น.104 ท่าน ไพช นาถ ขนฺน (Baij Nath Khanna) ได้เขียนไว้ใน หนังสือ Light of Bhagawad Gita ของท่านพอเป็นทางให้เราเข้าใจ ข้อความตอนนี้ได้ดี, คือเขียนไว้ว่า " อาตมันอยู่นอกเหนือความเป็น ผลแห่งกรรมทางวัตถุ. มันเป็นฝักฝ่ายของเทพเจ้า (divine region), โลกแผ่นดินไม่มีอะไรที่เป็นผลเกี่ยวข้องอยู่ในมัน อาตมันจึงเป็น สิ่งที่มีมหิทธิศักดิ์โดยแท้จริง. " ( หน้า ๑๐ ) "พระเป็นเจ้ามีอยู่ตลอดนิจกาล ในท่านนั้นไม่มีขีดจำกัด ของกาลและอวกาศ. สิ่งที่ไม่มีการเกิด ย่อมมีการตายไม่ได้. อาตมันเป็นอิสระจากการทำลายและการตาย. มันไม่มีการตั้งต้น ดังนั้นมันจึงไม่มีที่สิ้นสุด. " ( หน้า ๖ ) ข้อความนี้ทำให้ใจชื้นอย่างถนัด สำหรับศาสนิกผู้ถือศาสนา นั้น เพราะว่ามันทำให้รู้สึกว่า ตัวเรากับพระเป็นเจ้านั้นเป็นตัวเดียว กัน . ตัวเราที่แท้จริงก็คืออาตมัน พระเป็นเจ้าก็คืออาตมัน และเป็น ตัวเดียวกัน. หรือกล่าวอย่างจำกัดความสักหน่อย ก็คือว่าพระเป็น เจ้าเป็นตัวรวม สัตว์ตัวหนึ่ง ๆ เป็นตัวย่อย ๆ แต่เพราะเหตุที่อาตมัน เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือกฎจำกัดของกาลและอวกาศ (Time & Space), เพราะฉะนั้น อาตมันจึงไม่อาจถูกวัดขนาดได้ แม้โดย ปริมาตรหรือเวลา, หรืออะไรหมด, มันจึงไม่มีอาตมันเล็กหรือ อาตมันใหญ่ จึงเป็นตัวเดียวกันโดยแท้. ผู้เห็นอาตมันจึงกลายเป็นตัว เดียวกับพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นตัวตนของโลก (Universal Self) ซึ่ง
น.105 กล่าวได้ในที่สุดว่าคนทั้งโลก เป็นคน ๆ เดียวกัน กระทั่งถึงสัตว์ ทุก ๆ ชนิดด้วย. "วิญญาณ" ดวงเดียวนี้เท่านั้น คือแก่นหรือสาระ ของโลกหรือของคนเรา. ใครเห็น ก็ได้เข้ารวมในวิญญาณนั้น อย่างที่มติของคริสเตียนว่าได้เข้ารวมกับพระเป็นเจ้า. และในที่สุด ก็มี "ตัวเรา" กันอยู่ตลอดอนันตกาล หรือเป็น อนันตชีวะ. ในขั้นนี้ ขอให้นักศึกษาลองหยั่งดูครั้งหนึ่งก่อนว่า อัตตาหรือ อาตมันของนักปรมัตถ์ประเภทนี้ เป็นปรมัตถ์ (คือลึกซึ้งเพียงไร) เพื่อจะได้เปรียบเทียบต่อไปข้างหน้าอีกขั้นหนึ่งว่า ถ้ามีปรัชญา อันหนึ่งอันใด ที่ไปได้ไกลกว่านั้นอีก จะเป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งยิ่งนัก เพียงไหน. และหลักปรัชญาที่เลยไปอีกขั้นหนึ่งนั้น ก็คือพระพุทธมติ หรือพุทธปรัชญานั่นเอง.
Buddhadasa