น.48 ความเชื่อฟัง ธ์ยานาจารย์ ชื่อ เบ็งกะอี เป็นผู้มีชื่อเสียงในการเทศนา ธรรม : คนที่มาฟังท่านนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ในวงของพวก นิกายเซ็น : พวกนิกายอื่น หรือคนสังคมอื่นก็มาฟังกัน ชนชั้น ไหน ๆ ก็ยังมาฟัง เพราะว่าท่านไม่ได้เอาถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือ หรือในพระไตรปิฎกมาพูด แต่ว่าคำพูดทุกคำ นั้น มันหลั่งไหลออกมาจากความรู้สึกในใจของท่านเองแท้ ๆ ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจหรือชอบใจ แห่กันมาฟังจนทำให้วัด อื่นร่อยหรอคนฟัง เป็นเหตุให้ภิกษุรูปหนึ่ง ในนิกายนิชิเรน โกรธมาก คิดจะทำลายล้างอาจารย์เบ็งกะอีคนนี้อยู่เสมอ. วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านองค์นี้กำลังแสดงธรรมอยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัดองค์นั้นก็มาทีเดียว หยุดยืนอยู่หน้าศาลาแล้ว
น.49 ๔๘ ตะโกนว่า เฮ้ย! อาจารย์เซ็นหยุดประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตามที่เคารพท่าน จะต้องเชื่อฟังคำที่ท่านพูด ; แต่ว่า คนอย่างฉันนี้ไม่มีวันที่จะเคารพท่าน ; ท่านจะทำอย่างไรที่ จะทำให้ฉันเคารพเชื่อฟัง ท่านได้. เมื่อภิกษุอวดดีองค์นั้นร้องท้า ไปตั้งแต่ชายคาริมศาลาท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่ามาซี่ขึ้นมานี่ มายืนข้าง ๆ ฉันซี่แล้วฉันจะทำให้ดูว่าจะทำอย่างไร พระภิกษุ นั้นก็ก้าวพรวดพราดขึ้นไปด้วยความทะนงใจฝ่าฝูงคนเข้าไปยืน หราอยู่ข้าง ๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี. ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า ยังไม่เหมาะมายืนข้างซ้ายดีกว่า. พระองค์นั้นก็ผลุบมาทีเดียว มาอยู่ข้างซ้าย ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็บอกอีกว่าอ๋อ! ถ้าจะพูด ให้ถนัดต้องอย่างนี้ ต้องข้างขวา ข้างขวา. พระองค์นั้นก็ผลุบมา ทางขวา พร้อมกับมีท่าทางผยองอย่างยิ่ง พร้อมที่จะท้าทายอยู่ เสมอ ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า เห็นไหมล่ะ ท่านกำลังเชื่อฟัง ฉันอย่างยิ่ง และในฐานะที่ท่านเชื่อฟังอย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้นท่านก็ นั่งลงฟังเทศน์เถิด นี่เรื่องก็จบลง. นิทานอิสปเรื่องนี้มันสอนว่าอย่างไร เหมือนพุทธเจ้า พระท่านตรัสว่า นิวาโต เอตมุมงคลมุตฺตมํ ; วาโต ก็เหมือน กะสูบลมอัดเบ่งจนพอง ; ถ้านิวาโตก็คือ ไม่พองไม่ผยอง เป็นมงคลอย่างยิ่ง. ข้อนี้ย่อมแสดงว่า มีวิชาความรู้อย่างเดียว นั้นไม่พอ ยังต้องการไหวพริบ และปฏิภาณอีกส่วนหนึ่ง ; พระองค์นี้ก็เก่งกาจของนิกายนิชิเรน ในญี่ปุ่น แต่มาพ่ายแพ้
น.50 ๔๙ อาจารย์ที่แทบจะไม่รู้หนังสือเช่นนี้ ซึ่งพูดอะไรก็ไม่อาศัย หนังสือ เพราะบางทีก็ไม่รู้หนังสือเลย แพ้อย่างสนิทสนม เพราะขาดอะไร ก็ลองคิดดู. พวกฝรั่งก็ยังพูดว่า Be wise in time ฉลาดให้ทันเวลาโดยกระทันหัน ซึ่งบาลีก็มีว่า "ขโณ มา โว อุปจฺจคา" ขณะสำคัญนิดหนึ่งนิดเดียวเท่านั้นอย่าได้ผ่าน ไปเสียนะ ; ถ้าผ่านไปละก็แย่เลยทีเดียว. นี้เรียกว่ามันเป็น ปฏิภาณ ; ปฏิภาณที่ครูอาจารย์จะต้องมีอย่างยิ่ง มิฉะนั้น จะควบคุมเด็กไม่อยู่ เราลองคิดดูซิว่า เด็ก ๆ ของเรามีปฏิภาณ เท่าไร เราเองมีปฏิภาณเท่าไร มันจะสู้กันได้ไหม ; ลองเทียบ I.Q. ในเรื่องนี้กันดูซึ่งเกี่ยวกับปฏิภาณนี้ ถ้าครูบาอาจารย์ เรามี I.Q. ในปฏิภาณนี้ ๕ เท่าของเด็ก ๆ คือเหนือเด็ก ๕ เท่า ตัว ก็ควรจะได้รับเงินเดือน ๕ เท่าตัวของที่เด็ก ๆ ควรจะได้ รับ ; หรือว่าใครอยากจะเอาสักกี่เท่าก็เร่งเพิ่มมันขึ้น ให้มี ปฏิภาณไหวพริบ จนสามารถสอนเด็กให้เข้าใจเรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องนิพพาน ได้อย่างไรทีเดียว นี่คือข้อที่จะต้อง อาศัยปฏิภาณ ซึ่งวันหลังก็คงจะได้พูดกันถึงเรื่องนี้บ้าง.
Buddhadasa