น.12 อย่าเพ่อวิ่งหนี กระบวนแห่สิงโตผ่านมาในถนน ประชาชนแตกตื่นพากัน อุ้มลูกจูงหลานออกมาดู. เด็กอายุ ๓-๔ ขวบคนหนึ่งร้องไห้ เพราะความกลัว สิงโตก็ดิ้นอย่างจะสิ้นชีวิตลงไป. แม่ต้องอุ้ม พาหนีเข้าไปในสวนข้างถนนแห่งหนึ่ง พลางบ่นว่าน่าสงสาร ลูกโง่ ๆ คนนี้เหลือเกิน แม่จะได้ดูอะไรสักนิดก็ไม่ได้ดู. ทันใดนั้น เองแม่ก็ดิ้นและร้องวี๊ดว๊าดขึ้น เพราะกิ้งกือตัวหนึ่งเผอิญหล่น ลงมาจากต้นไม้ตกลงไปในเสื้อ. ลูกเล็ก ๆ คนนั้นเองหัวเราะ ชอบใจ เมื่อเขาบอกแม่ว่าเขาจะช่วยหยิบออกให้ แล้วก็ช่วย หยิบทิ้งให้จริง ๆ. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : มันเป็นการสุดวิสัยที่จะไม่ให้
น.13 ๑๒ ลูกเด็ก ๆ กลัวสิ่งที่มีลักษณะและอาการอย่างภูตผีปีศาจ กระโดดโลดเต้นเข้ามาราวกะจะจับเอาตัวไปกินเสียฉะนั้น. แต่ที่แม่เองกลับกลัวกิ้งกือตัวนิดเดียว! ทั้งเลื้อยด้วยท่าทาง อันนิ่มนวลอ่อนโยนราวกับเข้ามาแสดงความเคารพหรือขอ ความช่วยเหลืออะไรสักอย่างหนึ่ง. ความกลัวของแม่ก็กลัวอย่าง จะขาดใจตายเช่นเดียวกับลูกเหมือนกัน! เมื่อประกอบด้วย อวิชชาอยู่อย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจหรือเป็น สัตว์ตัวนิด ๆ เช่นกิ้งกือไส้เดือนก็ตาม ย่อมสามารถปลุกปั่น ความกลัว (วิภวตัณหา) ได้โดยทำนองเดียวกัน ในฐานะเป็น ที่ตั้งแห่งความขลาดและวิ่งหนีได้โดยเสมอกัน. ในที่สุดก็เหลือ แต่สิ่งที่ต้องคำนวณดูว่า ลูกอายุเพียง ๒-๓ ขวบ ส่วนแม่อยู่ใน ฐานะที่เป็นแม่หรือผู้ปกครองสั่งสอนลูกแล้วในกรณีนี้ใครเล่า ที่โง่เขลาน่าสมเพชกว่าใครในระหว่าง แม่-ลูก รายนี้. (คัดจากหนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา ปี ๒๔๙๗ หน้า ๘)
Buddhadasa