น.99 ๘๗ อาตมันในลัทธิไชนฺ หรือนิครนถ์ ต่อไปนี้จะได้พิจารณาถึงหลักของพวกไชนฺ หรือนิคัณฐ์ (นิครนถ์) ว่ามีหลักคล้ายกันที่สุดอย่างไรสืบไปอีก. พวกนี้เป็น คู่แข่งกันมากับพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมา. ในสมัยพุทธกาล มีศาสดาชื่อ ท่านมหาวีระ หรือเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า นิคัณฐ นาฏบุตร เป็นศาสดาแห่งลัทธินี้ แม้จะได้ให้หลักคำสอนไว้สั้น ๆ ต่อมาก็ได้มีการอธิบาย หรือขยายความออกให้เข้าใจง่ายโดยพิศดาร และตัวบทก็ยังคงเดิมหรือสรุปความได้ว่า ยังคงมีอาตมันนั่นเอง เป็นจุดที่หมาย. เช่น : (ก). ชฺญาณ ภาวนยา สิกฺตา นิภฤเตนานฺตราตฺมนะ| อปฺรมตฺตํ คุณํ ปฺราปฺย ลภนฺเต หิตมาตฺมนะ|| ผู้ซึ่งได้เพ่งด้วยญาณ ย่อมรู้ประจักษ์อาตมันในภายใน และเมื่อละความประมาทได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมประสพจุด หมาย คือ อาตมัน. ( สารสมุจฺจยของท่านกุลภัทราจารย์ บท ๒๑๘ ) และยิ่งกว่านั้น ใน มติฝ่ายไชนฺ มีคำว่านิพพานใช้เหมือนกัน เป็นแต่อยู่ในรูปสันสกฤต คือ นิรวาณ ทั้งข้อความในที่นั้นยังแสดง ประจักษ์อยู่ด้วยว่า นิรวาณกับอาตมันรวมอยู่ในสิ่งอันเดียวกัน คือตัวบทว่า
น.100 ๘๘ (ข). สรฺวทฺธนฺทธวินิรฺมุกฺตํ สฺถานมาตฺมสฺวภาวชํ| ปฺราปฺตํ ปรมนิรฺวาณํ เยนาเสา สุคตะ สฺมฤตะ|| ผู้นั้นย่อมมีนามว่า สุคต ในเมื่อเขาได้บรรลุถึงนิรวาณอัน สูงสุด ซึ่งว่างจากโทษร้ายทั้งมวล และซึ่งเป็นสภาวะ (หรือ ลักษณะ) ตามธรรมชาติของอาตมัน. (จาก อาปต สุวรูป) จากตัวบทของเขาอันนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า นิรวาณหรือนิพพานในบาลี ก็คือตัวที่เขาเรียกว่าอาตมันหรือ อัตตา, กิริยาที่ว่างจากทุกข์ หรือโทษร้ายทั้งมวล นั่นคือนิรวาณ และอันนี้เป็นลักษณะประจำสิ่งที่เรียกว่าอาตมันอยู่ตามธรรมดา เช่นเดียวกับความเปียกเป็นลักษณะประจำของน้ำ. จึงเป็นอันว่า ตามมติของฝ่ายนั้น เมื่อลุถึงนิรวาณ ก็คือลุถึงอาตมัน หรือเมื่อลุ ถึงอาตมัน ก็คือลุถึงนิรวาณ และนั่นคือตัวเราที่แท้จริง. เรายังจะพบได้สืบไปว่า ในเรื่องอันเกี่ยวกันระหว่างกรรม กับนิพพานนั้น ก็คล้ายกันที่สุดกับหลักพุทธศาสนาเรา คือ กรรม ย่อมหมดอำนาจในเมื่ออาตมันปรากฏ เช่นเดียวกับที่ฝ่ายเรามี หลักว่า กรรมเก่าย่อมหมดอำนาจและกรรมใหม่ก็ไม่เป็นอัน กระทำ ในเมื่อเราลุถึงนิพพาน หรือลุถึงโลกุตตรภูมิขั้นสุด. ตัวบท ของฝ่ายไชนฺ คือคัมภีร์สมยสาระ ของท่านกุนทกุนทาจารย์ ข้อ ๑๙๘ ว่า (ค). ราโค โทโส โมโห ย อาสวา ณตฺถิ สมฺมทิฏฐิสฺส|
น.101 ๘๙ ตหฺมา อาสวภาเวณ วิณา เหทู ณ ปจฺจยา โหนฺติ || ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นอาสวะที่เป็นเหตุให้ทำกรรม ย่อมไม่ปรากฏในท่านผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ฉะนั้น กรรมจึงไม่ สามารถเป็นเหตุแห่งความทุกข์หนัก ในเมื่อเข้าถึงอาตมัน ทั้งนี้ เพราะว่าอาสวะหมดสิ้นเสียแล้ว. และท่านพรหมจารี สีตาล ปฺรสาท อาจารย์ฝ่ายไชนฺในปัจจุบัน นี้ผู้หนึ่ง ได้บรรยายไว้ว่า "เมื่อกล่าวตามลัทธิไชนฺ นิรวาณก็คือสภาวะหรือลักษณะ อย่างหนึ่งของอาตมัน ที่เป็นอิสระแล้วจากอำนาจกรรม และจาก ความรู้สึกอันเป็นเหตุให้ทำกรรมทุก ๆ ชนิด, เป็นสภาพที่ว่างจาก กายทุก ๆ ประเภท ไม่ว่าจะเป็นกายประณีตหรือกายหยาบ, เป็น ที่ดับศูนย์ของโลกิยทุกข์ทุก ๆ ชนิด, แต่เต็มไปด้วยสุข เต็มไป ด้วยศานติ แจ่มแจ้ง และเป็นอนันตชีวะ ไม่มีตกต่ำอีกต่อไป.” ๑ ตามข้อความนี้เราจะเห็นได้ว่า แม้มติไชนฺ ก็ปฏิเสธกาย หยาบและกายทิพย์ เช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธใน พระบาลีโปฏฐปาทสูตร, และย่อมปฏิเสธนามกายคือสัญญานั้น ด้วย เพราะกล่าวเพ่งเอาสภาพที่อยู่เหนือกรรม. เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านผู้เป็นนักศึกษาทั้งหลายกำหนดไว้ให้แม่นยำอีกชั้นหนึ่ง ว่า มติของลัทธินี้พัวพันกันกับมติของเราอย่างใกล้ชิดเพียงไร, ถ้าเพียงแต่กล่าวเรื่อยไปตามความตรึกของตนเอง ย่อมไม่พ้นจาก ๑. Comparative Study of Jainism and Buddhism, P. 22
น.102 ๙๐ การที่จะทำให้หลักพุทธศาสนากลายเป็นหลักของลัทธิอื่นไป โดย ไม่รู้สึก. ที่ข้าพเจ้าว่าพัวพันกันอยู่อย่างใกล้ชิดนั้น หมายถึงว่ามันมี ส่วนที่ตรงกันเป็นส่วนมาก แต่มีบางอย่างที่แตกแยกออกมาเสียจาก กันบางแง่เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือไม่มีความรู้สึกว่า อาตมัน หรือตัวเราดังกล่าวแล้ว, หรือสิ่งที่จะบัญญัติว่าเป็นนิพพานนั้น เราบัญญัติได้ต่อเมื่อขึ้นถึงขั้นที่หมดความรู้สึกว่าอาตมัน แม้ว่ามัน จะเป็นการเลยไปอีกเพียงหน่อยหนึ่งก็ตาม. แต่น่าจะลองคิดดู ว่า แม้เลยออกไปหน่อยเดียวก็จริง แต่มันเลยไปจนตรงกันข้าม คือมีอาตมันกับไม่มีอาตมันอยู่ในภายในความรู้สึกของปัญญา. เราไม่อาจยอมรับว่าปัญญาที่ยังมีอาตมันเหลืออยู่นั้น จะจัดเป็น สัมมาทิฏฐิได้. เขายังกล่าวสืบไปว่า อาตมันตัวที่บริสุทธิ์แล้วนี้ คือตัวเดียว กันกับที่ในขณะหนึ่งมันเศร้าหมองอยู่ หรือถูกโลกิยธรรมห่อหุ้ม อยู่ และนั่นคือตัวเราที่แท้จริงตลอดเวลา, เป็นแต่ในขณะที่เศร้า หมองนั้น มันไม่อาจรู้จักตัวมันเองเท่านั้น เนื่องจากโลกิยธรรม หรือกิเลสเข้าชิงตำแหน่งเป็น "ตัวเรา" เสีย. แต่อาตมันที่แท้จริง นั้น มีลักษณะดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด หรือหลุดพ้นจากโลกิยธรรม เสมอ และถือว่าการทำเช่นนั้น เป็นหน้าที่ (Duty) โดยตรงของมัน ตลอดเวลา หรือเป็นธรรมชาติของมันทีเดียว ดังที่กล่าวไว้ใน รามายนะ บทหนึ่งว่า "เหมือนกับนกที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อบิน และแม่น้ำเพื่อไหล, อาตมันก็ฉันนั้น มันมีมาเพื่อติดตามหน้าที่ ของมันเอง." การกล่าวเช่นนี้ ย่อมเป็นยอมรับ หรือถือว่าเรามีตัว
น.103 ๙๑ ของเราตลอดเวลา ทั้งขณะที่พ้นแล้วและยังไม่พ้น ซึ่งมันตรงกัน ข้ามกับหลักพุทธศาสนายิ่งนัก. เมื่อย้อนไปพิจารณาดู ปรัชญาของพวกที่มีพระเป็นเจ้าใน อินเดีย เราจะเห็นความเป็นนักปราชญ์ของเขาอย่างเยี่ยมอีกครั้ง หนึ่ง คือถือว่า พระเป็นเจ้าก็ได้แก่อาตมันนั่นเอง . อาตมันสิงอยู่ใน สิ่งทุก ๆ สิ่งหรือทั่วไป เรียกว่าพรหม ในเมื่อจะเรียกตามภาษาของ พวกที่ถือให้เป็นพระเป็นเจ้า. และพวกนี้กล่าวว่า การที่เกิดมีการ ถือพระพรหมเป็นพระเป็นเจ้า ที่มีตัวตน (Personal God) ขึ้นมา นั้น ก็เป็นเพียงการถือของพวกต่ำ ๆ และเป็นการจำเป็นที่จะต้องให้ ถือเช่นนั้นไปก่อน, และเขาจะรู้จักพรหม หรืออาตมันนี้เองในภาย หลัง ในเมื่อปัญญาได้แก่กล้าแล้ว. การถือพระพรหมเป็นเจ้า จึงเป็น เสมือนคอกหรือเครื่องผูกมัดให้มีศรัทธามากขึ้นในเบื้องต้น เท่านั้น. ข้อนี้ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงฝ่ายเราขึ้นมาทันที ในการที่สอนกัน ให้ถือว่านิพพานเป็นอัตตาหรือตัวเราที่แท้จริงนั้น เป็นการสอน เพื่อสร้างคอกหรือเชือกเหนียวเข้ามาในเบื้องต้นฉันนั้นเหมือนกัน, ดีกว่าที่จะให้ว้าเหว่ เพราะไม่มีตัวเราเอาเสียเลยทีเดียว, ภายหลังเขา อาจทิ้งอัตตาตัวสุดท้ายนี้ได้.
Buddhadasa