น.17 ๑๒ ส่วนที่เป็น สุคติ คือ สูงหรือดี นี้ก็คือ มนุษย์ ความ เป็นมนุษย์, เป็น เทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจร, เป็น เทวดาชั้น รูปพรหม, เป็น เทวดาชั้นอรูปพรหม ; โดยหัวข้อใหญ่ก็มี ๔ เป็นมนุษย์ก็เป็นสุคติ, เป็นเทวดาในสวรรค์วิมานที่สมบูรณ์ ด้วยกามารมณ์นี้ก็ถือว่า สุคติ, และเป็นพรหมประเภทที่มีรูป อาศัยรูป อาศัยสิ่งที่มีรูป ก็เรียกสุคติ, และพวกอรูปพรหม พรหมที่ไม่อาศัยรูปก็เรียกว่าสุคติ. สุคติคือไม่ทนทรมานพอ จะดูได้ หรือน่าดูยิ่ง ๆ ขึ้นไปเรียกว่าสุคติ แปลว่าไปดี. ทุคติ นี้ไม่ไหว : เป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย. คติมี ๘ ความหมายต่างกัน อย่างภาษาคน-ภาษาธรรม คติทั้ง ๘ นี้ ก็มีพูดอย่างภาษาคนหรือภาษาสมมุติ ของชาวบ้านนั้นอย่างหนึ่ง, เมื่อพูดภาษาธรรมของนักปราชญ์ ของผู้รู้โดยแท้จริงนั้นก็อีกอย่างหนึ่ง. ของ ๘ อย่างนี้ ถ้า พูดอย่างภาษาชาวบ้าน ที่เขา พูดทางศีลธรรม ชักชวนให้กลัวบาปกลัวกรรมตามแบบของ ชาวบ้านนั้น เขาก็พูดเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นโลกเป็นบ้านเป็น เมือง. นรก ก็คือ เมืองนรก อยู่ข้างใต้ลงไปนี้ ร้อนเป็นทุกข์. เดรัจฉาน คือ โลกของสัตว์เดรัจฉาน : วัว ควาย ช้าง ม้า เป็ด ไก่. เปรต คือ สัตว์ที่ผอมโซ เพราะความหิว เจ็บป่วย ร่างกาย เปื่อยเน่าผุพัง นี่เป็นพวกเปรต อยู่ในโลกที่มองเห็นได้ยาก
น.18 ๑๓ เหลือเกิน เพราะไม่มีร่างกายที่ดูได้ง่าย ๆ. อสุรกาย คือ พวก ที่ไม่เห็นตัวเลย ซ่อนตัวได้มิดชิดไม่มีใครเห็นตัว เรียกว่า อสุรกาย. นี้ภาษาชาวบ้านพูด แล้วเขียนรูปภาพตามผนัง โบสถ์เป็นอย่างนี้. แต่ว่า ภาษาธรรมะ นั้นหมายอีกอย่างหนึ่ง คือเป็น สภาพ เป็นภาวะ -ทางจิตใจ เพราะเป็นภาษาจิตใจก็ชี้ไปยัง ภาษาของจิตใจ หรือภาวะทางจิตใจ :- นรก นี่คือ ภาวะที่กำลังร้อนใจ เป็นไฟเผาอยู่ใน ตัวคน. เดรัจฉาน คือ ความโง่ ที่มีอยู่ในตัวคน เพราะสัตว์ เดรัจฉานนั่นคือโง่ ความโง่นั้นมาอยู่ในตัวคน โลกเดรัจฉาน มาอยู่ในใจคน ในตัวคน. เปรต คือ ความทะเยอทะยาน ความหิวด้วยกิเลส ตัณหาในนั่นในนี่ ในกามารมณ์หรือในความหวังอะไรก็ตาม หวังจนนอนไม่หลับ หิวจนนอนไม่หลับ เปรียบเหมือนกับว่า มีปากเท่ารูเข็ม มีท้องเท่าภูเขา มันจะกินเข้าไปให้ทันได้ อย่างไร ; มันก็หิวเรื่อย. อสุรกาย คือ ความกลัว ; ความกลัวเป็นปัญหาใหญ่ รบกวนจิตใจเหลือเกิน นี่คืออสุรกาย หรือโลกของอสุรกาย ที่มันอยู่ในคน.
น.19 ๑๔ นี่พูดอย่างภาษาผู้รู้ ทั้ง ๔ อย่างนี้ ทุคติทั้ง ๔ อย่าง นี้มีอยู่ในคน อยู่ในจิตใจของคน ; เมื่อพูดอย่างที่ชาวบ้านพูด คือชาวบ้านเป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องอย่างนี้ไม่ได้ก็เลยพูดให้มันเป็น วัตถุ เป็นโลกทางวัตถุขึ้นมา : โลกนรก โลกเดรัจฉาน โลก เปรต โลกอสุรกาย อยู่ที่นั่นที่นี่ ทิศนั้นทิศนี้ มีอาการอย่างนั้น อย่างนี้. โดยเฉพาะโลกนรกอยู่ข้างล่าง ข้างใต้สุดลงไป มี หลายชนิดเหมือนกัน. นรกล้วนแต่ร้อน ล้วนแต่เจ็บปวดคือ เดือนร้อนทั้งนั้น. มันก็คือคติที่จะต้องไป หรือการไป ไปสู่ โลกนรก ไปสู่โลกเดรัจฉาน ไปสู่โลกเปรต ไปสู่โลกอสุรกาย นี้ก็ต้องถือว่าทางจิต ไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครปรารถนา ที่ไป ๔ แห่งนี้เป็น ทางผิด เรียกว่า ทุคติ. ทีนี้ สุคติ ความเป็นมนุษย์, เป็นเทวดา ๓ ชนิด, รวมกันเป็น ๔ ชนิดนี้ เขาเรียกว่า สุคติ ยังน่าไป หรือมัน ชวนให้ไป. สำหรับ ความเป็นมนุษย์ นี้ พูดตรงกัน คือใน โลกอย่างมนุษย์นี้ แต่ภาษาชาวโลก ภาษาโลกเอาตัวแผ่นดิน โลกนี้ เอาตัวคนที่สักว่าเป็นคนนี้ เป็นมนุษย์โลก ; แต่ภาษา ทางธรรมะ เขาเอาความหมายหรือคุณสมบัติของความเป็น คนว่าเป็นมนุษย์ ว่าเป็นคน. อย่างเมื่อคุณบวช ถูกถามว่า เป็นมนุษย์หรือเปล่า นี่มีความหมายพิเศษเห็นอยู่โต้ง ๆ ว่า
น.20 ๑๕ รูปร่างเป็นมนุษย์ ; ทำไมยังถามว่า เป็นมนุษย์หรือเปล่า ? ข้อ นี้เล็งไปถึงคุณสมบัติอย่างมนุษย์ ความรู้สึกอย่างมนุษย์ ความ ต้องการอย่างมนุษย์ คุณมีหรือเปล่า ? นั่นแหละคือความเป็น มนุษย์ : มนุษย์ในภาษาธรรมมันหมายถึงอย่างนี้ ไม่ใช่หมาย ถึงเกิดมามีรูปร่างอย่างนี้ หรือว่าอยู่ในโลกนี้. ทีนี้ เทวดาในกามโลก ตามภาษาคนก็มีข้างบน เป็นสวรรค์เป็นวิมาน มีเทวบุตรมีนางฟ้ามีพระอินทร์อะไร ก็แล้วแต่ คือว่าเป็นกลุ่มของสัตว์ที่สนุกสนาน สบาย สวยสด งดงามอะไรนี่ ; นี่ภาษาโลก ๆ ภาษาคน. ภาษาธรรมะ ภาษาของสติปัญญาก็คือว่า ภาวะที่กำลังสมบูรณ์ด้วยกามารมณ์ คือของถูกอกถูกใจ ; ในเวลาใดเป็นอย่างนั้น เวลานั้นเรียกว่า เป็นสวรรค์ชั้นกามาวจร ในจิตใจของคนนั่นเอง. เมื่อคน บางคนหรือว่าบางขณะก็ตาม เขามีโอกาสที่จะมีความเพลิด- เพลินอยู่ด้วยกามารมณ์ เวลานั้น ขณะนั้น ที่นั้น เขาก็เป็น เทวดาประเภทกามาวจร. เทวดาที่สูงขึ้นไปเป็น รูปพรหม นั้น เป็นเทวดาที่ ไม่แตะต้องกามารมณ์ อยู่ด้วยวัตถุรูป รูปธรรมอย่างใดอย่าง หนึ่งที่บริสุทธิ์ เพลิดเพลินอยู่กับสิ่งนั้น. ภาษาคนก็พูดไว้เป็น โลกอีกโลกหนึ่ง สูงขึ้นไปอีก สูงขึ้นไปจากโลกอย่างที่เป็น อย่างกามารมณ์นั้น ; แต่ถ้าเป็นภาษาจิตใจ ก็หมายถึงจิตใจ
น.21 ๑๖ ในบางครั้งมันเกลียดกามารมณ์ จิตใจสูงเกินกว่าที่จะไปรัก กามารมณ์ ในบางขณะของคนเรานี้. ภาวะจิตอย่างนั้น เรียกว่า รูปพรหม เป็นได้น้อย ๆ ชั่วขณะก็ยังดี หรือมันจะ เป็นจนตลอดชีวิตก็ได้ สำหรับบางคนอยู่ได้ด้วยความผาสุก ไม่เกี่ยวข้องกามารมณ์จนตลอดชีวิต จะอยู่ด้วยวัตถุสิ่งของที่เป็น ที่พอใจ หรือว่าอยู่ด้วยสมาธิที่เกิดมาจากรูปธรรมที่เป็น อารมณ์ สบายอยู่ด้วยสมาธิอย่างนั้น ก็เรียกว่ารูปพรหม. เทวดาอันสุดท้ายก็เป็นอรูปพรหม คล้าย ๆ กัน แต่ ไม่เอาสิ่งที่มีรูปเป็นที่เพลิดเพลิน เอาสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นนามธรรม ที่เกี่ยวกับสมาธิหรือสมาบัติ, เขา เอาความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเป็น อารมณ์ของสมาธิ แล้วจิตหยุดอยู่ด้วยความพอใจในความเป็น อย่างนั้น มันก็สบายถึงที่สุด สูงสุดไปตามแบบของเขา. รวมความแล้วก็ว่า ถ้าพูดอย่างภาษาคน ภาษาชาว บ้าน ก็เป็นวัตถุ เป็นโลก เป็นบ้านเป็นเมืองทั้ง ๘ แห่งนี้, ถ้าพูด อย่างภาษาธรรม ภาษาจิตใจ ก็คือภาวะของจิตใจ ๘ ชนิด ที่มีอยู่ในจิตใจของคน. คนนี่มันเป็นเหมือนกับมิเดียมตรงกลาง จะเปลี่ยนเป็นอย่างไรก็ได้ ในที่สุดนับตัวเองเข้าไปด้วย ก็เลย เป็น ๘ อย่าง. ถ้าจะเอาความหมายให้ชัดเฉพาะมนุษย์ นี้ก็คือ มนุษย์นี่ต้องลำบากพอสมควร เพื่อจะแลกเอากามารมณ์ เอาสิ่งที่ ตัวรัก ตัวชอบใจ นี่เป็นมนุษย์ ; แต่ถ้าเป็น เทวดา ไม่ต้องอาบ
Buddhadasa