น.26 ๑ อาจมีบางคนรู้สึกแปลกใจในเมื่อมีผู้พูดว่า "อนัตตาของ พระพุทธเจ้า." การที่ต้องกล่าวจำกัดลงไปว่าของพระพุทธเจ้า เช่นนี้ ก็เพราะเหตุว่าอนัตตาของพระพุทธเจ้า มีความหมาย อย่างหนึ่งต่างหากจากของลัทธิอื่น ๆ แม้ว่าบางลัทธิจะสอนคล้าย กันที่สุดเพียงไรก็ตาม. อนัตตาของลัทธิอื่นมีอย่างไร จะได้กล่าว ในตอนที่ต่อไปจากตอนนี้ สำหรับอนัตตาของพระพุทธเจ้านั้นมีหลักกว้าง ๆ ว่า ไม่ เห็นว่ามีอัตตา หรือตัวตนในสิ่งทุก ๆ สิ่ง หรือเห็นว่าสิ่งนั้น ๆ หรือ ส่วนนั้นเป็นอัตตาตัวตนก็หาไม่. สิ่งที่น่าจะเห็นว่าเป็นตัวตนที่สุด ก็คือสิ่งที่ไม่เป็นมายา เกิดมีอยู่เองโดยไม่ต้องมีอะไรปรุงแต่ง ไม่มีอะไรเข้าไปแตะต้อง หรือทำอะไรแก่สิ่งนั้นได้ ซึ่งเรียกตาม ภาษาธรรมะว่า อสังขตธรรม. ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เรียกว่า สังขต- ธรรม. อย่างหลังนี้เป็นสิ่งที่มีสิ่งอื่นปรุงหรือก่อรูปมันขึ้น และต้อง ตั้งอาศัยอยู่บนสิ่งอื่นมันจึงเป็นเพียงมายาหรือชั่วคราวได้แก่โลก หรือโลกิยธรรมทั้งหลาย ทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต. สำหรับอสังขต- ธรรม หรือเมื่อกล่าวโดยเจาะจงได้แก่สภาพแห่งสัจจธรรมหรือ นิพพานนั้น ชวนให้คิดเห็นว่าเป็นอัตตาหรือตัวตนที่สุด เพราะมัน ๑. อนัตตาแปลว่า ไม่ใช่อัตตา
น.27 มีตัวของมันเองปรากฏในลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลง. แต่ถึงกระนั้น สิ่งนั้น ก็มิใช่ตัวมันหรือตัวใคร ทั้งที่มีตัวปรากฏอยู่อย่างมิใช่ เป็นมายาเหมือนสิ่งอื่น. และทั้งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ไม่ควรสำคัญ หรือยึดถือเอามันว่าเป็นตัวตนของมันหรือของใครด้วย. สำหรับ หลักข้อนี้มีพระพุทธภาษิตว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ซึ่งแปลว่า ธรรมทั้งหลายทั้งสิ้นไม่ใช่อัตตา. อธิบายว่า สิ่งทั้งปวงเป็นเพียง สักว่า ธรรม หรือสิ่ง ๆ หนึ่ง ๆ เท่านั้น. เป็นธรรมชาติทั้งนั้น. และ แบ่งได้เป็น ๒ พวกคือ เป็นสังขตธรรมและอสังขตธรรม ดังที่ กล่าวมาแล้ว. สังขตธรรมเป็นสิ่งที่มีปรากฏการณ์ ปรากฏให้เราสัมผัส ได้ไม่ทางตา ก็ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ. อยู่ในวิสัยที่เราจะติด ต่อหรือศึกษามันได้ ด้วยวิธีการ ฝ่ายวัตถุวิทยาหรือ Physics. ธรรมหรือสิ่งประเภทนี้ เป็นมายาทั้งนั้น คือประกอบด้วยสิ่ง หลายสิ่งรวมกัน ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกาลเวลา มีรูปร่างและ ขนาด ซึ่งล้วนแต่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่รู้หยุด. เรารวมเรียก ว่า สังขตธรรม หรือเทียบได้กับ สิ่งที่มีปรากฏการณ์ทั้งหลาย (Phenomenon). อสังขตธรรมนั้น ตรงกันข้ามทุก ๆ ประการ ไม่มีปรากฏ- การณ์ทางฝ่ายวัตถุ หรือแม้ที่สุดแต่ทางใจที่เป็นเพียงสัมผัส ไม่มีอะไรปรุงมันขึ้น ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของกาลเวลา ไม่มี รูปร่างและขนาดโดยประการใดเลย วัดไม่ได้ คำนวณไม่ได้ ด้วย หลักแห่งสิ่งที่มีปรากฏการณ์ จะรู้มันได้ ก็แต่โดยการอนุมาน
น.28 ๑๖ (Inference) ตามหลักแห่งเหตุผล มีปัญญาอันประกอบด้วยเหตุผล เป็นอายตนะสำหรับติดต่อ. แม้ที่กล่าวกันว่า จิตหน่วงเอานิพพาน เป็นอารมณ์หรือได้ หยั่งทราบลักษณะนิพพานอย่างซึมทราบเป็นต้นนั้น ก็พึงทราบ ว่า หาใช่หน่วงเอานิพพานเป็นตัวเป็นตนมาได้ ไม่ ย่อมหมายถึง การแน่ใจ หรือการวางใจเด็ดขาดของอนุมานนั่นเอง, แล้วแต่ กรณี. และเพราะเป็นสิ่งแน่นอนเด็ดขาดตายตัวลงไปในใจตนเอง จึงทำให้เห็นได้แต่เฉพาะตัวว่าเป็นอย่างนั้น ๆ แต่บอกกันไม่ได้ ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรในเมื่อจะบอกผู้อื่น; และข้อที่ว่าได้รับรส ของนิพพานนั้น ก็เข้าใจผิดไปถนัด ถ้าเข้าใจว่าได้รับรสเช่นรส ของน้ำตาลเป็นต้น. แท้ที่จริงพระนิพพานไม่มีรส ไม่มีสี ไม่มี สัณฐานและอื่น ๆ หมด. คำที่ว่าได้รับรสนิพพาน มีความหมาย แต่เพียงว่าเมื่อจิตหมดกิเลส หรือลุถึงสภาพอันหนึ่งที่เรียกว่า นิพพานนั้น มันมีรสเกิดขึ้นในตัวมันเอง เหมือนเราขัดสีเหงื่อไคล ออกหมดในการอาบน้ำแล้วได้รับความสบาย เราจะว่านั่นคือรส ของความสะอาดไม่ได้ เป็นแต่มันเนื่องกับความสะอาด. ความ สะอาดไม่มีรสเลย, แต่เมื่อร่างกายสะอาด มันได้เกิดรสใหม่ขึ้น ในตัวมันเอง. สำหรับจิตที่สะอาดจากกิเลสโดยสิ้นเชิงเป็นพระ- นิพพานก็ฉันนั้น. สภาพธรรมหรือนิพพานไม่มีตัวเป็นวัตถุ, ไม่มี รส ที่เป็นปรากฏการณ์ชัด ๆ เราจึงสัมผัสไม่ได้ด้วยการสัมผัส. สิ่งบางอย่างที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยใจล้วน ๆ เช่นความรู้สึก ความจำหรือความอิ่มอกอิ่มใจของเราเอง, เราสัมผัสได้. แม้รส
น.29 ๑๗ แห่งความสุขที่อาศัยพระนิพพาน เราก็สัมผัสได้, แต่รสนั้นเป็น เพียงเรื่องของจิต อยู่ที่จิต เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา, ยังมี อะไรแตะต้องให้ผันแปรเปลี่ยนรูปร่างไปได้. ตัวอสังขตธรรมหรือ นิพพานจึงยังลึกเข้าไปกว่านั้น, คือมิใช่ได้แก่ตัวรสนั้น. รวมความ ในที่นี้ว่า อสังขตธรรมเป็นสิ่งที่อธิบายยาก จะต้องค่อยศึกษา สังเกตไปจนกว่าจะแจ่มแจ้งด้วยตัวเอง ในที่นี้กล่าวแต่เพียงว่า มันไม่มีปรากฏการณ์ และตรงกันข้ามกับสังขตธรรมทุก ๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือมันไม่เปลี่ยนแปลง และไม่ตาย ไม่รู้จัก ตาย ไม่ต้องมีการเกิดหรือการทรงตัว มันก็ยังมีอยู่ได้ ทั้งยังเป็น การมีอยู่ที่มั่นคงและมิใช่มายา. สิ่งที่มีลักษณะดังว่านี้ เรารวม เรียกว่า อสังขตธรรมหรือตรงกับสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ (Noume- non). เมื่อชี้ให้เห็นเค้าเงื่อนว่า สิ่งทั้งปวงบรรดามี มีเพียงสอง อย่าง คือ สังขตะ และอสังขตะดังนี้แล้ว พึงเข้าใจสืบไปว่า ทั้ง สองอย่างนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตน หรือมีตัวตนชนิดที่เป็นตัว ของมันหรือตัวของเรา. ที่มีอยู่ก็เป็นเพียงสภาพธรรมล้วน ๆ ต่าง กันแต่ว่าชนิดหนึ่งเป็นมายา ชนิดหนึ่งไม่เป็นมายา และทั้งสอง อย่างก็เป็นเพียง ธรรมชาติ ด้วยกันทั้งนั้น. การที่ให้มองเห็นเช่น นี้ ก็เพื่อจะสามารถไม่ออกรับเอา, หรือปัดทิ้งสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิด ขึ้นกับจิต และไม่ให้จิตเข้ายึดถือสิ่งใดเอาโดยความเป็นของตัว. สำหรับฝ่ายสังขตธรรมที่จิตเข้ายึดถือ ได้แก่สิ่งต่อไปนี้ เช่น ร่างกาย ใจของตัวเอง บุญ บาป ที่ตัวทำ, ทรัพย์สิ่งของ เกียรติยศเกียรติ-
น.30 ๑๘ ศักดิ์ ฯลฯ ตลอดจนกิเลส เช่น ความอยาก ความรัก ความโกรธ ความเห็นแก่ตัว ฯลฯ ตลอดถึงผล, เช่นความเกิดแก่เจ็บตาย ความเสื่อมความเจริญ ทุก ๆ ประการ, และขั้นสุดท้ายก็คือวัตถุ แห่งความสำคัญผิดแล้วยึดถือ หรืออุปาทาน ๑ อันเป็นเหตุให้เวียน ว่ายตายเกิด ซึ่งเป็นตัวประจำอยู่ในจิตของสัตว์ทั้งหลายอยู่ตลอด เวลา. สำหรับฝ่ายอสังขตธรรมที่จิตจะยึดถือ ก็คือสภาพที่จะลุ ถึงเมื่อจิตปล่อยวาง หรือผ่านขั้นสังขตธรรมมาได้แล้ว มาพบ สถานะแห่งความไม่มีอุปาทานอันใหม่นี้ หรือนิพพานที่จิตหยั่ง ทราบได้โดยอนุมาน และจะยึดถือเอาเป็นตัวตน ด้วยอำนาจความ เคยชินในการยึดถือ ที่ประจำสันดานมาก่อน บุญบาปความดีความชั่วที่เราเว้นและกระทำกันนั้น อะไรเป็น ผู้กลัวหรืออยากทำ และทำ ข้อนี้ถ้าไม่มองเห็นความเป็นอนัตตา แจ่มชัดแล้ว จะเข้าใจยาก คือว่า กายกับใจเป็นผู้ทำ เป็นผู้ได้รับ ผล และมีติดตัวไปตลอดถึงภพเบื้องหน้า มันรวมอยู่ที่กายกับใจ หมด แต่กายกับใจนั้นไม่ใช่ตน เป็นเพียงธรรมชาติที่หมุนกลิ้งไป เองด้วยอำนาจปัจจัยในตัวมันเอง โดยตัวมันเอง เพื่อตัวมันเอง ตามสัญชาตญาณของมันเอง ตลอดเวลาที่มันยังร่วมมือหรือ ร่วมกลุ่มกันอยู่ได้ และยังคงมีเหตุปัจจัยทั้งหลายช่วยปรุงแต่งมัน อยู่ ทั้งกายและใจมิใช่ตัว เพราะเป็นเพียงมายา ถ้าเราถอนใจออก มาเสียจากความยึดถือตัวมันเองได้ มันจะพบได้ด้วยตัวมันเอง ๑. ได้แก่ ความน่ารัก, ความเห็นผิด, ความติดแน่นในสิ่งที่เคยทำมาอย่าง งมงาย, และความไม่รู้จริง.
น.31 ทันทีว่า ตัวเองไม่มี มีแต่หุ่นหรืออะไรที่คล้ายหุ่น ที่ธรรมชาติปรุงขึ้น ให้มีความรู้สึกนึกคิด แล้วกลับย้อนมายึดถือ หรือสำคัญเอาหุ่นของ ธรรมชาตินั่น ว่าเป็นตัวเอง เกิดมีเขามีเรา มีคนนั้นคนนี้ มีได้มีเสีย มีรักมีซังขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทุกๆสิ่งล้วนแต่เป็นมายาทั้งหมด โดยที่ มันออกมาจากใจ อันเป็นมายาดังกล่าวแล้ว มนุษย์เรารู้สึกกันอยู่ตามธรรมดา แต่ฝ่าย "ด้านหน้าม่าน" ไม่มีใครเคยเข้าไปดู "ด้านหลังม่าน" และไม่เคยนึกว่ามี จึงสำคัญ อยู่เสียเองตามธรรมชาติว่า อะไรๆมีเพียงเท่านี้ ยึดถือเอาทั้งกาย และใจรวมกันเป็นตัวเรา มีใจเป็นศูนย์กลาง หรือเรียกแคบเข้าอีก หน่อยก็ว่า จิต ไม่มีอะไรนอกหรือมากไปกว่าตัวเรา การยึดถือตัว เราจึงเลยกลายเป็นสัญชาตญาณชนิดที่สนิทที่สุด และเป็นเจ้าเรือน สำหรับกลุ่มแห่งกายกับจิต ที่จะต้องหมุนไปตามอำนาจแห่งความ รู้สึกคิดนึกของมันเอง เพราะฉะนั้น ทุกๆสิ่งที่มันจะรู้ได้ตาม ธรรมดา จึงมีแต่ฝ่ายสังขตธรรมทั้งนั้น ไม่เคยเลิกหลังม่านเข้าไปดู ให้เห็นฝ่ายอสังขตะ การพูดถึงอสังขตะจึงเป็นสิ่งที่ฟังไม่ออก และ การพูดว่า กายกับใจมิใช่ตน ก็เป็นสิ่งที่ฟังยากที่สุด เนื่องจากการ ที่รู้จักแต่เพียงครึ่งซีกส่วนหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว ตามนัยนี้ เราจะเห็นได้ว่า แม้พระพุทธเจ้าจะได้ทรงกล่าว สิ่งทั้งปวงโดยความเป็นอนัตตา หาตัวตนมิได้ก็จริง แต่พระองค์ก็ มิได้ทรงปฏิเสธสิ่งต่างๆ เช่น บุญและบาป ซึ่งมันเป็นปฏิกิริยาของ สิ่งนั้นๆ ประเภทที่มีพร้อมทั้งกายและใจ ถ้าสำหรับสิ่งที่มีแต่กาย
น.32 ๒๐ อย่างเดียว ก็เป็นเพียงปฏิกิริยาเฉยๆ ไม่เรียกว่าบุญหรือบาป เมื่อ กายกับใจเป็นอนัตตา บุญหรือบาปก็เป็นอนัตตาอยู่กับกายและ ใจนั้นด้วย ถ้าเข้าใจในข้อที่กายกับใจเป็นอนัตตาแจ่มแจ้งแล้ว ย่อมเข้าใจในข้อที่ว่า บุญและบาปเป็นอนัตตาได้แจ่มแจ้งทันทีอีก เหมือนกัน อย่าลืมว่า สิ่งที่เป็นอนัตตานั่นแหละ กำลังเป็นไปอยู่ โดยลักษณะแห่งการเกิดการแก่เจ็บตาย ทำบุญทำบาป ทำดีทำชั่ว เมื่อคนเรายังไม่ลืมตาถึงด้านหลังม่าน ยังรู้จักเพียงแต่ด้านหน้า ม่าน คือด้านที่มีความสำคัญว่า เราเป็นตัวเราอยู่ดังนี้ การกลัวบาป และทำบุญ เพื่อให้ตัวของตัว (ที่ตัวยึดถือขึ้น) ได้รับความผาสุก สนุกสบาย ก็เป็นของธรรมดาไปตาม โดยไม่มีอะไรมาห้ามได้ เช่นเดียวกับที่ไม่มีอะไรสามารถมาห้าม อย่าให้สำคัญตัวว่าเป็น ตัวของตัว ฉะนั้น เราจะเห็นว่า ในหมู่ชนผู้ยังเป็นปุถุชนแท้ๆอยู่ มัน หลีกตัวไม่พ้น พระองค์จึงทรงสอนให้ ละบาปและทำบุญ และ ตรัสว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน คือตนที่ใครก็ตามยึดถือให้เป็นตนของ ตนขึ้นมานั่นแหละ จะต้องเอาเป็นที่พึ่งของคนนั้น จนกว่าเขาจะ ผ่านตน (คือหลุดออกมาจากการถือตัวตน) เสียได้, ไม่มีตน และ ไม่ต้องพึ่งตน หรือพึ่งอะไรอีกต่อไป, คงมีอยู่แต่ธรรมหรือธรรมชาติ หมุนเวียนอยู่พวกหนึ่ง สงบอยู่พวกหนึ่ง เท่านั้นเอง เมื่อเขาหลุดออกจากการยึดถือตน คือศึกษารู้จักความไม่ ใช่ตนแล้ว ก็จะอยู่เหนือตนและเหนือการทำบาปทำบุญเอง ดัง
น.33 ๒๑ ที่กล่าวว่าพระอรหันต์อยู่นอกเหนือบุญและบาป, พ้นดีพ้นชั่ว, ทั้งนี้ก็เพราะอยู่เหนือความมีตัวตนของตน. เมื่อพ้นออกมาเสีย จากตนดังนี้แล้ว จะมามีตัวตนที่ความพ้นอีกดังนั้นหรือ ? มัน เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. เมื่อก่อนมีกายกับใจรวมกัน เป็นตัวตน ของตน, ครั้นมารู้ชัดว่าไม่ใช่ตนละเสียได้เข้าถึงสภาพที่ไม่มีตัว ตนแล้ว จะยึดถือเอาสภาพนั้นขึ้นเป็นตัวตนของตนอีกนั้น เป็น สิ่งอาจมีได้สำหรับผู้ที่ยังมีอวิชชา หรือความหลงผิดเหลืออยู่ อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะต้องละเสียอีกขั้นหนึ่ง. แต่ถ้าเป็นขั้นที่ถึงที่สุด หรือจัดว่าเป็นที่สุดของการดับทุกข์จริง ๆ แล้ว จะต้องไม่มีตนตัว นี้. ด้วยเหตุนี้เอง การที่ถือเอาว่า พระนิพพานเป็นตัวตน จึง ไม่ใช่มติของพระพุทธเจ้า. แต่เป็นมติของลัทธิอื่น ซึ่งเกิดขึ้น ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าเล็กน้อย, และมีพวกพุทธบริษัทบางคน ฟื้นขึ้นมาอ้างว่าเป็นพุทธมติหลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้ว, และกระทั่งในบัดนี้ ก็ยังมีบางคนที่เกิดมีมติไปพ้องกันเข้ากับมติ อันนั้น, หรือมิฉะนั้น ก็เพื่อรวมเอาพุทธมติเข้าไปเป็นอันเดียว กับมติของตน เพื่อผลบางอย่าง. สรุปความได้ว่า หลักอนัตตาของพระพุทธเจ้านั้น ปฏิเสธ ว่าเป็นอนัตตาโดยประการทั้งปวง ทั้งสังขตะและอสังขตะ หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า ทั้งฝ่ายด้านหน้าม่านและหลังม่าน คือ ทั้งวิชชาและอวิชชา. ที่ทรงเอออวยตามโวหารชาวโลกว่า ตัวตน สำหรับจะได้เว้นบาปและกระทำบุญนั้น ย่อมหมายความอยู่เพียง แค่ตัวตนที่สัตว์หลงสำคัญผิด ขึ้นยึดถือตลอดเวลาที่สัตว์ยังไม่มี
น.34 ๒๒ ญาณทัศนะเท่านั้น. เท่าที่อธิบายมานี้ เป็นเพียงหลักสำคัญ อย่างย่อ ๆ ส่วนข้อความละเอียด จะได้อธิบายเฉพาะตอนเป็น ตอน ๆ ไปในตอนหลัง ๆ. ในที่นี้ จะได้หยิบเอาหลักอนัตตาของฝ่ายอื่น ที่มิใช่ของ พระพุทธเจ้า มาพิจารณากันเสียขั้นหนึ่งก่อน เพื่อจะได้เปรียบ เทียบให้รู้จักหลักอันแท้จริงของอนัตตาในพุทธศาสนาได้ และ ทั้งจะได้เป็นเครื่องป้องกันมิให้หลักอนัตตาของพุทธศาสนาเรา เหออกไปนอกทาง จนกลายเป็นผู้สอนหรืออธิบายหลักลัทธิ ของศาสนาอื่น ที่มิใช่พุทธศาสนาไปโดยไม่รู้สึกตัว และน่า ละอายอย่างยิ่ง.
Buddhadasa