Buddhadasa.org

อนัตตาของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑๕ — อัตตาที่ทรงปฏิเสธ

อนัตตาของพระพุทธเจ้า — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อนัตตาของพระพุทธเจ้า (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.59 ๔๗ อัตตาที่ทรงปฏิเสธ อัตตาคืออะไร ? คำว่าอัตตาหรืออาตมัน ที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธนั้น ส่วนมากที่สุดเราพบกันแต่เพียงเค้าเงื่อนที่แสดงฝ่ายอนัตตา เช่น ที่ทรงแสดงขันธ์ทั้งห้าว่าเป็นอนัตตาในบาลีอนัตตลักขณสูตร มีใจความว่า สิ่งไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปเสมอไม่ตามใจเราเลย นี่เป็นอนัตตา. แต่ไม่ได้ทรงแสดงไว้ว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นอัตตา, ถึงอย่างนั้น เราก็ยอมรับกันโดยนัยแห่งตรรกว่า สิ่งที่ตรงกันข้าม ควรจัดเป็นอัตตาได้. ข้อนี้ทำให้เกิดการเข้าใจเขวได้บางอย่าง คือพวกที่อยากจะมีอัตตา ก็อ้างขึ้นทันทีว่า ธรรมที่เป็นประเภท อสังขตธรรมเช่นนิพพานเป็นต้นนั้น เที่ยงและไม่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นควรจัดว่าเป็นอัตตาแน่นอน, และคำที่ว่าอัตตา ๆ ที่พระองค์ทรงตรัสถึงในเรื่องตนพึ่งตนเป็นต้นนั้น คงหมายถึง อัตตาตัวนี้เอง เลยทำให้เกิดการยึดถือเอานิพพานเป็นอัตตาขึ้น มาทุกที. พวกนี้ลืมไปว่า นิพพานไม่ได้อยู่ในอำนาจของใครได้ ปรารถนาจะเอาอย่างไรก็ไม่ได้ มิหนำซ้ำยังอยู่เหนือความปรารถนา ของใคร ๆ เสียด้วย. การจะยึดเอานิพพานหรืออสังขตธรรมเป็น อนัตตา โดยอ้างหลักอนัตตลักขณสูตรโดยนัยอันกลับกัน, จึง ฟังไม่ขึ้น. เป็นอันว่าเราไม่อาจทราบได้ว่า อัตตาที่หมายถึง สำหรับปฏิเสธการยึดถือเสียนั้น มีลักษณะเป็นอย่างไร.

น.60 ๔๘ ส่วนบาลีขุททกนิกายและอื่น ๆ ที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายทั้งสิ้นเป็นอนัตตานั้น ก็ปฏิเสธเสียทั้งหมดสิ้นเชิง, ทำให้ทราบไม่ได้อีกว่าอัตตาที่แม้จะเป็นโวหารโลกนั้น มีลักษณะ อย่างไร หรือเขายึดถืออะไรเป็นอัตตากัน. หรือถ้าจะตั้งปัญหา ขึ้นใหม่ง่าย ๆ ว่า ที่เรียกกันว่าอัตตาตามโวหารโลก ตามที่ พระองค์เองก็ตรัสว่าเป็นโวหารโลกนั้น หมายถึงอะไรกันเล่า, คือหมายถึงร่างกายหรือใจ หรืออะไร. คำตอบในส่วนนี้ มีพระ- พุทธภาษิตอันเด็ดขาดอยู่แล้ว ในบาลี โปฏฐปาทสูตร สี.ที. ซึ่ง จะต้องศึกษาโดยละเอียด เพื่อความกระจ่างแจ้งได้โดยง่าย. ในที่นี้จะยกเอาข้อความที่เป็นรูปพระพุทธภาษิตมาเลย เป็น ตอน ๆ ไป. แม้จะยืดยาวสักหน่อยก็ขอให้ทนพิจารณาโดยละเอียด. เนื้อเรื่องแห่งโปฏฐปาทสูตรมีว่าปริพพาชก หรือนักบวชที่ เที่ยวศึกษาและสั่งสอนวิชาทางฝ่ายใจ เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ รูปหนึ่ง ชื่อโปฏฐปาท วันหนึ่งได้พบปะและสนทนากับพระองค์ ถึงเรื่องความดับของสัญญา หรือเรียกให้ตรงก็คือความดับของ สติสมปฤดี ๑ หรือเรียกโดยศัพท์ฝ่ายสมาธิว่า สัญญาเวทยิตนิ- โรธสมาบัติ, ซึ่งเมื่อสัญญานี้ดับแล้ว คนเราจะเหมือนตาย แต่ ๑. คำว่า สัญญา นั้น มิได้แปลว่าความจำ เช่นจำบทเพลงได้เป็นต้น ดังที่เข้าใจกันโดยมาก. เข้าใจเช่นนั้นแคบไปมาก, เพราะสัญญาใน ที่นี้หมายถึง ความรู้สึกที่ทำคนเราให้ต่างจากคนตาย จากคนสลบ หรือจากคนหลับสนิท, ซึ่งภาษาง่าย ๆ ของเราเรียกกันว่า สติสมปฤดี หรือสมปฤดี, คนสลบ หรือคนที่หลับใหล ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสัญญา

น.61 ๔๙ ไม่ตาย. ปริพพาชกรูปนั้นได้ทูลให้ทราบว่า ในที่ประชุมสำหรับ โต้เถียงลัทธิแห่งหนึ่ง ได้โต้เถียงกันถึงเรื่องนี้. พวกหนึ่งว่า สัญญา นี้ ไม่มีอะไรที่บังคับมันได้ มันเกิดดับของมันเอง เมื่อใดมันเกิด เมื่อนั้นคนเราก็มีสัญญาหรือสมปฤดี เมื่อใดมันดับลง คนเราก็ สิ้นสติสมปฤดี จะช้าหรือเร็วไม่เป็นประมาณ. อีกพวกหนึ่งแย้ง ว่าไม่ใช่ อัตตานั่นแหละคือสัญญาของคนเรา, เมื่อใดอัตตาเข้า มาในเรา เราก็มีสมปฤดีอยู่เสมอ, เมื่อใดมันออกไปเสีย เมื่อนั้น เราก็หมดสมปฤดีไป จนกว่ามันจะกลับมาใหม่. อีกพวกหนึ่งแย้ง ว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ในโลกนี้มีบุคคลผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพอยู่ใน ภาวะอันลี้ลับ ท่านเป็นผู้บันดาลสัญญาให้เกิดและให้ดับ ให้แก่ คนเราเป็นคน ๆ ไป. อีกพวกหนึ่งแย้งเป็นพวกสุดท้ายว่า มิใช่ ดังนั้น, พวกเทพทั้งหลายต่างหาก เป็นผู้บันดาลให้สัญญาเกิด ดับให้แก่คนเราเป็นคน ๆ ไป. ปริพพาชกได้ทูลถามในที่สุดว่า ตัวเขาเชื่อความตรัสรู้ของพระองค์ พระองค์คงทรงทราบการดับ ของสัญญา ขอให้ตรัสอธิบาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบมีใจความว่า พวกที่ถือว่า สัญญาที่ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรที่บังคับมันได้นั้นผิดแน่ เพราะ สัญญานี้ดับหรือเกิดได้ด้วยการกระทำของคนเราเองก็มี, ได้ทรง อธิบายถึงการที่ภิกษุเจริญฌานตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป จน หรือสติสมปฤดีอันนี้. และคำว่าสัญญาในพระบาลีนี้ หมายถึงสิ่งนี้โดย ตรง ต่างจากคำว่าสัญญาซึ่งมาในคำว่าสัญญาขันธ์แห่งเบญจขันธ์ ซึ่งในที่นั้นหมายถึงความจำหรือความระลึกได้เป็นส่วนใหญ่.

น.62 ๕๐ ถึงอากิญจัญญายตนฌาน และทรงแยกอธิบายเป็นตัวอย่าง เช่น ในเมื่อเจริญปฐมฌาน สัญญาหรือความรู้สึกในส่วนที่เป็นการ วิตกได้ดับไป สัญญาส่วนที่เป็นปีติสุขอันเกิดแต่วิเวก ก็เกิดขึ้น แทน, นี่เรียกว่าสัญญาเกิดและดับได้เพราะอำนาจการเจริญฌาน นั้น ๆ จะว่ามันไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยในการเกิดและการดับอย่างไร. ในทุติยฌาน สัญญาที่เป็นวิตกวิจารดับไป สัญญาที่เป็นสุขเกิด แต่สมาธิได้เกิดขึ้น, ในตติยฌาน สัญญาที่เป็นปีติได้ดับไปมีแต่ สัญญาที่เป็นการเสวยสุข เกิดจากการวางเฉยได้เกิดขึ้น, ใน จตุตถฌาน สัญญาที่เป็นสุขดับไป มีแต่สัญญาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ บริสุทธิ์อยู่ด้วยอุเบกขา ได้เกิดขึ้น. ในขั้นอรูปชั้น อากาสานัญ- จายตนฌาน สัญญาส่วนที่เป็นไปในรูปได้ดับไป มีแต่สัญญา ที่เป็นไปในความว่างจากรูป. ในชั้น วิญญานัญจายตนฌาน สัญญาในความว่างจากรูปได้ดับไป แต่สัญญาในตัวความรู้แจ้ง หรือในตัววิญญาณได้เกิดขึ้น, ในขั้น อากิญจัญญายตนฌาน นั้น สัญญาในวิญญาณได้ดับไป แต่สัญญาในความไม่มีอะไรเลย ได้เกิดขึ้นแทน. ครั้นถึงขั้น สัญญาเวทยิตนิโรธ อันเป็นขั้นสุดท้าย สัญญาในความไม่มีอะไรเลยนั้นได้ดับไปอีก และทั้งสัญญา ใหม่ก็ไม่มีมาเกิด จึงเป็นความดับของสัญญา โดยสนิทอยู่ตลอด เวลาที่เป็นเช่นนั้น ในขณะนั้นจะเรียกว่ามีสัญญาก็ไม่ได้ เพราะ ไม่มีความรู้สึกเลย. แต่จะเรียกว่าไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะยัง จะกลับคืนสมปฤดีอีก เมื่อออกจากฌานนี้, เรียกว่าตายก็ไม่ใช่ ไม่ตายก็ไม่เชิง, นี่แหละคือความดับสนิทของสัญญาหรือของ

น.63 สมปฤดี อันมีได้เพราะอำนาจจากบังคับ หรือการกระทำของคน เรา. ในที่สุดทรงถามปริพพาชกรูปนั้นว่าได้เคยฟังอย่างนี้มาก่อน หรือไม่, เขาทูลตอบด้วยความอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งว่าไม่เคยฟัง เลยทั้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องยิ่งนัก ความหมายของเนื้อเรื่องตอนนี้มีว่า การเกิดและการดับ ของสัญญาหรือความรู้สึกสมปฤดีนั้น มิใช่มีได้เพราะการเข้า หรือการออกของสิ่งที่เรียกว่าอัตตา, และมิใช่เพราะการบันดาล ของท่านที่มีฤทธิ์มีอานุภาพ หรือเพราะอำนาจของเทพเจ้าที่ไหน และมิใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุมีปัจจัย ดังจะเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า มันเกิดและดับได้เป็นอย่าง ๆ กระทั่งดับสนิทในที่สุด ก็เพราะ อำนาจการกระทำของผู้เจริญฌาน และกล่าวได้ว่ามันอยู่ภาย ใต้อำนาจแห่งเหตุและปัจจัย กล่าวคือการกระทำหรือความ พยายามของผู้ทำโดยแท้. ใจความในส่วนนี้เป็นอันว่า ปฏิเสธ อัตตา ที่มีคนเรียกว่าเจตภูตหรือชีโว อันเป็นตัววิ่งเข้าวิ่งออก อย่างเด็ดขาด. อัตตาที่ทรงหมายถึงโดยปริยายในที่นี้ จึงได้แก่ อัตตาที่เป็นเพียงมายา หรือความโง่เขลาของพวกที่เชื่อว่า มี อัตตาวิ่งเข้าวิ่งออก สำหรับสัญญาเกิด ๆ ดับ ๆ ดังที่เชื่อกันอยู่. และพร้อมกันนั้นทรงปฏิเสธอัตตาที่เป็นเทพเจ้าด้วย ในเรื่องจะ มามีอำนาจในคนเรา ในการที่จะทำให้สิ้นสติสมปฤดีไป หรือ คืนสติสมปฤดีมา. เราจะเห็นด้วยกับศาสตราจารย์ RHYS DA- VIDS ผู้เป็นนักศึกษาชาวตะวันตกที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก เป็นอย่างยิ่ง ที่กล่าวว่า ในบรรดาข้อความทั้งหมดที่มีในพระ-

น.64 ๕๒ ไตรปิฎก เมื่อกล่าวถึงเรื่องปฏิเสธอัตตาแล้ว ไม่มีข้อความตอน ไหนจะเด็ดขาดและลึกซึ้งเท่าบาลีโปฏฐปาทสูตรนี้, ซึ่งเราจะได้ พิจารณาสืบไปอีก. โปฏฐปาทได้ทูลถามต่อไปว่า "สัญญานี่เองหรือ ที่เป็น อัตตาของคนเรา ? หรือว่าสัญญาเป็นของอย่างหนึ่ง อัตตาเป็น ของอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ?" ตรัสตอบว่า "ท่านหมายถึง อัตตา ชนิดไหนกันเล่า ?" ทูลว่า "ตนที่เห็นง่าย ๆ มีรูป ประกอบด้วยธาตุสี่ มีคำข้าว เป็นอาหารนี่แหละ." ตรัสว่า "ถ้าเช่นนั้น สัญญากับอัตตาที่ท่านหมายถึง ย่อม เป็นของคนละอย่างมิใช่อันเดียวกัน, ท่านควรเข้าใจว่า ก็เมื่อ สัญญาที่เกิด กับสัญญาที่ดับ ก็มิใช่สัญญาอันเดียวกันเสียแล้ว, (ถ้าให้สัญญาอันหนึ่งเป็นอัตตา สัญญาอีกอันหนึ่งก็ต้องไม่ใช่อัตตาอยู่ ในตัวแล้ว) เพราะฉะนั้น สัญญากับอัตตาที่ท่านหมายถึงย่อมมิ ใช่เป็นของอันเดียวกันเป็นแท้." (บาลีหน้า ๒๓๑). ทูลว่า "ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าหมายถึง อัตตาที่สำเร็จออก มาจากมโนธาตุ มีองคาพยพครบบริบูรณ์ มีอินทรีย์ครบไม่ขาด หย่อน." ตรัสตอบว่า "ถึงแม้เช่นนั้น สัญญากับอัตตาที่ท่านหมายถึง ก็ยังเป็นของคนละอย่างอยู่นั่นเอง, ป่วยการกล่าวถึงอัตตาดังที่ ท่านบรรยาย, ก็เมื่อสัญญาที่เกิดกับสัญญาที่ดับ ก็มิใช่สัญญา อันเดียวกันเสียแล้ว (ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกันกับข้อบน) ฉะนั้น

น.65 ๕๓ สัญญากับอัตตาที่ท่านหมายถึง จึงมิใช่ของอันเดียวกัน." (บาลี หน้า ๒๓๑) เขาทูลอีกว่า "ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าหมายถึง อัตตาที่ไม่มี รูป ที่มีขึ้นเพราะสัญญานั่นเอง." (เช่นคลื่นมีขึ้นมาจากน้ำที่ถูกลม พัด แล้วตั้งคำถามว่าคลื่นกับอันเป็นสิ่งอันเดียวกันหรือมิใช่.) ตรัสตอบว่า "ถึงแม้อย่างนั้น ก็มิใช่สิ่งอันเดียวกัน, ป่วยการ พูดถึงอัตตาที่ไม่มีรูป ที่มีขึ้นมาจากสัญญานั่นเอง ของท่าน. ก็ สัญญาที่เกิด กับสัญญาที่ดับ ก็ยังไม่ใช่สัญญาอันเดียวกันเสียแล้ว (ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกับข้อบน คือ ถ้าให้สัญญาอันหนึ่งเป็นอัตตา สัญญา อีกอันหนึ่ง ซึ่งมิใช่สัญญาอย่างเดียวกับสัญญาอันก่อนก็เป็นอัตตาไม่ ได้ จะยังเหลืออยู่) เพราะฉะนั้น สัญญากับอัตตาที่ท่านกล่าว จึงเป็น อันเดียวกันไม่ได้เลย." (บาลีหน้า ๒๓๒). (เช่นน้ำในขณะหนึ่งกับ ในขณะต่อมา ก็ยังมิใช่อันเดียวกันเสียแล้ว, ป่วยการกล่าวว่าคลื่นกับน้ำเป็น อันเดียวกัน.) ใจความอันลึกซึ้งตอนนี้ ก็คือว่า ตามหลักของพระองค์ แม้แต่เพียงสัญญาที่เกิดขึ้น แล้วสัญญาที่ดับไป. (เช่นอธิบายแล้ว ในตอนฌานตามลำดับ) ก็ยังมิใช่สัญญาอันเดียวกันเสียแล้ว มัน เปลี่ยนส่งทอดกันมาตามอำนาจแห่งเหตุและปัจจัยที่ปรุงแต่งมัน ขึ้น และอุดหนุนมันอยู่ สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงสิ่งที่หมุนเวียนไปเรื่อย ไม่รู้หยุดเท่านั้น ไม่มีตรงไหนเป็นตัวตนของมันเอง. ครั้นมีผู้ถามว่า สัญญาหรือตัวที่รู้สึกสมปฤดีนั่น คือตัวอัตตาหรือมิใช่ พระองค์ก็ ไม่สามารถจะตอบอย่างใดได้. เพราะตามมติของพระองค์ ไม่มี

น.66 ๕๔ อัตตาที่ตรงไหน แต่เพื่อจะทำความเข้าใจกันให้ได้จึงย้อนถามเขา ว่า สิ่งที่เขาเรียกอัตตา ๆ นั้น เขาหมายถึงสิ่งที่มีลักษณะอย่างไร ให้เขาอธิบายมาพอให้เข้าใจเสียก่อนว่า อัตตาหมายถึงอะไร. ครั้นเขาบอก พระองค์ก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นอันเดียวกันไม่ได้ หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่งก็ว่า จะเรียกสิ่งที่กำลังกล่าวถึงกันนี้ คือตัวที่รู้สึกสม ปฤดีนี้ว่าเป็นอัตตาไม่ได้ เพราะแม้แต่ ตัวหน้ากับตัวหลัง มันก็ไม่ใช่ ตัวเดียวกันเสียแล้ว, มันจะเป็นตัวเราที่เป็นแก่นสารได้อย่างไร. เมื่อโปฏฐปาทปริพพาชกไม่สามารถหาลักษณะของอัตตาใด ๆ ที่จะมาเข้ากับสัญญาหรือตัวรู้สึกสมปฤดีของคนเราได้ดังนี้ ก็แปล ว่า ความเข้าใจที่ว่า อัตตานั่นแหละเป็นตัวรู้สึกทุก ๆ อย่างในตัว เรา ก็เป็นการเลิกล้มไปเอง. ครั้นจะหาอัตตา ที่ไม่รู้สึกอะไรได้ขึ้น มา หรือเป็นอัตตาที่เป็นแก่นสารได้ การเรียกสิ่งนั้นว่าเป็น อัตตา ก็ไร้ประโยชน์. เราไม่ควรลืมว่า คนพวกนี้เชื่อกันมาก่อนแล้ว ว่า ตัวอัตตานั่นแหละเป็นตัวรู้สึกตัวคิด ตัวอะไร ๆ หมดที่เกี่ยวกับคน เรา. โดยนัยนี้ เป็นอันว่าเมื่อกล่าวตามพุทธมติแล้ว จะหาตัวอัตตาที่ เป็นตัวรู้สึกคิดนึกในตัวเราไม่ได้. มันมีแต่สิ่งหรือธรรมชาติที่หมุน เปลี่ยนตัวไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน เท่านั้น. ลัทธิของชนเหล่านั้นมีอัตตาอยู่สามอย่าง คือ (๑) กายรวม ทั้งตัว, อย่างที่เราทั่วไปเข้าใจกันว่านี่แหละตัวเรา อย่างหนึ่ง, (๒) กายทิพย์ที่สำเร็จมาจากใจ อย่างหนึ่ง, (๓) ตัวความรู้สึกสมปฤดี นั่นเอง อย่างหนึ่ง. แต่เมื่อพระองค์มาพิสูจน์เสียอีกว่า การมี สมปฤดี หรือการดับสมปฤดีนั้น บังคับได้แม้ด้วยอำนาจฌาน

น.67 ดังอธิบายแล้ว การที่จะให้อัตตามากลายเป็นของไม่มีอำนาจ ในตัวเองไปเสียดังนี้ หรือไม่มีการรู้สึกสมปฤดี หรือดับสมปฤดีได้ ด้วยตัวเองเช่นนี้ก็ทำไม่ลง. มันยังไม่อาจเรียกว่าอัตตาได้ถ้ายัง เป็นอย่างนั้น, แม้ว่าสิ่งที่มีลักษณะดังที่เขากล่าวนั้นมีอยู่จริง ก็ หาอาจขนานนามมันว่าอัตตาได้ไม่ เพราะมันไม่มีคุณสมบัติควร แก่การที่จะขนานนามว่าอัตตา, โดยโทษที่มันไม่อาจมีสมปฤดีหรือ ดับสมปฤดีได้ด้วยอำนาจของมันเองนั่นเอง. เมื่อหาอะไรมาพิสูจน์ ให้เห็นว่าเป็นตัวที่มีอำนาจอันนี้ ทั้งเป็นตัวเดียวที่ถาวรแท้จริง ไม่ได้แล้ว สิ่งที่เรียกได้ว่าอัตตาก็เลยไม่มีไปตาม. การที่จะให้ตัว สัญญาหรือตัวสมปฤดีเป็นอัตตานั้นไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นของ โยกโคลงเปลี่ยนตัวเป็นคนละตัวอยู่เสมอไป, แม้ที่สุดแต่สัญญา ที่เกิดดับคู่เดียวกันก็มิใช่อันเดียวกันเสียแล้ว. มันมีแต่ของที่เกิดดับ ส่งทอยกันไป ซึ่งจะอธิบายในตอนอันว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท. โปฏฐปาทปริพพาชกจึงทูลถามสืบไปว่า "มีทางอะไรที่ ข้าพเจ้าจะพอทราบได้ไหมว่า สัญญา กับอัตตาของคนเรานี้ เป็นอันเดียวกัน หรือเป็นของคนละอย่าง?" ตรัสตอบว่า "โปฏฐปาทเอย, มันยากเกินที่ท่านจะเข้าใจได้ เพราะท่านมีความเห็นอันชินตัวมาเสียอย่างอื่นแล้ว ท่านมีสิ่งที่ ถูกที่ควรเป็นอย่างอื่น ท่านมีความชอบใจในมติอย่างอื่น ท่านมี ความพยายามที่จะเข้าใจเป็นอย่างอื่น ท่านมีอาจารย์เป็นอย่าง อื่นมาเสียแล้ว."

น.68 ๕๖ โปฏฐปาทได้วกไปถามถึงเรื่องอื่นสืบไปว่า "ถ้าอย่างนั้น ข้อที่ข้าพเจ้าเรียนมาจากฝ่ายอื่นว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมี ที่สุด โลกไม่มีที่สุด ฯลฯ ดังนี้ อันไหนจริงหรือถูกต้อง?" ตรัสตอบว่า "นั่นมิใช่สิ่งที่เราพยากรณ์ (หรือได้สอน) แก่ ท่าน" เมื่อเขาทูลถามว่า ทำไมจึงไม่ทรงพยากรณ์ในเรื่องนี้ ตรัส ตอบว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อะไร. เราควรทราบว่า เรื่องโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงเป็นต้นนั้น เป็น เรื่องเกี่ยวกับอัตตาโดยตรง. แต่ตามพระมติของพระองค์ไม่มีอัตตา หรือไม่รู้ว่าอัตตาคืออะไร. การพ้นทุกข์ตามแบบของพระองค์ ไม่ต้องผ่านไปทางปัญหาเหล่านั้น หรือทางปัญหาอันยกเอาการ ค้นหาอัตตาขึ้นเป็นเบื้องหน้า. ตามแบบของพระองค์มีแต่มองเห็น สิ่งปวงตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นธรรมหรือธรรมชาติล้วน ๆ หมุน ไปกลิ้งไป ไม่ควรเข้าไปยึดถือโดยประการทั้งปวง อย่าว่าจะเข้าไป ยึดถือเอาโดยความเป็นอัตตาเลย. เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า เรื่อง เหล่านั้นไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อพ้นทุกข์ได้. และสำหรับ วันนี้ พระองค์ได้เสด็จไปเสียจากปริพพาชกผู้นี้เพียงเท่านี้ เพราะ เป็นเพียงการพบกันตอนเช้า ก่อนเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมือง ต่อมาอีกสองสามวัน โปฏฐปาทปริพพาชกได้ไปเฝ้าพระผู้ มีพระภาคเจ้าอีก พร้อมกับนายจิตตะ ควาญช้าง. โปฏฐปาทได้ ทูลให้ทราบว่าตนเองถูกเพื่อนปริพพาชกด้วยกันรุมพ้อตัด ในการ ที่เห็นด้วยกับถ้อยคำของพระองค์ ทั้งที่พระองค์มิได้ตรัสถึงเรื่อง

น.69 ๕๗ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ เลยแม้แต่น้อย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสย้ำถึงความที่เรื่องนั้นเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์, และตรัสว่า เรื่องอริยสัจจ์ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์เกี่ยวกับพรหมจรรย์โดยตรง อีกครั้งหนึ่ง. แล้วได้ตรัสว่า "โปฏฐปาท! มีสมณพราหมณ์บางพวก มีความเห็นและมี คำพูดว่า หลังจากที่คนเราตายแล้ว อัตตาจะเป็นสุขเต็มที่ ไม่มี อะไรแตะต้องเหยียบย่ำได้ ดังนี้. เราเข้าไปหาเขาแล้ว ถามว่า เขา มีความเห็นและคำพูดดังนั้นจริงหรือ เขารับว่าจริง. เราถามเขา สืบไปอีกว่า ท่านได้เคยเห็นและได้รู้จักโลกที่มีแต่ความสุขอย่าง เดียว (ไม่มีทุกข์เลย) นั้นหรือ? เขาตอบว่าหามิได้. เรากล่าวกะเขา สืบไปว่า ก็ท่านทั้งหลายได้รู้ชัดอัตตา ซึ่งเป็นสุขโดยส่วนเดียว นั้นหรือ แม้จะเป็นเวลาเพียงคืนหนึ่งหรือวันหนึ่ง หรือเพียงครึ่ง คืนหรือครึ่งวันก็ตาม? ถูกถามดังนี้ เขาตอบว่าหามิได้. เราถามเขา สืบไปว่าหนทางปฏิบัติเช่น (ที่พวกท่านกำลังปฏิบัติอยู่) นี้หรือ ที่จะทำโลกอันมีสุขอย่างเดียวให้ปรากฏ? ถูกถามเช่นนี้ เขาตอบ ว่าหามิได้. เราถามสืบไปว่า เออ ท่านทั้งหลาย ท่านเคยได้ยิน เสียงร้องบอกของพวกเทพ ที่อยู่ในโลกอันมีสุขโดยส่วนเดียว ร้องบอกมาว่า จงปฏิบัติดีปฏิบัติตรงเพื่อลุถึงโลกอันมีสุขอย่าง เดียว (ไม่มีทุกข์เลย) เถิดท่านทั้งหลายเอ๋ย, ถึงแม้พวกเราก็ปฏิบัติ เช่นนั้น จึงได้ลุถึงโลกอันมีสุขโดยส่วนเดียว. ดังนี้หรือ? ถูกถาม ดังนี้ เขาก็ตอบว่า หามิได้อีก. โปฏฐปาทเอย จงฟังดูเถิด เมื่อเป็น เช่นนี้ ถ้อยคำของคนพวกนั้น มีหลักดีหรือหาไม่."

น.70 ๕๘ เขาทูลสนองว่า ไม่มีหลักเลย. และพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ตรัสสืบไปว่า "โปฏฐปาทเอย มันเหมือนกับคน ๆ หนึ่งพูดขึ้นว่า ฉันรัก และใคร่จะได้นางสาวงามคนหนึ่งในบ้านนี้. ครั้นพวกชาวบ้าน เขาถามว่า ใครเล่า เป็นนางกษัตริย์ นางพราหมณี นางราษฎร สามัญ หรือนางพวกกรรมกรชั้นต่ำ? เขาตอบว่าฉันไม่ทราบ. เขาพากันถามอีกว่า ชื่ออะไร สกุลอะไร สูงหรือต่ำ หรือปานกลาง ผิวดำ ผิวขาว หรือเหลือง อยู่บ้านไหน จังหวัดไหน นครไหน? เขาตอบว่าฉันไม่ทราบ. เขาพากันถามอีกว่า พ่อหนุ่มน้อยท่านรัก อยากจะใคร่ได้นางสาวงาม ที่ท่านไม่เคยเห็นตัวเลย ดังนั้นหรือ? เขาตอบว่า อย่างนั้นแหละท่าน. โปฏฐปาท, จงดูเถิด ท่านเข้าใจ ว่าคำพูดของนายหนุ่มคนนี้ มีเนื้อหาอะไรตรงไหน? แม้ถ้อยคำ ของสมณพราหมณ์พวกนั้น (ที่กล่าวว่ามีอัตตา แต่ครั้นถูกไล่เลียงกลับ ไม่รู้จัก) ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน. (บาลีหน้า ๒๓๘) "โปฏฐปาทเอย หรือมิฉะนั้น มันเหมือนกับคน ๆ หนึ่งทำ บันไดเอามาที่ทางสี่แยก ว่าจะพาดขึ้นปราสาท. พวกชาวบ้าน รุมกันถามเขาว่า เขาจะพาดขึ้นปราสาทไหน อยู่ทางไหน ทาง ทิศตะวันออก ตะวันตก ทิศใต้ หรือทิศเหนือ สูงหรือต่ำ หรือ ขนาดกลาง. เขาตอบว่า ไม่ทราบ. เขาพากันถามอีกว่า ท่าน จะพาดขึ้นปราสาทที่ท่านไม่เคยเห็นเลยดังนั้นหรือ? เขาตอบว่า อย่างนั้นแหละท่าน. โปฏฐปาทเอย ท่านจงดูเถิด ถ้อยคำของ

น.71 ๕๙ นายคนนั้น มีเนื้อหาที่ตรงไหน? ถึงแม้ถ้อยคำของสมณพราหมณ์ พวกนั้น (ที่รู้จักอัตตาอันเป็นสุขโดยส่วนเดียว) ก็เป็นเช่นนั้นเหมือน กัน. โปฏฐปาทเอย การจะหาให้ได้อัตตามีเพียงสามอย่างเท่า นั้น. สามอย่างอะไรเล่า, สามอย่างคือ (๑) หาได้อัตตาตรงที่ รูปกายหยาบประกอบอยู่ด้วยธาตุทั้งสี่, มีคำข้าวเป็นภักษา นี้ อย่างหนึ่ง. (๒) หาได้อัตตาที่มีรูปกายอันสำเร็จด้วยมโนธาตุ มีอวัยวะครบเหมือนกัน ทั้งมีอินทรีย์ไม่เลวด้วย นี้อย่างหนึ่ง, และ (๓) หาได้อัตตาที่ไม่มีรูปกายสำเร็จขึ้นด้วยตัวสัญญานั่น เอง นี้อีกอย่างหนึ่ง. (บาลีหน้า ๒๔๑) "โปฏฐปาทเอย เราแสดงธรรมของเรา เพื่อให้ละอัตตาทั้ง สามอย่างนั้นเสีย,๑ เป็นธรรมซึ่งเมื่อปฏิบัติตามแล้ว สิ่งที่เศร้า หมองมืดมัวจะจางหายไป สิ่งที่ผุดผ่องจะเกิดขึ้นงอกงาม ยิ่งนัก พวกท่านจะทำให้แจ้งความเต็มรอบแห่งปัญญา และ ความเต็มเปี่ยม (ของความเป็นมนุษย์) ได้ด้วยปัญญาของท่าน เองแล้วและอยู่ ถ้าท่านข้องใจว่าภาวะเช่นนั้นเป็นความทุกข์ไป ไซร้, โปฏฐปาทเอย, เราขอบอกท่านว่า ท่านอย่าเห็นไปดังนั้น มันจะมีปราโมช มีปิติ มีความรำงับ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และมีความเป็นอยู่ที่เป็นสุขด้วย. ๑. รูปคำที่ตรัสนั้น ตรัสทีละอย่าง ซึ่งเป็นธรรมดาของภาษาบาลี แต่ข้อความ เหมือนกันทั้งหมดทุกคำ ๆ จึงรวมกล่าวเสียครั้งเดียว กันเผื่อตาลาย.

น.72 ๖๐ "โปฏฐปาทเอย ถ้ามีสมณพราหมณ์พวกอื่นอีก ถามเราว่า ที่ท่านแสดงธรรมให้ละอัตตา ๆ นั้นท่านหมายถึงอัตตาอันไหนเล่า? (เมื่อท่านว่าอัตตาไม่มี). เมื่อถูกถามดังนี้ เราจะตอบว่า มันจะเป็น อัตตาอันนี้หรืออันโน้นก็ตาม มันเป็นอัตตาที่ท่านถืออยู่โดย ประจักษ์แก่ใจท่านนั่นแหละ, ที่เมื่อท่านละเสียแล้วจะเป็นสุข. "โปฏฐปาทเอย ข้อ (ที่เราบอกให้เขาละอัตตาอันที่เขายึดถืออยู่ โดยประจักษ์แก่ใจเขา) นี้ มันเปรียบเหมือนมีคน ๆ หนึ่ง ทำบันได แล้วพาเอามาตรงที่ใต้ปราสาทแห่งหนึ่งเพื่อจะพาดขึ้นไป. พวก ชาวบ้านรุมถามเขาว่า ท่านทำบันไดมาจะพาดปราสาทไหน. เขาตอบว่า ปราสาทนี่เองที่ข้าพเจ้าพาบันไดเข้ามาข้างใต้นั่นแหละ, ฉันใดก็ฉันนั้น. เมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้อยคำที่เรากล่าวท่านคิดว่า มันมีหลักหรือไม่? โปฏฐปาทได้ทูลสนองว่า มีหลักอันแน่นแฟ้น ทันใดนั้น นายจิตตะ ควาญช้างได้ทูลขึ้นว่า เมื่อใดมีการ หาได้อัตตาชนิดที่เป็นรูปกายหยาบ เมื่อนั้นก็ไม่มีการหาได้อัตตา ที่เกิดจากมโนธาตุ และอัตตาที่เกิดจากสัญญา, เมื่อใดมีการหา ได้อัตตาที่เกิดจากมโนธาตุ เมื่อนั้นก็ไม่มีการหาได้อัตตาที่เป็น รูปกายหยาบ และอัตตาที่เกิดจากสัญญา, เมื่อใดมีการหาได้ อัตตาที่เกิดจากสัญญา เมื่อนั้นก็ไม่มีการหาได้อัตตาที่เป็นกาย หยาบและอัตตาที่เกิดจากมโนธาตุ. ข้าพเจ้าเห็นดังนี้. (คือการยึด ถืออัตตา จะถือพร้อมกันทั้งสามอย่างไม่ได้. เมื่อยึดถืออัตตาชนิดใดอยู่ อัตตาชนิดนั้นเท่านั้นที่ผู้นั้นจะเห็นว่ามีจริง, อัตตาอื่นก็เป็นโมฆะไป).

น.73 ๖๑ ตรัสว่า “จิตตะเอย ถ้าเขาถามท่านว่า ท่านได้มีมาแล้วใน อดีตอันนานไกล มิใช่ว่าท่านไม่เคยมีมาแล้ว, แล้วท่านจักมีใน อนาคต มิใช่ท่านจะไม่มีในอนาคต, และท่านกำลังมีอยู่ในปัจจุบัน นี้ มิใช่ว่าท่านมิได้มีอยู่ในปัจจุบันนี้, มิใช่หรือ ดังนี้, ท่านจะตอบ เขาว่าอย่างไร." จิตตะทูลตอบว่า เขาต้องยอมรับว่า เขาเคยมีมาแล้วในอดีต, จักมีในอนาคต, และมีอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจริง. ตรัสว่า “จิตตะเอย ถ้าเขาถามท่านอีกว่า อัตตาอันใดที่ท่าน ได้ถือแล้วในอดีต อัตตานั้นเป็นของจริง อัตตานอกนั้นเท็จ, อัตตา ใดที่ท่านจักได้ถือในอนาคต อัตตานั้นเป็นของจริง อัตตานอกนั้น เท็จ, อัตตาใดที่ท่านกำลังถืออยู่ในบัดนี้ อัตตานั้นจริง อัตตา นอกนั้นเท็จ, เช่นนั้นหรือ? ดังนี้, ท่านจะตอบเขาว่าอย่างไรเล่า?" นายจิตตะ ทูลตอบว่า อัตตาใด ที่เขาถือในสมัยใด มันก็ เป็นของจริงเฉพาะแต่ในสมัยนั้น แม้อัตตานอกนั้นที่เป็นของเท็จ มันก็เท็จแต่เฉพาะสมัยนั้น อัตตาอดีต ก็จริงเฉพาะในอดีต อัตตา อนาคตกับอัตตาปัจจุบัน ที่เคยเป็นเท็จในเมื่อถืออัตตาในอดีตอยู่ มันก็เท็จแต่ในอดีต ครั้นมาถึงสมัยของมันเอง มันก็กลายเป็นของ จริงไป. อัตตาที่เคยจริงในอดีต ก็มากลายเป็นอัตตาเท็จไป เมื่อมา ถึงปัจจุบันและอนาคต โดยทำนองเดียวกัน. ตรัสว่า "จิตตะเอย มันก็ฉันเดียวกันนั่นแหละ เมื่อใดหาได้ อัตตาที่เป็นรูปกายหยาบ เมื่อนั้นก็ไม่มีการหาได้อัตตาที่สำเร็จ จากมโนธาตุ และอัตตาที่เกิดจากสัญญา, เมื่อใดมีการได้อัตตา

น.74 ๖๒ ที่สำเร็จจากมโนธาตุ เมื่อนั้นก็ไม่มีการหาได้อัตตาที่เป็นรูปกาย หยาบ และอัตตาที่เกิดจากสัญญา, และเมื่อใดที่มีการหาได้อัตตา ที่เกิดจากสัญญา เมื่อนั้นก็ไม่มีการหาได้อัตตาที่เป็นรูปกายหยาบ และอัตตาที่สำเร็จจากมโนธาตุ "จิตตะเอย มันเหมือนกับนมสด เราได้มาจากนางโค นมส้ม เราได้มาจากนมสด เนยข้นเราได้มาจากนมส้ม เนยใสเราได้มา จากเนยข้น และเนยใสแข็ง (สัปปีมัณฑะ) เราได้มาจากเนยใส อีกต่อหนึ่ง. ในขณะที่มันยังเป็นนมสดอยู่ ในขณะนั้นยังไม่มีใคร เรียกมันว่านมส้ม หรือเนยข้น หรือเนยใสหรือเนยใสแข็งเลย, ในสมัยใดมันเป็นนมส้มขึ้นมาแล้ว ก็ไม่มีใครเรียกมันว่านมสด หรือเนยข้น ฯลฯ. ฉันเดียวกันกับการหาได้อัตตา : ในสมัยใดใคร ถืออัตตาอยู่ที่กายหยาบ, ส่วนที่เป็นมโนธาตุ หรือที่สำเร็จขึ้นมา จากสัญญา ก็ไม่ถูกเขาถือว่าเป็นอัตตาเลย. สมัยใดใครถืออัตตา อยู่ที่รูปอันสำเร็จมาจากมโนธาตุ, สมัยนั้น ส่วนที่เป็นรูปกาย หยาบหรือสภาพที่สำเร็จมาจากสัญญา ก็ไม่ถูกเขาถือว่าเป็นอัตตา เลย, สมัยใด ใครถืออัตตาอยู่ที่ตัวสัญญา สมัยนั้น ส่วนที่เป็น รูปกายหยาบ หรือรูปที่สำเร็จมาจากมโนธาตุ ก็ไม่ถูกเขาถือว่าเป็น อัตตาขึ้นมาได้เลย. "จิตตะเอย คำว่าอัตตา ๆ เหล่านี้ เป็นเพียงโลกสมัญญา เป็นเพียงโลกนิรุตติ (ภาษาโลก) เป็นเพียงโลกโวหาร, และเป็น เพียงโลกบัญญติ, ตถาคตก็ย่อมร้องเรียกไปตามเหมือนกัน แต่หา จับฉวยเอาไม่." (บาลีหน้า ๒๔๙)

น.75 ๖๓ ในที่สุด ทั้งโปฏฐปาทและนายจิตตะควาญช้าง ได้กล่าว สรรเสริญธรรมเทศนานี้ว่า มันเป็นเทศนาที่ไพเราะเหลือเกิน มัน เหมือนกับพลิกของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้น ทำของที่ปิดอยู่ให้เปิดขึ้น เหมือนกับบอกทางให้แก่คนที่กำลังหลงทางจนอ่อนใจ และเหมือน กับจุดตะเกียงวางไว้ตรงที่มืด ใครมีตาก็จะได้เห็นรูปโดยแจ่มชัด ฉะนั้น. โปฏฐปาทกลับใจละจากเพศปริพพาชกมาเป็นอุบาสก, นายจิตตะได้ขอบวชและสำเร็จอรหัตต์ในไม่นาน. รวมใจความแห่งพระบาลีตอนนี้ได้ว่า :- (ก.) เจ้าลัทธิต่าง ๆ ถือว่ามีอัตตา ที่เมื่อคนเราตายแล้ว อัตตานั้นจะเป็นสุขอย่างยิ่งโดยส่วนเดียว ไม่มีอะไรเสียบแทงแม้ แต่น้อย. แต่ครั้นถูกถามว่า รู้จักอัตตานั้นหรือ เคยรู้จักโลกที่อัตตา จะไปเป็นสุขโดยส่วนเดียวนั้นหรือ ยืนยันหรือว่าการปฏิบัติดังที่ ทำอยู่นั้น จักทำให้ตัวเข้าถึงโลกอันมีสุขโดยส่วนเดียว หรือได้ยิน เสียงเทพที่อยู่ในโลกนั้นร้องบอกรับรองมาเช่นนั้น เขาไม่สามารถ รับและยืนยันสักอย่างเดียว เลยกลายเป็นเพียงความฝันเอาเท่านั้น จึงถูกเปรียบด้วยชายหนุ่มที่รักนางสาวงาม อันไม่มีตัวปรากฏ, หรือคนที่ทำบันไดมาจะพาดเรือน แต่ไม่เคยเห็นเรือนว่าอยู่ที่ไหน. (ข.) ส่วนพระองค์เอง ทรงแสดงธรรมให้ละอัตตานั้น ๆ เสีย, ครั้นถูกเขาถามบ้างว่า อัตตาที่ว่าให้ละนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ได้ตรัสตอบ ว่าอยู่ตรงที่เขาได้ยึดถือไว้นั่นแหละ, เขากำลังยึดถือเอาอะไรขึ้น

น.76 ๖๔ เป็นอัตตา มันย่อมประจักษ์อยู่ในขณะนั้น ภายในใจของเขาผู้ยึด นั่นแล้ว เขาควรละสิ่งนั้นเสีย อย่ารับเอาไว้เป็นอัตตา. การให้ละ ของพระองค์ จึงมีสิ่งที่ถูกละปรากฏ ไม่เหมือนกับชายหนุ่มที่รัก หญิงสาวที่ไม่มีตัว หรือไม่เหมือนกับคนที่ทำบันไดมาจะพาด แต่ไม่รู้จักเรือน, การละของพระองค์จึงมีอัตตาที่ถูกละ ได้แก่อัตตา ตามแต่ที่ผู้นั้นยึดถือไว้อย่างไรนั่นเอง. ส่วนของพวกเจ้าลัทธิที่สอน ว่ามีอัตตานั้น ๆ จับตัวอัตตาให้ไม่ได้ แม้โดยหลักแห่งเหตุผล, กลายเป็นเพียงสิ่งหนึ่ง ที่ยึดถือขึ้นด้วยความสำคัญผิด และความ สำคัญผิดนั้นเปลี่ยนอยู่เสมอ เดี๋ยวไปอัตตาเข้าที่กายหยาบ เดี๋ยว ไปอัตตาเข้าที่กายทิพย์ เดี๋ยวอัตตาเข้าที่สัญญาหรือตัวรู้สึกสมปฤดี ซึ่งแล้วแต่ผู้ใดจะถืออย่างไร หรือแล้วแต่เวลาไหนสมัยไหน เขามี ปัญหาตื้นลึกเพียงไร, อัตตาเลยถูกเปลี่ยนตัวอยู่เสมอ เหมือนแบบ เสื้อของผู้หญิงสมัยนี้ ไม่มีแน่นอนว่าอันไหนเป็นแบบที่ดีหรือสวย. โดยเจาะจงก็คือว่า สิ่งที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัตตา และสอนให้ ละเสียนั้นมีตัวจริง คือตัวที่ความโง่หรือเข้าใจผิดนั่นเองมันสร้างขึ้น. ค.) อัตตาที่ให้ละเสีย คืออัตตาที่เขายึดถือกัน ได้แก่อัตตา ทั้งสามตามที่แสดงมา คือยึดกายหยาบหรือกายธรรมดาทั้งหมดนี้ เป็นอัตตาอย่างหนึ่ง, ยึดกายทิพย์ที่ปรากฏในการเจริญภาวนา หรือปรากฏเองในบางคราว เป็นตัวอัตตาอย่างหนึ่ง เช่นสิ่งที่เรา ฉงนกันมากในเมื่อเราสามารถติดต่อกับเพื่อนฝูงของเราที่อยู่ไกล โดยการได้ยินหรือได้เห็นภายในใจเราเอง. และอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ยึดเอาตัวที่เป็นผู้รู้สึกสมปฤดี หรือตัวผู้ทำให้หมดสมปฤดี เช่น

น.77 ๖๕ ขณะที่เราหลับหรือสลบ หรือตาย นั่นแหละเป็นตัวอัตตาที่เข้า ๆ ออก ๆ. ถ้าจะมีการยึดอัตตาที่ไหนก็ไม่พ้นไปจากสามอย่างนี้, แต่พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ละเสียทั้งสามอย่าง เมื่อละแล้ว ความผ่องแผ้วของจิต หรือความเต็มเปี่ยมของปัญญาจักปรากฏ และเป็นความสุขด้วย. ตอนนี้เอง ทำให้บางพวกหรือบางคนกลับ ย้อนฉวยเอาตัวความผุดผ่อง หรือความสุขนี้ไปเป็นอัตตาขึ้นมาอีก และเรียกว่าอัตตาที่แท้จริง ที่พระพุทธองค์ทรงสอนให้ค้นหาเสีย ด้วย. การจับฉวยเอาอัตตาอันใหม่นี้ ตรงกับมติของปรัชญาฮินดู ซึ่งสอนให้หาอาตมัน และที่ฝ่ายพุทธบริษัทเราเองบางคนก็ยอมรับ เช่นนั้น ถึงกับยืนยันว่า นั่นเป็นสิ่งพระองค์ทรงสอนให้ค้นหา ได้แก่นิพพาน หรือกล่าวสั้น ๆ ก็คือนิพพานนั่นเองเป็นอัตตา ที่พระองค์ทรงสอนให้หา โดยให้ปล่อยวางอัตตา ๓ ชนิดข้างต้น เสีย. ข้อนี้จะได้พิจารณากันในตอนต่อไป. เฉพาะในที่นี้ ขอให้ กำหนดไว้ให้แม่นยำว่า พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ถ้าหาอัตตา จะหา อัตตาได้ที่อัตตา ๓ ชนิดนี้เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่จะเป็น เครื่องรองรับความยึดถือ อันโง่เขลาของผู้ยึดถืออัตตามีเพียง ๓ อย่างนั้น เท่านั้น, - คือ กายเนื้อ กายทิพย์ และ ใจ. (ง.) แง่ที่บางคนอาจฉงน ในถ้อยคำของพระองค์ ดังที่นาย จิตตะควาญช้างได้สงสัย ว่าคนเราถืออัตตาต่าง ๆ กัน และต่าง สมัยก็ถืออัตตาต่างกัน เพราะฉะนั้นจะละได้อย่างไรไหว. ในข้อนี้ ได้ตรัสว่า เมื่อเขาถืออะไรว่าเป็นอัตตาอยู่ เขาจะถือสิ่งอื่นเป็น อัตตาซ้อนเป็นสองตัวเข้ามาไม่ได้ แม้ในชีวิตเขาจะมีการถือหลาย

น.78 ๖๖ อัตตา ก็ต้องคนละคราว, ตัวที่เขากำลังถืออยู่เขาย่อมรู้จักมันดี และเขาควรละตัวนั้นเสีย. เปรียบเหมือนนมกับเนยหลาย ๆ ชนิด ล้วนแต่ออกมาจากนางโค ปรุงกันมาเป็นลำดับ ๆ เปลี่ยนไป ๆ กำลังพูดถึงสิ่งไหน ต้องหมายเฉพาะสิ่งนั้นและละเสีย จนกว่าจะ ไม่มีตัวอัตตาที่ถือไว้ จนกว่าจะหมดความถืออัตตา หรือหมด สิ่งที่ถือว่าเป็นอัตตาอยู่ในใจของตน. (จ.) ในที่สุดได้คำอันจำกัดตายตัว ลงไปว่า อัตตา ๆ นี้ เป็น เพียงคำพูดที่หมายถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง ตามที่โลกยึดถือว่า นั่นแหละ มันเป็นตัวเรา. เพราะฉะนั้น คำว่าอัตตา จะเป็นปรมัตถโวหาร ไม่ได้เลย นอกจากสำหรับให้ละเสีย คือกล่าวถึงเพียงเพื่อให้ละ ความหลงผิดอันนั้นเสียเท่านั้น มันจึงเป็นคำที่หมายถึงสิ่งอันเป็น มายาหรือลวงตา ชั่วเวลาที่มีการยึดถือ, พอหมดการยึดถือ มันก็ ไม่มีไปเอง เช่นเดียวกับภาพในฝัน มีเฉพาะเพียงเมื่อกำลังฝัน และอัตตาก็มีเพียงเวลาที่ยึด ฉันใดก็ฉันนั้น. โลกสมัญญา โลก- นิรุตติ โลกโวหาร โลกบัญญัติ ทั้งสี่คำนี้ หมายความว่าเป็นคำพูด ของชาวโลก ที่พูดไปด้วยความไม่รู้ หรือพูดตามสัญชาตญาณ (Instinct) จูงให้เขาพูด. สมมติว่าจะเอาโวหารโลกคำนี้ มาเรียก ทับลงไปบนนิพพาน ให้นิพพานเป็นอัตตา ก็ได้เหมือนกัน แต่ ต้องสำหรับเด็กหรือคนที่ยังอยากมีอัตตาอยู่ ตามวิสัยของชาวโลก, แต่มันทำไม่ได้ตรงที่ว่าความจริงมันไม่ยอมให้มีประโยชน์อะไร เกิดขึ้น คือถ้ายังมีความยึด หรืออยากยึดอัตตาเหลืออยู่ในสันดาน แม้แต่เพียงปรมาณูเดียว มันก็หารู้จักนิพพานได้ไม่ เพราะนิพพาน

น.79 ๖๗ เกิดต่อเมื่อละความถือว่าอัตตาเสียได้แล้ว. เพราะฉะนั้น เด็กหรือ คนที่เราหลอกให้ยึดเอานิพพานเป็นอัตตานั้น จะหยั่งทราบนิพพาน ตัวจริงได้ แล้วถือเอาเป็นอัตตาขึ้นมาได้อย่างไร. ถ้าเขาว่าเขายึดได้ สิ่งที่ถูกยึดนั้น ก็ต้องเป็นเพียงตัวที่คลอดออกมาจากความโง่อะไร อันใดอันหนึ่งเท่านั้น และยังเป็นหน้าที่ที่เขาจำจะต้องละมันซ้ำ อีกครั้งหนึ่ง จึงจะขึ้นถึงขั้นที่เป็นนิพพานของพระพุทธเจ้า อันมิใช่ นิพพานของลัทธิที่ยังมีเชื้ออัตตาเหลืออยู่ในสันดาน. สรุปความสั้น ๆ ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ในตอนนี้ ก็คือว่า อัตตาที่พระพุทธองค์ตรัสถึงอยู่บ่อย ๆ ก็คือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่คนผู้ ไม่รู้ตามธรรมดาได้จับยึดขึ้นมาเป็นอัตตาของตนเท่านั้น เมื่อระบุ วัตถุก็ได้เป็น ๓ อย่างดังกล่าวมาแล้ว อันเป็นสิ่งที่เขายึดกันอยู่ โดยทั่วไป และศัพท์หรือเสียงว่าอัตตา ๆ นี้ เป็นคำที่ชาวโลกร้อง เรียก ตามที่อวิชชาของเขาอยากจะเรียก แม้จะสูงต่ำกว่ากันบ้าง ก็เป็นอวิชชาเช่นเดียวกัน. ลักษณะของอัตตาจึงไม่ตายตัว แล้วแต่ ว่าใครยึดอะไรเป็นอัตตา, แต่มีลักษณะทั่วไปอยู่อย่างหนึ่ง คือว่า มันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือด้วยอำนาจความหลงผิดเท่านั้น. เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกเรียกว่าอัตตานั้นอาจเปลี่ยนตัวอยู่เสมอตาม ความรู้ อันสูงต่ำของผู้ยึดถือ ไม่เหมือนกันทุกบุคคล และทุกกาล. เช่นเดียวกับโครสหรืออาหารอร่อยที่เกิดมาจากโค ในขณะหนึ่ง หมายถึงนมสด แต่ขณะหนึ่งอาจหมายถึง นมส้มหรือนมเปรี้ยว, เนยข้น, เนยใส, หรือเนยใสแข็งก็ได้. และในที่สุดคำว่าโครสนั้น

น.80 ๖๘ กลายเป็นเพียงหมายถึงธาตุที่ประกอบกันขึ้นตามธรรมชาติ และ ผันแปรเรื่อยไปตามเหตุการณ์ ซึ่งวิชาวิทยาศาสตร์ฝ่ายเคมีย่อม อธิบายได้ดี ว่ามันคือธาตุอะไร และเปลี่ยนมาอย่างไรด้วย, และ ไม่ควรยึดถือว่าโครสหรือของวิเศษพิเศษอะไร. เมื่อได้อธิบายถึงลักษณะของอัตตา ที่พระองค์ทรงหมายถึง ในบางคราว ในเมื่อตรัสด้วยคำว่าอัตตานี้ เช่นในพระพุทธภาษิต ว่า "ตนเป็นที่พึ่งของตน" เป็นต้น ซึ่งที่แท้เป็นเพียงโวหารโลกที่ ทรงยืมใช้เพื่อการตรัส และทรงใช้ด้วยความรู้สึก มิได้ยึดถือชาว โลกผู้เป็นเจ้าของคำ ๆ นั้น ว่ามีอยู่อย่างไรพอสมควรแล้วก็นับได้ว่า เรารู้จัก อัตตาของชาวโลก ที่พวกถืออัตตาตามธรรมดาหมายถึง แต่ว่ายังมีอัตตาอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็น อัตตาขั้นปรมัตถ์ ที่คนบางคน จับขึ้นถือไว้ ได้แก่ตัว "ความผุดผ่อง" หรือความเต็มเปี่ยมของ ญาณ อันเกิดขึ้นเมื่อละอัตตาสามอย่างข้างต้นเสียได้ หรือเมื่อ กำลังหน่วงเอาสิ่งนี้เป็นอารมณ์อยู่ในใจ ในเมื่อจะละเสียซึ่งอัตตา ทั้งสามอย่างนั้น.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต