Buddhadasa.org

ธรรมะกับนักศึกษา ตอนที่ ๔ — ๔. เกี่ยวกับความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น จะให้ปฏิบัติอย่างไร ?

ธรรมะกับนักศึกษา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมะกับนักศึกษา (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.223 ๑๑ สร้านไม่เป็นสมาธิก็เพราะไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดสิ่ง หนึ่งเข้า. คนไม่มีปัญญาก็เพราะนั่นแหละคือความโง่ เข้าไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้า เมื่อปฏิบัติเป็น ความไม่ยึดมั่นแล้วก็เป็นมรรคผลขึ้นมาทันที และเป็น นิพพานในที่สุด พระพุทธเจ้าก็คือผู้ที่ไม่ยึดมั่นโดยเด็ดขาด พระธรรมคือคำสอนในการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติ เรื่องความไม่ยึดมั่น พระสงฆ์ก็คือผู้ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึด มั่นอยู่ก็มี กำลังปฏิบัติอยู่ก็มี ปฏิบัติเสร็จแล้วก็มี นี่เรียก ว่าพระสงฆ์ เพราะฉะนั้น มีผู้ไปทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระพุทธวจนะทั้งหมดสรุปให้สั้นเหลือเพียงประโยคเดียว ได้หรือไม่ ? พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่าได้และก็ท่าน ตรัส ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย สิ่งทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น พระบาลีจูฬตัณหาสังเขยยสูตร พระไตร- ปิฎก เล่ม ๑๒ หน้า ๔๗๐ ๔. ทีนี้ถ้าถูกถามต่อไปว่า เกี่ยวกับความไม่ยึดมั่น ถือมั่นนั้น จะให้ปฏิบัติอย่างไร ? ถ้าท่านถูกชาวต่าง- ประเทศถามว่า จะปฏิบัติให้ถูกหัวใจพระพุทธศาสนานั้น

น.224 ๑๒ จะปฏิบัติอย่างไร ? ก็ตอบโดยอาศัยพระพุทธภาษิตอีก เหมือนกัน เราไม่ต้องเอาความคิดของเราไปตอบ พระ พุทธเจ้าท่านได้ตรัสการปฏิบัติไว้ อย่างสรุปหมดและครบ ถ้วนนี้ว่า เมื่อเห็นรูป (เห็นรูปด้วยตา) ก็สักว่าดู, เมื่อ ได้ฟังเสียงทางหูก็สักว่าได้ยิน, เมื่อได้กลิ่นทางจมูก นี้ก็สักว่าได้ดม, เมื่อได้ลิ้มรสทางลิ้นนี้ก็สักว่าได้ชิม, เมื่อได้สัมผัสทางผิวหนังผิวกายทั่ว ๆ ไปนี้ก็สักว่าได้ กระทบ, และเมื่ออารมณ์เช่นเรื่องเศร้าเป็นต้นได้เกิด ขึ้นในจิต ก็เป็นสักว่ารู้ รู้ว่าอารมณ์เศร้า ขอทบทวน สำหรับท่านที่ยังไม่เคยฟังว่า เห็นสักว่าดู เห็นสักว่าเห็น ก็ได้, ได้ฟังสักว่าได้ยิน, ได้กลิ่นก็สักว่าได้ดม, ได้ลิ้มรส ก็สักว่าชิม, และสัมผัส ทางผิวกาย ก็สักว่าได้กระทบ, อารมณ์เกิดขึ้นในใจก็สักว่ารู้สึก นี่หมายความว่าไม่ ให้ ปรุงเป็นตัวตนขึ้นมา ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัส ว่าเมื่อทำได้อย่างนี้ตัวตนจักไม่มี, ตัวตนไม่มีนั่น แหละคือที่สิ้นสุดของความทุกข์. นี้ต้องอธิบายว่า ที่ว่า เมื่อได้เห็นรูปทางตา ก็สักว่าดูนี่ เมื่อรูปมากระทบตาก็

น.225 ๑๓ ดูให้รู้ว่าเป็นอะไร และเราควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนั้น ๆ กับสิ่งที่ได้เห็นนั้น แต่อย่าไปเกิดรักหรือเกิดเกลียดเข้า ถ้าไปเกิดรักก็อยากได้ ไปเกิดเกลียดก็อยากฆ่าให้ตาย อย่างนี้มันมีผู้รักและผู้เกลียด นี่เรียกว่าตัวตน ถ้าปล่อย ไปในทางเป็นตัวตนอย่างนี้ก็เป็นทุกข์และผิด ถ้าได้เห็นรูป แล้วให้มีสติปัญญา มีสติสัมปชัญญะ อย่ามีกิเลสยึดถือ มีสติปัญญารู้ว่าสิ่งที่เห็นจะต้องทำอย่างไร ก็ทำไปตามที่ ถูกที่ควร หรือถ้าไม่ต้องทำอะไรก็เฉย ต้องการผลจาก สิ่งนี้อย่างไร ก็ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยสติปัญญา อย่าปรุงเป็นตัวตนขึ้นมา ไม่มีความทุกข์ด้วย และก็ได้ ผลตามที่ต้องการด้วย นี่หลักปฏิบัติที่สรุปย่อที่สุด และ ควรถือว่าประเสริฐที่สุด ก็คือสอนว่าเห็นสักว่าเห็น ได้ ยินสักว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักว่าได้กลิ่น ได้ลิ้มสักว่าได้ลิ้ม ได้สัมผัสสักว่าได้สัมผัส ได้รู้สึกในใจก็สักว่าได้รู้สึกในใจ ให้หยุดอยู่เพียงเท่านั้นแล้วสติปัญญามาทันที แล้วจัด การไปตามที่ถูกที่ควร ไม่เกิดมีผู้รักหรือผู้เกลียดขึ้น แล้วเกิดอยากจะกระทำไปตามความรัก หรือ ความเกลียด

น.226 ๑๔ อย่างนี้เรียกว่าตัวตน จิตนี้วุ่นวายแล้วไม่ว่างไม่ประกอบ ด้วยสติปัญญาเสียแล้วนี้เป็นภาษิตที่ ตรัสแก่ พระพาหิยะ- ทารุจิยะ มัชฌิมนิกายแพร่หลายมาก นี่คือสรุปสั้น ๆว่า ปฏิบัติอย่างไร. ทำไมจึงไม่พูดถึงเรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องทำบุญให้ทาน ? นั่นเป็นเรื่องปลีกย่อย ไม่ใช่เรื่อง หัวใจ เราทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ มีปัญญา ในที่สุดก็เพื่อว่าเราจะสามารถเป็นผู้คงที่อย่างนี้ เห็น สักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน นี่เราเป็นผู้คงที่ มีความ คงทนปรกติต่อต้าน Equilibrium ต่ออารมณ์ที่มากระทบ ทุกอย่างทุกประการทุกวิถีทาง ไม่เกิดตัวตน. เรื่องทำบุญ ให้ทานก็เพื่อขจัดตัวตน เรื่องรักษาศีลก็เพื่อควบคุมตัว ตน เรื่องทำสมาธิก็เพื่อควบคุมตัวตน. . เรื่องทำปัญญาก็ คือทำลายตัวตน ทีนี้เราไม่พูดหลายเรื่อง เราพูดถึงเรื่อง ที่จำเป็นประจำวันที่สุด ที่ตาเราจะได้เห็นนั่นเห็นนี่ หูเรา จะได้ยินนั่นได้ยินนี่ จมูกเราจะได้ดม ฯลฯ ทั้ง ๖ ทางนี้ เราควบคุมที่นี่อย่างเดียว ก็เป็นอันควบคุมหมดและเป็น

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต