Buddhadasa.org

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ ตอนที่ ๒ — ส.ค.ส. พ.ศ. ๒๔๘๓

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.10 ศานติสุขที่แท้จริง คือการที่ใจเป็นอิสสระเหนือ "เหยื่อ" ของ โลกทุกชนิด. การครองชีพแม้ที่เงียบ ๆ ง่ายและสุจริตนั้นเป็นเพียง ความผาสุก ( Happiness ) เท่านั้น ยังหาใช่ ศานติสุข ( Peace ) อันแท้จริงไม่, เพราะความ พอใจในภาวะเช่นนั้นของตนยังเป็นเพียงเหยื่อโลกชั้นประณีตเท่านั้น และเปลี่ยน แปลงได้. ส่วนการดื่มกิน “เหยื่อของโลก" ชั้นธรรมดา แม้จะอิ่มหนำสำราญเพียงไร ก็เป็นเพียง ความเพลิน ( Pleasure ) เท่านั้นเอง จะเป็นศานติสุขและความผาสุก ไปไม่ได้เลย. แม้กระนั้นคนเราทั่วไป ก็ยังเรียกสิ่งทั้งสามนี้ว่า ความสุข โดยเสมอ กัน ดังจะเห็นได้จากการส่งของขวัญปีใหม่ ซึ่งให้ "ความเพลิน" ได้เล็กน้อย เรา

น.11 ๕ ก็เรียกว่าส่งความสุขปีใหม่, และคำอวยพร ให้ได้ "กินเหยื่อโลก" มาก ๆ เราก็ เรียกว่าส่งความสุขปีใหม่ด้วย. แต่ก็มิใช่เป็นคำที่ผิด ถ้าเราจะแบ่งสิ่งที่คนเราเรียก กันว่าความสุขให้เป็นชั้น ๆ และถือว่า เป็นเสมอเหมือนบันไดแห่งกันและกัน. แม้ว่าความสุขปีใหม่ คือความใกล้ต่อความเป็นอิสสระจากเหยื่อ โลก ยิ่งกว่าปีเก่า ; แต่ความเป็นอิสสระนี้ มาจากความรู้จักโลกอย่างถูกต้อง โดย ซึมซาบในรสของโลกมาอย่างทั่วถึงแล้ว จะเป็นโดยการเข้า " ผ่าน " ไปในโลก, หรือการพิจารณาโดยไม่ต้องเข้า "คลุก" ก็ตาม เพราะฉะนั้น, แม้จะเป็นการเนิ่น- ช้าไปบ้าง, การ "ดื่มกินโลก" อย่างเต็มที่ ย่อมช่วยให้คนธรรมดาเราท่านเข้าใจโลก ได้ดีทางหนึ่งเหมือนกัน. และการจะ "ดื่มโลก" ได้ ดี หรือ มาก เต็มที่ ก็ได้ด้วย การ ทำงาน ให้ มาก หรือ ดี เต็มที่นั่นเอง เพราะว่างานเป็นเครื่องช่วยให้เรา รู้จักชีวิตหรือโลกโดยตรง. เพราะฉะนั้น ความสุขปีใหม่ของคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ก็คือ "การทำงานให้ ดีกว่า และ มากกว่า ปีเก่า" นั่นแล. ส่วนบุคคลประเภทพิเศษ คือผู้ที่เริ่มรู้จักโลกตามที่เป็น จริงอย่างไรแล้วนั้น ย่อมอยู่เหนือวิสัยแห่งการส่งความสุขปีใหม่ และท่าน กำลังพยายามเพื่อขึ้นพ้นระดับแห่งความสุข ที่คนเราตามธรรมดาจะส่งให้ กันและกันได้ ซึ่งแม้พระเป็นเจ้าก็บันดาลให้ท่านไม่ได้ ! ขอความสุขปีใหม่ จงมีแด่ท่านทั่ว ๆ ไป โดย "การงาน ใหม่แห่งปีใหม่" ที่เป็นเสมือนบันได อันจะทำให้ท่านใกล้ต่อความเป็นอิสสระจาก เหยื่อโลก ยิ่งขึ้นทุกที เทอญ ฯ. พุทธทาส ภิกขุ ๓ เมย. ๘๓

น.12 การที่ประเทศไทย เราได้ เปลี่ยน วันขึ้นปีใหม่มาเป็นแบบสากล ได้ทำให้ข้าพเจ้ามีความคิดที่จะส่งความสุขปีใหม่ ชนิดสากลด้วย, และการส่งของ เรา ควรขยายวงกว้างออกไป ถึงเพื่อนมนุษย์ทั่วสากลดุจกัน. เนื่องจากหนังสือ พิมพ์พุทธสาสนาฉบับนี้ เป็นฉบับขึ้นปีใหม่ แทนการที่เคยขึ้นด้วยฉบับเดือนพฤษภาคม อย่างที่แล้ว ๆ มา จึงขอถือโอกาสส่งความสุขปีใหม่ด้วยฉบับเดือนกุมภาพันธ์ เช่นนี้ ต่อ ๆ ไป และเป็นความสุขปีใหม่ชนิดสากล โดยนัยดังกล่าวแล้ว.

น.13 ๗ อันความสุขที่สูงที่สุดขึ้นไปกว่าความผาสุกตามธรรมดา หรือ ที่เรียกได้ว่าความสุขส่วนใจนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษย์เราทั้งมวล จะไม่มีความ เห็นพ้องเป็นอันเดียวกันว่า ขึ้นอยู่กับสาสนาเป็นส่วนใหญ่. เมื่อเป็นดังนี้ปัญหา ย่อมเกิดขึ้นว่า เมื่อมนุษย์ต่างชาติในสากลโลกต่างถือศาสนาผิด ๆ กัน เราจะส่ง ความสุขชนิดสากล ร่วมเป็นอันเดียวกันได้อย่างไรเล่า ? ขอตอบว่า เรามีทางที่จะส่ง ความสุขสากลร่วมกันได้. ทั้งนี้ โดยเหตุที่ว่าสาสนาทั้งหลายมีโฉมหน้าแตกต่างกัน ในส่วนที่เป็นเพียงลัทธิในขั้นต่ำ สำหรับถือกันเป็นส่วนทั่วไป และต่างกาละและเทศะ กันเท่านั้น. ส่วนแนวอันเป็นปรัชญาหรือส่วนที่ลึกซึ้งนั้น มีความมุ่งอย่างเดียวกัน เป็นแต่มีความเหลื่อมล้ำกว่ากันอยู่บ้างก็ตรงที่ว่า บางสาสนาได้ก้าวออกไปข้างหน้ากว่า. ใกล้ชิดความจริงอันเป็นจุดที่ประสงค์กว่า, โดยเหตุที่สาสนารอง ๆ ลงมา มัวเฉไกล ออกไปนอกทางเสียในบางส่วน และไปหยุดชะงักเอาเสียเพียงแค่นั้น ว่าเป็นขั้นสุด แห่งความดับทุกข์ทั้งมวล. ทั้งที่ตนก็มีความมุ่งหมายเช่นเดียวกับเพื่อนศาสนาอื่น ๆ. การกล่าวเช่นนี้ คล้ายกับจะเป็นไปไม่ได้ แต่ความจริงเป็น เช่นนั้น. ข้อนี้คือว่า จุดมุ่งของทุกสาสนาอยู่ที่ "สุขนิรันดร์” ได้แก่เป็นสุขอันไม่ แปรผันตลอดอนันตกาล. เป็นความจริงอันเด็ดขาด ที่ทุกสาสนาได้มุ่งมายังจุด ๆ นี้. แต่ความหมายของสุขนิรันดรนี่เอง เป็นสิ่งที่พระศาสดาของสาสนานั้น ๆ ตีความ" หมายสูงต่ำเหลื่อมล้ำกว่ากันไปเสีย ทั้งที่ความจริงก็มุ่งยอดสุขด้วยกัน. ทีนี้ เรา ลองปัดการแบ่งแยกเป็นศาสนาต่าง ๆ ออกไปเสียให้พ้น ให้คงเหลือแต่เพียงว่า มนุษย์ ผู้เสาะหายอดสุดของความสุขหรือความจริง แต่อย่างเดียวแล้ว เราก็จะพบแต่เพียงว่า มันมีแต่การเข้าใกล้ยอดสุดอันนั้น ที่เข้าใกล้ได้มากหรือน้อยกว่ากัน เรียงลำดับ หลั่นกันลงมา เหมือนพี่น้องที่ยืนเรียงแถวกัน เป็นหลั่นไปตามลำดับความแก่อ่อน เท่านั้นเอง.

น.14 ๘ พุทธศาสนาของเราทั้งหลาย เป็นคนตันเถา หรือผู้ที่ยื่นขึ้น ไปได้ถึงยอดสุด และถือเอายอดสุดนั้นเป็นที่พอใจ พร้อม ๆ กับที่น้อง ๆ ได้หยุดเสีย แค่ชะง่อนผาอันต่ำ ๆ รองลงมา และพอใจที่จะหยุดเสียเพียงแค่นั้น โดยที่ยอดสุดจริงๆ นั้นไม่ปรากฏแก่เขา ดุจเดียวกับยอดสุดของหิมาลัย ที่เสียบลึกขึ้นไปในหมู่เมฆ อัน มิปรากฏแก่สายตา, ซึ่งแม้จะถูกร้องเรียกลงมาสักเท่าใด ก็หาอาจตามติดขึ้นไปได้ไม่ และมองไม่เห็นเอาเสียเลย. แต่เมื่อเราจะเอาความจริงเป็นหลัก ถือเอาความมุ่งดีของ ทุกลัทธิเป็นใหญ่ โดยไม่แบ่งแยกกันด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัว แต่จะถือเอาจุดที่ต่าง ก็มุ่งหมายไว้ในมโนคติด้วยกันแล้ว เราก็อาจอดออมให้แก่กัน และทำความปราณี ประนอมเข้าหากันได้โดยพยายามแปลความหมายของคำว่า "สุขนิรันดร์" ให้กว้าง พอที่ครอบคลุมไปได้ทุก ๆ สาสนา ซึ่งความจริงก็ได้อำนวยโอกาส และเหตุผลให้ พร้อมอยู่แล้ว. พุทธศาสนาเรามีหลักว่า เมื่อจิตต์หลุดพ้นจากโลกิย- ธรรม ทั้งที่เป็นกิเลส, กรรม, และวิบากหรือผลกรรม โดยสิ้นเชิงแล้ว ก็จะลุถึงโลกุตตรธรรม ซึ่งเมื่อถึงยอดสุดของโลกุตตรธรรมแล้ว จักมี "สุขนิรันดร์" ปรากฏขึ้น. ศาสนาฮินดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิเวทานตะ มีหลัก ว่า เมื่ออาตมัน ( ซึ่งเป็นตัวเรา ) เปลื้องโลกิยธรรมทั้งหลายที่ห่อหุ้มได้ แล้ว มันจะปรากฏว่าเข้ารวมกับอาตมันใหญ่ อันเป็นแดนเดิมของอาตมัน ย่อยนั่นเอง หรือซึ่งอาตมันย่อยได้แยกออกมา. และอาตมันใหญ่หรือ อาตมันของสกลโลกทั้งมวล ก็คือ "สุขนิรันดร์" อยู่ในตัวมันเองแล้ว. บางทีก็เรียกอาตมันใหญ่นี้ว่า พรหม. ศาสนาคริสต์, ยิว, และอื่น ๆ ที่ถือพระเป็นเจ้าผู้สร้าง มีหลักว่า เมื่อได้ทำสิ่งทุกสิ่งให้ตรงตามที่พระเป็นเจ้าต้องการแล้ว จะได้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต