น.44 อย่างนั้นหรือ นิทานที่สามนี้เล่าว่า ณ สำนักเซ็นของอาจารย์เฮ็กกูอิน ซึ่งเป็นที่เลื่องลือมากเป็นเหมือนกับว่าเป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน มีร้านชำใกล้ ๆ วัดนั้น ; มีหญิงสาวสวย ลูกสาวเจ้าของ ร้าน ; ทีนี้โดยกระทันหัน ปรากฏว่ามีครรภ์ขึ้นมา. พ่อแม่ เขาพยายามขยันขยอถาม ลูกสาวก็ไม่บอก แต่เมื่อถูกบีบคั้นหนัก เข้าก็ระบุชื่อ ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน. เมื่อหญิงสาวคนนั้นระบุ อาจารย์เฮ็กกูอินเป็นบิดาของเด็กที่อยู่ในครรภ์ พ่อแม่โกรธเป็น ฟืนเป็นไฟไปที่วัด แล้วก็ไปด่าท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ด้วย สำนวนโวหารของคนที่โกรธขีดสุดที่จะด่าได้อย่างไร. ท่าน อาจารย์ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากว่า Is that so? คือว่า อย่างนั้น หรือ? สองคนนั้นด่าจนเหนื่อย ไม่มีเสียงจะด่า ไม่มีแรงจะด่า!
น.45 ๔๔ ก็กลับไปบ้านเอง. ทีนี้พวกชาวบ้านที่เคยเคารพนับถือก็พากัน ไปด่าว่าเสียทีที่เคยนับถืออย่างนั้นอย่างนี้ ; ท่านก็ไม่มีประโยค อะไรที่จะพูด นอกจากว่า “อย่างนั้นหรือ?" พวกเด็ก ๆ ก็ยังพา กันไปด่าว่า พระบ้า พระอะไร สุดแท้แต่ที่จะด่าได้ตามภาษา เด็ก ; ท่านก็ “อย่างนั้นหรือ?" ไม่มีอะไรมากกว่านั้น. ทีนี้ต่อมาเด็กคลอดออกมาจากครรภ์. บิดามารดาที่เป็นตา เป็นยายของเด็ก ก็เอาเด็กไปมอบให้ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ใน ฐานะเป็นการประชดหรืออะไรก็สุดแท้ว่า "แกต้องเลี้ยงเด็ก คนนี้." ท่านอาจารย์เฮ็กกูอินก็มีแต่ “อย่างนั้นหรือ?" ตามเคย ท่านรับเด็กไว้ และต้องหานมหาอาหารของเด็กอ่อนนั้น จาก บุคคลบางคนที่ยังเห็นอกเห็นใจท่านอาจารย์เฮ็กกูอินอยู่ พอ เลี้ยงเด็กนั้นให้รอดชีวิต เติบโตอยู่ได้. ทีนี้ต่อมานานเข้าหญิงคนที่ เป็นมารดาของเด็กเหลือที่จะทนได้ มันเหมือนกับไฟนรกเข้า ไปสุมอยู่ในใจ เพราะเขาไม่ได้พูดความจริง ; ฉะนั้นวันหนึ่งเขา จึงไปสารภาพบอกกับบิดามารดาของเขาว่า บิดามารดาที่ แท้จริงของเด็กนั้นคือคนหนุ่มที่ร้านขายปลา, ทีนี้บิดามารดา ตายายคู่นั้น ก็มีจิตใจเหมือนกับนรกเผาอยู่ข้างในอีกครั้งหนึ่ง รีบวิ่งไปที่วัด ไปขอโทษขอโพยต่ออาจารย์เฮ็กกูอิน ; ขอแล้ว ขอเล่า ๆ เท่าที่จะรู้สึกว่าเรามีความผิดมากอย่างไร ก็ขอกัน มากมายอย่างนั้น ; ท่านก็ไม่มีอะไร นอกจากอย่างนั้นหรือ? แล้วก็ขอหลานคนนั้นคืนไป. ต่อมาพวกชาวบ้านที่เคยไปด่าท่าน อาจารย์ ก็แห่กันไปขอโทษอีก เพราะความจริงปรากฏขึ้น
น.46 ๔๕ เช่นนี้. ขอกันใหญ่ไม่รู้กี่สิบคน ; ขอกันนานเท่าไรท่านก็ ไม่มีอะไรจะพูด นอกจาก “อย่างนั้นหรือ?" อีกนั่นเอง. เรื่อง ของเขาจบเท่านี้. นิทานเรื่องนี้จะสอนว่าอย่างไร. เราถือว่านิทานชุดนี้ ก็เหมือนกับนิทานอิสปในทางวิญญาณ ในทาง Spiritual point of view; นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร ดังนั้นหรือ? มันก็เหมือนนับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "นตฺถิ โลเก รโห นาม" และ "นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต" "การไม่ถูกนินทาไม่มีใน โลก ;" หรืออะไรทำนองนี้. แต่ท่านทั้งหลายลองเปรียบเทียบดูที่ หรือว่า ถ้าพวกครูบาอาจารย์ของเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกกระทำ อย่างท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ท่านจะเป็นอย่างนี้ได้ไหม ; คือ จะ อย่างนั้นหรือ? คำเดี๋ยวอยู่ได้ไหม. ถ้าได้ เรื่องคงจะไม่เป็น อย่างที่กำลังเป็น คือคงจะไม่ถูกฟ้องว่าตีเด็กเกินควร หรืออะไร ทำนองนั้น ต้องไปถึงศาลก็มี. อาตมาเคยเห็นครูที่บ้านนอก ต้องไปพูดกันถึงโรงถึงศาลก็มีเพราะตีเด็กเกินควรเป็นต้น ; นี่คือมันหวั่นไหวต่ออารมณ์มากเกินไป จนกระทั่งเด็กเล็ก ๆ ก็ ทำให้โกรธได้ ; เรื่องนิดเดียวก็ยังโกรธได้ ; เพราะว่าไม่ยึดถือ ความจริงเป็นหลักอยู่ในใจ มันจึงไหวไปตามอารมณ์ โกรธมาก กลัวมาก เกลียดมากล้วนแต่เป็นอารมณ์ร้ายไปเสียทั้งนั้น. ทำไมไม่คิดว่า มันไม่ใช่เรื่องราวอะไรมากมายมันไม่ใช่น้ำหนัก หรือเสียงส่วนมากที่ยืนยันว่า อันนั้นต้องเป็นอย่างนั้นจริง.
น.47 ๔๖ ความจริงมันต้องเป็นความจริง ; ถ้าจะมีอุเบกขา ก็ควรจะมี อุเบกขาอย่างนี้ ; ไม่ใช่อุเบกขาผิดอย่างอื่น ; ฉะนั้นเราควร จะฟังของเขาไว้.
Buddhadasa