น.89 ๗๗ ต่อไปนี้คือบทบางบท อันแสดงลักษณะของ : อาตมันในภควัทคีตา ก. ท่านนั้น (หมายถึงอาตมัน) ไม่เกิด ไม่ตาย และมิใช่กำลัง เป็นอยู่, ท่านหยุดการมีการเป็นเสียแล้ว ไม่เกิด ไม่เปลี่ยน แปลง ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นของนมนาน, ท่านนั้นไม่ถูกฆ่า แม้ใน เมื่อร่างกายถูกตัดออก. ( อธฺยาย ๒ บท ๒๐ ) ข. ศาสตราตัดท่านไม่ได้ ไฟก็ไหม้ท่านไม่ได้ น้ำก็ทำท่านให้ เปียกไม่ได้ และท่านก็ไม่เหี่ยวแห้งไปแม้เพราะถูกลมเป่า. ( อธฺยาย ๒ บท ๒๓ ) ค. ท่านนั้น ไม่อยู่ในวิสัยที่ใครจะผ่าจักออกได้ ไม่ตกอยู่ใน วิสัยที่ใครอาจเอาไฟเผาได้ ทำให้เปียกได้ ทำให้เหี่ยวแห้งไป ได้, ท่านเป็นอยู่ตลอดอนันตกาล ครอบงำอยู่เหนือสิ่งทุก ๆ สิ่ง ถาวร แน่นอน และไม่มีที่สิ้นสุด. ( อธฺยาย ๒ บท ๒๔ ) ง. ท่านนั้น เป็นสิ่งที่กล่าวได้ว่าไม่มีใครมองเห็นตัว มิใช่นึก เอาได้ มิใช่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้น เมื่อเธอรู้จัก ท่านอยู่ดังนี้ เธอจะไม่เศร้าโศกเลย. ( อธฺยาย ๒ บท ๒๕ ) จ. เราจงรู้จักท่านนั้น ว่าท่านเป็นผู้ที่ใครทำลายไม่ได้ ท่านสิง ประจำอยู่ในสิ่งทุก ๆ สิ่ง, ไม่มีใครสามารถสร้างความพินาศ ให้แก่ท่าน ผู้ไม่อาจเปื่อยเน่า หรือตายได้. ( อธฺยาย ๒ บท ๑๗ )
น.90 ๗๘ ฉ. เช่นเดียวกับเรา (โดยสมมติ) ในกายนี้ ผ่านจากความเป็นเด็ก มาสู่ความเป็นหนุ่ม จากหนุ่มไปสู่ชรา, ท่านนั้น ก็ผ่านกายนี้ และอาศัยอยู่ในกายอื่นใหม่ ฉันนั้น. ( อธฺยาย ๑ บท ๑๓ ) ซ. เช่นเดียวกับคนเราขว้างทิ้งเสื้อผ้าเก่า ๆ แล้วหาใหม่ใช้ "ท่าน ผู้ครองอัตตภาพนี้" ก็ฉันนั้นเหมือนกัน หลุดจากร่างกายอัน เก่าคร่ำแล้ว ก็อาศัยกายใหม่อันอื่น ( อธฺยาย ๒ บท ๒๒ ) ซ. คนผู้ซึ่งเข้าใจว่า "ท่านนั้น" เป็นผู้ฆ่า และผู้ซึ่งคิดว่า ท่านนั้น ถูกฆ่า, คนทั้งสองพวกนี้เป็นคนโง่หลง : ท่านนั้นไม่ฆ่าใคร และไม่ถูกใครฆ่าเลย. ( อธฺยาย ๒ บท ๑๙ ) ฌ. จากท่านนั้นแหละ ที่สัตว์ทั้งหลายถูกส่งกระจายให้เกิดออก มา, และสิ่งเหล่านั้นทุกสิ่ง ถูกท่านนั้นแหละสิงซึมประจำอยู่ ทั่วไป, การที่คนเราขะมักเขม้นในกิจ อันเป็นหน้าที่ของตนเอง เพื่อเป็นปฏิบัติบูชาต่อท่านนั้น, นั่นแหละ เป็นสิ่งที่ทำให้คน เราสามารถลุถึงอนุตตรสภาพอันสูงสุดได้. ( อธฺยาย ๑๘ บท ๔๖ ) ญ. คนที่ปราบตน (ตนต่ำหรือตนสมมติ) ได้แล้ว "ตน" (คือ อาตมัน) ของเขา ย่อมเหมือนกันหมด ทั้งในที่เย็น ที่ร้อน ทั้งความสุข และความทุกข์ ทั้งในที่มีเกียรติ และไร้เกียรติ. ( อธฺยาย ๖ บท ๗ ) ฎ. หรือถ้าเธอจะคิดว่า "ท่านนั้น" เป็นผู้ที่มีการเกิดและการตาย (โดยสมมติโวหาร) อยู่เสมอแล้ว ท่านจะไม่ร้องไห้ร่ำไรเพราะ เหตุนั้นเลย. ( อธฺยาย ๒ บท ๒๖ )
น.91 ๗๙ ขออธิบายประกอบข้อความข้างบนในตอนนี้สักเล็กน้อยว่า ท่าน หรือเจ้าของผู้ครองอัตตภาพในที่นี้ หมายถึงอาตมันทุกแห่ง. อาตมันในที่นี้ เขาหมายถึงอัตตาที่เขาถือว่า มีลักษณะ ไม่เกิด ไม่ตาย ไม่เปลี่ยนแปลงและอื่น ๆ ซึ่งตรงกับลักษณะที่เราเรียกกัน ว่า ลักษณะ ของอสังขตธรรม หรือ นิพพาน . การที่เขากล่าวว่า อาตมันได้สิงอยู่ในสิ่งทุก ๆ สิ่งทั่วไปนั้น คล้ายกับที่เรารับรอง กันอยู่ว่า นิพพานธาตุมีอยู่ในที่ทั่วไป, หรืออสังขตธรรมย่อม ประจำอยู่ในสิ่งทุก ๆ สิ่ง, และที่เขาว่า อาตมันเปลี่ยนร่างนั้น หมายความถึงว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ตายไปกับกาย ไม่ดับไปกับจิต เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เกิดดับ เป็นสิ่ง ๆ เดียวกันตลอดเวลาและทุก ๆ ชาติ และจะเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันนั้นอยู่ จนกระทั่งมันหลุดพ้นออก จากกายหรือโลกิยธรรมทั้งปวงได้ เรียกว่าโมกษะ เป็นอาตมันที่ แท้จริง คือเป็นอิสระแล้ว เรียกว่าตนจริง หรือตนสูง เป็นคนละอัน กับตนสมมติ คือ ตนที่ยึดถือขึ้นด้วยสัญชาติญาณตามธรรมดา เช่นถือเอาร่างกาย หรือจิตว่าเป็นตนเป็นต้น. ควรเข้าใจให้ถนัดว่า ตนที่แท้จริงในที่นี้ มิได้หมายเอาจิต เพราะจิตยังเป็นสิ่งที่เกิดดับได้. เพราะไม่มีศัพท์อื่นเรียก จึงต้อง เรียกว่าอาตมัน ตามเดิมของเขา. อาจารย์ฝ่ายพุทธบริษัทเราบาง ท่านสอนว่า อสังขตธรรมหรืออสังขตธาตุ เป็นแก่นของสังขตธรรม หรือสังขตธาตุ สำหรับให้สังขตธาตุ เข้าจับหุ้มงอกงาม มีการเกิด ดับและเปลี่ยนแปลงขึ้นมา และเรียกว่าอสังขตธรรมนั้น ว่าเป็น
น.92 ๘๐ ตัวตนของเราที่แท้จริง หรือเป็นตัวนิพพาน และสอนให้ค้นหา ตัวตนอันนี้ ซึ่งให้เพิกถอนกิเลสหรือโลกิยธรรมทั้งหลายเสียแล้ว ตัวตนหรืออัตตาอันแท้จริงจะปรากฏ และยืนยันว่านั่นเป็นหลัก พุทธศาสนา. การกล่าวหรือสอนเช่นนี้ ถ้ามิใช่เป็นการแกล้งกล่าว อย่างบุคคลาธิษฐานหรือโลกิยโวหาร อย่างสมมติแล้ว ก็เป็นการ ตู่พระพุทธวจนะอย่างร้ายกาจ เพราะพระพุทธวจนะมิได้มีสอนให้ ค้นหาตนหรืออาตมัน เช่นมติฝ่ายฮินดูเช่นนั้น และทั้งยังไม่ได้มีหลัก ว่าให้ยึดถืออาตมัน หรือตนที่แท้จริงนั้นเป็นที่พึ่งด้วย, มีแต่สอน ให้ละวางความยึดถือว่าตัวตนทุกชนิดเสียโดยสิ้นเชิง จนจิตเป็น อิสระ ไม่พัวพันกับตัวตนใด ๆ. บางคนเข้าใจว่า ภาสิต อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ซึ่งแปลว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน นั้น ตนอันแรกซึ่ง เป็นที่พึ่งของตนอันหลังนั้น เขาอธิบายว่าได้แก่ อาตมันหรือ นิพพานนั่นเอง ตนหลังได้แก่ตนที่สมมติยึดถือขึ้น. การเข้าใจเช่นนี้ เป็นการทำพระพุทธวจนะให้เลอะเลือนไป จนถูกกลืนกินได้ โดยมติของลัทธิอื่น. การสอนให้พึ่งตนจริง หรือตนนิพพานนั้น เป็นมติของฝ่ายฮินดูโดยตรงเหมือนกัน, ได้แก่หลักเหล่านี้คือ ฎ. คนเราจงถอนตนขึ้นโดย "ตนใหญ่" ( หมายถึงอาตมัน ), และอย่าให้ตนโศกเศร้าเลย, เพราะว่า "ตนใหญ่นั้น" เป็น มิตรที่แท้จริงของตน ( ที่เป็นตนเล็กหรือตนธรรมดา ), แต่ว่า "ตนใหญ่" นั้น จะกลายเป็นศัตรูด้วยก็ได้. ( อธฺยาย ๖ บท ๕ )
น.93 อุทฺธเรทาตุมนาตุมานํ นาตุมานมวสาทเยตฺ| อาตุไมว หฺยาตฺมเน พนฺธุราตุไมว ริปุราตฺมนะ|| ฐ. คือ "ตนใหญ่" เป็นมิตรต่อตน ในเมื่อตนได้ยอมให้ "ตน ใหญ่" ปกครองแล้ว, แต่ตนใหญ่ย่อมเป็นศัตรูของตนที่ ยังไม่ถูกปราบโดยตนใหญ่. ( อธฺยาย ๖ บท ๖ ) พนฺธุราตฺมาตฺมนสุตสุย เยนาตฺไมวาตฺมนา ชิตะ| อนาตฺมนฺตุ ศตรุตฺเว วรฺเตตาตฺไมว ศาตฺรุวตฺ|| ข้อนี้พึงพิจารณาให้เข้าใจมติของลัทธินี้ให้ชัดว่า ตนใหญ่ หรืออาตมันในที่นี้ เขาหมายถึงธรรมหรือกฎแห่งธรรมนั่นเองด้วย เป็นตัวเดียวกันกับที่หมายถึงนิพพาน. ตนหรือตนธรรมอันนี้ เป็น มิตรแก่ทุก ๆ คนที่ยินยอมถือธรรม ซึ่งเรียกโดยโวหารว่า ยอมแพ้ หรือยอมอยู่ใต้อำนาจธรรม แล้ว "ตนธรรม" ก็จะเป็นมิตร, แต่ถ้า คนที่ปฏิเสธตนธรรม ตนนี้จะกลับเป็นศัตรู; จึงถ้าเมื่อจะพึ่งตน อันนี้ ต้องยอมแพ้มันเสียก่อน จึงจะพึ่งมันได้, รวมความว่าหมาย ถึงธรรมนั่นเอง, และเขารวมตัวธรรมหรือกฎแห่งธรรมนี้ เข้าเป็น ตัวอาตมันด้วย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็เป็นตัวเดียวกัน, เขา กล่าวเป็นตัวเดียวกันเลยและเรียกอาตมันเหมือนกันหมด. พุทธศาสนาเรา ไม่ยอมเรียก ตัวตน หรือตน อันเป็นตัวธรรม นี้ว่าเป็นตัวเรา, แต่เรียกว่าธรรมเฉย ๆ แม้จะเป็นประเภทอสังขต- ธรรม. การที่พระองค์ตรัสว่าตนพึ่งตนนั้น หมายถึงตนธรรมดา
น.94 ๘๒ ทั้งนั้น คือหมายความว่า ก็ตนไหนเป็นทุกข์เล่า ตนนั้น ๆ แหละ ต้องใช้ตนช่วยตัวเอง หรือพึ่งตัวเอง, พึ่งตัวเองทำอย่างไรเล่า, พึ่งตัวเองคือประพฤติธรรม โดยเฉพาะที่ระบุไว้เป็นพระพุทธภาสิต คือเจริญสติปัฏฐานสี่, แล้วจะหมดตน หรือหมดความยึดถือตน, ครั้นไม่มีตนแล้วก็ไม่ต้องการที่พึ่งอะไรอีกต่อไป ยังอยู่ก็แต่ธรรม เท่านั้น, ธรรมที่เป็นพวกสังขตะ ก็หมุนไปเวียนไป, พวกที่เป็น อสังขตะก็หยุดสงบอยู่ตามเดิม ตามที่เคยหยุดสงบมาแล้วอย่างไร ก็คงสงบอยู่เช่นนั้น. เราไม่มีตน, ในขั้นนี้ และเราไม่ได้พึ่งธรรมโดย ดึงเอามาเป็นตนของเราแล้วยึดถือเป็นที่พึ่ง, เราไม่พึ่งนิพพานโดย ถือว่าเป็นตนที่จะเป็นที่พึ่งให้แก่เราได้, เว้นไว้แต่จะเข้าใจผิด ๆ ตลอดเวลาที่ยังไม่รู้, เพราะนิพพานเป็นเพียงธรรมประเภทหนึ่ง เท่านั้น. ต่อไปนี้ จะได้นำหลักที่เป็น ตัวบทของภควัทคีตามาแสดง ในส่วนที่ว่าหลักของเขาคล้ายกันกับพุทธศาสนามากที่สุด จนแทบ จะจับความแตกต่างกันไม่ได้ ว่ามีอยู่เพียงไร, แนวความคล้ายกัน ที่สุด แปลกกันก็แต่ที่ถือว่ามีอาตมันหรือไม่ เท่านั้น. ฑ. ของเท็จไม่มีความมีอยู่อย่างแท้จริง, ของจริงไม่เคยขาด จากความมีอยู่อย่างแท้จริง. ความจริงสองอย่างนี้ จะมอง เห็นได้โดยผู้ที่มองเห็น "ตัวจริง" ของสิ่งทั้งปวง.( อธฺยาย ๒ บท ๑๖ )
น.95 ๘๓ ฒ. ตัวตนที่เป็นกายหยาบนี้ ไม่สามารถพ้นไปจากอำนาจของ กรรมได้เลย, “ท่านนั้น" (หมายถึงอาตมัน) ผู้ซึ่งได้พ้น แล้วจากกรรมอย่างเด็ดขาด เป็นผู้ที่ควรเรียกว่า ผู้หลุดแล้ว อย่างแท้จริง. ( อธฺยาย ๑๘ บท ๑๑ ) ณ. ความดี ความชั่ว และดีชั่วเจือกัน - สามอย่างนี้เป็นผลของ กรรมซึ่งผู้ที่ยังวางไม่ได้ จะต้องได้รับหลังจากที่ทำแล้วไป. แต่ว่ามันทั้งสามอย่างนี้ ไม่มีเลย สำหรับผู้ที่ได้หลุดพ้นแล้ว อย่างแท้จริง. (อธฺยาย ๑๘ บท ๑๒) ด. ผู้ที่สลัดออกได้แล้ว ย่อมถูกอาบรดโดยความบริสุทธิ์และ ปัญญา และเป็นผู้ปราศจากความสงสัยโดยสิ้นเชิง. "ท่าน นั้น" ย่อมไม่เกลียดกรรมอันไม่ยั่วยวน และไม่พัวพันอยู่ ในกรรมอันยั่วยวน. ( อธฺยาย ๑๘ บท ๑๐ ) ต. บุคคลผู้ซึ่งปัญญาของเขาไม่ติดขัดในที่ทั้งปวง เป็นผู้ ทรมานตนได้ ละขาดจากตัณหา, เขาผู้นี้ได้เข้าถึงอนุตตร สภาพแห่งความเป็นอิสระจากสิ่งผูกมัดทั้งมวล โดยสมบูรณ์ เพราะอาศัยความปล่อยวางของเขานั่นเอง. ( อธฺยาย ๑๘ บท ๔๙ ) ถ. ผู้ที่ลุถึงสภาพอันสูงสุดแล้ว จะยึดเอาได้ซึ่งความเป็นอนันตชีพ อันเป็นขั้นสูงสุดของปัญญาอย่างไรนั้น เธอจงศึกษาไปจาก เราแต่โดยย่อ ๆ ก่อนเถิด ท่านผู้เป็นเผ่าแห่งนางกุนตี. ( อธฺยาย ๑๘ บท ๕๐ )
น.96 ๘๔ ท. จงเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับพุทธิ คือญาณเครื่องรู้ชำระ ตนให้ผ่องแผ้ว บังคับตัวของตัวด้วยความมั่นคง สลัดเสียซึ่ง เสียงและสิ่งอันยั่วยวนต่ออินทรีย์ทั้งมวล ละความรักและความ ชังเสีย. (อธฺยาย ๑๘ บท ๕๑) ธ. จงสงบอยู่ในที่อันวิเวก สันโดษมักน้อย ควบคุมกาย วาจา และใจของตน ไว้ได้ในอำนาจ ประกอบสมาธิจิตอยู่เสมอ และถือเอาผู้ที่ปราศจากกิเลสเป็นที่พึ่ง, ( อธฺยาย ๑๘ บท ๕๒ ) น. จงสลัดเสียซึ่งความเห็นแก่ตัว ความเอาแต่อำเภอใจตัว ความ อยากอวด ตัณหา ความขัดเคือง และโลภะ แล้วเป็นผู้ไม่เห็น แก่ตัว และสุขสงบ. เขาผู้นี้แหละพร้อมแล้วที่จะเป็น "อนันต- ชีวะ" ( อธฺยาย ๑๘ บท ๕๓ ) บ. เมื่อเป็นอนันตชีวะ สดใสอยู่ภายในอาตมันแล้ว จะไม่เศร้าโศก ไม่มีความต้องการสิ่งใดอีกต่อไป เป็นตัวเดียวกันกับสัตว์ทุก รูปทุกนาม เขาชื่อว่าเคารพเราแล้วอย่างสูงสุด ( อธฺยาย ๑๘ บท ๕๔ ) ป. เขาเข้าใจได้ถูกตรงตามที่เป็นจริงด้วยความเคารพ ว่าเราคือ ใคร และเราเป็นอะไร, เมื่อรู้จักเราถูกตรงถึงตัวจริงเช่นนี้ เขาก็ จะถึงอนุตตรสภาพในทันที นั่นเอง : (อธฺยาย ๑๘ บท ๕๕) จากเนื้อความเหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่า เขาก็มีหลักตรงกัน กับพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และเต็มไปด้วยเหตุผลเช่นเดียวกัน ผิดกันก็แต่ว่า เขามีตัวอาตมันหรือตัวตนที่แท้จริง เป็นผู้ยืนโรงอยู่
น.97 ๘๕ ตลอดเวลาเท่านั้น แต่มติฝ่ายเราถือว่าจะต้องปัดตัวตนทิ้งโดย สิ้นเชิง คงมีแต่ธรรมล้วน ๆ ปรากฏอยู่ และธรรมพวกหมุนก็หมุน ไป. การที่นำเอาข้อความตอนนี้ขึ้นมาแสดง คล้ายกับว่านอกเรื่อง แต่ที่จริงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้เราเห็นได้ถนัดชัดเจน ว่า มติของฮินดูกับพุทธศาสนานั้น คล้ายกันมากเพียงไร. และส่วน ที่เราจะต้องรู้ในข้อที่ว่า มันแยกกันเสียตอนไหนนั้น ก็คือตอน อาตมันนี่เอง, เขาเพ่งหาอาตมัน พบแล้วถือเอาเป็นตัวความหลุด พ้นและสุข, และขั้นสุขของเขาก็คือ ปัญญาหรือจิตได้ประสพ อาตมันแล้ว , ดังตัวบทซึ่งจะได้ยกมาอีกเป็นครั้งสุดท้ายสองข้อ คือ. ผ. เมื่อบุรุษสลัดเสียได้ซึ่งตัณหาทุก ๆ อย่าง และมีความอิ่มใจ ในอาตมัน โดยอำนาจอาตมัน เมื่อนั้นเขาก็ชื่อว่า เป็นผู้มีจิต อันคงที่แล้ว. ( อธฺยาย ๒ บท ๕๕ ) ฝ. ยถา ทีโป นิวาตสฺเย เนงฺคเต โสปมา สมฺฤตา| โยคิโน ยตจิตฺตสฺย ยุญฺชเต โยคมาตฺมนะ|| เหมือนดวงประทีปในที่ไม่มีลมพัด ย่อมไม่ไหวพึบพับฉันใด โยคีผู้มีจิตอันฝึกได้แล้ว นั่งดูดดื่มอยู่ใน "โยคะอันเพ่งเล็งต่อ อาตมัน" ก็ฉันนั้น. ( อธฺยาย ๖ บท ๑๙ ) ในข้อสุดท้ายนี้ จะเห็นได้ว่า โยคะหรือวิปัสนาของเขานั้น เพ่งเล็งต่ออาตมัน และถึงที่สุดลงด้วยการได้พบอาตมันสมหมาย มีจิตดูดดื่มอยู่ในอาตมันหรือ "ตัวเรา" อิ่มอกอิ่มใจอยู่ด้วยความ
น.98 ๘๖ รู้สึกว่า นั่นแหละคืออาตมัน หรืออาตมันเป็นสิ่งที่เราได้ค้นพบแล้ว เป็นตัวเราที่แท้จริงแทนตัวเราที่ไม่แท้ ที่เคยหลงยึดถือมาก่อน. พวกพุทธบริษัทเราบางคนที่ถือเอานิพพานว่า เป็นอัตตาที่แท้จริง ก็ทำนองเดียวกับนี้ และกำลังหลงเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นนิพพานอยู่ โดยที่ว่าถ้ายังมีความรู้สึกว่าอะไรเป็นอัตตา อยู่เพียงใด นิพพาน อันแท้จริงจะปรากฏไม่ได้. และเมื่อปรากฏได้ ความรู้สึกว่าอัตตา จะไม่มีเหลืออยู่ในขณะนั้นเลย.
Buddhadasa