ต้องสอบไล่ แล้วจะไปมัวห่วงกลัวจะสอบตกตัวกูจะสอบตก จะเสียชื่อ จะเสียเวลา ถ้าสอบไม่ได้จะไปโดดน้ำตาย เป็นต้น จะต้องไปนึกถึงทำไม นั่นเป็นเรื่องตัวกู-ของกู ; เด็กคนนั้น จะต้องลืมสิ่งเหล่านั้นหมดและลืมแม้แต่กระทั่งตัวเอง. คำว่า "ลืมตัวเอง" นี้ ถ้าฟังไม่ดี แล้วก็จะไม่เข้าใจ แล้วจะรู้สึกเถียง แย้งขึ้นมาว่า เป็นไปไม่ได้ ; ที่จริงเราลืมตัวเราเองนี้ได้ ใน ลักษณะหรือกรณีเช่น : เด็ก ๆ ในขณะสอบไล่นั้น จะต้องลืมหมด แม้กระทั่งตัวเอง
น.68 ๖๗ เหลืออยู่ในใจ แต่ว่าปัญหาว่าอย่างไร มีใจความว่าอย่างไร แล้วคำตอบควรจะว่าอย่างไร. ถ้าจิตใจว่างจากตัวกู ว่างจาก ของกูแล้ว วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่เคยสะสมมาตั้งแต่แรกเรียนนั้น จะมาหา พรูมาทีเดียว ให้เขาพบคำตอบว่าอย่างนั้นอย่างนี้ และถูกต้องที่สุด ; แต่ถ้าเขากลัดกลุ้มอยู่ด้วยตัวกู-ของกู แล้ว แม้เขาจะเคยเรียนมามากอย่างไร มันก็ไม่มา มันมีอาการ เหมือนกับลืม นึกไม่ออกนั่นแหละแล้วมันจะระส่ำระสาย กระสับ กระส่ายรวนเรไปหมด ก็เลยตอบไม่ได้ดี. ถ้าสอบไล่ด้วยจิตว่าง นี้จะได้ที่หนึ่ง หรือยิ่งกว่าที่หนึ่งเสียอีก ฉะนั้นเขาจึงมีการสอน มากในเรื่องที่ว่า อย่าทำด้วยจิตที่สั่นระรัวด้วยตัวกู-ของกู เพราะว่าการทำอย่างนั้น ยิ่งจะให้เร็วมันจะยิ่งช้าที่สุด ตามชื่อ ของนิทานว่า "ยิ่งให้เร็วมันยิ่งช้า" หรือที่เราจะพูดว่า จะเอาให้ได้ มันยิ่งจะไม่ได้เลย ; หรือว่าจะไม่เอาอะไรเลย มันยิ่งจะได้มาหมด คือไม่มีตัวเราที่จะเอาอะไรเลยแล้ว มันจะได้มาหมด.
น.69 เซ็นเนื้อเซ็นกระดูก ตามชื่อของหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า "เซ็นเนื้อเซ็นกระดูก" คือ หนังสือที่เอามาเล่านิทาน ให้ฟังนี้เอง, ควรจะทราบถึงคำว่า เซ็นเนื้อเซ็นกระดูกด้วย จะง่ายในการเข้าใจ. เซ็นเนื้อ-เซ็น กระดูก หมายความว่า ธรรมะชั้นที่เป็นเนื้อ-เป็นกระดูก ยังไม่ถึง เยื่อในกระดูก ; ธรรมะชั้นลึกจริง ๆ จัดเป็นชั้นเยื่อในกระดูก. นี่เราจะเล่ากันแต่เรื่องชั้นเนื้อและชั้นกระดูกหมายความว่า ในนั้นมันมีชั้นเยื่อในกระดูกอีกทีหนึ่ง ; ถ้าเข้าไม่ถึง มันก็ติดอยู่ แค่เนื้อแค่กระดูกเหมือนที่เราไม่เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา แล้วก็คุยโวอยู่นี้ มันเป็นชั้นเนื้อชั้นกระดูกทั้งนั้น ไม่ใช่ชั้นเยื่อใน กระดูกเลย ; และเมื่อจะพูดถึงเรื่องนี้ เขาเล่านิทานประวัติตอน หนึ่งของท่านโพธิธรรม คืออาจารย์ชาวอินเดียที่ไปประเทศจีนที่
น.70 ๖๙ ไปประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายธ์ยานะลงในประเทศจีน ซึ่งต่อมาเรียกว่านิกายเซ็น ; ญี่ปุ่นเรียกว่า เซ็น ; หรือภาษา จีนเรียกว่า เสี่ยง. เมื่อท่านโพธิธรรมอยู่ในประเทศจีนนานถึง ๙ ปี ท่านก็ อยากจะกลับอินเดีย. ทีนี้ไหน ๆ จะกลับทั้งที อยากจะลองสอบดู ว่าบรรดาศิษย์ต่าง ๆ ที่สอนไว้ที่นี่ ใครจะรู้อะไรกี่มากน้อย ก็เลยเรียกมาประชุม ถามทำนองเป็นการสอบไล่ว่า ธรรมะที่ แท้จริงนั้นคืออะไร ; ข้อสอบมีเพียงสั้น ๆ ว่า "ธรรมที่แท้จริง นั้นคืออะไร?" ศิษย์ชั้นหัวหน้าศิษย์ที่เรียกว่าศิษย์ชั้นมีปัญญาเฉียบแหลม ชื่อดูโฟกุ ก็พูดขึ้นว่า “ไอ้ที่อยู่เหนือการรับและเหนือการปฏิเสธ นั้นแหละคือธรรมที่แท้จริง." คำตอบอย่างนี้มันถูกมากแล้ว ; ถ้าผู้ใดฟังไม่เข้าใจเรื่องนี้ พึงจัดตัวเองว่าเป็นผู้ที่ยังไม่รู้ธรรมะ ได้เลย ไม่รู้ธรรมะอะไรเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่รู้จักสิ่งที่อยู่เหนือ การยอมรับและการปฏิเสธ. ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "เอ้า! ถูก! แกได้หนังของฉันไป." นี้ หมายถึงหนังที่หุ้มชั้นนอก ไม่ใช่เนื้อ ไม่ใช่กระดูก คือชั้นหนัง แท้ ๆ ; เสร็จแล้วคนนี้นั่งลง. นางชีคนที่ชื่อโซจิ ก็ยืนขึ้น แล้วบอกว่า "สิ่งที่เห็นครั้งเดียว แล้วเป็นเห็นหมดเห็นตลอดกาล นั่นแหละคือธรรมะแท้จริง" ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "เอ้า! ถูก! แกได้เนื้อของฉันไป ;" คือมันถูกกว่าคนทีแรกจึงได้เนื้อไป ; แล้วเขาก็นั่งลง
น.71 ๗๐ คนที่สามยืน ตอบว่า "ที่ไม่มีอะไรเลยนั่นแหละคือธรรมะ." เขาใช้คำว่าไม่มีอะไรเลยเท่านั้น, แต่เราขยายความออกไปก็ได้ ว่า ไม่มีอะไรที่ถือเป็นตัวตนเลย นั่นแหละคือธรรมะแท้จริง. อาจารย์ก็บอกว่า "ถูก! แกได้กระดูกของฉันไป” ; คือ ลึกถึงชั้นกระดูก. ศิษย์อีกคนหนึ่ง เป็นศิษย์ก้นกุฏิชื่อเอก้า ยืนขึ้น หุบปาก นิ่ง แล้วยังเม้มลึกเข้าไปซึ่งแสดงว่า นิ่งอย่างที่สุด เป็นการแสดง แก่อาจารย์ว่า นี่แหละคือธรรมะ ; การที่ต้องหุบปากอย่างนี้ แหละ คือธรรมะ, อาจารย์ก็ว่า "เออแกได้เยื่อในกระดูกของ ฉันไป" นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่มีสติปัญญา ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก จงลองคิดดู. คำตอบที่ว่าอยู่เหนือการยอมรับและปฏิเสธนั้น ยังถูกน้อยกว่า คนอื่น ; ส่วนผู้ที่ตอบว่า ลงเห็นทีเดียวแล้วเห็นหมด และเห็น ตลอดกาลด้วย ; นี่ยังถูกกว่า ; แล้วที่ว่า ไม่มีอะไรเลยนั้น ยิ่งถูกไปกว่าอีก ; แล้วที่ถึงกับว่า มันพูดอะไรออกมาไม่ได้ มันแสดงออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ จนถึงหุบปากนิ่ง นี้ยิ่งถูกกว่า ไปอีก. นี่แหละพวกเรามีสติปัญญาละเอียดสุขุมแยบคาย มีความ สำรวมระมัดระวัง สงบอกสงบใจมาก จนถึงกับว่าไม่หวั่นไหว และเข้าใจเรื่องไม่หวั่นไหว และไม่มีอะไรนี้ได้หรือไม่ ขอให้ลอง คิดดู. ถึงจะยังทำเดี๋ยวนี้ไม่ได้ก็ขอให้เข้าใจว่า แนวของมันเป็น
น.72 ๗๑ อย่างนั้น. คนที่รู้อะไรจริง ๆ แล้ว จะไม่พูดอะไร เพราะรู้ซึ้งถึง ขนาดที่อยู่เหนือวิสัยของการบรรยายด้วยคำพูด ; อย่างที่ เล่าจื้อว่า "คนรู้ไม่พูด คนที่พูดนั้นไม่ใช่คนรู้." นี่ก็หมายถึง ตัวธรรมะจริง ๆ นั้นมันพูดไม่ได้. ถึงแม้ที่อาตมากำลังพูดอยู่นี่ก็ เหมือนกัน ยังไม่ใช่ธรรมะจริง เพราะมันยังเป็นธรรมะที่พูดได้ เอามาพูดได้. ลองทบทวนดูว่า ท่านเคยเข้าใจซึมซาบในความ จริง หรือในทฤษฎีอะไร อย่างลึกซึ้ง จนท่านรู้สึกว่า ท่านไม่ อาจบรรยายความรู้สึกอันนั้น ออกมาให้ผู้อื่นฟังได้จริง ๆ บ้าง ไหม? ถ้าเคยก็แปลว่าท่านจะเข้าใจถึง สิ่งที่พูดเป็นคำพูดไม่ได้. ธรรมะจริงมันพูดไม่ได้ ต้องแสดงด้วยอาการหุบปาก แต่ขอให้ถือว่าเรากำลังพูดกันถึงเรื่องวิธี หรือหนทางที่จะเข้าถึง ธรรมะจริงก็แล้วกัน ; แต่ว่า เมื่อเข้าถึงธรรมะจริงแล้วมันเป็น เรื่องที่จะต้องหุบปาก แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นสิ่งที่จะต้องถึงเข้า ข้างหน้าเป็นแน่นอน. ไม่มีครูบาอาจารย์คนไหน จะมีอายุเท่านี้ อยู่เรื่อยไป คงจะเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนเฒ่าคนแก่ เห็นโลกในด้านลึก เห็นชีวิตด้านลึกโดยสิ้นเชิงเป็นแน่ ฉะนั้น จึงควรเตรียมตัวที่จะ เข้าถึงแนวของธรรมะเสียแต่ป่านนี้จะไม่ขาดทุน, และก็ไม่ใช่ว่า เป็นเรื่องเศร้า หรือเป็นเรื่องเศร้า หรือเป็นเรื่องน่าเบื่อจน เกินไป
Buddhadasa