Buddhadasa.org

อนัตตาของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑๖ — อัตตาของนักปรมัตถ์

อนัตตาของพระพุทธเจ้า — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อนัตตาของพระพุทธเจ้า (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.81 ท่านผู้อ่านจะยังคงจำได้ว่า ในบาลีโปฏฐปาทสูตรที่กล่าว มาแล้ว ในตอนหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะโปฏฐปาท- ปริพพาชกว่า "โปฏฐปาทเอย เราแสดงธรรมเพื่อให้ละอัตตา (ทั้งสามอย่าง) นี้เสีย เป็นธรรมซึ่งเมื่อผู้ใดปฏิบัติตามแล้ว สิ่งที่ เศร้าหมองมืดมัวจักจางหายไป, "สิ่งผุดผ่อง" จะเกิดขึ้นงอกงาม ยิ่งนัก พวกท่านจะทำให้แจ้งความเต็มรอบแห่งปัญญา และความ เต็มเปี่ยม (ของความเป็นมนุษย์ผู้สูง) ได้ ด้วยปัญญาของท่านเอง แล้ว แลอยู่. ...มันจะมีปราโมช มีปีติ มีความรำงับ มีสติ มีความ รู้สึกตัวทั่วพร้อม และมีความอยู่ที่เป็นสุขด้วย. (สี. ที. ๙/๒๔๒.) คำว่า สิ่งผุดผ่อง นี่เอง ที่พวกนักปรมัตถ์ซึ่งติดอัตตางอมแงม มาก่อน ได้เร่เข้าจับฉวยเอาเป็นตัวอัตตาอีก ทั้งที่ได้ปฏิเสธมาแล้ว ถึง ๓ ชั้น คือยึดถือเอาตัวความบริสุทธิ์ว่า เป็นตัวนิพพาน หรือ ตัวอัตตา และสอนกันให้ยึดถือเอาเป็นที่พึ่ง, ทั้งยังสอนยืนยันสืบ ไปอีกว่า คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน, นั้น คำว่าตนคำแรก ได้แก่อัตตาตัว บริสุทธิ์นี่เอง, หาใช่ตนไหนเป็นตนที่ทุกข์ แล้วก็ตนนั้นเองจะต้อง ช่วยตนดังที่กล่าวกันไม่. อัตตาชนิดนี้ ข้าพเจ้าขอให้นามเฉพาะ ในที่นี้ (เพราะจำเป็นที่จะต้องขนานนาม เพื่อกันเผื่อ, จะได้ระบุถึง

น.82 ๗๐ ง่าย ๆ เป็นอย่าง ๆ ไป) ว่า "อัตตานักปรมัตถ์" และหมายถึงนัก ปรมัตถ์ที่ติดอัตตาเหมือนติดฝิ่น. อีกประการหนึ่ง พึงทราบว่า อัตตาชนิดปรมัตถ์นี้ เป็นอัตตา ที่ลัทธิอื่นนอกจากพุทธศาสนา เขาได้สอนกันมานานแล้วก่อน ครั้งพุทธกาล, คล้ายหรือใกล้ชิดกับมติของพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง. ใจความของเขาที่เข้ารอยเดียวกันกับเรา คือมีใจความว่า เมื่อละวาง ความยึดถือโลก หรือสิ่งที่มีการเกิดดับและแปรปรวนได้ทั้งหมดแล้ว ตัวอัตตาที่แท้จริงจะปรากฏ ซึ่งเรียกตามภาษาฝ่ายสันสกฤตว่า อาตมันนั่นเอง. อัตตาขั้นนี้มีลักษณะเที่ยง และเป็นสุขตลอด อนันตกาลและบริสุทธิ์อย่างยิ่ง, เป็นอัตตาของคนทุกคน และรวม เป็นอันเดียวกันเป็นอัตตาของโลก. อัตตานี้ตรงเป็นอย่างเดียวกับ ที่พวกพุทธบริษัทเรา บางคนหลงเข้าไปจับฉวยมาถือ และสอน คนอื่นให้ถือตามด้วย โดยบอกว่าเป็นหลักพุทธศาสนา. ฉะนั้น จึงรวมเรียกเป็นอันเดียวกันว่า อัตตานักปรมัตถ์. การที่ได้เรียกเช่นนี้ ก็เพราะว่ามันเป็นเพียงอัตตาที่เหลืออยู่เป็นควันหลง ของนัก ปรมัตถ์ที่ติดแน่นในอัตตามาก่อน แต่ได้ผ่านขึ้นมาจนถึงขั้นปรมัตถ์ ใกล้จะถึงยอดสุดอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเขาอย่าหลงไปถือเข้า หรือถ้า จะวางเสียอีกชั้นหนึ่ง เขาก็จะเอาตัวรอดได้จากโซ่ตรวนแห่งอัตตา ได้เหมือนกัน. สำหรับอัตตาขั้นปรมัตถ์เช่นนี้ มันเป็นเพียงความหลงผิดที่ เหลืออยู่เล็กน้อยเป็นขั้นสุดท้าย เมื่อไม่มีการถือรั้น ก็ไม่นับว่าเป็น

น.83 ๗๑ มิจฉาทิฏฐิ เพราะเป็นเพียงกระสุนของปัญญาที่แล่นออกนอกทาง, หรือเป็นเพียง "ควันหลง" ของอวิชชาที่เหลืออยู่นิดหนึ่ง และเหลือ อยู่เพื่อเขาจะได้ละเสียอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งสุดท้าย เช่นเดียวกับที่ ได้ละมาแล้วถึง ๓ ขั้น โดยลำดับ ๆ คือ อัตตาที่กายหยาบ อัตตา ที่กายทิพย์ อัตตาที่สมปฤดีหรือสัญญา เท่านั้น. แท้ที่จริงอัตตา เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นได้สำหรับทุก ๆ คน จะเกิดแก่บางคนที่ติด อัตตาจัดเกินไปมาก่อนเท่านั้น หรือมิฉะนั้น ก็เป็นเพราะลัทธิของ ผู้นั้นดำเนินมา โดยแนวแห่งการค้นหาว่า "อะไรเป็นอัตตาที่ แท้จริง ๆ ?" โดยเฉพาะเช่นลัทธิของฮินดูปรัชญานั่นเอง. แต่ถ้าเป็น ลัทธิที่ดำเนินมาโดยแนวแห่งการค้นหาว่า "อะไรเป็นที่สุดจบของ ความทุกข์ ๆ ?" แล้ว ควันหลงชนิดนี้จะไม่เกิดขึ้นได้ และการต้อง ละอัตตาในขั้นนี้ ก็จะไม่มีอีกครั้งหนึ่งสำหรับผู้นั้น. ตัวอย่างเช่น พระภิกษุปัญจวัคคีย์ เมื่อละอัตตาในเบญจขันธ์ได้แล้ว ไม่ถือเอา ตัวความบริสุทธิ์จากปัญจุปาทานักขันธ์ มาเป็นตัวอัตตาตัวแท้จริง เข้าอีก ท่านก็บรรลุพระอรหันต์เลย. ในกรณีนี้ มีหลักพระพุทธภาษิต ว่า นิกุชิปิตฺวา ครูํ ภารํ อญฺญํ ภารํ อนาทิย = "วางภาระหนัก ลงเสียได้แล้ว ไม่ไปจับฉวยเอาสิ่งอื่นขึ้นมาเป็นภาระอีก" ดังนี้. ท่านจะค้นหา "อัตตานักปรมัตถ์" ชนิดนี้ไม่พบ ในคัมภีร์ ของพระพุทธศาสนาเรา . ทั้งนี้ ก็เพราะว่าพระพุทธองค์มิได้ทรง สอนไว้ เป็นแต่มีใครบางคนหลงปลูกขึ้นมาบรรจุในพระพุทธโอษฐ์ ในบางยุคบางสมัยเท่านั้น, และทั้งสอนให้คนที่รักอัตตารับถือเอา

น.84 ๗๒ ได้โดยง่ายที่สุด เพราะคนธรรมดามีสันดานเป็นอัตตาอยู่แล้ว. เหตุ ร้ายแรงเช่นนี้ เกิดขึ้นได้โดยที่ผู้นั้นเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษามาไม่ เพียงพอ หรือไม่เคยได้รับการศึกษาทางฝ่ายหลักวิชาเลย จึงจำเป็น ที่จะต้องบอกว่า มันเป็นความรู้ที่ผุดขึ้นมาจากญาณของเขาเอง ในภายใน ไม่ใช่เป็นความรู้ของสัญญาเหมือนพวกที่เป็นนักปริยัติ, และสอนไม่ให้เชื่อถือนักปริยัติแม้แต่อย่างใด, แม้จะเป็นนักปฏิบัติ ในฝ่ายวิปัสนามาแล้วด้วย. รวมความว่า สำหรับในวงพุทธบริษัท เรา อัตตาชนิดนี้เกิดผุดขึ้นมาได้ เพราะความไม่รู้เท่าถึงการของ คนบางคน เพราะโทษที่ตนไม่เป็นพหูสูต, เพราะโทษที่กดธรรม ลงมาหาความสะดวก หรือความต้องการของตัว, เพราะโทษที่กล่าว เอาตามความคาดคะเนของสันดาน ที่เต็มอัดไปด้วยอัตตามาก่อน เพื่อให้คำสอนของตนเป็นที่สบใจของผู้ฟังที่เป็นชาวโลก ซึ่งมี สัญชาตญาณเต็มปรี่ไปด้วยอัตตาอยู่เองแล้ว หรือมิฉะนั้นก็เป็น พวกที่ "เมาธรรม" จนลืมตาไม่ขึ้น มัวแต่จะดึงธรรมลงมา เป็น อัตตาของตนเสียท่าเดียว, ทั้งผู้สอน และผู้เป็นลูกศิษย์. นี่กล่าว เฉพาะในวงพุทธบริษัทเรา ที่มีมติแตกต่างกัน. ในหมู่ชนที่มิใช่พุทธบริษัท เช่นพวกอุปนิษัทบางนิกาย ที่มีปรัชญาของเขาเอง ย่อมมีการถืออัตตาชนิดปรมัตถ์นี้อยู่ก่อน แล้ว และมีอยู่ก่อนพุทธกาล, ทั้งนี้ เป็นเพราะส่วนสำคัญที่สุดของ เขานั้น เขาดำเนินหลักของการศึกษาค้นคว้าขึ้นมา โดยตั้งปัญหา ว่า อะไรเป็นอาตมัน หรืออัตตาที่แท้จริง ? ผิดกันกับพวกเราที่

น.85 ๗๓ ดำเนินหลักขึ้นมาโดยตั้งปัญหาว่า อะไรเป็นที่สุดจบของความ ทุกข์ ? ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว. แม้ว่าฮินดูปรัชญานั้น ๆ จะได้ ขยับขยายปรับปรุงให้กว้างขวาง และทันสมัยยิ่งขึ้นมา จนกระทั่ง หลังจากพุทธกาล เช่นมติอันใหม่เอี่ยมของเวทานตะ ที่ได้รับ การปรับปรุงในสมัยท่านสังกราจารย์เป็นต้นก็ดี ย่อมยังคงเป็น ปรัชญาที่ยังมีอาตมัน หรืออัตตาเป็นจุดประสงค์อยู่อย่างเดิมนั่น เอง, ทั้งนี้ เป็นเพราะปรัชญาของเขาเป็นอย่างนั้น และเขาต้องการ หรือพอใจเช่นนั้น ไม่เห็นว่ามีอะไรที่สูงไปกว่านี้อีก, ซึ่งเป็นเหตุ แห่งการที่ทำให้เกิดมีปรัชญาต่าง ๆ กันในโลก นั่นเอง. (ข้าพเจ้าขอประกาศเจตนาของข้าพเจ้าไว้ในที่นี้ด้วยว่า ในที่นี้มิได้ ประสงค์จะวินิจฉัยเพื่อเปรียบเทียบ พุทธปรัชญากับปรัชญาอื่น ๆ ว่าดีเลว กว่ากัน หรือสูงต่ำกว่ากันอย่างไร เพราะว่าต่างฝ่ายต่างมีของตัว และต่างก็ พอใจของตัวอยู่แล้ว. การที่ต้องกล่าวพาดพิงถึงทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการเปรียบ ในแง่ที่ชี้ให้เห็นว่ามันต่างกันอย่างไรต่างหาก เพื่ออย่าให้ปะปนกันยุ่งเหยิง หรือใครไปหลงเอาของผู้อื่นมาเป็นของตัวขึ้นมา. หรือจะให้แคบเข้ากว่านั้นอีก ก็ว่า ข้าพเจ้าต้องการจะยืนยันมติของข้าพเจ้าว่า พุทธมติย่อมต่างกับฮินดู มติเช่นนั้น ๆ และขอเพื่อนพุทธบริษัทบางคนอย่าไปตู่เอาของเขามาเป็น ของเรา ซึ่งจะทำให้เกิดผลร้ายขึ้นแก่กันทั้งสองฝ่าย. หรือให้แคบขึ้นไปกว่านั้น ก็ว่า ข้าพเจ้ายืนยันว่าพุทธมติเป็นเช่นนี้ ๆ ไม่ใช่ดังเช่นที่ท่านบางท่านยืนยัน ว่าเป็นเช่นนั้น ๆ ซึ่งมันไปพ้องกันกับมติของฮินดูหรือพราหมณ์เข้า). แท้ที่จริง ลัทธิบางลัทธิที่ใคร ๆ ก็ตามเรียกว่า มิจฉาทิฏฐินั้น ไม่น่าจะมีขึ้นได้ในโลกนี้ หรือมีแล้วไม่น่าจะทนอยู่ได้ แต่กลับมีอยู่

น.86 ๗๔ บางทีเราเชื่อกันว่า มีมากกว่าสัมมาทิฏฐิเสียอีก ในเมื่อนับกระทั่ง แขนงเล็กแขนงน้อย. เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นการน่าแปลกประหลาด อันใด ที่ถ้าจะมีปรัชญาของลัทธิอื่นถือไปเป็นอย่างอื่น เพราะนั่น คือตัวลัทธิของเขา. แต่เพราะเหตุที่ พุทธศาสนาได้ก่อรูปตนเอง ขึ้น โดยผ่านมติปรัชญาของบางลัทธิมา โดยปฏิเสธลัทธินั้น ๆ มา แล้วเป็นขั้น ๆ มา เช่นปฏิเสธลัทธิครูทั้งหก, และปฏิเสธลัทธิ สาง- ขยะ ของท่านอาฬารดาบส และลัทธิของท่านอุทกดาบสเป็นต้น ซึ่งมันคล้ายกันมาก, ฉะนั้นเมื่อจะต้องวินิจฉัยให้เข้าใจหลักพุทธ- ปรัชญาชัดเจนก็จะต้องย้อนไปจับเอาลัทธินั้นขึ้นมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็ให้เห็นความ ที่พุทธมติได้ปฏิเสธหรือคัดค้านมตินั้น ๆ และผ่านขึ้นมา (ตามความ เห็นของฝ่ายตัว) โดยลำดับ ๆ จนเห็นว่าถูกต้องหรือถึงที่สุดแห่ง ความทุกข์ได้จริงเพียงไร. ท่านผู้อ่านทั้งหลายควรทราบว่า การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งยังเป็นมหาบุรุษ ได้ทรงปฏิเสธมติของท่านอาฬารดาบสนั้น ใช่ว่าจะได้ทรงปฏิเสธว่าเป็นมติที่ผิดก็หาไม่ เป็นแต่ทรงปฏิเสธว่า นั่นยังหาใช่ที่สุดของความทุกข์ไม่; ที่สุดทุกข์ต้องสูงขึ้นไปอีก คือต้องละเขตตัญญูหรืออาตมันนั้นเสียอีกครั้งหนึ่ง, หรือท่านจะ หมายเอาว่าอาตมันคือที่สุดทุกข์ ก็ได้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้ว ตามที่ท่านดาบสแสดงมา มันยังหาใช่อาตมันไม่. เพราะ ความถือว่ามีอาตมันนั้น แสดงว่ายังมีทุกข์เหลืออยู่. แต่เมื่อความ

น.87 ๗๕ จริงในฝ่ายพฤติการณ์มีอยู่ว่า ท่านดาบสหรือพวกศิษย์ของท่าน ท่านพอใจในความพ้นทุกข์ชนิดนั้นหรือเพียงเท่านั้น และมันเป็น ลัทธิของท่าน จึงไม่เป็นการแปลกประหลาดอันใด. แต่มันจะเป็น การแปลกประหลาดมากที่สุด ถ้าสาวกของศาสดาองค์หนึ่ง ไป ดึงเอามติของศาสดาอื่น มาอ้างว่าเป็นมติของศาสดาของตัว หรือ อ้างว่ามตินี้ตนได้ตรัสรู้ขึ้นด้วยญาณของตนเอง และตรงเป็นอัน เดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงสอน หรือถูกตามพระพุทธประสงค์ แล้ว. เพื่อจะให้รู้จักว่า การถืออัตตาชนิดขั้นปรมัตถ์เช่นนี้ ยังมิใช่พุทธมติ, พุทธมติต้องปัดอัตตานี้ทิ้งเสียอีกครั้งหนึ่ง จึงจะเด็ดขาดและบริสุทธิ์จริง จึงจำเป็นต้องนำมติชนิดนั้น ซึ่งมี อยู่ก่อนพุทธกาลมาเทียบกัน จะได้รู้จักว่าใครเป็นใคร. และอันนี้ เอง เป็นเหตุที่ทำให้ต้องบรรยายข้อความตอนนี้ อันเป็นตอนว่า ด้วย อัตตาควันหลง หรือ "อัตตาของนักปรมัตถ์," เสียค่อนข้าง ยืดยาว. ดังกล่าวมาแล้วว่า อัตตาควันหลงหรืออัตตานักปรมัตถ์ ในพุทธศาสนานี้ พ้องเป็นอันเดียวกับอาตมันในฮินดูปรัชญานิกาย. มันพ้องกันอย่างไร เราเพียงแต่นำมติของปรัชญาฝ่ายโน้นมา พิจารณากันก็พอแล้ว และหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้พิจารณาโดย แยบคาย ถ้าท่านเชื่อว่า พุทธมติกับฮินดูมตินั้น มิใช่เป็นอันเดียวกัน. เขาแยกเป็นศาสนาพราหมณ์ศาสนาพุทธขึ้น ก็เพราะเหตุที่มีมติ ในส่วนนี้ ต่างกันเป็นส่วนใหญ่ใจความนั่นเอง. มิฉะนั้นก็ไม่จำเป็น ต้องมีหลายศาสนา.

น.88 ๗๖ ฮินดูปรัชญาอันว่าด้วยอัตตาปรมัตถ์ นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า คัมภีร์ ภควัทคีตา เป็นคัมภีร์ที่เราจะเข้าใจได้ดีที่สุด และทั้งเป็น คัมภีร์ที่แพร่หลายที่สุดด้วย. อาตมันในภควัทคีตานี้ สามารถลง รอยกันได้กับปรัชญาฮินดูที่สำคัญ ๆ แทบทุกนิกาย เว้นแต่ลัทธิฮินดู ที่ปราศจากปรมัตถ์. (โปรดทราบว่าลัทธิฮินดู ที่ไม่มีหลักปรัชญา ปรมัตถ์ ก็มี, เพราะเรารวมเรียกว่าฮินดูเสียหมด). อาตมันที่กล่าว ถึงนี้ ไม่รู้จักตาย ไม่มีเกิด ไม่มีตาย ไม่มีใครสร้าง. เขาสอนให้คน เรายึดเอาสภาพอันนี้เป็นตัวเรา โดยละวางกายและใจ หรือ โลกิยธรรมทั้งหลายเสีย. ข้อนี้เป็นการเหมาะสำหรับยุ หรือสร้าง กำลังน้ำใจ เพราะได้ยึดถือตัวตนอันใหม่ ซึ่งมีค่ายิ่งไปกว่า อันเก่า หรือ เป็นตัวตนอันแท้จริงกว่าอันเก่า ; และยังเหมาะ สำหรับทหารเป็นอย่างยิ่ง. ๑. และเพราะหนังสือนี้ได้อธิบายอาตมัน หรืออัตตาที่แท้จริงไว้ชัดเจนมาก ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ยกเอาตัวบท ล้วน ๆ ของเขามาพิจารณากัน ดีกว่าที่จะอธิบายด้วยถ้อยคำของ เราเอง เว้นแต่ตอนไหนเป็นข้อความที่ต้องมีหมายเหตุช่วยเหลือ เพราะเหตุจำเป็น เช่นมีอธิบายอยู่ในบทที่ไม่ได้ยกมา (เพราะมาก นัก) ก็จะได้มีหมายเหตุไว้; และทั้งถ้าเป็นหลักอันสำคัญยิ่งก็จะได้ ยกเอาตัวบทเดิมในภาษาสันสกฤต มาใส่ไว้ด้วย เพื่อท่านผู้สนใจ จะได้พิจารณาให้แน่นอนได้ยิ่งขึ้น. ๑. สหายฮินดูคนหนึ่งเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า คณะนาซีของฮิตเลอร์ ได้สั่งหนังสือเล่มนี้ไปแจกทหารเป็นหมื่น ๆ เล่ม.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต