Buddhadasa.org

อนัตตาของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑๑ — มติเกี่ยวกับอนัตตาในลัทธิอื่น

อนัตตาของพระพุทธเจ้า — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อนัตตาของพระพุทธเจ้า (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.35 มติเกี่ยวกับอนัตตาในลัทธิอื่น มติเรื่องอนัตตาของลัทธิอื่น ที่มิใช่พุทธศาสนานั้น จำต้อง ฟังไว้เพื่อกันปะปนกัน และมีอยู่พอที่จะแบ่งได้เป็นสองพวกคือ พวกที่ถึงกับจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิทำลายโลกตามหลักแห่งพุทธศาสนา กับพวกที่ไม่ถึงกับจะต้องจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่มิใช่เป็นมติของ พุทธศาสนา หรือตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้. มติเกี่ยวกับอนัตตาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มติอนัตตาหรือแสดงอนัตตา โดยปริยายที่จัดเป็นมิจฉา- ทิฏฐิตามหลักแห่งพุทธศาสนานั้น ได้แก่มิจฉาทิฏฐิ ๓ ประเภท คืออกิริยทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ. มติทางปรัชญาซึ่งเป็น คู่แข่งกับพระพุทธมติในครั้งพุทธกาลนั้น คือมติของศาสดาทั้ง หก หรือเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า อัญญเดียรถีย์ซึ่งหมายถึงผู้ที่ มีหลักธรรมผิดไปจากพุทธศาสนา. ในมติของศาสดาเหล่านี้ เราจะพบหลักอนัตตาที่เลยขีดแทรกแซงอยู่ทั่ว ๆ ไป. บางมติ มีความประณีตลึกซึ้ง จนได้รับการต้อนรับจากคนชั้นสูง เช่น พระราชา เช่นเดียวกับพุทธศาสนาก็มีอยู่เหมือนกัน ทั้งยังเป็น คู่แข่งกันด้วย แม้กระทั่งจนทุกวันนี้.

น.36 ๒๔ ๑. ปูรณกัสสป ในครูทั้งหกท่านนั้น ครูปูรณกัสสป มีมติว่า ไม่มีบุญมีบาป ไม่มีดีมีชั่ว. การฆ่ากัน การปล้นกัน การ ล่วงภรรยาท่านนั้น มีได้, แต่บาปเพราะเหตุนั้นไม่มี, แม้จะฆ่า สัตว์ทั้งหมดแล่เนื้อนำมากองทำให้ชมพูทวีปทั้งสิ้นกลายเป็น ลานกองเนื้อที่แล่แล้ว ก็มีเพียงกิริยาอันนั้นเท่านั้นเอง หามี บาปเกิดขึ้นแก่ใครไม่ แม้จะบูชายัญหรือให้ทานแก่สมณพราหมณ์ ทั้งหมดในโลก ก็มีแต่กิริยาที่ทำนั้น ๆ เท่านั้น บุญหามีเกิดแก่ ใครไม่, ไม่ว่าจะทำที่ฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาของแม่น้ำคงคาอันศักดิ์- สิทธิ์ก็ตาม ย่อมไม่มีบุญหรือบาปเกิดขึ้นดังที่เชื่อกันเลย. ตามมตินี้ถือว่าไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากกิริยาที่ทำ หรือ วัตถุที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า, เช่นฆ่าสัตว์ก็เป็นเพียงมีดฟันลงไปที่ สัตว์ ผลคือสัตว์เจ็บหรือตาย หรือสูงขึ้นไปหน่อยก็คือได้กินเนื้อ เท่านั้น ไม่มีอะไรที่เป็นบุญหรือบาปอยู่หลังนั้นเข้าไป. นี่จัดเป็น อกิริยทิฏฐิ ปฏิเสธการทำที่เป็นบุญและบาป. หลักอันนี้ตรงกับ มติที่ถือกันอยู่ในบัดนี้ เช่นที่นักวิทยาศาสตร์บางพวกนิยมแต่ ทางวัตถุฝ่ายเดียว เห็นมติศาสนาเป็นของครึไปก็มี. แต่บางที จะไม่ทราบว่ามันเป็นมติที่เขาคิดกันได้ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เป็น คู่แข่งขันกันมาแล้วกับพระพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ยังทรง พระชนม์ชีพอยู่. มติเช่นนี้ส่อความเป็นอนัตตา ปฏิเสธอัตตา เหมือนกัน คือถือสิ่งทั้งปวงเป็นเพียงวัตถุ และเป็นธรรมชาติ,

น.37 ๒๕ ไม่มีตัวตนของใครที่จะทำบุญทำบาป. เมื่อเทียบกับพุทธศาสนา, มตินี้เลยขีดไปในข้อที่ปฏิเสธบุญบาปสำหรับคนที่ยังถือตัวตนอยู่, แม้ในขั้นที่ไม่ถือตัวตนก็หมายความเพียงว่า ให้ดูกันเพียงส่วน ข้างนอกเท่านั้น. แม้กระนั้นก็ยังมีผู้รับถือลัทธินี้มากเหมือนกัน และทำท่านผู้นี้ ให้เป็นศาสดาที่มีชื่อเสียงด้วยผู้หนึ่ง. ๒. มักขลิโคสาล ครูมักขลิโคสาล มีมติสำหรับสอนบริษัทของตนว่า ชีวิตนี้ เป็นเพียงก้อนธรรมชาติล้วน ๆ หมุนกลิ้งไปเองตาม ธรรมชาติของมัน ถึงตอนที่จะเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เรื่อย ๆ ไป จนในที่สุดมันจะหยุดหรือดับหมดไม่มีอะไรเหลือด้วยตัว มันเอง. ใครจะทำให้เป็นตัวของตัวสร้างบุญสร้างบาปขึ้นหา ได้ไม่ ไม่สามารถแก้ไขมันได้แต่อย่างใด และทั้งไม่ต้องเป็น ห่วงเร่งรีบสร้างความบริสุทธิ์ เพื่อจะได้หยุดหรือดับลงโดยเร็ว ขืนสร้างก็เท่ากับไม่ได้สร้าง. เปรียบเหมือนด้ายกลุ่มที่เราจับเงื่อน ข้างหนึ่งไว้ แล้วขว้างกลุ่มของมันออกไป มันจะกลิ้งไปพลาง และคลี่ตัวไปพลาง น้อยลงทุก ๆ ที่พร้อมกับที่มันกลิ้งไปในที่สุด เมื่อหมดกลุ่มมันก็หยุดกลิ้งเอง ไม่ต้องพยายามให้มันหยุดกลิ้ง ดอก. ชีวิตนี้ก็ฉันนั้น มันกลิ้งไปในวัฏฏสงสารพร้อมกับคลี่ตัวเอง ออก และจะบริสุทธิ์หรือดับสนิทของมันเอง โดยใครไปเร่งให้ เร็วเข้า หรือถ่วงให้ช้าลงก็ไม่ได้, เพราะฉะนั้น ไม่มีเหตุหรืออำนาจ อันใด ที่จะมาทำให้มันเศร้าหมองหรือบริสุทธิ์. การทำดีที่เป็น

น.38 ๒๖ เหตุของความบริสุทธิ์ และการทำชั่วที่เป็นเหตุของความเศร้า หมองนั้น เป็นของหลอกกันเล่น มติอันนี้มีคนชอบถือ เพราะไม่ต้องทำอะไร ปล่อยไปตาม เรื่อง เป็นปรัชญาที่ปฏิเสธตัวเรา หรืออะไรที่เป็นของอยู่ในอำนาจ เราโดยสิ้นเชิง. ผิดกับพุทธศาสนา ตรงที่พุทธศาสนาสอนว่า มี เหตุแห่งความบริสุทธิ์และความเศร้าหมอง ถ้าเรา (คือกาย + ใจ) กระทำเหตุอันใดลงไปเราจะยิ่งเศร้าหมองหรือบริสุทธิ์เร็วเข้า ตาม แต่เหตุที่เรากระทำ, และผลอันนั้นย่อมได้แก่กายกับใจที่เป็นที่ ตั้งแห่งการทำ หรือที่เรียกว่าตัวเราผู้ทำ ตามโวหารโลก. แม้ใน ขั้นปรมัตถ์ พุทธศาสนาจะกล่าวสิ่งทุกสิ่งว่าเป็นอนัตตาหมด ก็มิได้ปฏิเสธว่า ไม่มีความเศร้าหมอง ไม่มีความบริสุทธิ์ หรือ ไม่มีเหตุอันเป็นอำนาจที่จะให้เป็นเช่นนั้น. มติของมักขลิโคสาล นี้ ตรงกับหลักวิวัฒน์ของวิทยาศาสตร์ใหม่ เช่นที่ว่าชีวะทั้งหลาย ย่อมวิวัฒน์ เปลี่ยนขึ้นมาหาขั้นสูงตามลำดับ ๆ เอง. มียักเยื้อง กันอยู่ก็ตรงที่ว่า ในระหว่างนั้นมีเหตุหรืออำนาจอะไรที่เราอาจ สร้างขึ้น เพื่อขัดขวางมันให้ช้าลง หรือส่งเสริมมันให้เร็วเข้า หรือไม่เท่านั้น. แม้ว่าฝ่ายพุทธศาสนาเราจะมีความเชื่อในข้อที่ ว่า นิพพานเป็นจุดปลายทางที่อย่างไรเสีย เราจะต้องไปถึงทุก ๆ คน แต่มีข้อยกเว้นในข้อนี้ เรายอมรับรองเหตุที่อาจสร้างขึ้น เพื่อให้เราลุถึงเสียในชาตินี้ ทันตาเห็นก็ได้ หรือมีเหตุบางอย่าง ที่ถ้าเราไม่ทำมันเข้า อาจจะต้องเนิ่นช้า โดยต้องไปเก็บตัวอยู่

น.39 ที่อบายตั้งกัลป ๆ ก็ได้. แปลว่าพุทธศาสนายอมรับรองอำนาจ แห่งเหตุ ซึ่งมตินี้ปฏิเสธเด็ดขาด และทั้งไม่คำนึงถึงในฐานที่ว่า มันเป็นสิ่งที่จะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย, เรียกว่าอเหตุกทิฏฐิ ซึ่งแปล ว่ามติที่ถือว่าไม่มีเหตุ. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่มีตัวเราโดย สมมติ ที่จะสร้างเหตุดีหรือเหตุชั่วได้. ๓. อชิต เกสกัมพล ครูอชิต เกสกัมพล สอนไว้เป็นหลักที่ ปฏิเสธทุก ๆ สิ่ง (ตรงกับที่เรียกในบัดนี้ว่า Nihilism) คือ ไม่มีอะไรหมด. คนไปหลงเรียกกันอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาเอง เช่นว่ามีบิดามารดา มีครู อาจารย์ การเคารพ การทำบุญ โลก นี้ โลกอื่น มีเทวดา มีสมณะและพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้มีฐานะ ต่างๆ กัน และจะต้องประพฤติต่อกันและกันอย่างนั้นอย่างนี้ แท้ที่จริงมีแต่มายาและความว่างเปล่า คนเราเป็นเพียงประชุม แห่งธาตุ ครั้นแตกทำลายลง ธาตุทั้งหลายก็แยกกันไปเป็นธาตุ ๆ อย่างเดิม ตายแล้วสุดลงแค่ที่ถูกเผาเป็นขี้เถ้า ไม่มีวิญญาณ หรือใครไปที่ไหน การทำบุญเช่นการบูชายัญ ก็คือการเผาของ เหล่านั้นให้กลายเป็นขี้เถ้าเท่านั้น, ไม่มีตัวบุญหรือตัวผู้ได้รับ ผลบุญ ไม่มีอะไรทั้งหมด. การทำบุญทำทาน เป็นสิ่งที่พวกคน ขลาดชวนกันบัญญัติขึ้น แล้วพูดว่ามีผล ๆ ดังนี้โกหกทั้งนั้น เป็นคำเพ้อเจ้อทั้งนั้น. ไม่มีคนดีคนชั่ว ไม่มีคนพาลหรือบัณฑิต,

น.40 ๒๘ มีสักว่ากลุ่มธาตุที่ประชุมกัน ตายลงก็หมดสิ้นหรือดับเงียบแค่ นั้น. มตินี้ปฏิเสธทั้งหมดว่าไม่มีอะไรจริง ตามที่เรียกกันนั้น ดอก ทั้งในโลกนี้โลกหน้าและโลกเองก็ไม่มี. มีแต่ธาตุรวม ๆ แยก ๆ กันอยู่ไม่รู้หยุดหย่อนเท่านั้น. ลัทธิเช่นนี้ทำให้ผู้ถือสบาย ใจไม่ต้องยุ่งยากหรือคอยระวังสำรวมอย่างนั้นอย่างนี้ ล้วนแต่ ปล่อยไปตามเรื่อง และไม่เสียใจหรือดีใจ เมื่ออะไรเกิดขึ้นเหมือน กัน. มตินี้ผิดกับพุทธศาสนาในข้อที่ว่า พุทธศาสนายังรับรองสิ่ง เหล่านั้นว่า มีอยู่ตามที่เรียก ในขั้นที่คนเรายังมีกิเลสและอุปาทาน สิ่งเหล่านี้มีอยู่พร้อม และจักต้องประพฤติให้ถูกตามวิธีที่จะไม่ เกิดการเดือดร้อนขึ้นทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น. กายกับใจนั่นเองเป็น ตัวผู้ทำหรือยืนรับภาวนามต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้น จนกว่ามันจะดับ สนิทเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านั้นจึงจะดับไปด้วยสำหรับผู้ นั้น. หมายความว่า พุทธศาสนาไม่ปฏิเสธด้านที่เป็นสมมติของ ปุถุชนหรือชาวโลก ซึ่งคนฝ่ายนี้จะต้องถือและประพฤติไปตาม ที่รู้กันอยู่ สอนกันอยู่: เรียกว่าเป็นขั้นโลกิยะ สำหรับจะผ่านไป ขั้นโลกุตตระ มตินี้เรียกว่านัตถิกทิฏฐิ แปลว่ามติที่ถือว่า ไม่มี อะไรเลย ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไร ๆ ดังที่เรียกกัน. เป็นมติอนัตตา ที่ปฏิเสธ เพื่อเห็นแก่ความอยากจะทำตามชอบใจของตัวมาก กว่า ถ้าไม่เพื่อขี้เกียจ ก็เพื่อจะทำสิ่งสกปรกตามใจชอบ. มตินี้ เรียกว่าอุจเฉททิฏฐิได้อีกอย่างหนึ่ง คือถือว่า ตายแล้วหมดกัน เพียงนั้น.

น.41 ๒๙ ๔. ปกุธ กัจจายนะ ครูปกุธ กัจจายนะ สอนว่า ชีวิตนี้เป็นเพียงกลุ่มที่รวมของวัตถุ ๗ อย่าง คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สุข ทุกข์ และชีวะ. สิ่งเหล่านี้ แต่ละอย่าง ๆ จะผ่าแล่ง เป็นส่วนย่อยต่อไปไม่ได้อีก มันมั่นคงอยู่ในตัวเอง ใครจะทำ ให้มันรู้สึกเจ็บ หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ไม่ได้ มันไม่อาจ ได้ยินได้ฟัง ไม่อาจรักหรือโกรธ ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น แม้ ใครจะตัดศีรษะใคร แล่เนื้อใครออกเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ ก็ไม่ ชื่อว่าใครทำอะไรใคร เป็นแต่เพียงธาตุชนิดเดียวกันชำแรกหรือ ผ่านไปในระหว่างธาตุนั้น ๆ (ซึ่งใครจะผ่าไม่ได้อีก) เท่านั้นเช่น เดียวกับมีดผ่าน้ำ,ปรมาณูของธาตุที่ผสมกันเป็นน้ำ แยกกัน ให้มีดผ่านไปเท่านั้น. ไม่มีใครบำรุงใคร ไม่มีใครตัดรอนใคร ไม่มีใครฆ่าใคร ไม่มีใครเลี้ยงดูใคร มีแต่ความยักย้ายถ่ายเทไป มาของธาตุชนิดเดียวกัน ตามระหว่างกันและกันเท่านั้น. มตินี้ผิดกับพุทธศาสนา แม้สอนเรื่องธาตุอย่างเดียวกัน แต่พุทธศาสนารับรองธรรมจรรยาที่ประพฤติต่อกัน ไม่ถือว่าเป็น เพียงธาตุผ่านไปมา ในเมื่อยังมีความยึดถืออยู่, แม้ที่หมดความ ยึดถือแล้วก็ยังมี ความรู้สึกว่า กิริยาเช่นนั้น ตามสมมติโวหาร ของโลกเรียกกันเช่นนั้นเป็นฝ่ายดีไม่ดีเช่นนั้น ๆ เป็นแต่ตัวเอง ไม่ยึดถือเอามาเป็นของตัว ยกให้เป็นของกลุ่มที่สมมติว่าเป็นคน เป็นสัตว์ หรือเป็นผู้ถูกผู้ทำนั้น ๆ เช่นเดียวกับเราทำรถยนต์ขึ้น

น.42 ๓๐ เรารู้ดีว่า มันเป็นเพียงธาตุต่าง ๆ ที่เราคุมกันเข้า แต่เราไม่ได้ คิดว่า มันจะไม่เป็นสิ่งที่จะไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่เรา เราใช้ มันตามเหตุการณ์ เป็นแต่ไม่ยึดถือด้วยใจ ถึงกับโง่หลงไปว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือว่ามันมีชีวิตขึ้นมา หรือโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ที่ทำให้เราทุกข์ อย่างที่ถึงกับมีการรักใคร่ไว้อาลัย เป็นต้น. มตินี้ เป็นที่พอใจของพวกที่ชอบฆ่าฟันพวกอื่น เช่น โจรสั่งสอนกันว่าไม่บาป เพราะไม่มีใครถูกฆ่า มีแต่ธาตุเช่นนี้ สามารถทำให้มีกำลังใจมากขึ้นกว่าธรรมดา แม้นักรบบางพวก ในอินเดีย ก็ถือมติอันนี้มาแต่สมัยโบราณ. ๕. สญชัย เวลัฏฐบุตร ครู สญชัย เวลัฏฐบุตร สอนลัทธิมีหลักว่า ทุก ๆ สิงจะบัญญัติเรียกหรือจะเรียกอย่างไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะสิ่งนั้น ๆ จะเป็นอะไรก็ไม่ใช่. ตัวอย่างเช่นว่า คนตาย แล้วเกิดอีกหรือ ? ไม่ใช่. ตายแล้วไม่เกิดหรือ ? ไม่ใช่. เกิด บ้างไม่เกิดบ้างหรือ ? ไม่ใช่. เกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ดังนั้น หรือ ? ไม่ใช่ เกิดบ้างก็ไม่ใช่ ไม่เกิดบ้างก็ไม่ใช่ ดังนั้นหรือ ? ไม่ใช่. ดังนั้นเป็นตัวอย่างซึ่งความประสงค์มีว่า อะไรบัญญัติ ลงไปว่าอย่างไรไม่ได้ทั้งนั้น; เรียกว่า วิกเขปลัทธิ หรือลัทธิส่าย. บางทีอาจเป็นเพราะ ไม่มีความแจ่มแจ้งที่จะบัญญัติก็เป็นได้. ในฝ่ายพุทธศาสนาเรา

น.43 ๓๑ ก็มีบางคนหรือบางพวกที่ส่ายเช่นนี้ เช่นว่านิพพานจะว่าเป็น อัตตาก็ได้ หรือไม่ใช่อัตตาก็ได้ หรือไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา หรืออะไรทั้งหมด. ถ้าจะถือมตินี้ให้เป็นลักษณะของปรัชญาที่ มีประโยชน์แก่การพ้นทุกข์ ก็ต้องเข้าใจความหมายความ อย่า ไปใส่ใจในสิ่งอะไรเลย สิ่งทั้งปวงไม่มีอะไรที่แน่นอนลงไป ไม่ ควรถือว่ามันเป็นอะไร จงทิ้งสิ่งทั้งปวงเสียก็ได้ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องคำนึงถึงแล้วจิตก็จะหลุดจากสิ่งทั้งปวงเท่านั้น. ฟังดูก็ ง่ายดี. ส่วนพุทธศาสนายอมรับรองสมมติและบัญญัติ ในฐาน เป็นสมมติและบัญญัติ. ทั้งหมดนี้ตามที่กล่าวมา เป็นพวกที่ตามความนิยมของ พุทธศาสนาถือว่าเป็นลัทธิอื่นนอกจากพุทธศาสนา และพระ- อรรถกถาจารย์ถือเอาเป็นว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายแรงทีเดียว. แม้ที่สุดแต่ลัทธิของนิคัณฐนาฏบุตร ซึ่งมีบรรยายอยู่ในบาลี สามัญญผลสูตร อันเป็นคัมภีร์ของฝ่ายพุทธศาสนาเอง ซึ่งมี ข้อความไม่แตกต่างกับหลักพุทธศาสนานัก จะผิดกันบ้างก็มีข้อ ที่สอนว่า มีอาตมัน ท่านพระอรรถกถาจารย์ก็จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปด้วยกัน.

น.44 ๓๒ ๖. นิคัณฐนาฏบุตร มติของ นิคัณฐนาฏบุตร ตามที่ปรากฏในบาลีสามัญญ- ผลสูตรนั้นมีว่า ผู้ที่จะเป็นนิครนฐ์ได้ จะต้องพยายามให้ถึงที่สุดในฐานะ สำคัญทั้งสี่ คือห้ามกันบาปด้วยธรรมเป็นเครื่องห้ามกันบาป, ประกอบในธรรมที่เป็นเครื่องประกอบ เพื่อหมดบาป, ทำลาย บาปนั้นเสียด้วยธรรมเป็นเครื่องทำลายบาป, และถึงที่สุดแห่ง พรหมจรรย์ ด้วยธรรมเครื่องกำจัดบาปนั้น. เมื่อเป็นดังนี้ชื่อว่า ลุถึงอาตมัน จบการบำเพ็ญ ตั้งอยู่เป็นอนันต์ชีพ ตลอดอนันต- กาล. ลัทธิของท่านผู้นี้ได้เป็นคู่แข่งขันกันมากับพุทธศาสนาตั้งแต่ แรกมา จนกระทั่งบัดนี้ และถ้าเราจะสังเกตดูจากหนังสือประ- วัติศาสตร์ หรือในแง่ของประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นกลาง ๆ ไม่เข้า ใครออกใคร อย่าอ่านแต่หนังสือชั้นอรรถกถาในพุทธศาสนา ของเราฝ่ายเดียวแล้ว เราจะพบว่า ลัทธินี้มีคนนับถือมากเท่า หรือมากกว่าพุทธศาสนา. แม้ในคนชั้นสูงเช่นพระราชาเป็นต้น ก็ได้ยกย่องขึ้นไว้เสมอกันในสมัยพุทธกาล. แม้แต่ในอรรถกถา ของฝ่ายเราเองทั้งที่พยายามป้ายร้ายให้ฝ่ายอื่น เกินพอดีไปอย่าง มีเจตนา ก็ยังไม่วายส่อให้เห็นในที่บางแห่งว่า ในบางเมือง มี คนนับถือและเป็นสาวกของเดียรถีย์พวกนี้มากกว่าสาวกของ พุทธศาสนา.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต