น.14 นี่มันอย่างไรกัน? สามเณรจ้อยเป็นเปรียญตั้งแต่ยังเป็นสามเณร. วันหนึ่ง อ่านพระบาลีมหาปรินิพพานสูตรไปจนถึงภาณวารที่ห้า ได้พบ ข้อความว่า อิเม จสุภทฺท ภิกฺขุ สมฺมา วิหเรยุยํ อสุญฺโญ โลโก อรหฺเตหิ อสฺส. (ล. ๑๐ น. ๑๗๖ บ. ๑๓๘) แปลเป็นใจความ ได้ว่า "ดูก่อนสุภัททะ ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จะพึงเป็นอยู่ โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ดังนี้สามเณร จ้อยเกิดฉงนอยู่ตลอดเวลาว่า การเป็นพระอรหันต์นั้นเป็นกันได้ ง่าย ๆ เช่นนี้ หรือว่าตนแปลพระบาลีนี้ผิด เพราะไม่รู้เท่าถึง อย่างใดอย่างหนึ่ง มีความกลัดกลุ้มเป็นกำลัง. สามเณรจ้อยจึงพาคัมภีร์นั้นเข้าไปหาเจ้าคุณหลวงพ่อ ผู้เป็นสมภาร สอบถามถึงการแปลบาลีตอนนี้ก็ได้ความตรง
น.15 ๑๔ กันว่าสามเณรแปลถูกจึงได้เรียนถามขึ้นว่า จะเป็นพระอรหันต์ กันได้ด้วยเหตุเพียงเป็นอยู่โดยชอบเท่านั้นแลหรือ. ท่านเจ้าคุณ ได้ยืนยันว่าเป็นจริง เพราะเป็นอยู่โดยชอบนั้น หมายถึงตั้งอยู่ใน มรรคมีองค์แปด. สามเณรจ้อยได้ถามขึ้นอีกว่า "ก็พระสงฆ์ ทั้งหลายในบัดนี้ ไม่ได้เป็นอยู่กันโดยชอบดอกหรือ?" ท่าน เจ้าคุณได้โพล่งออกมา "ก็เป็นอยู่กันโดยชอบซิ" ด้วยน้ำเสียง มีแววแห่งความขุ่นที่ไม่ชัดเจน. สามเณรจึงเรียนถามต่อไปว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมีพระอรหันต์กันอยู่ทั่วทุกวัดวาอารามนะ ขอรับ?" เงียบกันไปขณะหนึ่งแล้ว ก็มีเสียงซึ่งใคร ๆ แทบจำ ไม่ได้ว่าเป็นเสียงของท่านเจ้าคุณดังลั่นขึ้นแต่เพียงว่า " ... อื้อ .. อื้อ ... ง่า ... อื้อ ... ง่า ... อื้อ ... นี่มันยังไงกันนี่หว่า !... ง่า ... ไปเถอะ!" นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : มันเป็นการสุดวิสัยที่ใคร จะตอบได้ เพราะพระบาลีนั้นก็ถูก, พระเจ้าพระสงฆ์ก็เป็นอยู่ โดยชอบจริง แต่แล้วก็ไม่มีใครเชื่อว่าพระอรหันต์นั้นมีอยู่ตาม วัดวาอารามทั่ว ๆ ไป และใครเป็นคนที่น่าสมเพชกว่าใครใน ระหว่าง ศิษย์-อาจารย์ รายนี้. (คัดจากหนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา ปี ๒๔๙๗ หน้า ๖๘)
Buddhadasa